[ APINK (Yuri fic.)ปฏิบัติการรักมาเฟียจอมเวทย์ ]

ตอนที่ 20 : STAGE 19 : อย่าแข่งกันเลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 มี.ค. 59







          "เฮ้อ~ ให้ตายสิ บทจะมาก็ยกขโยงกันมาซะเยอะเชียวนะ เห็นลานกว้างหน้าแฟมิลี่ของฉันเป็นสนามรบรึไง ถ้าสู้กันที่นี่มีหวังลานกว้างเละเทะแน่ๆ ของคราวก่อนก็เพิ่งซ่อมเสร็จเองนะ..." อึนจียืนส่ายหัวบ่นพึมพำอยู่คนเดียวด้านหน้าสุดถึงการมาเยือนด้วยคนจำนวนมากของอีกฝ่าย "นี่ โบมี" ก่อนจะหันไปเรียกชื่อของคนที่ยืนด้านข้าง


         "มีอะไรหรือค่ะคุณบอสอึนจี" โบมีที่ยืนห่างไปไม่กี่ก้าวขานรับพลางหันมามองทางผู้เรียกชื่อของตน 


         "ก็แบบ ถ้าจะให้สู้กันตรงนี้มันก็จะเกิดความเสียหายมากเกินไป..." แต่ดูเหมือนว่าโบมีจะเดาความคิดของอึนจีออกจึงไม่ได้ปล่อยให้พูดจนจบ


         "ก็เลยอยากให้ฉันย้ายเจ้าพวกนั่นรวมถึงพวกเราเองด้วยเข้าไปในมิติของฉันใช่มั๊ยล่ะ" ตามที่โบมีคิด อึนจีพยักหน้าหงึกๆ โบมีถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ


         "ได้มั๊ย แต่เรื่องแค่นี้ฉันว่าเธอคงทำได้อยู่แล้วล่ะนะ" อึนจียืนมองหน้าของโบมีด้วยสีหน้าที่มั่นใจมากมาย


         "เฮ้อ ไอทำน่ะมันก็ทำได้อยู่หรอก แต่กำลังพลทางฝั่งนู้นรวมกับของเราก็เกือบสองแสนเลยนะเฮ้ย มันเปลืองพลังเวทย์นะเว้ยเจ้าบอสบ้า!" โบมีพูดเสียงดังเชิงตะหวาดเล็กน้อยใส่อึนจีถึงความแต่ใจเล็กในตัวบอสของเธอ แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เธอแกล้งแสดงออกมาให้เห็นถึงความสนิทสนมกับการยอมรับในตัวของผู้เป็นบอสของเธอเท่านั้น


         อาจจะเพราะแบบนี้หรือเปล่า เพราะความที่ดูว่าเป็นกันเอง การที่บางครั้งบอสของพวกเขานั้นทำตัวเอาแต่ใจบ้าง และพึ่งพาได้เมื่อถึงเวลา จึงทำให้อึนจีมีลูกน้องที่รักเธอและอยู่ในสังกัดมากกว่าแปดหมื่นคน


         "อืม...โทษทีนะโบมี แต่ช่วยทำตอนนี้เลยได้มั๊ย ดูเหมือนว่าทางนั้นกำลังจะเริ่มแล้วด้วย" อึนจีพูดกับโบมีโดยมองไปทางด้านฝั่งศัตรูที่เริ่มเร่งพลังเวทย์ขึ้นเป็นการบอกว่ากำลังจะบุกเข้ามาแล้วด้วยสีหน้าที่จริงจัง


         "เอาสิน่า ฉันล่ะยอมแพ้เลยจริงๆ ตัวเธอในโหมดจริงจังเนี่ย" เมื่อเห็นว่าอึนจีจริงจัง โบมีจึงเลิกเล่นและเริ่มปลดปล่อยพลังเวทย์จำนวนมหาศาลออกมา และด้วยปริมาณของพลังเวทย์ของโบมีที่ได้ปล่อยออกมานั้นมีมากจนสร้างความตกตะลึงให้กับทางฝ่ายศัตรู อสูรบางตัวนั้นก็ถึงยืนสั่น เหตุเพราะไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่มีพลังเวทย์ระดับนี้


         "เอ่อนี่โบมี ฉันขออะไรอีกอย่างหนึ่งได้มั๊ย?"

         "ไหนลองพูดมา"

         "คือว่านะ......." อึนจีเดินเข้าไปกระซิบกับโบมีอย่างเบาที่สุดที่จะรู้กันเพียงแค่สองคนเท่านั้น หลังจากที่ได้ฟังคำขอของอึนจีโบมีก็พยักหน้ารับเงียบๆโดยไม่ได้พูดอะไร "ขอบใจมากโบมี เท่านี่เรื่องที่กังวลก็หมดไป คงสู้ได้เต็มที่ล่ะนะ" 


         "งั้นเริ่มเลยแล้วกันนะ" หลังจากที่โบมีพูดจบพลังเวทย์ที่ก่อนหน้านี้ถูกปล่อยออกมาราวกับทิ้งขว้างก็ถูกสูบกลับไปยังเจ้าของและหายไปในพริบตา แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ายตรงข้ามจะทันได้คิดหรือรู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็หายไปจากลานกว้างของแฟมิลี่ิ เหลือไว้เพียงแค่ความว่างเปล่าและ.....

. . . . . . .
 . . . . . .
  . . . . .
   . . . .
    . . .
     . .
      .
      .

..........และโบมี นาอึน กับบรรดาลูกน้องภายในแฟมิลี่  ตัวโบมีเองนั้นเพราะว่าต้องคงสภาพของของมิติพิเศษ'Age room'ไว้ตามปกติเธอจะสามารถทำอะไรได้อย่างอิสระ แต่ที่ครั้งนี้เธอไม่สามารถทำได้นั้นเป็นเพราะว่าจำนวนของคนที่บรรจุอยู่ภายในนั้นมีมากเกินไป ธรรมดาแล้วเธอจะสามารถบรรจุคนได้ประมาณหนึ่งหมื่นคนซึ่งคือลิมิตสูงสุด แต่ครั้งนี้ต้องบรรจุเข้าไปไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นคน แล้วยังมีคนที่มีพลังเวทย์ระดับเทพอย่างพวกอึนจีกับ 13 อสูรเข้าไปอีก แม้จะยืมพลังของเบลเซบับมาแล้ว แต่ก็ยังทำให้เธอไม่สามารถขยับไปไหนได้


         "คุณโบมีค่ะ ดึงพลังของเบลไปใช้ทั้งหมดเลยก็ได้นะ แบบนั้นจะได้ลดภาระการจ่ายพลังเวทย์ลงด้วย" เสียงของเบลเซบับดังขึ้นมาภายในหัวของโบมี


         "เอาไว้ก่อนแล้วกันนะเบลจัง ภายในนี้เป็นมิติพิเศษที่ฉันสร้างขึ้นมา เวลาข้างในนั้นจะเดินเร็วกว่าข้างนอกนี้ถึง50เท่า ฉันว่าอีกไม่นานพวกนั้นอาจจะออกมาก็ได้ ฉันจะยื้อเอาไว้เองก่อน ส่วนพลังของเบลจังขอเอาไว้สำรองแล้วกันนะ" โบมีตอบกลับไปยังเบลเซบับด้วยการคุยผ่านจิต


         "เอางั้นก็ได้ค่ะ...แต่เบลว่า คุณโบมีดูเหมือนจะมีปัญหาแรกมาให้เคลียร์แล้วล่ะค่ะ" ด้วยคำพูดของเบลเซบับจึงทำให้โบมีหันไปมองยังด้านหลังของตน ก็พบว่าเหล่าลูกน้องที่โดนแยกไว้นั้นเริ่มแสดงถึงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย


         "อา...เรื่องนี้ก็กะไว้แล้วล่ะนะ เจ้าพวกนี้น่ะรักอึนจี.....รักบอสของตัวเองอย่างกับอะไรดี ก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะไม่พอใจที่โดนแยกไว้" โบมีพูดพลางส่ายหน้าเบาๆ "นี่เบลจัง ออกมาช่วยคุมไว้ให้แปบหนึ่งได้มั๊ย"


         "ได้ค่ะ" เบลเซบับปรากฎตัวออกมาในขณะที่พูด และเข้ามาช่วยโบมีคุม'เอจรูม'ไว้ "คุณโบมีไปจัดเรื่องของลูกน้องก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวทางนี้เบลดูแลให้" พูดจบเบลเซบับก็เริ่มร่ายเวทย์เพื่อควบคุมการทำงานต่อทันที โบมีจึงส่งการเชื่อมต่อทั้งหมดไปให้กับเบล และเดินย้อนกลับมาข้างหลังเล็กน้อยเพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่างเล็กน้อยกับพวกลูกน้อง


         "เฮ้!!! เงียบ!!! และฟังฉันนะทุกคน" โบมีตะโกนออกไปโดยใช้เวทย์มนต์ช่วยกระจายเสียง ทำให้ลูกน้องจำนวนหลายหมื่นคนที่เริ่มโหวกเหวกโวยวายเงียบลงและมองมาทางเธอเพื่อฟังสิ่งที่ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของหน่วยกำลังจะพูด  "ฉันรู้ว่าพวกนายไม่พอใจที่อึนจีมันทำแบบนี้ รู้ว่าพวกนายอยากไปเป็นกำลังให้บอสของพวกนายแต่รู้มั๊ยว่าเพราะอะไรอึนจีถึงทำแบบนั้น ลองมองไปรอบๆสิ ถ้าพวกเราสู้กันที่นี่ ความเสียหายมันจะตีวงกว้างแค่ไหน ถ้าเกิดขอบเขตมันเกินเลยออกไปด้านนอก ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรเลยจะต้องรับเคราะห์ไปด้วย แล้วไหนจะพวกนายอีก อึนจีน่ะมันไม่อยากเห็นใครต้องมาบาดเจ็บล้มตายเลยมาขอให้ฉันทำแบบนี้ พวกนายน่ะจงรับความหวังดีอยู่ที่นี่และเตรียมตัวต้อนรับยัยนั่น...รอบอสของพวกนายกลับมาก็พอ" หลังจากตะโกนบอกพวกลูกน้องจนจบโบมีก็เงียบลงและรอดูปฏิกิริยาของพวกเขาต่อแล้วหวังให้มันจบแค่นี้  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น


         "พวกเรายอมรับความหวังดีและการมองในวงกว้างของบอสนะครับคุณโบมี แต่ที่พวกเราต้องการคือการไปเป็นกำลังรบให้กับบอส ต่อให้ต้องตายพวกเราก็ไม่เสียดายชีวิตหรอก" หนึ่งลูกน้องที่อยู่ด้านหน้าพูดออกมา ทำให้โบมีต้องถอนหายใจอีกครั้ง


         "เฮ้อ~ พวกนายนี่มัน ถึงปากจะบอกว่ายอมรับแต่แบบนั้นน่ะมันไม่เรียกว่ายอมรับหรอกนะ" โบมีพยายามกดอารมณ์ตัวเองและพูดอย่างใจเย็นที่สุด


          "......ถึงเป็นแบบนั้นพวกเราก็ยังยืนยันในคำเดิมครับว่าพวกเราอยากที่จะไปช่วยบอส ช่วยกรุณาส่งพวกเราเข้าไปข้างในเถอะครับ" พวกลูกน้องต่างพากันมองมายังโบมีด้วยสายตาคาดหวังว่าจะส่งพวกเขาเข้าไปช่วยบอสของพวกเขา


         "ฉันจะส่งพวกนายเข้าไปก็ได้นะ...." เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าวทำให้ทุกๆคนยิ้มขึ้นมา แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงทันที "...ถ้าพวกนายมีพลังเวทย์ระดับเดียวหรือใกล้เคียงกับฉันล่ะก็นะ" โบมีปล่อยพลังเวทย์ออกมาเต็มกำลัง ซึ่งมันทำให้ลูกน้องเกือบจะทั้งหมดเข่าทรุดในทันที เหลือเพียงแต่คนที่มีระดับสูงไม่กี่คน แต่ถึงแบบนั้นแค่ยืนก็แทบจะเต็มที่แล้ว ส่วนนาอึนที่มีออร่าของแอสโมดิวส์คอยกันให้จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด


         "นี่คือสิ่งที่คุณโบมีต้องการจะบอกจริงๆสินะครับ" ลูกน้องคนเดิมที่ยืนเหงื่อตกอยู่พูดขึ้น


         "ใช่ ถ้าส่งพวกนายไปก็จะไปทำให้ยัยนั่นสู้ได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องมาคอยมาจำกัดพลังกลัวว่าจะโดนพวกเดียวกัน แบบนั้นพวกนายต้องการงั้นหรอ" โบมีคลายพลังเวทย์ลงจึงทำให้บรรยากาศโดยรอบลดความอึดอัดลง


         "ไม่ครับ พวกเราไม่ต้องการ...นี่พวกเรา พวกเรารอบอส รอการกลับมาของบอสอยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะ ว่าไง" หันไปพูดกับพรรคพวกเพื่อขอความคิด "งั้นเอาตามนี้" ซึ่งทั้งหมดก็เห็นด้วยตามนั้น


         "ส่วนเธอนาอึน ไอเจ้าอึนจีมันลำบากใจมากที่ต้องมาทิ้งเธอไว้ห่างตัวแบบนี้ แต่ที่มันตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะเป็นห่วงเธอมาก เธอคงเข้าใจมันนะ" โบมีหันมาคุยกับนาอึนที่ยืนอยู่เงียบๆ


         "ค่ะ ถึงจะน้อยใจก็เถอะ แต่ถ้าพี่อึนจีตัดสินใจแบบนั้นแล้วก็ต้องยอมรับการตัดสินใจเท่านั้น" ซึ่งปฏิกิริยาของนาอึนนั้นต่างจากที่โบมีคิดไปพอสมควร


         "แบบนี้นี่เล่า เจ้าอึนจีมันถึงได้รักนักรักหนา แต่ว่ากับเธอฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรที่มาอยู่ห่างจากอึนจี เอางี้มั๊ย..." โบมียื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของนาอึน


         "ทำแบบนั้นได้ด้วยหรอค่ะพี่โบมี" 


         "ได้สิ แต่อาจจะเสี่ยงไปหน่อยนะ ว่าไงกล้ามั๊ย"


         "แน่นอนค่ะ" นาอึนตอบไปอย่างไม่ลังเล


         "เยี่ยม งั้นก็ตามนั้น" พูดจบโบมีก็เดินมาทางเบลเซบับและจัดแจงรับการควบคุมกลับมาที่ตน


         "เวทย์นี้ของคุณโบมีนี่ควบคุมยากพอสมควรเลยนะค่ะ ทั้งซับซ้อนทั้งสิ้นเปลืองพลังเวทย์ นี่ถ้าไม่ใช่พวกที่มีพลังเวทย์เหลือใช้อย่างพวกเราๆ มีหวังถูกสูบพลังเวทย์จนหมดในเวลาไม่กี่วินาทีแน่ๆ" หลังจากที่คืนการควบคุมไปยังเจ้าของ เบลเซบับก็บ่นถึงความยุ่งยากในการควบคุมของเอจรูมที่เธอได้ควบคุมมาเพียงชั่วครู่


         "ก็พอดีว่าลูกเล่นมันเยอะ การใช้งานมันเลยเรื่องมากน่ะ แต่ปกติมันไม่เปลืองพลังเวทย์ขนาดนี้หรอกนะเบลจัง แต่เล่นยัดอสูรเข้าไปตั้งหลายหมื่น แล้วไหนจะยังไอพวกที่มีพลังเวทย์เหลือใช้พวกนั้นอีก ไม่เปลืองพลังเวทย์สิแปลก" โบมีอธิบายมาด้วยสีหน้าเนือยๆ


         "นั่นสินะค่ะ เบลก็ว่าแบบนั้น"

.

.

.

.

.

.

.


         ก่อนหน้านี้ที่ภายในเอจรูม

         "ที่นี่มันที่ไหน/พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ไง/นี่มันเกิดอะไรขึ้น" เสียงขนาดทหารอสูรที่ต่างพากันบ่นถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งจู่ๆกลับถูกเปลี่ยนสถานที่อย่างกระทันหันจึงสร้างความงุนงงให้กับพวกมันเป็นอย่างมาก


         "ช่วยเงียบกันหน่อยได้มั๊ยค่ะ!" เสียงพูดของหญิงสาวที่ฟังดูเหมือนการพูดปกติแต่ดังกังวาลไปทั้งมิติทำให้อสูรทั้งหมดเงียบเสียงลง "นี่น่ะเป็นความสามารถของศัตรู พวกเค้าย้ายพวกเรามาในมิติพิเศษ คงคิดจะขังพวกเราเอาไว้ในนี้งั้นสินะ ขี้ขลาดจริงๆ" หญิงสาวพูดขึ้นฟังดูเป็นการดูถูกดูแคลนทางฝั่งของอึนจี


         "เรื่องความสามารถนี้น่ะเรายอมรับว่าเป็นของพวกเราจริง แต่ที่ว่าเราเอาพวกเธอมาขังไว้ที่นี่นั้นขอแก้ไข เพราะว่าพวกเราก็อยู่ที่นี่ด้วย" เสียงของอึนจีดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ จากนั้นจึงค่อยๆปรากฎร่างของอึนจีขึ้นในจุดที่ไม่ห่างจากกองทัพของ 13 อสูรมากนัก และข้างๆตัวของอึนจีก็ปรากฎร่างของโชรง นัมจู ยูคยองและฮายองตามมา


         "งั้นหรอกหรอ ฉันคิดว่าจะขี้ขลาดจนไม่กล้าสู้กับพวกเราตรงๆซะอีก"


         "พอดีว่าทางเราก็มีจิตใต้สำนึกที่ดีพอน่ะนะ แต่ทางนี้เป็นแค่มนุษย์จะทำแบบนั้นก็คงไม่ถือว่าขี้ขลาดหรอกมั้ง ว่างั้นมั๊ย"


         "มันก็จริงของเธอนะ แต่อย่าคิดว่าของแค่นี้จะขังฉันไว้ได้เชียวล่ะ"


         "ก็ไม่ได้คิดจะขังไว้หรอกนะ แต่เธออย่าคิดว่าจะทำลายที่นี่ได้ง่ายๆ เพราะมิตินี้น่ะเป็นพลังของคนในครอบครัวฉัน ฉันรู้ดีว่ามันแข็งแรงแค่ไหน ไม่งั้นฉันคงไม่ย้ายการต่อสู้มาที่นี่ ว่าแต่เรามาเริ่มกันเลยมั๊ย พูดมากไปก็เสียเวลาเปล่า" 


         "ก็ดี ที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะว่าต้องการแบบนั้นอยู่แล้ว"


         "คุณหนู ไม่ต้องถึงมือคุณหนูหรอก ตรงนี้ให้พวกเราจัดการก็พอ แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆแค่ 5 คน พวกเราก็พอแล้ว" หนึ่งในกลุ่มอสูรพูดขึ้นพร้อมกับค่อยๆเดินออกไปมาพร้อมกับพรรคพวกอีกจำนวนหนึ่งตรงไปยังทางที่พวกอึนจียืนอยู่


         "เฮ้ๆ ถ้าจะไปฆ่าพวกมันก็ยกกันไปให้หมดกองทัพเลย แล้วก็ขอเตือนไว้ว่าอย่าดูถูกพวกมันจะดีกว่า" เสียงของใครบางคนพูดขึ้นเตือนลูกน้องของตน


         "ไม่เป็นไรหรอกครับท่านซูโฮ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการเอาเปรียบกันเปล่าๆ"


         "แล้วแกจะไม่มีโอกาสแม้แต่มานึกเสียใจ" ซูโฮบ่นออกมาด้วยท่าทีเฉยชา


         "พวกเธอนี่บ้ากันรึเปล่า มากันแค่ 5 คน แต่คิดจะมาสู้กองทัพอสูรที่มีกว่า 5 หมื่นตน จะมาฆ่าตัวตายงั้นสินะ" อสูรหนึ่งตนพูดดูถูกทางพวกอึนจี


         "พวกสิบ้า ถ้าจะมาฆ่าฉันก็เข้ามาพร้อมๆกันทั้งหมดจะดีกว่านะ" โชรงพูดสวนขึ้นทันที


         "ไม่ดีหรอก แบบนั้นมันจะเป็นการเอาเปรียบพวกเธอเกินไป" ถึงจะพูดแบบนั้นแต่อสูรที่ดากันออกมาก็มีมากกว่า40ตน เรียกได้ว่าตั้งใจมารุมเต็มที่


         "งั้นฉันจะถือว่าคุณโชรงก็เตือนพวกนายซ้ำแล้วนะ" ยูคยองพูดขึ้นโดยไม่ได้สนใจกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้านัก "บอสค่ะ ในนี้ลิมิตของพลังอยู่ที่ระดับไหนค่ะ?" หากแต่หันไปถามผู้เป็นบอสถึงการจำกัดพลังอย่างใจเย็น


         "ลิมิตหรอ? ในนี้ไม่มีคำๆนั้นหรอก อาละวาดได้เต็มที่เลย" เมื่อได้ยินดังนั้นยูคยองถึงกับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความดีใจสุดขีด


         "งั้นก็ตามนั้นค่ะบอส" ยูคยองหันมาทางกองทัพของศัตรูและเริ่มปล่อยพลังเวทย์ออกมาสร้างขึ้นจนรูปร่างคล้ายวัตถุคล้ายกับหอกที่มีความยาวถึง2เมตร 'หอกเทพอัคคี' ยูคยองขว้างหอกที่สร้างจากเวทย์เพลิงออกไป และนั่นมันเพียงพอที่จะทำให้กำลังพลของฝั่งศัตรูหายไปมากกว่า3พันตนในการโจมตีเดียว


      บรึ้มมมม!!!
         "อ้ากกกกกกกกกกก" เสียงร้องในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเหล่าลูกน้องอสูรกว่า3พันตนดังขึ้นไล่เรี่ยกันและเงียบลงในเวลาไม่นาน


         "เจ้าพวกบ้า ฉันบอกแล้วใช่มั๊ยว่าให้ระวังพวกมัน" โฮซูพูดกับตัวเองเบาๆ


         "ว้าว ยูจัง นั่นเป็นพลังใหม่หรอ เจ๋งดีนะ แถมยังเป็นสายต่อต้านกองทัพเหมือนเดิมด้วย แบบนี้ช่วยลดปริมาณทางนั้นไปได้เยอะเลย" โชรงพูดขึ้นหลังจากที่ได้รับชมท่าใหม่ของยูคยองซึ่งมีพลังทำลายล้างพอสมควร


         "บะ..บ้าน่า พลังทำลายอะไรกัน แค่ครั้งเดียวกลับจัดการพวกเราไปได้มากขนาดนั้น" อสูรหนุ่มที่ก่อนหน้านี้พากลุ่มเพื่อนเดินแยกออกมาเพื่อที่จะจัดการกับพวกอึนจีถึงกับตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลัง


         "เมื่อกี้ฉันก็บอกแล้วไงว่า ให้ยกมาพร้อมกันทั้งหมดน่ะ" โชรงที่ยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นเหมือนเป็นการเตือนสติของอีกฝั่ง


         "หนอย~ งั้นทางพวกเราก็ไม่ขอขัดศรัทธาในข้อเสนอนั้น แล้วอย่ามาใช้เป็นข้ออ้างในตอนที่แพ้ก็แล้วกัน" 

         "พวกเรา อย่าไปตกใจ พลังโจมตีระดับนั้นน่ะ ยังไงพวกมันก็คงใช้ได้ไม่กี่ครั้งหรอก ไม่แน่ที่มันใช้มาเมื่อกี้อาจใช้ได้ครั้งเดียวก็ได้" อสูรหนุ่มอีกตนพูดถึงความน่าจะเป็นให้พรรคพวกฟัง


         เมื่อได้ยินดังนั้นทางเหล่าอสูรต่างพากันร้องเฮและกรูกันเข้าหาพวกอึนจีอย่างเต็มกำลังหมายเอาชีวิต แต่สิ่งที่อสูรคาดเดาผิดไปก็คือ หอกเทพอัคคีนั้นยูคยองสามารถใช้ได้มากกว่าหนึ่งครั้งเพราะการต่อสู้ที่ยูคยองถนัดนั้นเป็นการโจมตีที่เน้นการทำลายเป็นวงกว้างมากกว่าโจมตีเป็นจุดเล็กๆ  ดังนั้นการต่อสู้ในสถานที่จำกัดจึงทำให้ยูคยองใช้พลังได้ไม่เต็มที่และอีกสิ่งหนึ่งที่ทางฝั่งอสูรคิดพลาดไปก็คือ ยูคยองไม่ใช่คนเดียวที่สามารถโจมตีแบบเดียวและระดับเดียวกันนี้ได้


         'ไฟเออร์แคนน่อน' อาวุธรูปแบบที่สองของโชรง เป็นการสร้างปืนใหญ่จากเวทย์เพลิงและทำการยิงเวทย์เพลิงที่บรรจุอยู่ภายในออกไปเพื่อทำการโจมตี และพลังทำลายก็ตามชื่อของมัน เป็นการโจมตีในวงกว้างตามรูปแบบของปืนใหญ่ การโจมตีของโชรงในครั้งนี้ทำให้จัดการฝ่ายศัตรูไปได้อีกกว่า4พันตน


         'ราชันต์มังกรเหมันต์' จู่ๆก็เกิดร่างของมังกรน้ำแข็งขนาดใหญ่เคลื่อนที่ผ่านกองทัพอสูร ทำให้อสูรจำนวนกว่าหนึ่งพันตนถูกแช่แข็งจากไอเย็นและถูกชนจนแตกเมื่อมังกรน้ำแข็งเคลื่อนที่ผ่าน แน่นอนว่าการโจมตีจากน้ำแข็งมีเพียงฮายองเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ที่ความสามารถของฮายองสูงขึ้นมากนั่นเป็นเพราะว่าตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮายองได้ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักโดยที่มีนัมจูและยูคยองคอยเป็นครูฝึกให้อย่างใกล้ชิดจึงทำให้ฝีมือการใช้เวทย์นั้นสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถ้าบอกตามตรงแล้วฮายองเป็นสายต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่ที่จัดการอสูรได้เป็นพันตนนั้นมาจากการที่ฮายองได้เพิ่มปริมาณพลังเวทย์ให้มากขึ้นพอที่จะจัดการได้ทีละคราวมากๆนั่นเอง


         'อัญเชิญเทพอสูรแห่งการทำลายล้าง อาชูร่า' หลังจากที่นัมจูร่ายเวทย์อัญเชิญ อากาศในบริเวณนั้นก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมา มิติที่ข้างตัวของนัมจูเกิดการบิดเบี้ยวขนาดใหญ่กว่า20เมตร พลันมิติที่บิดเบี้ยวเปิดออกและค่อยๆมีร่างขนาดใหญ่ค่อยๆเดินออกมาจากประตูมิตินั้น จนในที่สุดก็ออกมายืนโชว์ร่างกายอันกำยำ ที่มีความสูงมากกว่า30เมตรกับใบหน้าที่มีถึงสี่อารมณ์ แขนทั้งหกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามในมือทั้งหกข้างถือดาบไว้ หลังจากออกมาข้างนอกมันได้ชายตามองลงมายังนัมจู พร้อมกันกับนัมจูที่มองส่วนขึ้นไป

         "เวลาจะเรียกใช้งานก็ช่วยเปิดประตูมิติให้มันกว้างๆกว่านี้หน่อยสิ" อาชูร่าได้พูดกับนัมจูด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าเกรงที่ก้องไปทั่วทำเอาทั้งหมดถึงกับชะงัก


       -ปึ๊ด!- เสียงคิ้วของนัมจูกระตุกบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
         "เจ้าบ้า!! แล้วใครใช้ให้ออกมาในร่างใหญ่ขนาดนั้นห๊ะ ยังไม่เคลียร์ไอเรื่องมองด้วยสายตาแบบเมื่อกี้นะ เดี๋ยวจบงานมีเคลียร์"  แล้วทางนัมจูเองก็โวยวายกลับไปหลังจากที่อาชูร่าพูดกับเธอทำให้ทั้งบริเวณตกตะลึงในความกล้านั้น


         "โธ่ คุณนัมจูก็ดุจังเลย คราวนี้มาทำสงครามไม่ใช่หรอ ไม่ได้ออกมาตั้งนานแล้วด้วย ออกมาทั้งทีก็ต้องอลังการหน่อยสิ" เมื่อถูกดุจู่ๆอาชูร่าก็พูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่มลงจนเห็นได้ชัดทำให้ทั้งหมดตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก


         "ช่วยไม่ได้ อย่างนายใครมันจะไปเรียกมาบ่อยๆ เล่นสูบพลังเวทย์ไปอย่างกับเอาไปทิ้ง ตอนนี้ก็มีแค่ฉันที่เรียกนายออกมาได้แค่นั้นนี่" นัมจูยืนบ่นกับให้กับอาชูร่าถึงข้อเสียของตัวมันเอง


         "เรื่องนั้นช่างเถอะ ว่าแต่เรียกออกมานี่จะให้ข้าทำอะไรบ้างล่ะคุณนัมจู" อาชูร่าพูดตัดบทและถามถึงหน้าที่ของตนที่ถูกเรียกออกมา


         "ก็ไม่มีอะไรมาก" นัมจูชี้ไปทางด้านซ้ายของตน "จัดการให้ที เอาให้มากที่สุดเลย"

        หลังจากฟังนัมจูพูด อาชูร่าก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าโกรธในฉับพลันและตวัดดาบออกไปยังทิศทางที่นัมจูชี้ คลื่นพลังเวทย์จากดาบทั้งหกเล่มถูกฟาดฟันออกไป ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของอาชูร่านั้น นับดูแล้วจะมากว่าทั้งสามคนที่ผ่านมารวมกันเสียด้วยซ้ำ เพราะการโจมตีของอาชูร่านั้นทำลายกำลังพลทางฝั่งของศัตรูไปถึงเกือบสองหมื่นตน ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ทั้งทางฝั่งของศัตรูและทางฝั่งเดียวกันเอง


         'แปะๆๆๆๆ' เสียงปรบมือดังขึ้นมาท่ามกลางคสามตกตะลึง
         "เยี่ยมมากอาชูร่า ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย แบบนี้ที่คาดโทษไว้ถือว่าหายกัน" นัมจูพูดขึ้นหลังจากที่หยุดปรบมือ


         "แน่นอน ข้าคือเทพแห่งการทำลายล้างนะ เรื่องแค่นี้นับว่าเป็นเรื่องปกติ" พอได้รับคำชมอาชูร่าถึงกับยืดอกด้วยความภูมิใจ


         "ว้าวววว ทุกคนนี่มีแต่พลังเจ๋งๆกันทั้งนั้นเลย จากที่ดูๆแล้วหายไปเกือบๆสามหมื่นแล้วมั้งเนี่ย" อึนจีพูดขึ้นหลังจากที่ดูผลงานของแฟมิลี่พร้อมกับกวาดสายตามองไปด้านหน้า


         "แน่นอนสิพี่อึนจี และส่วนมากก็เป็นผลงานของฉันด้วย ฉันทำได้ดีกว่ารองบอสอีกน๊า~" นัมจูทำตาหรี่เหล่มองคนด้านข้างด้วยสายตากวนๆ


         "ย๊ะแม่คนเก่ง เล่นอัญเชิญเทพแห่งการทำลายล้างมาแบบนี้ ทำไม่ได้สิแปลก เนอะยูจัง ฮายอง" โชรงพูดแขวะนัมจูก่อนจะหันไปขอความเห็นจากทางยูคยองกับฮายอง


         "นั่นสิค่ะพี่โชรง นัมจูเธอขี้โกงอ่า" ยูคยองเห็นด้วยกับโชรงก่อนหันไปพูดหยอกเย้านัมจู


         "ส่วนฉันเป็นไม่ได้เน้นการโจมตีหมู่แล้วเพิ่งเริ่มเป็นจอมเวทย์ได้ไม่นาน ได้แค่นี้ก็พอใจแล้วล่ะค่ะ" ฮายองพูดขึ้นด้วยสีหน้าซังกะตายโดยไม่หันไปมองนัมจู


         "เอาน่าๆ พอเถอะ อย่าแข่งกันเลย..." อึนจีหันมาห้ามทุกคนที่คุยกันโหวกเหวกถึงผลงานของตัวเอง


         "หืม? อึนจี นั่นกางบาเรียทำไมน่ะ แล้วไหงมาคุมพวกเราด้วยล่ะ" โชรงถามออกไปด้วยความงงเพราะจู่ๆอึนจีก็ทำอะไรที่พวกโชรงไม่อาจเข้าใจได้


         อึนจีไม่ตอบและยิ้มขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูเจ้าเล่ห์ปิดปกติ แต่แล้วทุกคนก็ต้องตกใจกันอีกครั้ง เมื่อมีอุกกาบาศขนาดใหญ่ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ร่วงลงมาที่ใจกลางของกองทัพศัตรู และด้วยรัศมีการทำลายล้างนั้นกว้างพอที่จะแผ่มาถึงบริเวณที่พวกอึนจีอยู่ ซึ่งถ้าอึนจีไม่กางบาเรียไว้ ตอนนี้ทั้งหมดคงโดนย่างสดไปเรียบร้อยแล้ว

         "...เพราะถ้าแข่งกัน ฉันว่ายังไงฉันก็ชนะแน่นอน เนอะ" พูดจบอึนจีก็ยิ้มออกมาพร้อมกับชูสองนิ้วขึ้นเยี่ยงผู้มีชัยชนะ



_________________________________________

     ((-----) (-----))


         ตอนนี้สั้นหน่อยนะครับ พอดีรู้สึกว่าจะอัพช้ามากเลยสำหรับตอนนี้ นั่งแต่งกลางดงคลังระเบิดด้วยระทึกสุดๆ ก็ที่มาอัพช้าเพราะว่าโทรศัพท์หายด้วยอ่ะครับ กว่าเครื่องใหม่จะมาก็รอตั้งอาทิตย์กว่าถึงจะได้แต่ง พอได้มาก็ดันไปแต่งเรื่องใหม่ก่อนอีก ฮ่าๆๆ ถือโอกาสโปรโมทไปด้วยเลย ผมเปิดฟิคอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ชื่อเรื่องว่า Area A ก็ยังคงเป็นเรื่องของสาวๆเหมือนเดิม ฝากด้วยนะครับ^^ ( ถ้าชอบอ่ะนะ)

     ปล.1 ถ้าเรื่องนี้เนื้อเรื่องมันยืดไปยังไงก็บอกได้นะครับจะได้ลองเร่งขึ้นอีกนิด

     ปล.2 ถ้าผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #120 piwey4456 (@piwey4456) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 13:18
    ไรต์หายไป????!!!
    #120
    0
  2. #115 pej_apink (@por2918) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 22:41
    โบมีชวนนาอึนให้ทำอะไรอะครับ สนุกครับไรท์ รอตอนต่อไปนะครับ
    #115
    0