เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 2 : เพลิงธาราฝนปทุม (บทที่ 1-1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    4 มิ.ย. 59

ใบหยาง[1]เขียวสดลู่เคียงหอ

โฉมงามลำน้ำลั่วบรรเลงพิณคลอ

ห่านคอขาวคาบมุกร่วงสมุทรสินธุ์

ห้าวิญญูแห่งซู่เจาล้วนสง่า

ดาวคลุมกายบุปผาโรยโปรยแขนเสื้อ

ลิ้มสุราเมืองจันทราทั้งทิวา

สหายเก่าร้างลานับหมื่นลี้

อาคันตุกะย้อนกลับมาเยือนใต้หล้า

ซีเจี้ยน อำลาซู่เจา

 

บทกวีด้านบนเป็นบทประพันธ์ของท่านอ๋องคนก่อนของเรา พรรณนาถึงทัศนียภาพอันเจริญรุ่งเรืองของชนเผ่าซู่เจาของเราหลังจากเหตุการณ์ปฏิรูปห่านคอขาว  ข้าขอสาบานด้วยนามแห่งองค์หญิงเล็กลั่วเวย ดินแดนซู่เจาของเราตั้งอยู่ในดินแดนอันวิเศษดั่งสวรรค์ และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจของบรรดาปีศาจ มนุษย์ เทพและสัตว์ ส่วนเพราะเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ในวันนี้ ข้าเองก็ไม่อาจไขความกระจ่างได้ ในฐานะเชื้อพระวงศ์แห่งซู่เจา หากองค์หญิงเช่นข้าต้องการเล่าประวัติของตัวเอง เดิมควรจะบอกเล่าบรรยายภาพเหตุการณ์ที่ชนเผ่าอื่นสวามิภักดิ์ต่อเรา หรือภาพเหตุการณ์ที่อาจารย์ชื่นชมบทประพันธ์อันวิจิตรบรรจงของข้า หรือไม่ก็ภาพเหตุการณ์ที่ข้าร่ายเวทบังคับน้ำให้ตวัดหมุนกลางเวหาดุจภูตบุปผาทว่าความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ยากที่คนเราจะสมดังใจหวังทุกเรื่อง ปฐมบทประวัติของข้าซึ่งเป็นองค์หญิงเล็กกลับเริ่มต้นด้วยค่ำคืนแห่งความเศร้าโศก ในราตรีอันเศร้าโศกนี้ได้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น เมื่อเซียนได้รุกรานชนเผ่าซู่เจาของเรา

ถูกต้อง เซียนที่ข้ากล่าวถึง ก็คือเซียนที่เหินเวหาได้

ลมหนาวเดือนสิบสอง ลมเหนือพัดดินฟุ้งตลบ หิมะโปรยปรายทั่วแดน ลำน้ำลั่วจับตัวเป็นไอน้ำแข็งท่ามกลางความหนาวเหน็บ ค่ำคืนนั้นเสด็จแม่กำลังสอนพี่หญิงปักผ้า เจ้าพยัคฆ์น้อยนอนหมอบอยู่บนตักของข้าที่กำลังนั่งคุกเข่าบีบนวดขาให้เสด็จพ่ออยู่ข้างๆ ทันใดนั้นก็มีทหารเข้ามารายงานว่า องครักษ์หน้าประตูชังไห่ถูกสังหารจนสิ้น นอกจากจะมีชาวต่างเผ่าที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในเมืองแล้ว ยังมีเงาเมฆสองกลุ่มลอยละลิ่วเข้ามาด้วย ไม่มีใครเห็นชัดเจนว่าผู้บุกรุกเป็นใคร รู้เพียงว่ายามนี้พลเมืองบาดเจ็บล้มตายกันนับไม่ถ้วน น่าสลดหดหู่เหลือแสน ครั้นได้ยินว่าประตูชังไห่เสียการอารักขา เสด็จพ่อก็ตกใจจนลุกขึ้นพรวด ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ทะยานออกไปด้วยพลังเวทบังคับน้ำให้ซัดโถมไปทันที

ประตูชังไห่เป็นประตูหลักของแดนซู่เจา การคุ้มกันของที่นั่นแน่นหนาที่สุด แต่กลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ผู้บุกรุกเป็นยอดฝีมือจากไหนกันแน่ ข้าเองก็ตามเสด็จแม่กับพี่หญิงออกไปดูสถานการณ์

พายุหิมะฟุ้งกระจาย ควันพวยพุ่งพันลี้ เสียงรบราฆ่าฟันนับไม่ถ้วนดังสะท้อนอยู่ในเมือง ที่น่ากลัวกว่านั้นคือภายในเวลาสั้นๆ ผู้บุกรุกได้กล้ำกรายมาถึงบนฟ้าเหนือวังจื่อเฉาแล้ว เป็นบุรุษสองคน คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มผมดำขลับ มีดวงตาสามตา มือถือพู่กัน สวมชุดยาวสีเหลือง อีกคนเป็นผู้เฒ่าผมขาวโพลน เครายาวจรดเอว มือถือแส้ปัด สวมชุดนักพรตสีขาว ทั้งสองรวบผมมวยสวมรัดเกล้า ท่าทางหยิ่งทระนง ขี่มวลเมฆลอยเด่นอยู่สูง

บริเวณโดยรอบพวกเขาปราศจากน้ำ นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวซู่เจา แต่เป็นชนเผ่าอื่นที่เหาะเหินเดินอากาศได้ ซึ่งมีเพียง

"ผู้บุกรุกคือใคร" เสด็จพ่อเงยหน้าขึ้นถามเสียงดัง "ข้ากับท่านทั้งสองไม่มีความแค้นต่อกัน เหตุใดจึงทำร้ายชาวซู่เจาของเรา"

เทียบกับโทสะเดือดดาลของเสด็จพ่อแล้ว เด็กหนุ่มกลับไร้ท่าทีวู่วามเฉกเช่นที่คนอายุน้อยมี เพียงแค่ชำเลืองมองพวกเราอย่างดูแคลน นัยน์ตาสะท้อนความเย็นเยือกดุจพายุหิมะอันหนาวเหน็บ "เจ้าปีศาจสามหาว พวกเจ้าวางอำนาจบาตรใหญ่ ณ ทะเลเหนือมาเป็นพันปี ยังกล้าเหิมเกริมไร้มารยาท ล่วงเกินเบื้องสูงเช่นนี้อีก"

"อะอะไรนะ พูดจาเพ้อเจ้อ! ช่างเป็นถ้อยคำที่เหลวไหลยิ่งนัก พวกเราชาวซู่เจา ดำรงชีวิตอย่างสงบอยู่ในพรมแดนมาตลอดพันปี ไหนเลยจะเคยวางอำนาจบาตรใหญ่!"

เสด็จพ่อเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่มีเมตตา ทั้งชีวิตไม่เคยถูกใครต่อว่าด่าทอเช่นนี้ ยามตอบคำถามก็ยังไม่ทิ้งความเป็นผู้ดี แต่ข้าหาใช่คนที่ใครจะรังแกได้ง่ายๆ ข้าอุ้มเสวียนเย่ว์ลุกขึ้นโต้แย้งไปด้วย "ใช่แล้วๆ แล้วเจ้าเป็นใคร ถึงได้กล้าพูดจากับเสด็จพ่อข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้! กล่าวหาว่าพวกเราเป็นปีศาจ ชาวซู่เจาเช่นพวกเราต่างหากที่เห็นพวกเจ้าเป็นปีศาจ!"

ดวงตายาวรีของเด็กหนุ่มหรี่ลง ยิ่งฉายแววเย็นชา ส่วนผู้เฒ่าคนนั้นกลับโมโหกราดเกรี้ยว สะบัดแส้ปัดแล้วกล่าว "ภูตวารีกระจอกที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังตะคอกใครอยู่ เราคือเทพแห่งตำหนักจื่อเวย หรูเย่ว์เวิง และท่านหวงเต้า เซียนจวิน วันนี้รับบัญชาจากเซียนจุน[2]มาปลิดชีวิตของพวกเจ้า!"

ครานี้ข้าเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งราวคนโง่

ผู้รุกรานคือคนจากดินแดนเซียน เป็นไปได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เซียนผู้มีวิชาเวทสูงส่งยังปฏิบัติกับเราด้วยความสุภาพเกรงใจ ตอนนี้พวกเขากลับเรียกพวกเราว่าปีศาจวารีบ้าง ปีศาจร้ายบ้าง ข้าจึงแย้ง "ท่านเพ้อเจ้ออะไร! พวกเราเป็นหนึ่งในชนเผ่าวารีที่ได้รับการปกปักจากเทพ เผ่าซู่เจาของเราสถาปนาโดยมหาเทพอิ้นเจ๋อ ตาเฒ่าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้าต่างหากที่เป็นปีศาจ!"

หวงเต้าเซียนจวินกล่าว "เจ้าปีศาจวารี เรารับบัญชาให้มากวาดล้างภัยร้าย หากพวกเจ้ากลับตัวกลับใจ ยังสามารถกลับชาติไปเกิดใหม่ และบำเพ็ญเป็นมนุษย์ได้ หากเจ้ายังใช้วาจาสามหาวลบหลู่ทวยเทพ ระวังวิญญาณจะแตกสลาย สาบสูญไปจากหกภพภูมิ"

หรูเย่ว์เวิงใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ชี้มาทางข้าด้วยท่าทางราวกับรักษากฏอย่างเข้มงวด มีความเที่ยงตรงล้นฟ้า "เลี้ยงสัตว์อสูรโบราณโดยพลการ ยังบอกว่าตัวเองมิใช่ปีศาจ ช่างน่าขำสิ้นดี"

ข้าเถียงทันที "ข้าไม่เห็นสัตว์อสูร เห็นเพียงมูลสุนัขในหมู่ทวยเทพอย่างท่านเท่านั้น ผู้ใดก็ชังน้ำหน้า"

ข้ายั่วจนตาเฒ่านั่นเกิดโทสะถึงขีดสุด เสด็จพ่อกลับหันมาพินิจพยัคฆ์น้อยในอ้อมกอดข้า ก่อนจะตบหัวของมันเบาๆ "เจ้านี่รูปร่างคล้ายเสือ มีปีกบินได้ ทั้งยังกินคน เข้าใจภาษาข้าไร้ปัญญาจึงดูไม่ออก ลูกเสือตัวนี้คือฉงฉี"

ได้ยินคำว่า 'ฉงฉี' ข้าเองก็พลอยเงียบไปด้วย ชื่อนี้ไม่ได้แปลกหู ข้าเคยอ่านเจอในตำราไม่รู้กี่ครั้ง

เมื่อผานกู่[3]เบิกฟ้าแยกแผ่นดิน เทพหนี่ว์วาสร้างมนุษย์แล้ว เทพแห่งน้ำก้งกงและเทพแห่งไฟขัดแย้งกันจน 'น้ำและไฟไม่อาจอยู่ร่วมกันได้' จึงเกิดศึกต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นหลายครั้ง คลื่นยักษ์โถมกระหน่ำโลกมนุษย์ เปลวเพลิงลุกโชน อัสนีบาตดังลั่น ท้ายที่สุดก้งกงพ่ายแพ้จึงโกรธเกรี้ยว ใช้ศีรษะโขกเขาปู้โจว[4] จนถล่ม เป็นเหตุให้เสาค้ำสวรรค์หักโค่น เชือกที่ยึดโยงแผ่นดินกับเสาค้ำยันสวรรค์ขาดออกจากกัน หลังจากนั้นเทพหนี่ว์วาได้ซ่อมแซมแผ่นฟ้าด้วยศิลาห้าสี ก้งกงสิ้นชีพ ทว่าเผ่าพันธุ์ของก้งกงไม่สิ้นปณิธาน จำแลงกายเป็นสัตว์อสูรโบราณฉงฉี ฉงฉีเป็นสัตว์อสูรดุร้าย เห็นผู้ใดวิวาทกัน มันก็จะกลืนกินฝ่ายที่มีเหตุผล ได้ยินว่าใครสัตย์ซื่อ มันจะเขมือบจมูกของผู้นั้น แต่หากได้ความว่าผู้ใดชั่วช้า มันจะล่าสัตว์มามอบให้

วกกลับมาดูพยัคฆ์น้อยเสวียนเย่ว์ของข้า มันขดตัวอยู่ในอกข้า ใช้อุ้งมือปุกปุยกุมหัวตัวเอง ตาเบิกกว้างน้ำตารื้น ปีกเล็กๆ สั่นเทาพลางมองข้า เมื่อสบตาข้าแล้ว มันยังยื่นกรงเล็บมาหาข้า ด้วยเพราะมันน่ารัก ข้าจึงละเลยลักษณะเด่นของมัน ก่อนหน้านี้เสวียนเย่ว์เคยระเบิดพละกำลังเป็นบางครั้ง ข้าระวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังประเมินมันต่ำเกินไป คิดว่ามันโตแล้วคงกลายเป็นสัตว์ป่าที่แท้มันคืออสูรร้ายนี่เอง! มหาเทพสมุทรโปรดคุ้มครองด้วย ข้าเลี้ยงลูกฉงฉีตัวหนึ่งเข้าให้แล้ว! ทำอย่างไรดี!

เดี๋ยวก่อน เหตุการณ์นี้มีอะไรไม่ถูกต้อง ข้าซื้อเสวียนเย่ว์มาจากร้านขายพยัคฆ์ หากมันเป็นฉงฉีจริง เช่นนั้นพ่อแม่ของมันก็ต้องเป็นฉงฉีตัวเต็มวัย สัตว์อสูรโบราณนิสัยดุร้ายโหดเหี้ยมเช่นนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกเจ้าของร้านขายสัตว์ไร้ประโยชน์นี้ล่า ต่อให้เขาไม่ได้ล่าด้วยตัวเอง แต่ผู้ที่จะล่าฉงฉีได้ก็น่าจะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กนี้มีพิษสงมากเพียงใด ไม่มีทางปล่อยให้มันหนีไปแน่ ข้าเอ่ยเสียงดัง "ช้าก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องพูด"

"เจ้าปีศาจ อย่าได้คิดถ่วงเวลา!"

เวลานี้หรูเย่ว์เวิงสะบัดแส้ปัดไปทางซ้าย เศษหินดินทรายจากรอบด้านพลันฟุ้งตลบเข้ามารวมตัวกันอยู่กลางจันทร์กระจ่างดวงใหญ่ เขาสะบัดแส้ปัดไปทางขวา เศษหินดินทรายเหล่านั้นก็จับตัวกันเป็นหินก้อนใหญ่หลายก้อน ขยับหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เศษทรายปลิวกระเด็น ความรวดเร็วนั้นชวนให้ตะลึงตาค้าง จากนั้นเขาก็สะบัดแส้ปัดมาทางพวกเรา หินแกร่งพวกนั้นก็พุ่งลงมาจากทางดวงจันทร์ กลายเป็นกริชหลายเล่ม ประกายเย็นเยือกวาววับ เล็งเข้าที่จุดสำคัญของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อร่ายเวทบังคับน้ำขึ้นมาป้องกันตัวทันที จึงสามารถสกัดการโจมตีได้ส่วนหนึ่ง กริชลดความเร็วลง ทว่าคมมีดยังคงเฉือนลงบนร่างหลายแผล

แม้พวกเราจะมีพลังบังคับน้ำ แต่ก็จำกัดเพียงน้ำที่ไร้ชีวิต อีกทั้งไม่มีพลังในการทำให้โลหิตแข็งตัว และไร้พลังแปรน้ำเป็นวัตถุ ด้วยเหตุนี้แต่เล็กจนโต วิชาเวทที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาก็เป็นเพียงวิชาที่โหว[5]หลิงซู่ผู้ใช้วิชาเวทศักดิ์สิทธิ์ใช้ในยามแสดงการฝึกหัดวิชา'ธาราแข็งตัว'—โดยทำให้ผิวน้ำของแม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ก่อนจะยกแผ่นน้ำแข็งขึ้น แล้วทำให้มันแตกละเอียดกลางอากาศ จากนั้นจึงปล่อยออกไปโจมตีเป้าหมาย แม้ว่าต้นกำเนิดพลังของวิชาเวทจะมาจากมหาเทพสมุทร แต่ก็ต้องยืมพลังจากตัวแม่น้ำด้วย อีกทั้งสำหรับคนที่พลังศักดิ์สิทธิ์ไม่ธรรมดาอย่างโหวหลิงซู่ ก็ยังต้องใช้เวลาสั่งสมพลังไม่น้อย

ทว่าสำหรับหรูเย่ว์เวิงผู้เสกดินเหนียวเป็นหิน เสกหินเป็นกริชด้วยเวลาไม่ถึงพริบตา จนกระทั่งถึงเวลานี้ ข้าเพิ่งตระหนักว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าน่าพรั่นพรึงเพียงใด การเอาชีวิตพวกเรา พวกเขาไม่ต้องเปลืองแรงอะไรเลย

"หยุดนะ!" ข้าร้องเสียงดัง "เสวียนเย่ว์ไม่ใช่สัตว์อสูร มันเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่ข้าซื้อมาจากร้านขายสัตว์ประหลาดเท่านั้น หากมันร้ายกาจเช่นนั้นจริง พวกเราคงไม่อาจควบคุมมันได้!"

เซียนทั้งสองทำหูทวนลม และในเวลานี้ โหวสามก็นำทัพเหล่าทหารซู่เจามาช่วยเหลือ หวงเต้าเซียนจวินไม่ได้ลงมือใดๆ เพียงใช้เวทเสกกำแพงหมอกออกมาเพื่อสกัดกั้นการโจมตีของฝ่ายเราไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ก็มีเพียงหรูเย่ว์เวิงคนเดียวที่รับมือ เขาเพียงสะบัดแส้ปัดไปทางซ้ายขวา ก็มีพลทหารเป็นร้อยพันล้มตายด้วยเวทมนตร์ของเขา ข้าไม่เคยเห็นคนตายมาก่อน ยามนี้จึงได้เห็นชาวเผ่าเดียวกันบาดเจ็บล้มตายลงต่อหน้า เลือดนองเป็นสายน้ำ ข้าตะลึงจนได้แต่กอดกันกลมกับเสด็จแม่และพี่หญิง อยากร่ำไห้ทว่าไร้น้ำตา โหวหลิงซู่มีพลังเวทแก่กล้าที่สุดจึงยังพอประมือกับหรูเย่ว์เวิงได้บ้าง แต่แล้วก็ยังตกเป็นฝ่ายปราชัย จนต้องยกมือกุมอาการบาดเจ็บที่ท้อง คุกเข่าอยู่บนพื้น ข้าเห็นทหารพุ่งทะยานเข้าไปอีกกลุ่มหนึ่ง หรูเย่ว์เวิงกวาดล้างทหารนับพันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนือย

หวงเต้าเซียนจวินกล่าว "อย่าเสียเวลาให้มากความ จับโจรให้จับหัวหน้า สังหารแกนนำปีศาจวารีตนนั้นเสีย"

หรูเย่ว์เวิงพยักหน้า หมุนสะบัดแส้หนึ่งรอบ บังคับกริชและเศษหินทั้งหมดบนพื้น จากนั้นพวกมันก็หมุนวน แล้วก่อตัวเป็นกระบี่วิเศษชิงเฟิง ท่ามกลางพายุหิมะกระหน่ำพัดกระโชก กระบี่สะท้อนประกายดุจหิมะพุ่งตรงดิ่งไปทางเสด็จพ่อ!

ข้ากับพี่หญิงเผลอร้องอย่างตระหนก ทว่าเสียงครวญเจ็บปวดหลังจากนั้นกลับไม่ได้มาจากเสด็จพ่อ หากแต่มาจากเสด็จแม่ที่ไม่รู้ผละจากเราไปขวางอยู่หน้าเสด็จพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่ แววตาของนางเด็ดเดี่ยวมั่นคงขณะใช้มือรับคมกระบี่ นิ้วเรียวทั้งห้าถูกเฉือนขาดทั้งหมด แต่ไม่อาจหยุดยั้งคมกระบี่ได้ กระบี่เล่มนั้นเสียบทะลุหน้าอกของนาง

"จื่อถง[6]!!!" เสด็จพ่อคุกเข่าร่ำไห้ กอดเสด็จแม่ไว้แนบอก

"เสด็จแม่!!!"

พวกเราคิดจะถลันเข้าไป แต่กลับถูกนายทัพโหวที่อยู่อีกทางขวางไว้ เขาบอกว่า "อย่าไป พวกท่านช่วยอะไรไม่ได้! พวกท่านต้องรักษาชีวิตไว้ มิฉะนั้นเผ่าซู่เจาจะไร้ผู้สืบทอด! อยู่ที่นี่ ห้ามไปไหนทั้งนั้น!" จากนั้นตัวเขาก็พุ่งเข้าไป

ติ๋ง ติ๋งโลหิตแดงฉานของเสด็จแม่ไหลรินลงบนพื้นหิมะขาวโพลน ร่างของนางสั่นเทา ถลึงตาจ้องเซียนทั้งสองบนก้อนเมฆอย่างแค้นเคืองและปราศจากความหวาดกลัว "น่าชังนักปั้นหน้าเคร่งขรึมทรงคุณธรรม ใช้ข้ออ้างเรื่องขจัดมารมากระทำเรื่องฆ่าฟันผู้คน"

เซียนทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วครู่ นายทัพโหวสั่งการให้ยิงธนูน้ำแข็งหนึ่งร้อยดอกก็ไม่เกิดประโยชน์ เสด็จแม่กระอักโลหิตพรวด กุมมือเสด็จพ่อไว้ หน้าอกขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง สาบเสื้อบนหน้าอกที่เดิมเป็นสีขาวสะอาดเช่นหิมะ บัดนี้ย้อมเป็นสีแดงเข้มเช่นดอกไห่ถัง "ฝ่าบาทไม่ต้องสนใจข้า ปกป้องลูกทั้งสองให้ดี"

มือของเสด็จแม่และสาบเสื้อล้วนย้อมไปด้วยสีแดงฉาน นัยน์ตาของเสด็จพ่อแดงเรื่อ รับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ได้!"

หวงเต้าเซียนจวินเอ่ย "ทำชั่วแล้วยังร้องหาความเป็นธรรม วิถีแห่งสุนัขจนตรอก"

เขาเหินไปทางด้านหน้าหนึ่งช่วง ตวัดพู่กันเขียนยันต์อักขระประกายแสงสีเงินกลางอากาศ ก่อนจะใช้พู่กันนั้นผลักอักขระเวทเหล่านั้นออกไป พายุหิมะหยุดตกไปชั่วขณะ แสงสีเงินสาดส่องทั่วผืนฟ้ายามราตรี พวกเราแหงนหน้าขึ้นมอง มีบางอย่างร่วงลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ความร้อนแผ่ขยายเข้าปกคลุมราวกับแหฟ้าตาข่ายดิน ยังไม่ทันเข้ามาใกล้ก็สัมผัสได้ว่าผิวของตัวเองกำลังถูกแผดเผา ข้ากอดพี่หญิง ทรมานจนร่างสั่น ความสิ้นหวังเข้าครอบงำเราทุกคน

เสด็จพ่อลุกขึ้นยืน บังคับน้ำทะลวงขึ้นฟ้า กางแขนทั้งสองข้างออก ต้นน้ำทั้งหมดของแดนซู่เจาต่างพร้อมใจกันพวยพุ่งขึ้นมาราวกับควันไฟ บัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผืนดินของซู่เจา เกาะเมืองลอยอากาศ เทวรูปมหาเทพสมุทร หรือดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบนฟ้าล้วนเสมือนแช่อยู่ในกระแสธารา สายตามองเห็นเพียงประกายแสงใต้น้ำไหวกระเพื่อม และพลิ้วไหวคลับคล้ายเมล็ดพันธุ์บนใบหลิว เลือนรางพร่ามัวจนเหลือเพียงความงุนงง ท่ามกลางความสับสนนั้น ข้าได้ยินหรูเย่ว์เวิงกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า "เจ้าปีศาจพวกนั้นไปหลบอยู่ไหนเสียแล้ว"

หวงเต้าเซียนจวินบอก "ช่างเถอะ เราหาพวกเขาไม่พบ เป็นวิชาเวทของมหาเทพอิ้นเจ๋อจริงๆ เหล่าเย่ว์ ข้าเจอเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งเข้าแล้ว"



[1] ต้นปอปลาร์ (Poplar Tree)

[2] เซียนระดับสูงสุด

[3] บุรุษผู้แยกแผ่นดินและฟ้าออกจากกันในตำนานเทพปกรณัมการสร้างโลกของจีน

[4] ภูเขาในตำนานเทพปกรณัมของชาวฮั่นในยุคโบราณ

[5] บรรดาศักดิ์ลำดับที่สองในระบบศักดินา

[6] คำเรียกที่ฮ่องเต้ใช้เรียกฮองเฮา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #13 พัด (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 09:36
    ทำไมเซียนผู้ทรงคุณธรรม ต้องมาทำร้ายคนที่อยู่เงียบ ๆ สงบสุขด้วยหนอออ ...แล้วทำไมนิยายจีนแปลไทยชอบมีแต่เรื่องที่แฮปปี้เอนดิ้งหนอออ มีไม่กี่เรื่องเองที่รันทดบาดจิต อ่านแล้วรู้สึกว่าควรค่าแก่การสะสม 55555 นี่ข้าโรคจิตหรือไม่-ไม่ ไม่หรอกเนอะ โฮะๆๆๆ //อันหลังนี่ไม่เกี่ยวละ



    จริง ๆ ก็ชอบพวกจบตามขนบ สุขนิยมนะ แต่บางเรื่องมันจบไม่สมเหตุสมผล ช่างเหอะ แค่บ่น ยังไงก็จะอ่านเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะตามซื้อเก็บแน่ :)



    รอตอนต่อไปนะคะ ^^
    #13
    0
  2. #12 yuechan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 20:45
    เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่มีพันธมิตรมาพากย์เสียง เอ้ย ช่วยเหลือบ้างหรอ 
    #12
    0
  3. #11 G_Prince (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 18:56
    เป็นเทพที่ไร้เหตุผลดีแท้
    #11
    0
  4. #9 chu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 15:45
    รอตอนต่อไปค่ะ ถ้าไม่รันทดมากก็คงจะดีน้อ
    #9
    0