เดฟั่น : โลกคู่ขนานที่เหมือนจริง

โดย bollod

บทวิจารณ์หนังสือเดฟั่น ของคุณศิริวร แก้วกาญจน์ นวนิยายรางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช 2564

ยอดวิวรวม

196

ยอดวิวเดือนนี้

41

ยอดวิวรวม


196

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


3
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 พ.ค. 65 / 19:01 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 พ.ค. 65 / 19:01


 เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ “หมู่บ้านฝนแสนห่า” แห่งภูบรรทัด การอพยพเพื่อหลีกหนีการตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษ จากไทรบุรีข้ามแดด ฝน ลมพายุ ผู้นำขบวนเฆี่ยนเสือคู่ใจผ่านเทือกเขาสูงต่ำมากมาย จนกระทั่งเจ้าเสือตัวนั้นถูกใจสถานที่แห่งนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของหมู่บ้านแสนสุขที่กำลังจะร้อนระอุในอีกไม่ช้า “เดฟั่น” นวนิยายของ “ศิริวร แก้วกาญจน์” ได้คว้ารางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช 2564 เรื่องเล่าของตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี ที่ได้ตั้งหลักปักฐานอยู่เทือกเขาทางตอนใต้ของประเทศไทย นวนิยายเรื่องนี้ผูกโยงกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในอดีตที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง และไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เล่าเหตุการณ์เทียบเคียงไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านฝนแสนห่ๅสลับไปมาไม่ปะติดปะต่อกัน ตัวละครหลักแต่ละตัวแฝงไปด้วยภูมิหลังที่เจ็บปวดฝังลึกไปในจิตใจ จนทำให้เกิดความขัดแย้งที่บานปลาย เกิดความสูญเสียทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตลอดการเล่าเรื่องผู้แต่งสื่อถึงสัญลักษณ์มากมายที่สามารถตีความเพื่อเป็นข้อคิดที่ดี และเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน จึงทำให้เห็นเหมือนว่านวนิยายเรื่องนี้เป็น “โลกคู่ขนานที่กำลังบดขยี้เหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันของโลกจริง” ก็เป็นได้

“เดฟั่นจำไม่ได้” ประโยคสำคัญในเรื่อง ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ผู้อ่านต้องจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแทนตัวละครที่ชื่อ “เดฟั่น” ความทรงจำที่กระจัดกระจายของเดฟั่น การเล่าเรื่องที่ไม่ได้เรียบเรียงด้วยปฏิทินเวลา เป็นกลวิธีการแต่งที่โดดเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้ผู้อ่านอยากติดตามการคลี่คลายปมของเรื่องราวทั้งหมด ดำเนินเรื่องอย่างฉับไว แต่มีลูกเล่นด้วยการปล่อยผลของเหตุการณ์มาก่อนบทที่เป็นเหตุของผลนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามคาใจอยู่ตลอดเวลา และต้องอ่านบทถัดไปอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาคำตอบ รวมไปถึงหยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นนาฬิกาเทียบเวลาให้ผู้อ่านหวนคิดถึงเหตุการณ์ในความทรงจำที่กำลังลืมเลือน ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์น่าประทับใจในปีพุทธศักราช 2508 คุณอาภัสรา หงสกุล ได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลซึ่งเป็นคนแรกของประเทศ นีล อาร์มสตรองขึ้นไปปักธงชาติอเมริกาบนดวงจันทร์ ในปีพุทธศักราช 2512 ทำให้คนส่วนมากภาคภูมิใจกับความสำเร็จของมนุษย์โลก แต่ผู้นำจีนในตอนนั้นกลับโกรธแค้นมากเพราะดวงจันทร์เปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษ และมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ถูกนำมาประกอบในโลกคู่ขนานของนวนิยายเรื่องนี้

กลิ่นหอมในบึงบ่อจำปาป่าที่เปลี่ยนแปลงไป

“บึงบ่อจำปาป่า” ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วฝนแสนห่าตลอดทั้งปี คนในหมู่บ้านเชื่อว่ามันจะไม่มีวันสร่างลง บึงนี้เปรียบเหมือนสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวฝนแสนห่า และดึงดูดชาวหมู่บ้านข้างเคียงเข้ามาร่วมใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ ลุงรามัญลั่นคำพูดขึ้นหลังจากพบศพมากมายลอยเกลื่อนในบึงแห่งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่สมิงตาเดียว โจรโหดจากทางรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นกำนันของหมู่บ้านคนใหม่แทนอันดาพ่อของเดฟั่นซึ่งเป็นอริเก่าของสมิง ด้วยเหตุการณ์ทางสงครามที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในเรื่อง ทำให้หมู่บ้านถูกควบคุมและจับตามองความเคลื่อนไหว ความขัดแย้งเริ่มแทรกซึมเข้ามาในวงของชาวบ้าน ทำให้ฝนแสนห่าถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้ ซึ่งหากมองย้อนกลับมาในโลกจริง การแบ่งกลุ่มเช่นนี้ อาจเปรียบได้กับฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายค้านของการเคลื่อนไหวกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้น ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ความคิดเห็นของกลุ่มคนในกิจกรรมนั้น ๆ จะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องยอมรับเสียงส่วนมาก ประกอบกับความถูกต้องด้วย

หลังจากที่หมู่บ้านถูกผ่าครึ่ง  โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นไม่หยุดยั้ง ศพที่ปราศจากดวงตาข้างซ้ายก็ยังคงเพิ่มขึ้นจากฝีมือของกำนันสมิง ชาวบ้านต่างออกมาดูศพว่าเป็นญาติของตนหรือไม่ นับได้ว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในโลกขนานที่หดหู่ใจอย่างมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสาดสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพล และความโลภของผู้มีอำนาจ หลงในตำแหน่ง ออกคำสั่งตามความต้องการของตนเองเป็นเหตุให้ผู้ใต้การปกครองขาดความสามัคคีไปด้วยเช่นเดียวกัน และสุดท้ายผลที่ตามมาคือความสูญเสียอันมหาศาล

สมิงตาเดียว : เหลี่ยมโหดที่เกิดจากความแค้นในจิตใจ

โจรเหี้ยมโหดที่รัฐบาลแต่งตั้งให้มาเป็นกำนันคนใหม่ของฝนแสนห่า “สมิงตาเดียว” เกลอรักเก่าของ “อันดา” ความสัมพันธ์ของเพื่อนในผืนป่าเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อทั้งสองชอบหญิงสาวคนเดียวกันคือ “แม่มาลี” แม่ของเดฟั่น ทั้งคู่แข่งกันจับเสือเพื่อแย่งชิงความรักจากแม่มาลี และสมิงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พร้อมทั้งสูญเสียดวงตาข้างซ้ายของตนที่ถูกเสือทำร้าย แผลกายยังมีผ้าปกปิดได้ แต่แผลลึกในจิตใจครั้งนี้ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สมิงตาเดียวเป็นฆาตกรเหี้ยมที่สะสมลูกตาข้างซ้ายของเหยื่อ โดยใช้ความขัดแย้งในนวนิยาย ซึ่งมอบอำนาจให้แก่ตนเพื่อขจัดบุคคลที่จะต่อสู้กับรัฐบาลเป็นจุดสร้างแผนการร้ายเพื่อการแก้แค้นตระกูลคนเฆี่ยนเสือให้ทุกข์ทรมาน ประกอบกับการสอบสวนชาวฝนแสนห่าผู้ต้องสงสัย เพื่อจัดฉากความขัดแย้ง

สมิงตาเดียวดำเนินการสะสมดวงตาของผู้ที่ตนคาดว่าจะกระทำขัดต่อวัตถุประสงค์ของทางภาครัฐ โดยใช้เล่ห์อุบายมากมายเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง มีการจัดฉากความขัดแย้งเพื่อหวังจะดึงงบประมาณมาใช้ สร้างเรื่องใส่ร้ายชาวบ้านที่โยงใยกับตระกูลคนเฆี่ยนเสือ ซึ่งความร้ายกาจของกำนันสมิงยังไม่จบเพียงเท่านั้น เหยื่ออีกคู่ที่น่าสงสารคือ “แฝดตระกูลพรหมสิทธิ์” จะต้องฆ่ากันเสียเองเพื่อแย่งชิงชีวิตรอด ตามด้วย “อันดา” ศัตรูหลัก ทว่าทั้งคู่เคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันซึ่งมีกฎสำคัญคือ ห้ามทำร้ายกัน ห้ามด่าแม่ เพื่อรักษาความขลังของวิชาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ด้วยความแค้นฝั่งหุ่น ได้เกิดอุบายในหัวของสมิงตาเดียวขึ้น ตนล่อให้อันดาเผลอด่าแม่ โดยการใช้คำหยาบคายพูดถึงแม่มาลี ทำให้วิชาในตัวของอันดาเสื่อมทันที จังหวะนี้เองก็คือจุดจบของตัวละครอันดาเช่นเดียวกัน ตอนท้ายของเรื่องกำนันสมิงสั่งให้เดฟั่นและแม่มาลีตกลงกันว่าใครจะเป็นศพในหลุมที่ทั้งสองได้ขุดไว้ นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่บีบเค้นหัวใจที่สุด สายใยของแม่ลูกที่ต้องเสียสละตนด้วยชีวิต ซึ่งแม่มาลีก็เป็นฝ่ายลงไปในหลุม และกำนันสมิงก็ตกไปด้วย เสียงรัวปืนดังสนั่นไปทั่วหลุม โดยในเรื่องเสียงรัวปืน M.16 นี้หวนให้คิดถึงเหตุการณ์หนึ่งในความทรงจำใจกลางเมืองหลวงของคนไทย

ตัวละคร “สมิงตาเดียว” คือต้นแบบของความเคียดแค้นที่จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาบาดแผลในหัวใจ แต่ตลอดการแก้แค้นของเขานั้น ไม่พบความสุขเลย ต้องคอยคิดอุบาย หาวิธีกำจัดคนที่เป็นศัตรู จนสุดท้ายตนเองก็มีจุดจบเดียวกับคนเหล่านั้น ซึ่งหากตัวละครนี้ใช้สุภาษิตธรรมที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” เหตุการณ์ในฝนแสนห่าอาจไม่เป็นเช่นนี้

เสียงรถบรรทุก(ข์)

เสียงร้องทรมานโหยหวนมาจากค่ายที่ใช้สอบสวนผู้ต้องสงสัยกฎอัยการศึก ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากบ้านหลังหกโมงเย็น ส่งผลให้เวลาค่ำคืนผู้คนในหมู่บ้านจะอยู่แต่ในบ้านฟังเสียงร้องอันเจ็บปวดของชาวฝนแสนห่าใต้ที่กำลังจะสิ้นลมหายใจ แต่นับวันเข้าเสียงเหล่านั้นเริ่มมีความชัดเจนน้อยลง เพราะ “เสียงรถบรรทุก” ถูกเปิดกลบเสียงของผู้คนเหล่านั้น เพื่อลดความสงสัยของชาวบ้านที่เหลือ และปกปิดเรื่องราวอันโหดร้ายเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามชาวฝนแสนห่าต่างรู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้นในค่ายนั้น

“เสียงรถบรรทุก” อาจเป็นสัญลักษณ์ในโลกจริงนั่นคือ “การปกปิดเรื่องราวชั่วร้าย” สังคมในปัจจุบันอาจมีบุคคลที่กำลังกระทำความผิด สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่บุคคลที่ไร้จิตสำนึกเช่นนี้ได้สร้างเสียงรถบรรทุกด้วยตำแหน่ง ฐานะ และยศศักดิ์กลบเกลื่อนความผิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบน หรือสร้างเรื่องราวอื่นอันเป็นที่นิยมมากกว่ามาปิดทับความผิดที่ตนได้สร้างไว้ ส่งผลให้สังคมนี้ยังมีคนประเภทนี้ลอยนวลอยู่ เหตุการณ์นี้จึงมอบแนวคิดให้ผู้อ่านว่า การรวมพลังเสียงของคนดีตะโกนออกไปให้ดังกว่าเสียงรถบรรทุกเหล่านั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างสังคมแห่งสุจริตธรรมและนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมืองได้

ชีวิตในโพรงของมนุษย์

สัญลักษณ์ที่ปรากฏและโดดเด่นในนวนิยายเรื่องนี้อีกหนึ่งสัญลักษณ์คือ “โพรง” ซึ่งถูกพูดถึงหลายอบในนวนิยายเรื่องนี้ คำพูดของชายชาวชวาที่ถูกนำตัวข้ามทะเลมาทำงานให้ทหารญี่ปุ่นอย่างทรมาน เขาเชื่อว่าชีวิตของคนเราอยู่คู่กับโพรงมาเสมอตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเดฟั่นก็คิดเช่นเดียวกับเขา ในโลกจริง โพรงแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องขดตัวอยู่คือ “มดลูก” หลังจากนั้นต้องหลุดเข้ามาในโพรงของ “การถูกปลูกฝัง” ซึ่งโพรงนี้เกิดขึ้นในวัยที่กำลังเรียนรู้ หัวอ่อน และพร้อมลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิดอยู่ตลาดเวลานั่นเอง โพรงนี้นับว่ามีความสำคัญมาก หากผู้ที่หลุดรอดออกมาจากโพรงนี้นั้นถูกปลูกฝังมาไม่แข็งแกร่งพอ ก็จะไม่สามารถทำให้ให้โพรงถัด ๆ ไปของชีวิตนั้นสวยงามได้ ซึ่งหากพูดโดยสรุปโพรงในชีวิตจริงก็คือ “เส้นทางชีวิต” นั่นเอง ตลอดชีวิตของแต่ละคนย่อมมีโพรงไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น โพรงหนึ่งที่แม่มาลีสร้างไว้กับ “กัญชญา” น้องสาวของเดฟั่นคือ โพรงแห่งความเจ็บปวดจากการถูกแม่ของตนตบหน้า  ซึ่งแม่มาลีทราบดีว่าโพรงนี้จะอยู่กับลูกสาวของตนไปตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าคนนั้นจะมีโพรงจำนวนเท่าไหร่ที่ถูกสร้างขึ้นมา ทุกคนก็จะต้องพบกับโพรงอันมืดมิดที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้อากาศหายใจ นั่นก็คือ “ความตาย”

เรื่องราวของโลกคู่ขนานที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านฝนแสนห่าเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้อ่านเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตและสามารถมองย้อนกลับมาในโลกจริงว่าปัจจุบันหากเทียบเคียงแล้วนั้นก็ยังคงมีเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดจากความขัดแย้ง และอิทธิพลของผู้มีอำนาจ ซึ่งนำรถบรรทุกมาส่งเสียงแข่งกับความทรมานของผู้คน โพรงความแค้นที่ถูกสร้างในจิตใจอันเป็นฟืนเผาผลาญทุกสิ่ง ทั้งบุคคลรอบข้างและตนเอง จนส่งผลให้ชีวิตนั้นไม่หลงเหลืออะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตของตน  เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงอาจเป็นคำตอบของผู้อ่านในประเด็นที่ว่า “โลกคู่ขนานในนวนิยายเรื่องนี้กำลังบดขยี้เหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันของโลกจริงอยู่ ใช่หรือไม่”

ศิริวร แก้วกาญจน์. (2564). เดฟั่น. ผจญภัย.

ภาพประกอบ : ถ่ายและตกแต่งโดยผู้เขียนบทความ

สามารถซื้อหนังสือเดฟั่นฉบับตีตรารางวัลซีไรต์ได้แล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ 

 

Twitter : @Mybollod

Faceboook : Bollod

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×