เอาล่ะ มาต่อกันเถอะ จากที่สำรวจมา (และหายไป) ครึ่งปี พบว่าบล็อกที่มีคนอ่านเจอ (250 up ค่ะ ปลื้มใจสุดๆ) คือบล็อกที่มีการรีวิวตัวละครจากหลายๆเกม ซึ่งหนึ่งในคือ Final Fantasy XIII นั่นเองค่ะ เอาเป็นว่าน่าจะหาทางตัวเองเจอแล้วแหละค่ะ คราวนี้ก็จะมาต่อกัน
Spoil++!! เตือนแดงๆไว้เลยค่ะ เพราะว่าในนี้จะมีการแฉถึงในนิยาย Final Fantasy XIII Episode zero,i ที่มีการตีพิมพ์ลงวารสารไว้ด้วย หากใครที่ยังไม่ได้อ่าน หรือเล่นเกมยังไม่จบ ค่อยๆฟังไปละกันนะคะ
อันดับแรก มาเจอกันหน่อย พ่อหนุ่มหิมะขี้คุย Snow Villiers
อันดับแรกที่ต้องรู้เกี่ยวกับสโนว์คือ หมอนี่พูดมาก.... มากในที่นี้คือมากจริงๆค่ะ พูดแบบไร้หัวคิดซะด้วย ซึ่งเดี๋ยวเราจะอธิบายกันต่อไป
สโนว์ วิลเลียร ถือเป็นตัวละครที่ไลท์ 'ไม่จัด' เป็นพระเอกนะคะ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ไม่น่าไว้ใจ (ขัดกับพระเอกไฟนอลทุกภาค) และแบ็คกราว์นที่ไม่พัฒนา สโนว์เปิดตัวมาในนิยายและข้อมูลของในเกมคือเป็นชายหนุ่มไม่บ่งบอกอายุค่ะ (คาดเดาว่าทำตัวว่างไปวันๆ) หมอนี่เป็นชายว่างงานค่ะ เดินเล่นเที่ยวเตร่ และทำตัวเป็นฮีโร่โดยเป็นผู้นำกลุ่มข้างถนน (เรียกให้ไพเราะว่ากลุ่มเด็กกำพร้าที่ว่างๆเหมือนกัน) คอยทำตัวช่วยเหลือชาวบ้าน (โดยที่เขาไม่ต้องการ) กลุ่มนี้ของสโนว์ชื่อว่า NORA ซึ่งย่อมาจาก No Obligation Rules and Authority ซึ่งแปลได้เส็งเคร็งมากค่ะสำหรับนักภาษาศาสตร์เช่นไลท์ มันแปลว่า "กลุ่มที่ไร้ซึ่งการทำตามคำสั่ง กฏ และการเป็นกรรมสิทธิ์" พูดเป็นภาษาไทยคือกลุ่มที่เหมือนหมาป่าเดียวดาย ไม่ขึ้นกับใครและไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติใคร โดยที่ตัวกลุ่มเองก็ไม่มีกฏเช่นกัน ตอนนี้กำลังเปิดรับสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (แต่จากที่เห็น ไม่มีใครอยากจะเข้าร่วมด้วยสักเท่าไหร่นะคะ...... =_=;;)
ตามข้อมูลของเกม (ดาต้าล็อก) สโนว์ได้เป็นแฟนกับเซราห์ในช่วงก่อนที่เซราห์กำลังจะเดินทางไปศึกษายังมหาวิทยาลัยที่เมืองเอเดน การได้คลิ๊กกันของสองคนนี้เป็นอะไรที่ประหลาดมาก (ในความรู้สึกของไลท์นิ่ง) เซราห์เป็นนักเรียนทุนเรียนดี ส่วนสโนว์เป็นไอ้บ้าว่างงานที่วันๆนำกลุ่มโนระทำตัวเป็นฮีโร่พิทักษ์ชาวบ้าน (ทั้งๆที่มันมีกองกำลังปกป้องเมืองอยู่แล้ว แต่สโนว์เหมือนไม่เชื่อมือพวกนี้)
[Critical : สำหรับตัวไลท์เอง ไลท์เกลียดหมอนี่ แต่บอความนี้เขียนโดยไม่มีอคติค่ะ ความเห็นส่วนตัวจะใส่ก้ามปูแบบนี้เอาไว้ สโนว์น่าจะเห็นบุคลิกไลท์นิ่ง ซึ่งอยู่ในกองกำลังปกป้องเมือง แล้วยังไม่เชื่อมือระดับไลท์นิ่ง? มันดูไม่ปกติค่ะ เพราะฝีมือไลท์นิ่งต้องเทียบว่า 'เหนือ' กลุ่มโนระมากๆ]
สโนว์ทำอะไรบ้างในเกม? ด้วยพื้นฐานที่เป็นเด็กกำพร้า อาจจะทำให้สโนว์รู้สึกเหมือนอยากได้รับความสนใจจากคนอื่น นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้สโนว์ก่อตั้งกลุ่มโนระขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนและให้คนรู้สึกสนใจพวกเขา สโนว์เป็นคนที่มีพื้นฐานอารมณ์บวกมากค่ะ และเป็นคนที่ซื่ออย่างน่ากลัว สโนว์เป็นคนที่มีทัศนคติของการคิดง่ายๆ นั่นคือคิดอะไรก็ทำตามนั้น อยากทำอะไรก็แค่พูดออกมา ซึ่งจุดนี้กลายเป็นข้อด้อยมหาศาล และทำให้เกมเมอร์หลายๆท่านค่อนข้างไม่ชอบหน้าสโนว์ ยกตัวอย่างให้ฟังคงจะชัดกว่าค่ะ ดังนี้
1. การชอบพูดว่า 'I'll save everyone' เป็นประโยคที่ได้ยินทั้งเกมมากกว่า 20 รอบจากตัวละครคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้ไม่ควรพูดหลายครั้ง เพราะมันกำลังสื่อเป็นนัยๆว่าคุณกำลังพยายามทำสิ่งที่คุณเดิมพูดแล้วก็ไม่สำเร็จ ถึงอยากย้ำให้คนอื่นว่าตัวเองกำลังทำอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ดีค่ะ ในสังคมจริงก็ไม่ควรพูดสิ่งที่คุณทำไม่ได้บ่อยๆ เพราะมันเป็นการประจานถึงความขาดประสิทธิภาพของตนเอง
อ้าว? ทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะ?? เพราะจากที่หลายๆท่านเล่นเกมนี้ คงจะเห็นแล้วว่าสโนว์เป็นคนที่ดีแต่ปากบ่อยมาก ดังนี้ค่ะ
- ตอนต้นเกมก็บอกว่าจะปกป้องชาวบ้านที่ถูกรัฐบาลสวรรค์ดำเนินแผนการกวาดล้าง แต่สุดท้ายก็ทำให้พวกเขาตายหมด เป็นผลมาจากการที่สโนว์ไม่ยอมวางแผน พูดเท่เสร็จก็บอกรองหัวหน้าง่ายๆว่า 'เฮ้ย ฝากพวกเขาด้วยนะ' แล้วก็มุ่งไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำซะเอง จุดนี้ทำให้สิ่งที่สโนว์พูดขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะในความจริง คุณจะปกป้องประชาชนที่ถูกกองกำลังทหารไล่ฆ่าได้ จำเป็นต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ หรือไม่ก็การจู่โจมฝ่าวงล้อมที่ดุเดือด แต่สโนว์ไม่ทำอะไรเลย หยิบปืนแล้วก็ไปยิงกับพวกทหารเหมือนกับกำลังเล่นยิงปืนเล่นๆ ซึ่งผลจากปัญหาครั้งนี้คือทำให้โนร่า เอสไธม์ แม่ของสโนว์ เสียชีวิตไปด้วย และพอพวกเขาเสียชีวิต สโนว์ก็ทำเหมือนไม่มีอะไร ไม่สนใจคนที่ตายเพราะความไร้การรับผิดชอบของตัวเอง มุ่งสนใจแต่เรื่องของเซราห์
- ตอนแรกบอกกับเซราห์เอาไว้ว่าจะปกป้องเซราห์ แต่สุดท้ายเซราห์ก็ถูกฟัลซิทำให้กลายเป็นลูซิและเป็นคริสตัล
ดังนั้นพอตอนที่โฮปถามสโนว์ไปตรงๆว่า "คุณทำอย่างที่คุณพูดได้เหรอ? คุณบอกว่าจะปกป้องพวกเขาไม่ให้ตาย แล้วคุณทำได้ไหม? พอพวกเขาตายแล้วก็แค่นั้น คุณทำอะไรเพื่อชดเชยแก่คนที่เหลือซึ่งสูญเสียไปแล้วได้มั่งไหม!!" สโนว์ถึงอึ้งแล้วก็ถอยหลัง เพราะนั่นคือความจริงที่สโนว์ไม่พยายามยอมรับค่ะ
แต่ถึงกระนั้น...สโนว์ก็เป็นคนที่มีเจตนาที่ดี แม้จะไร้ฝีมือและไร้ปัญญา แต่ก็มีความจริงใจและซื่อๆ อารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีมาก ในตอนที่เซราห์บอกเลิกสโนว์และบอกว่าตัวเองเป็นลูซิ สโนว์ยังคงไม่ยอมเลิกและยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้เซราห์สบายใจ ซึ่งจุดนี้นับว่าสโนว์ทำตัวเป็นผู้ชายที่ดีมากๆคนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้หญิงที่ตัวเองรัก แต่ก็ทำให้สโนว์กลายเป็นคนที่หลงหัวปักหัวปำ เซราห์พูดอะไรเชื่อไปหมด ขาดความเชื่อมั่นและการมองความจริง อย่างเช่นตอนที่แทบทุกคนคิดว่าภารกิจลูซิคือการทำลายโคคูน สโนว์ยังดื้อรั้นคิดว่าภารกิจคือคำพูดสุดท้ายของเซราห์ ว่านั่นคือการปกป้องโคคูน (ทั้งๆที่มันไม่ใช่) หรือแม้กระทั่งตอนที่เซราห์บอกให้ยอมรับไลท์นิ่ง สโนว์ก็เรียกไลท์นิ่งตลอดทั้งเกมเลยว่า "พี่สาว" (และก็โดนไลท์นิ่งด่ากลับมาทุกครั้งว่า "ใครเป็นพี่แกวะ!!")
โดยรวมทุกคนก็ต้องประเมินเองนะคะว่าสโนว์เป็นคนเช่นไรในสายตาพวกท่าน แต่อย่างไรก็ตาม ขอทิ้งท้ายแบบดีๆกับสโนว์ ว่าตอนสุดท้ายก็สามารถสร้างพิสูจน์ตัวเองได้ เพราะสโนว์ก็ยอมรับผลของตัวเองโดยการไปกราบขอขมากับพ่อของโฮป (ถึงจะไม่มาก แต่ก็บ่งบอกถึงการพัฒนาของสโนว์ได้ระดับนึงค่ะ) อีกทั้งเมื่อตัดสินใจได้ว่าต่อให้ภารกิจของเขาจะไม่ใช่การช่วยโคคูนอย่างที่แฟนสาวบอก และถึงเซราห์จะต้องกลายเป็นคริสตัล สโนว์ก็คิดได้ว่าควรจะทำในสิ่งๆเซราห์อยากจะเห็นที่สุด สโนว์สามารถมองถึงความสุขของคนที่รักมากกว่าความสุขของตัวเองในการเห็นเซราห์กลับมาสู่สภาพเดิมค่ะ
(ในนิยาย ไลท์นิ่งด่ากลุ่มโนระชัดๆเลยว่า นอกจากขาดสติและยังขาดสามัญสำนึกอีกด้วย ที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าทุกกองทัพบนโลก อาเมน.....)
ต่อมา คือพ่อหนุ่มรักลูกค่ะ ซัสซ์ คาร์ทรอยด์ (Sazh Katroy) ชายผิวดำทรงอาฟโร
ซัสซ์เป็นคนที่โอเคเลยนะคะสำหรับความเห็นของไลท์ ซัสซ์เป็นพ่อที่รักลูกมากๆ อีกทั้งตัวละครตัวนี้ยังแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ได้มากและสมบูรณ์ในตัวของมันเองด้วยค่ะ
เอาล่ะ มาบอกเล่าประวัติของซัสซ์กันหน่อย ในเกม ข้อมูล และนิยาย เปิดตัวมาคือซัสซ์เป็นนักบินของกองกำลังจัดทริปสำรวจหุบเขาซันเรสค่ะ แต่เนื่องจากตอนนี้พาลูกชายตัวน้อยน่ารักน่าชังนามว่า ดาจซ์ (Dajh) มาเที่ยวที่สถานโรงไฟฟ้าที่เมืองเอวรี้ด แล้วบังเอิญว่าในตอนนั้น ลูซิแห่งแกรนด์พัลส์ โอลบ้า ยุน แฟงก์ และโอลบ้า ดี วานิล ได้ทำการอุกอาจเข้าโจมตีฟัลซิแห่งโรงไฟฟ้า ดาจซ์ที่อยู่ใกล้กับฟัลซิ 'คุจาตะ' มากที่สุด จึงกลายเป็นลูกหลงให้ฟัลซิคุจาตะทำการปกป้องตัวเองโดยการมอบพลังให้กับดาจซ์ ให้กลายเป็นลูซิไปซะ และมีหน้าที่ในการปกป้องคุจาตะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือฟัลซิคุจาตะไม่ได้รับอันตราย หากแต่ก็เกิดเรื่องขึ้นมา เพราะดาจซ์ลูกชายสุดรักสุดหวงกลายเป็นลูซิ ซึ่งถือว่าเป็นชะตาร้ายแรงไปซะแล้ว ถ้าหากเราพิจารณาโดยรวม ซัสซ์ก็คล้ายๆไลท์นิ่งค่ะ แต่ดูจะต่างสถานะกันมากกว่า เพราะแม้ไลท์นิ่งจะมีเซราห์ที่เป็นลูซี่ก็จริง แต่เซราห์เป็นลูซิของพัลส์ ดาจซ์เป็นลูซิของโคคูน ด้วยสถานะที่ต่างกันทำให้ทั้งสองคนเจอปัญหาที่ต่างๆกัน ดาจซ์ยังเด็ก ดังนั้นความเครียดทั้งหลายจึงมาตกอยู่กับคนที่เป็นพ่อ นั่นคือซัสซ์
เข้าเรื่องต่อ หลังจากที่ดาจซ์กลายเป็นลูซิ ทางรัฐบาลสวรรค์ก็ทราบเรื่อง ส่งคนมาจับดาจซ์ไปทดลองเพื่อหาภารกิจที่ฟัลซิมอบให้ต่างๆนาๆ ซัสซ์เองด้วยความที่รักลูกและสัญชาตญาณของความเป็นพ่อ ทำให้ซัสซ์คิดเองเออเองว่าภารกิจของดาจซ์น่าจะเป็นการทำลายฟัลซิของพัลส์แน่ๆ เพราะฟัลซิของโคคูนกับพัลส์ไม่ถูกกัน ซัสซ์เลยตัดสินใจที่จะช่วยลูกชายทำภารกิจให้สำเร็จ โดยเขาจะกล้ำกลืนฝืนทนให้ลูกชายตัวเองเป็นคริสตัล ดีกว่าให้กลายเป็นซอมบี้ ดังนั้นตอนเปิดเรื่อง เราถึงซัสซ์ไปกับไลท์นิ่งยังไงคะ เพราะซัสซ์เองก็หาทางที่จะทำลายฟัลซิในโบราณพัลส์อยู่แล้ว
หลังจากนั้น พอข้ามๆมาหลังจากที่ตกทุกข์ได้ยาก ติดร่างแหมาเป็นลูซิแห่งพัลส์กับไลท์นิ่ง สโนว์ โฮป ซัสซ์ก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ได้แต่เดินบ้าๆบอๆติดตามวานิลาไป ไม่ได้ตามไลท์นิ่งไปเพราะว่าตอนนั้นไลท์นิ่งคิดจะสู้กับรัฐบาลสวรรค์ค่ะ ซึ่งซัสซ์ก็แย้งว่ามันบ้าไปแล้ว! คนปกติแต่คนเดียวจะรับมือกองทัพทั้งกองทัพไหวได้ยังไง แต่ไลท์นิ่งไม่ฟัง ความที่ซัสซ์แก่ที่สุด ทำให้เขามีความคิดที่อยู่ในกรอบ ไม่บ้าหลุดโลกเหมือนพวกหนุ่มๆสาวๆทั้งหลาย บางครั้งแผนการประหลาดๆของพวกไลท์นิ่งสโนว์แฟงก์ ได้ความคิดฉลาดๆของซัสซ์ห้ามไว้เนี่ยแหละค่ะ ซัสซ์เลยได้แต่หนีความจริงกับวานิลาไปเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้มันมาไคล์แมกซ์ตรงที่วานิลาได้เปิดเผยตัวตนต่อซัสซ์ว่า คนที่ทำให้ลูกชายของเขาต้องทนทุกข์ทรมาณ ถูกรัฐบาลสวรรค์จับไปวิจัยน่ะ คือวานิลานั่นเอง ตอนนั้นดราม่ามากๆ วานิลาเองรู้สึกผิดต่อซัสซ์ และได้ขอร้องให้ซัสซ์ยิงเธอซะ!! แต่ซัสซ์ก็ไม่ทำ แถมด่ากลับไปอีกความรู้สึกของเขาเองด้วยที่เสียภรรยาไป
"เธอคิดว่าเธอตายแล้วทุกอย่างจะจบเหรอ!? เธอคิดว่าถ้าเธอตายไปแล้วทุกอย่างมันจะสวยหรูอย่างนั้นเหรอ!?"
นี่เป็นเหตุผลที่ไลท์มองซัสซ์ว่าเป็นตัวละครที่มีจิตใจเมตตาและมีมนุษยธรรมคนหนึ่งเลยทีเดียว เขาไม่ได้โต้ตอบความเจ็บปวดของเขาด้วยความเจ็บปวดของคนอีกคน ซัสซ์มีความเป็นมนุษย์ที่ผสมผสานกันลงตัวเลยค่ะ
"Lot of things can be excused....Shooting kid ain't one...."
แล้วหลังจากนั้นก็ทำท่าจะยิงตัวตาย ซึ่งไลท์เข้าใจถึงความปวดร้าวของเขาเลยล่ะค่ะ เพราะจะช่วยเหลือลูกด้วยการฆ่าลูซิที่ทำร้ายลูกตัวเองทางอ้อมก็ไม่ได้ จะทำใจจืดใจดำมองดูลูกตัวเองถูกวิจัยก็ไม่ได้ มันมืดแปดด้านไปหมด ซัสซ์เลยคิดจะยิงตัวตาย แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณมนุษย์ย่อมไม่ฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ซัสซ์ไม่สามารถทำได้เพราะเขาไม่กล้าพอ ซึ่งไม่ผิดค่ะ มนุษย์ปกติไม่ผิดเลยที่จะกลัวความตาย
และซัสซ์เองก็ยังเป็นคนที่สุขุมที่สุดด้วย เขาบอกกับพวกไลท์นิ่งว่าเขาไม่เต้นไปตามข่าวลือของโคคูนหรอก เพราะไอ้ข่าวลือนั่นก็ไม่มีมูลนี่นา ยังไม่มีใครไปพัลส์จริงๆซะหน่อย รู้ได้ยังไงว่ามันเป็นนรกน่ะ?
หลังจากนั้นซัสซ์ก็ไม่ค่อยมีบทค่ะ เพราะหลังจากดาจซ์กลายเป็นคริสตัลแล้ว (ภารกิจของดาจซ์นั่นคือหาตัวลูซิแห่งแกรนด์พัลส์นั่นเอง และดาจซ์ก็ตามมาเจอซัสซ์กับวานิลา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นลูซิแห่งแกรนด์พัลส์ไปแล้ว ดาจซ์ก็เลยกลายเป็นคริสตัล ตอนนั้นซัสซ์บ้าคลั่งจะเข้าไปฆ่าพลโทจิลล์ นาบาต โทษฐานที่ทำให้ลูกชายเขาต้องกลายเป็นคริสตัลรวมถึงความเครียดหลายๆอย่าง แต่ก็โดนจิลล์เอาแส้ฟาดสลบ) ซัสซ์เองก็ปลงกับชีวิตแล้ว เขาทำใจได้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้เกิด ซัสซ์จึงตามพวกตัวเอกไปด้วยความคิดที่ว่าโอเค ภารกิจสำเร็จก็ดีไป หรือถ้าล้มเหลว เขาก็ยินดีที่จะเป็นซอมบี้ เพราะเขาเบาใจแล้วว่าลูกชายตัวเองกลายเป็นคริสตัลไปแล้ว ตัวเขาตอนนี้ก็ตัวคนเดียวแล้ว แต่ซัสซ์ก็ยังมีความคิดเช่นเดียวกับตัวเอก คือต้องการจะปกป้องโคคูน เพื่อลูกชายของเขา แม้ว่าดาจซ์จะไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว หากซัสซ์จะโกรธก็โกรธเพียงคนเดียว นั่นคือ พลโทจิลล์ นาบาต คนที่ควบคุมกระบวนการวิจัยลูกชายของเขาค่ะ
บทซัสซ์มาเด่นอีกครั้งคือตอนจบค่ะ ตอนที่ดาจซ์ได้รับพรให้หายจากคริสตัล และซัสซ์เองก็หายจากการเป็นลูซิ ฉากจบที่ซัสซ์เห็นลูกตัวเองวิ่งมาแล้วตัวเองวิ่งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง เป็นฉากที่ตราตรึงใจมากๆ เป็นฉากจบของครอบครัวที่สมบูรณ์ยิ่งจริงๆค่ะ
โดยรวมแล้ว ซัสซ์เป็นบุคลิกของพ่อตัวอย่างเลยค่ะ ไลท์ชื่นชมเขาคนนี้จริงๆ
ตอนนี้สองคนนี้ก็จบไปแล้ว ที่เหลือก็เหลือเพียงคู่สุดท้าย คู่ชีวิตแห่งยุคค่ะ สาวป่าทั้งสอง โอลบ้า ดี วานิล และโอลบ้า ยุน แฟงก์ ค่ะ
ความคิดเห็น