LONG LOVE DIARY OF VAMPIRE - LONG LOVE DIARY OF VAMPIRE นิยาย LONG LOVE DIARY OF VAMPIRE : Dek-D.com - Writer

    LONG LOVE DIARY OF VAMPIRE

    โดย ARAKI

    เรื่องราว ความรักระหว่างแวมไพร์ กับ มนุษย์ที่แม้แต่พระเจ้า ก็มิอาจพรากพวกเค้าทั้งสองออกจากกันได้

    ผู้เข้าชมรวม

    2,665

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    2.66K

    ความคิดเห็น


    34

    คนติดตาม


    4
    หมวด :  ซึ้งกินใจ
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  10 ม.ค. 48 / 01:26 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
      LONG LOVE DIARY OF VAMPIRE ผมรับช่วงคฤหาสน์แห่งนี้มาจากชายผู้หนึ่ง ชายผู้มีนัยน์ตาเศร้าที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา เค้าเสนอที่แห่งนี้ให้ผม พร้อมกับทรัพย์สินที่มีทั้งหมดในคฤหาสน์ โดยแลกกับเงื่อนไขบางอย่างที่คุณต้องไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เดิมทีผมเป็นแค่เด็กกำพร้าที่รับจ้างแบกโน่นหาบนี่ไปวันๆ เพราะไม่มีใครไว้ใจจ้างคนอย่างพวกผมไว้ทำงานที่ต้องมีความรับผิดชอบ แม้มีหลายคนคิดว่าผมทำงานดีกว่าคนที่มีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า แต่ก็ไม่เคยมีใครจ้างผมทำงานประจำอยู่ดี โรงเลี้ยงเด็กกำพร้ากู๊ดวิลที่ผมอยู่นั้น อยู่ติดกับคฤหาสน์สยองขวัญ ที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้นาๆ พรรณราวๆ 1,200 เอเคอร์ คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านต่างเล่าขานว่า คฤหาสน์แห่งนี้ มีผีดิบดูดเลือดอาศัยอยู่มานานนับร้อยปีแล้ว เท่าที่ผมรู้มาไม่เคยมีใครสามารถเข้าไปถึงตัวคฤหาสน์แห่งนั้นได้เลย แม้แต่พวกเด็กๆ ที่ชอบทำตัวเป็นนักสำรวจ ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า พอเข้าไปใกล้ที่แห่งนี้ ยิ่งใกล้ตัวคฤหาสน์มากเท่าไหร่ ทุกคนจะรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัว ที่ไม่อาจหาที่มาได้ แม้จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม ผมเคยเข้าไปหนหนึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ ในเวลานั้นบ้านเด็กกำพร้าที่ผมอยู่แทบไม่มีอาหารให้พวกเรากินกันแล้ว เพราะไม่มีใครบริจาคเลย ทุกคนได้ทานอาหารแค่วันละมื้อโดยมีแค่ซุปใสๆ คนละถ้วยเท่านั้น ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในป่าของคฤหาสน์สยองขวัญนั้น เพื่อไปเก็บผลแอ๊ปเปิ้ลที่แดงฉ่ำน่ากิน ขณะที่ผมกำลังเก็บแอ๊ปเปิ้ลลูกสุดท้าย ก็มีเสียงเรียกจากหญิงชราคนหนึ่ง ทำเอาผมตกใจจนร่วงลงมา เคราะห์ดีที่ไม่เป็นอะไรแค่ได้แผลถลอกมานิดหน่อยเท่านั้น “ตายจริงหนู เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ” หญิงชราถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่……. ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร” ผมตอบพลางสำรวจตัวเอง “ไหนดูซิ…… โชคดีแล้วที่มีแผลถลอกแค่นี้ ว่าแต่หนูมาทำอะไรที่นี่หล่ะ” เธอพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดให้ “คือว่าที่บ้านผม เอ่อ…… โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าหน่ะครับ คือเราแทบจะไม่มีอะไรให้ทานกันแล้ว ผมก็เลย…..” ผมพูดไม่ออกว่ามาขโมย “อ๋อ ที่บ้านกู๊ดวิลใช่มั๊ยจ๊ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ใช่ครับ ว่าแต่คุณยาย….. เอ่อ…. เป็นใครครับ” “ยายเป็นคนดูแลที่นี่จ๊ะ แล้วหนูน้อยหล่ะ” “ผมคริสครับ ว่าแต่คุณยายอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอครับ” ผมถามแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ใช่จ๊ะ ยายจะยกผลไม้พวกนั้นให้ แต่หนูต้องสัญญานะ ว่าจะไม่บอกใครเรื่องที่เราพบกัน และเรื่องที่หนูเข้ามาที่นี่ด้วย” น้ำเสียงของเธอขอร้องแกมสั่ง “ได้ครับ ผมสัญญา” “ดีจ๊ะ ถ้าใครถามว่าเธอเอาผลไม้นี่มาจากไหนก็บอกว่ามีคนบริจาคมาก็แล้วกันนะ” “ครับ เอ่อ……. ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั๊ยครับ” “อะไรจ๊ะ” “คุณยายเป็นคนรึเปล่าครับ” ผมถามเสียงเบาอย่างหวาดๆ เพราะเรื่องเล่าลือถึงปีศาจ “เป็นซิจ๊ะ เธอลองจับตัวยายดูก็ได้” เธอยื่นแขนออกมาเล็กน้อย ในขณะที่ผมลังเลอยู่ว่าจะจับดีหรือไม่ คุณยายก็เอื้อมมืออีกข้างมาจับมือผมไปวางบนแขนเธอ ผมแน่ใจว่าเธอเป็นมนุษย์แน่นอน เพราะเธอยังมีเนื้อหนังที่อบอุ่น แม้จะเหี่ยวย่นไปบ้างเพราะอายุเธอมากแล้ว แต่ผมแน่ใจว่า ครั้งหนึ่งเธอต้องเคยเป็นคนที่สวยมากอย่างแน่นอน ดวงตาของเธอดุจน้ำทะเลที่สงบนิ่ง และฉายแววอบอุ่นอ่อนโยน “แล้วคุณยายไม่กลัว เอ่อ…….. คือผมได้ยินมาว่าที่นี่มีผีดูดเลือดหน่ะครับ” เธอยิ้มน้อยๆ แล้วพยายามหลีกเลี่ยงคำถามของผม “ยายว่าเธอควรจะกลับได้แล้วนะจ๊ะ ที่สำคัญยายขอร้องว่าอย่าได้เข้ามาที่นี่อีก” “ครับ ผมสัญญา” ผมรับปากอย่างเต็มใจที่สุด เพราะว่าขนาดยังไม่เข้าไปใกล้ตัวคฤหาสน์ ผมยังรู้สึกกลัวๆ ยังไงก็บอไม่รู้ ผมกลับมาที่บ้านกู๊ดวิล พร้อมกับแอ๊ปเปิ้ลเต็มกระเป๋าหนังที่ผมสะพายไปด้วย ทุกคนที่บ้านต่างดีใจกันยกใหญ่ เราไม่ได้ทานอย่างอื่นนอกจากซุปมาเป็นเดือนๆ แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนใจบุญเอาผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารแห้ง จำนวนมากมากองไว้ที่หน้าบ้าน ผมคิดว่าน่าจะเป็นคุณยายที่ผมพบเมื่อวานนี้แน่นอน แม้ว่าผมจะอยากไปขอบคุณท่านด้วยตัวเอง แต่ผมสัญญากับเธอเอาไว้แล้วว่าจะไม่ไปที่นั่นอีก นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมได้เข้าไปในที่นั่น ผมใช้เวลาทั้งวันอ่านไดอารี่สิบเล่มที่ผมพบบนโต๊ะ ข้างๆ พินัยกรรมกับโฉนดที่ดิน ก่อนที่จะจัดการทุกอย่างตามที่ชายคนนั้นสั่งเอาไว้ นี่เป็นไดอารี่ที่เปิดเผยเรื่องราวปริศนาที่ผมสงสัยมาตลอดเกี่ยวกับบุรุษปริศนาผู้มีนัยน์ตาแสนเศร้า และหญิงชราผู้ใจดีที่ผมเคยเจอ ………………………………….. สาวผมดำคนหนึ่ง วิ่งอยู่ท่ามกลางพายุฝนกลางฤดูร้อน ที่พัดกระหน่ำมาตั้งเมื่อวาน ผ่านป่าของคฤหาสน์ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืนเช่นนี้ เธอเปียกปอนและหนาวสั่น เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนที่กระเซ็นใส่ แต่เธอไม่ใส่ใจ เธอหยุดยื่นที่ประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ และจับที่เคาะประตูกระแทกแรงๆ ไปสามครั้ง “ขอโทษค่ะ มีใครอยู่มั๊ยคะ” เธอตะโกนแข่งกับเสียงฝนที่ตกอย่างบ้าคลั่ง และตัดสินใจเคาะประตูอีกครั้ง “ช่วยเปิดประตูด้วยค่ะ” ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ บรรยากาศภายในมืดสลัว มีแค่เทียนไขสองสามเล่ม ที่ให้ความสว่างอยู่ที่เชิงบันได “มีธุระอะไร” ชายที่เปิดประตูถามเสียงห้วนๆ เค้าเป็นเจ้าของที่นี่ แดเนียล ดูมส์เดย์ เขามีใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับไม่มีสีเลือด “คุณ……. ใช่คุณจริงๆ ด้วย ชั้นตามหาคุณมาหลายวันแล้ว” เธอยิ้มอย่างดีใจ “เธอเป็นใคร” แดเนียลขมวดคิ้ว เค้าแน่ใจว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้แน่ๆ “อ๊ะ! ขอโทษค่ะ ฉันชื่ออีไลจ้าค่ะ อีไลจ้า วินโยห์เน็ท เราเคยพบกันเมื่อสามวันก่อน จำได้มั๊ยคะ คุณช่วยชีวิตฉันเอาไว้” อีไลจ้าพูดรัวเร็วอย่างตื่นเต้น “ไม่ ฉันจำไม่ได้ มีธุระแค่นี้ใช่มั๊ย” แดเนียลเตรียมจะปิดประตู แต่อีไลจ้ายกมือดันเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวค่ะเดี๋ยว คือว่าฉันอยากจะตอบแทนบุญคุณคุณหน่ะค่ะ” “ฉันไม่ต้องการ เธอกลับไปซะ” แดเนียลทำท่าจะปิดประตูอีกครั้ง “ขอร้องหล่ะค่ะ คือว่าอันที่จริง ฉันไม่มีบ้านให้กลับไปอีกแล้ว” อีไลจ้าทำท่าราวกับจะร่ำไห้ แดเนียลถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะเปิดประตูกว้างขึ้น “เข้ามาสิ” แดเนียลบอกอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วเดินนำอีไลจ้าไปที่ห้องรับรองแขก อีไลจ้าเดินตามอย่างว่าง่าย แต่เธอไม่กล้านั่งลงบนชุดโซฟาราคาแพง ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีก็ตาม “นั่งลงสิ ไม่ต้องห่วงว่ามันจะเปื้อนหรอก” แดเนียลสั่งด้วยเสียงทรงอำนาจ พลางนั่งลงบนโซฟาอีกตัว “ขอบคุณค่ะ” อีไลจ้าไม่กล้านั่งเข้าไปลึกมากนัก พร้อมทั้งวางกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนตัก เธอนั่งหมิ่นเหม่ราวกับไม่ตั้งใจที่จะนั่งทับมัน “ฉันจะให้เธอแค่หลบฝนที่นี่ชั่วคราวก็แล้วกัน พอฝนหยุดเมื่อไหร่เธอต้องออกไปจากที่นี่ทันที” แดเนียลพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “ให้ฉันทำงานที่นี่ได้มั๊ยคะ” อีไลจ้าถามไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก “ว่าไงนะ” แดเนียลเริ่มหัวเสียกับหญิงสาวผู้กล้าบ้าบิ่นตรงหน้า “คือฉันรู้มาว่าคุณพักอยู่ที่นี่คนเดียวไม่มีคนรับใช้ แล้วคฤหาสน์ใหญ่โตแบบนี้ต้องการคนช่วยดูแลรักษาความสะอาดนะคะ ฉันไม่ต้องการเงินเดือนหรอกนะคะ ขอแค่ที่ซุกหัวนอนก็พอค่ะ” อีไลจ้าพูดรัวเร็วเสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ต้องการ” แดเนียลตวาดเสียงดังลั่น พร้อมๆ กับเสียงฟ้าผ่านอกคฤหาสน์ “บ้านหลังนี้ไม่ต้องการคนดูแล ถ้าเธอยังดื้อดึงอยู่แบบนี้หล่ะก็ เห็นทีฉันคงต้องเชิญเธอออกไปแล้วหล่ะ” แว่บหนึ่งที่สบตากัน แดเนียลมั่นใจว่าอีไลจ้าต้องร้องไห้ออกมาแน่นอน ทว่าอีไลจ้ากลับก้มหน้านิ่ง ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว แล้วไม่พูดอะไรอีก เกิดบรรยากาศชวนอึดอัดขึ้นรอบโต๊ะ อีไลจ้ายังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม แดเนียลเริ่มรู้สึกว่าเค้าอารมณ์เย็นลงบ้างแล้ว เค้ารู้ตัวว่าพูดรุนแรงเกินไปแล้ว แต่เค้าไม่ต้องการให้มีคนมายุ่มย่ามอยู่ใกล้ๆ “ถ้าฉันทำให้คุณรำคาญ ฉันว่าฉันไปดีกว่า” อีไลจ้าพูดจบก็ผุดลุกขึ้นโดยไม่ยอมสบตาแดเนียลเลย “แล้วเธอจะไปที่ไหน เธอบอกว่าไม่มีบ้านให้กลับแล้วไม่ใช่เหรอ” แดเนียลถามเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเหตุผลที่เค้าอนุญาติให้หญิงสาวเข้ามาได้ “ไม่เป็นไรค่ะ ฝนตกหนักแบบนี้ฉันอาจจะพอหลบออกไปนอกเมืองได้ พวกนั้นคงยังไม่ออกตามล่าตัวฉันหรอกค่ะ” “ใครตามล่าเธออยู่” “พวกเจ้าหนี้ของพ่อฉัน พ่อไปกู้เงินพวกนักเลงก้อนใหญ่มาลงทุน แต่สุดท้ายก็ไม่มีปัญญาใช้คืน เลยฆ่าตัวตายหนีหนี้ บ้านก็ถูกพวกมันยึดไป พวกมันว่ายังขาดดอกเบี้ยอีก 50,000 ปอนด์ ฉันลองไปขอยืมพวกเพื่อนบ้าน แต่……….” อีไลจ้ารู้สึกราวกับมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาก็พาลจะไหลแต่เธอพยายามอดกลั้นไว้ “ไม่มีใครให้เธอใช่มั๊ย” แดเนียลถามเสียงเบา “ค่ะ พวกเค้าว่าเงินมากขนาดนั้นฉันไม่มีปัญญาหามาคืนพวกเค้าได้ มันก็ถูกของพวกเค้านะ ฮะๆๆ” อีไลจ้าหัวเราะฝืนๆ “แล้วพวกนักเลงก็กลับมาทวงเงินอีกครั้ง พอฉันบอกว่าไม่มีให้ พวกมันก็บอกว่าจะเอาฉันไปขาย แล้วก็พอดีคุณมาช่วยฉันไว้” “แล้วแม่ของเธอหล่ะ” “แม่ตายตั้งแต่วันที่ฉันลืมตาดูโลกแล้วค่ะ” อีไลจ้าตอบเสียงสั่นน้อยๆ แดเนียลนั่งเงียบตรึกตรองถึงสิ่งที่ได้รับฟังมา รู้สึกสงสารในชะตาชีวิตของเธอ ที่ต้องมารับกรรมที่ตนไม่ได้ก่อ เช่นเดียวกับตัวเค้า “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวนะคะ” อีไลจ้าเพิ่งก้าวเท้าออกไปแดเนียลก็เรียกเธอไว้ “นั่งลง” แดเนียลสั่งเสียงเฉียบขาด อีไลจ้าแค่หยุดอยู่กับที่ ยังคงไม่ยอมสบตาด้วย และไม่ยอมนั่งตามที่แดเนียลสั่ง “ฉันบอกให้เธอนั่งลง อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำอีก” แดเนียลสั่งโดยเน้นเสียงเข้มที่ประโยคหลัง เธอจึงยอมนั่งลงแต่โดยดี “เธอ……. ชื่ออะไรนะ” แดเนียลถามเสียงเรียบ “อีไลจ้า วินโยห์เน็ทค่ะ เรียกอีไลจ้าก็ได้” “ได้อีไลจ้า เธอทำอะไรเป็นบ้าง” อีไลจ้าหันมามองคนตรงหน้าทันที คำพูดของเขาไปถึงสมองเธอช้ามาก เธอกำลังงุนงงกับคำถามของเขา “ไม่ได้ยินที่ถามรึ” แดเนียลเลิกคิ้วถาม “คะ…….. เอ่อ ก็งานบ้านทุกอย่างค่ะ ทำอาหาร ทำความสะอาด” อีไลจ้าตอบแทบตั้งตัวไม่ทัน “เลี้ยงสัตว์เป็นรึเปล่า พวกไก่ และก็ม้า” “เป็นค่ะ” “ดี ถ้างั้นฉันต้องบอกกฎการอยู่บ้านนี้กับเธอ ข้อแรกห้ามทำเสียงดังเพราะฉันนอนตอนกลางวัน ข้อสองห้องไหนที่ล็อคไว้ห้ามเข้าใกล้ ข้อที่สามกลางคืนห้ามออกมานอกห้องของเธอเด็ดขาด ข้อสี่ห้ามพาใครเข้ามาที่นี่แม้แต่คนรู้จัก สำหรับงานบ้านเธอก็ทำไป อย่าลืมดูแลพวกสัตว์ด้วย หวังว่าเธอคงทำได้” “นี่หมายความว่า…….. คุณจะให้ฉันทำงานที่นี่ใช่มั๊ยคะ” อีไลจ้ามองแดเนียลอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “ใช่ ส่วนเรื่องหนี้สินของเธอ ฉันจะจัดการให้หลังพายุสงบ” “ขอบพระคุณมากค่ะ ฉันจะทำงานให้ดีที่สุด” อีไลจ้าดีใจจนน้ำตาคลอ “เอาหล่ะ เธอพักห้องชั้นสองปีกตะวันออกก็แล้วกันนะ ห้องที่อยู่สุดทางเดินนั่นหล่ะ เดี๋ยวฉันจะเอากุญแจมาให้” แดเนียลบอกแล้วลุกขึ้นเดินนำไปที่ห้องปีกตะวันออก ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก อีไลจ้าแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า เธอจะมีโอกาสได้พักห้องที่หรูหราโอ่อ่าขนาดนี้ แม้ว่าทั้งห้องจะมีฝุ่นจับอยู่บ้าง เตียงสี่เสาลายวิจิตรแบบเตียงของเจ้าหญิง โต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้โอ๊ค ลายเถาองุ่นที่สลักเสลาอย่างประณีต พื้นห้องปูด้วยพรมเปอร์เซียอย่างดี และยังมีโต๊ะเล็กๆ แต่ดูหรูหราเหมาะสำหรับนั่งจิบน้ำชาหรืออ่านหนังสือ อีไลจ้าเผลอมองห้องนอนอย่างลืมตัว “เธอพักห้องนี้แหล่ะ แล้วก็อย่าลืมกฎทุกข้อที่ฉันบอก บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้า ส่วนเรื่องน้ำฉันติดตั้งเครื่องสูบน้ำต่อตรงเข้าที่เก็บน้ำบนบ้าน และต่อกับทุกก๊อกในห้องน้ำไว้แล้ว ไม่ต้องทำหน้าสงสัยมันไม่ได้ใช้ไฟฟ้า แต่ใช้กังหันลม” แดเนียลบอกแล้วเตรียมจะเดินไป “เดี๋ยวค่ะ” อีไลจ้าส่งเสียงเรียก พร้อมทั้งเอื้อมมือไปแตะแขนแดเนียล แต่เขาชักแขนออกทันที พร้อมทั้งส่งสายตาไม่พอใจมาให้ “ฉันไม่ชอบให้ใครมาจับ” แดเนียลบอกเสียงไม่พอใจ “ขอโทษค่ะ” อีไลจ้าตกใจและรู้สึกผิด ที่บังอาจไปแตะตัวคนที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้านายของเธอแล้ว “คือฉัน…….. ฉันยังไม่ทราบเลยว่าคุณชื่ออะไร” “แดเนียล ดูมส์เดย์ เรียกฉันว่าดูมส์เดย์ก็แล้วกัน ไม่มีอะไรแล้วใช่มั๊ย” อีไลจ้าสั่นหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ “ปิดประตูห้องแล้วอย่าออกมาจนกว่าจะเช้า เข้าใจมั๊ย” “ค่ะ” อีไลจ้าปิดประตูทันทีที่แดเนียลหันหลังเดินไป เธอหันมาสำรวจห้องนอนใหม่ของเธออีกครั้ง ทางซ้ายมือของห้อง เธอพบตู้เสื้อผ้าแบบฝังในกำแพงที่ใหญ่มากมีชุดผู้หญิงสำหรับออกงานถูกทิ้งไว้ให้ฝุ่นเกาะราวๆ สิบชุด และใช้เป็นห้องแต่งตัวด้วยทางขวามือ เพราะมีหลืบกว้างราวๆ สามเมตรที่มีกระจกบานใหญ่รูปไข่ตั้งเอาไว้ และยังมีประตูสำหรับเปิดไปยังห้องน้ำที่อยู่ติดกันอีกด้วย อ่างอาบน้ำทำด้วยทองเหลืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง มีมุมเก็บฟืนสำหรับต้มน้ำอาบมุมหนึ่งโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีอ่างล้างหน้าทองเหลือง ข้าวของเครื่องใช้สำหรับผู้หญิงที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ และโถส้วมซึมแบบนั่งเหมือนเก้าอี้ อีไลจ้ารู้สึกตระการตาไปกับทุกสิ่งที่เธอได้เห็น เธอหยิกตัวเองแรงๆ ที่หนึ่งเมื่อเดินออกจากห้องน้ำมาทางประตูที่ตรงเข้าสู่ห้องนอน และเธอแน่ใจว่าเธอไม่ได้ฝันไป เธอเดินไปยังเตียงนอนที่มีฝุ่นจับ แต่เมื่อเธอดึงผ้าคลุมเตียงที่แสนหนักออก อีไลจ้าพบว่าเตียงนั้นสะอาดเอี่ยมไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย เธอจึงตัดสินใจไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนที่จะมานอนหลับบนเตียงที่สวยงามและอ่อนนุ่มหลังนี้ ………………………………….. อีไลจ้ามาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งเดือนแล้ว กิจวัตรประจำวันของเธอก็คือให้อาหารพวกสัตว์ในตอนเช้าตรู่ ที่ด้านหลังคฤหาสน์(ที่คุณดูมส์เดย์เรียกว่าบ้าน) และรดน้ำต้นไม้ในแปลงผักที่เธอปลูกเอง ทำความสะอาดห้องโถงกับห้องรับรองแขก(ที่ไม่เคยมีแขกมาเยือน) แปรงขนม้าและอาบน้ำให้ม้าสัปดาห์ละครั้ง ปิดท้ายด้วยการทำความสะอาดห้องแต่ละห้องในคฤหาสน์ ซึ่งมีอยู่ยี่สิบสองห้อง (ทำได้อย่างมากแค่วันละห้องเท่านั้นแหละเพราะสกปรกมาก) น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกอยากออกไปนอกบริเวณคฤหาสน์เลย อีไลจ้าสังคายนาห้องจนสะอาดเอี่ยมไปแล้วทุกห้อง ยกเว้นห้องสุดทางเดินปีกตะวันตก ซึ่งเป็นห้องนอนของแดเนียล เค้าไม่ยอมให้เธอกล้ำกรายเข้าไปเลย และเขาก็ไม่ให้เธอทำอาหารไว้ให้ด้วย โดยให้เหตุผลว่าเค้าไม่ชอบกินอาหารฝีมือคนอื่น ถึงได้เลี้ยงสัตว์ไว้ทำกินเอง แต่เธอก็ไม่เคยได้เห็นเค้าทานอาหารเลย ทั้งคู่จะได้เจอหน้ากันแค่ตอนตะวันตกดินแล้ว นั่นคือตอนที่อีไลจ้าทานอาหารเย็น แม้ว่าเธอจะพยายามชวนแดเนียลคุยแต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่ ต้องลงท้ายด้วยการถูกไล่กลับเข้าห้องนอนทุกครั้งไป แต่อีไลจ้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมแดเนียลถึงห้ามเธอออกไปนอกห้องยามวิกาล จนวันหนึ่งเธออดรนทนไม่ไหว จึงแอบออกไปดูว่าเค้าทำอะไรกันแน่ เธอพบว่าแดเนียลออกประตูหลังไปทางคอกสัตว์ จึงสะกดรอยตามออกไป ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง เพราะเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แดเนียลเชือดคอไก่ด้วยท่าทางที่ชำนาญ เลือดไก่ไหลลงไปในแก้วทรงสูงทำจากทองเหลืองชั้นดีที่รองเอาไว้ กระทั่งเลือดหยาดสุดท้ายหยดลงสู่แก้ว ภาพที่เห็นทำเอาอีไลจ้าแทบหวีดร้องออกมาด้วยความกลัว แดเนียลจัดการยกแก้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก แต่ในขณะที่เค้าอ้าปากนั้น เธอเห็นเขี้ยวของแดเนียลงอกยาวออกมาเกือบนิ้ว เขาดื่มอย่างหิวกระหายจนเกลี้ยง แล้วจัดการเอาซากไก่ไปฝังไว้ในไร่ผักที่อีไลจ้าปลูก อีไลจ้ารีบกลับมาห้องนอนของเธออย่างเงียบที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ รู้สึกว่าเนื้อตัวของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ‘เค้าไม่ใช่คน’ สมองของอีไลจ้าคิดซ้ำไปซ้ำมา ถึงคำบอกเล่าของชาวบ้านแถบนี้ ที่บอกว่าคฤหาสน์แห่งนี้มีผีดูดเลือดอาศัยอยู่ แต่เธอเลือกที่จะไม่เชื่อคนพวกนั้นเอง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของอีไลจ้าคือ ต้องหนีออกจากที่นี่ เพราะเธออาจเป็นเหยื่อรายต่อไปของเขาก็ได้ อีไลจ้าเดินไปเก็บสัมภาระของเธอใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ และกลับมานั่งรอเวลารุ่งอรุณที่เตียงทั้งที่ตัวยังไม่หายสั่น เวลาแต่ละนาทีดูเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆ จนทำให้เธอมีเวลาคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ และเธอพึ่งจะตระหนักได้ว่า คนที่ดื้อดึงดันทุรังที่จะอยู่ที่นี่คือตัวเธอเอง อีไลจ้าทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคืนแรกที่เธอมาที่นี่ เหตุผลที่เธอมา และเริ่มรู้สึกถึงความมีน้ำใจของแดเนียล ที่เธอไม่เคยได้รับจากคนที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ สิ่งที่ตัวเธอเองกำลังทำก็ไม่ต่างจากคนพวกนั้น เพราะเธอคิดที่จะทิ้งให้แดเนียลต้องอยู่ในความมืดมิดและเงียบเหงาคนเดียวอีกครั้ง อีไลจ้ารู้สึกถึงหยาดน้ำตาอุ่นๆ ที่หยดลงบนมือเธอ เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย และอะไรทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจเช่นนี้ หลังจากที่ใช้เวลาตรึกตรองอยู่หลายชั่วโมง ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้วที่จะจากคฤหาสน์นี้ไป อีไลจ้าแน่ใจว่าแดเนียลจะไม่มีวันทำร้ายเธอ ………………………………….. คริสต์มาสปีนี้หิมะตกหนักมาก ทุกอย่างเป็นสีขาวโพลน ราวกับขนมที่โรยด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่ง อีไลจ้าเร่งมือทำงานบ้านให้เสร็จเร็วขึ้น โดยเธอไม่ยอมเสียเวลาทานมื้อกลางวันเลย แต่กว่าจะได้อบไก่งวงก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นแล้ว เธอหาต้นสนขนาดไม่ใหญ่มากมาตั้งไว้ในห้องอาหาร ที่ประดับตกแต่งด้วยริบบิ้นสีและลูกบอลที่เธอเจอในห้องเก็บของ ที่ขาดไม่ได้คือไก่งวงกับขนมเค้ก และยังมีไวน์ชั้นดีที่เก็บไว้ในห้องเก็บไวน์ ขณะที่อีไลจ้ากำลังง่วนอยู่กับการทำขนมเค้กช็อกโกแลตผสมเหล้ารัมสูตรพิเศษอยู่ในครัว ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก ไม่ควรจะมีใครเข้ามาที่นี่ แต่เธอละมือไปจากตรงนี้ไม่ได้ และโชคดีที่แดเนียลเดินเข้ามาในครัวพอดี “สุขสันต์วันคริสต์มาสค่ะคุณดูมส์เดย์” อีไลจ้ายิ้มทัก “วันนี้มีไก่งวงกับเค้กด้วยนะคะ แต่ฉันยังทำเค้กไม่เสร็จเลย คือว่า เมื่อกี๊มีเสียงเคาะประตู……..” อีไลจ้าทำหน้าแหยๆๆ ไม่รู้ว่าควรพูดยังไงดี “ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันไปดูเอง เธอเชิญใครมาที่นี่รึเปล่าอีไลจ้า” แดเนียลนิ่วหน้าถาม “เปล่านะคะ ฉันไม่ได้ไปไหนมาเป็นเดือนแล้ว” อีไลจ้าปฏิเสธเสียงแข็ง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง แดเนียลจึงเดินออกไป อีไลจ้าปาดครีมลงไปอย่างใจเย็น และเตรียมเชอร์รี่ออกมาตกแต่ง แต่จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด อีไลจ้าทำขวดเชอร์รี่ตกกระจายบนพื้นแต่เธอไม่สนใจ อีไลจ้าวิ่งออกไปที่ห้องโถง ชายแปลกหน้าสองคนหันมามองเธออย่างประหลาดใจ อีไลจ้าวิ่งตรงไปทางแดเนียล เขาได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้าย “คุณดูมส์เดย์ เป็นอะไรมากมั๊ยคะ” เธอถามพลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดเอาไว้ และรู้สึกว่าตัวของแดเนียลเย็นผิดปกติ “เธอออกมาทำไม กลับเข้าไปในครัวซะ” แดเนียลตวาดเสียงดัง พยายามผลักอีไลจ้าให้หนีไป “พวกคุณเป็นใคร นี่มันข้อหาบุกรุกนะ แถมยังทำร้ายร่างกายด้วย” อีไลจ้าหันไปตะคอกกับชายแปลกหน้า “ผู้หญิงคนนั้น ดูเหมือนว่ายังเป็นมนุษย์นะครับหลวงพ่อ” ชายคนที่ท่าทางดุดันแต่ภูมิฐานหันไปพูดกับคนที่แต่งตัวเป็นบาทหลวง ทั้งที่ยังเล็งปืนมาทางแดเนียล “พ่อก็คิดว่าใช่” บาทหลวงตอบทั้งที่ยังมองอีไลจ้าไม่วางตา “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ” อีไลจ้าตะโกนไล่ชายทั้งสอง มือยังคงกดแผลของแดเนียลเพื่อห้ามเลือด “คุณผู้หญิงพ่อคือบาทหลวงเดวิด ทอมสัน และนี่ ท่านเซอร์ ออลันโด อลัน รุสโซ เค้าเป็นนักล่าแวมไพร เรามาเพื่อกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้นะ” บาทหลวงพูดเสียงนุ่มนวล อีไลจ้ารู้สึกเหมือนมีก้อนเหนียวๆ มาจุกอยู่ที่ลำคอ และตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว “เธอมากับเราดีกว่า อยู่กับเจ้านั่นไม่ปลอดภัยหรอก” ออลันโดพูดเสียงเรียบๆ อีไลจ้าหันไปมองแดเนียลที่ไม่พูดอะไร และไม่ยอมสบตาเธอด้วย “ไปสิ อยู่กับคนพวกเดียวกับเธอ อาจดีกว่าอยู่กับฉัน” แดเนียลพูดเสียงหอบทั้งที่ไม่ยอมสบตา “ปลอดภัยเหรอ” อีไลจ้าพูดเสียงเหยียดๆ ใส่ชายทั้งสอง “ฉันจะบอกให้นะ เหตุผลที่ฉันมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะคนที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์อย่างพวกเรานี่หละ ทั้งคนที่เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัว ถ้าฉันไม่ได้คนที่พวกคุณเรียกว่าวิญญาณร้ายช่วยเอาไว้หล่ะก็ ป่านนี้ฉันคงถูกขายไปในซ่องแล้ว ถ้าพวกคุณคิดจะกำจัดใครหล่ะก็ ทำไมไม่กำจัดคนพวกนั้นซะหล่ะ” “แต่เค้าไม่ใช่คนนะ” ออลันโดพูดอย่างไม่เห็นด้วย “เค้าอาจแค่ทำให้เธอเห็นว่าเค้าดีก็ได้” “เค้าไม่ใช่คนแบบนั้น ฉันอยู่กับเค้ามาครึ่งปีแล้ว ถ้าหากเค้าจะทำร้ายฉันจริงๆ หล่ะก็ คงทำไปนานแล้ว ฉันว่านะ เค้ายังมีความเป็นคนมากกว่าพวกคุณซะอีก แล้วอีกอย่าง หมา แมว เป็ด ไก่ แม้กระทั่งงูรึว่าเสือ พวกนี้มันไม่ใช่คนซะหน่อย ทำไมเรายังอยู่กับมันได้หล่ะ” “มันไม่เหมือนกันนะ” ออลันโดพูดอย่างอ่อนใจ “เค้าไม่ใช่สิ่งที่สมควรมีอยู่ สิ่งที่ขัดต่อพระเจ้า………” บาทหลวงพูด “ก็ไหนว่าพระเจ้าท่านสร้างทุกอย่างบนโลกไม่ใช่เหรอคะหลวงพ่อ ถ้าอย่างนั้นแดเนียลเค้าก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าท่านสร้างขึ้นมาเหมือนกัน” อีไลจ้าเผลอเรียกชื่อแดเนียลโดยไม่รู้ตัว “แต่เค้าไม่ใช่…….. เค้าจะทำร้ายมนุษย์นะลูก” “ผมเคยทำร้ายคนแค่สองคน” แดเนียลพูดขัดขึ้นทำเอาสายตาทั้งสามคู่หันไปมอง “คนที่ทำให้ผมต้องกลายเป็น……. เป็นแวมไพร แต่ผมสาบานได้ว่าผมไม่เคยทำร้ายใครอีก ผมดื่มแค่เลือดไก่เท่านั้น” ชายทั้งสองคนเริ่มมองหน้ากันอย่างวิตก ออลันโดยังคงเล็งปืนมาทางแดเนียลเหมือนเดิม “ฉันเป็นพยานได้” อีไลจ้าพูดเสียงเรียบ “คุณดูมส์เดย์ห้ามฉันออกไปนอกห้องตอนกลางคืน ฉันเองก็สงสัยว่าทำไม คืนหนึ่งฉันจึงแอบตามไป และเห็นเค้าดื่มแค่เลือดไก่เท่านั้นจริงๆ” “เธอเห็นงั้นเหรอ” แดเนียลมีท่าทีประหลาดใจ “ค่ะ ฉันยอมรับว่าตอนแรกฉันกลัวมาก มากซะจนคิดจะหนีออกไปจากที่นี่ แต่สุดท้ายฉันก็เปลี่ยนใจ” อีไลจ้ายิ้มน้อยๆ ให้แดเนียล บาทหลวงดูเหมือนจะลืมวิธีพูดไปแล้ว เค้าอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด ส่วนชายที่ชื่อออลันโดยังคงมองมาด้วยสายตาไม่ใคร่จะเชื่อนักในสิ่งที่ได้ยิน “ถ้าพวกคุณยืนกรานว่าจะฆ่าเค้าให้ได้หล่ะก็ งั้นยิงฉันซะซิ ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีวันยอมให้คุณทำร้ายเค้าเด็ดขาด” อีไลจ้าประกาศเสียงกร้าวอย่างท้าทาย พร้อมทั้งเอาตัวบังแดเนียลไว้ “เธอจะบ้าเหรอ! ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะมันอันตราย” แดเนียลพยายามผลักอีไลจ้าออกไปให้พ้นวิถีของปืนแต่เธอไม่ยอมขยับ “เอาซิยิงมาเลย จะได้รู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่เป็นวิญญาณร้าย” “ไม่! อย่านะ! พวกคุณทำอะไรอยู่หน่ะ ลดปืนลงซิเดี๋ยวก็พลาดโดนเธอเข้าหรอก” แดเนียลพูดน้ำเสียงร้อนใจ ออลันโดยังคงไม่ยอมลดปืนลง จนบาทหลวงต้องเอื้อมมือมาห้าม “พ่อว่าเราพอแค่นี้เถอะ” “แต่ว่า……..” “ถูกของพวกเค้า ถ้าเธอยิงผู้หญิงคนนั้นหล่ะก็ เธอก็ไม่ต่างอะไรกับแวมไพรหรอกนะ” บาทหลวงพูดน้ำเสียงตำหนิ “เค้าอาจแต่งเรื่องหลอกเราก็ได้นะครับ” “คุณหนะชื่อแดเนียลใช่มั๊ย” บาทหลวงเดวิดหันมาพูดกับแดเนียลโดยไม่สนใจออลันโดอีก “ครับ แดเนียล ดูมส์เดย์” “งั๊นแดเนียล ดูมส์เดย์ เจ้าสาบานกับเราได้มั๊ยว่าเจ้าจะไม่ทำร้าย หรือฆ่าใครอีก เว้นแต่กรณีที่เป็นอันตรายต่อตัวเธอ หรือคนที่เธอรัก” บาทหลวงปรายตาไปมองอีไลจ้าแว่บหนึ่ง “ได้ครับ ผมสาบาน” แดเนียลตอบรับอย่างงงๆ “เธอชื่ออีไลจ้าใช่มั๊ย” “ค่ะ อีไลจ้า วินโยห์เน็ท” “เธอจะสาบานได้มั๊ยว่าจะดูแลไม่ให้เค้าออกไปทำร้ายใคร จวบจนวันสุดท้ายของเธอ” “ค่ะ ฉันสาบาน” อีไลจ้าก็งงไม่แพ้กัน “เอาหล่ะ พ่อจะคอยตามข่าวพวกเธอ ถ้าพ่อได้ยินว่ามีการทำร้ายเกิดขึ้นที่นี่ พ่อกับท่านเซอร์ ออลันโด จะมากำจัดคุณนะ แดเนียล ดูมส์เดย์” บาทหลวงพูดยิ้มๆ “ใช่ อย่าให้มีวันนั้นก็แล้วกัน” ออลันโดคำรามใส่อย่างยอมแพ้ “ไม่มีทางแน่นอน” แดเนียลพูดเสียงแหบต่ำ เค้ารู้สึกว่าภาพที่เห็นเริ่มเลือนลางไปหมด “เลือดคุณออกมาก ทำยังไงดี” อีไลจ้าเริ่มวิตกกับอาการของแดเนียล “ลูกก็ไปเอาเลือดไก่มาให้เค้ากินซิ น่าจะดีขึ้น” “เธออยู่นี่แหละ กดแผลเค้าไว้ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง เล้าไก่อยู่หลังบ้านใช่มั๊ย” ออลันโดวิ่งออกไปทันทีที่อีไลจ้าพยักหน้า ห้านาทีต่อมา ออลันโดกลับมาพร้อมชามที่ใส่เลือดไก่มาจนเต็ม อีไลจ้ากรอกใส่ปากของแดเนียลจนหมด เพียงครู่เดียวเท่านั้นแผลก็หายไป เหลือไว้เพียงคราบเลือดที่แขนซ้ายเท่านั้น อีไลจ้าโผเข้ากอดแดเนียลทั้งน้ำตาทันทีที่รู้ว่าเค้าปลอดภัย แดเนียลตบหลังเธอเบาๆ เพราะทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ กระทั่งเธอรู้ตัวว่ากอดแดเนียลอยู่ อีไลจ้าก็อายหน้าแดงวิ่งเข้าครัวไป และได้ยินเสียงหัวเราะร่วนตามหลังตนไปด้วย คืนนั้นแดเนียลชวนบาทหลวง เดวิด และท่านเซอร์ ออลันโดอยู่ร่วมปาร์ตี้คริสต์มาสด้วยกัน ช่างน่าประหลาดใจเมื่อนึกถึงว่า ชายสองคนนี้เพิ่งคิดจะฆ่าแดเนียลเมื่อตอนพบกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเข้ากันได้ดีจนน่าแปลก และแล้วเค้กช็อกโกแลตที่ตกแต่งได้แค่เพียงครีมสดปาดเรียบๆ เท่านั้น ก็ถูกตัดแบ่งมารับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้ว่าแดเนียลจะทานอาหารไปแค่อย่างละสองสามคำเท่านั้น เพราะเค้าไม่เคยชินกับการทานอาหารแบบปกติ แต่แขก(ไม่)ได้รับเชิญทั้งสองก็ช่วยกันทานจนเกลี้ยง ……………………………………… เรื่องราวร้ายๆ ผ่านพ้นไปแล้ว วันคืนอันแสนสงบกลับมาอีกครั้ง แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป……… “เข้ามาได้แล้วค่ะแดเนียล” “แน่ใจแล้วเหรออีไลจ้า ฉันว่าแบบนี้มันไม่ดีมั๊ง” “ทำไมหล่ะคะ” “ก็ฉันไม่เคยนี่นา” “ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ปลอดภัยแน่นอน ฉันรับรอง” “เอ๊า……. ก็ได้………” “เป็นยังไงคะ รู้สึกดีมั๊ยหล่ะ” “ดีมากๆ เลยอีไลจ้า นี่เหรอกลิ่นแดด ขอบใจมากนะที่เอาเครื่องนอนกับเสื้อผ้าของฉันไปตากแดดให้” “แน่นอนซิ ห้องคุณเหม็นอับจะตายไป” “เธอเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันแบบนี้ อันที่จริงฉันก็อยู่คนเดียวมาตลอดสองร้อยกว่าปีนี้” “สองร้อยกว่าปี!! แล้ว………. พ่อกับแม่คุณหล่ะ” “พวกเค้าตายแล้ว” แดเนียลพูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง “ฉันฆ่าพวกเค้าเอง” อีไลจ้าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งตัวแข็งอยู่บนเตียง “พวกเค้าขายฉันให้กับแวมไพรเพื่อแลกกับความร่ำรวย พวกแวมไพรมีลูกไม่ได้หรอก ถึงได้กัดคนเพื่อให้เป็นแวมไพรเหมือนกัน แต่ถ้าจะฆ่าหล่ะก็ต้องดูดเลือดให้หมดตัว ฉันใช้วิธีนี้แหละฆ่าพวกเค้า” น้ำเสียงของแดเนียลฟังดูขมขื่นจนน่าสงสาร “แล้วแวมไพรที่รับคุณเป็นลูกหล่ะ พวกเค้าไปไหน” “ฉันหนีมา แต่พวกนั้นก็ไม่ได้ตามหาฉันหรอกนะ เพราะฉันไม่ยอมดื่มเลือดมนุษย์ และไม่ยอมเข้ากับพวกเค้าให้ได้ บอกตรงๆ ฉันรับไม่ได้จริงๆ หลายครั้งที่ฉันคิดที่จะตาย แต่ก็กลัวที่จะตายทุกที” อีไลจ้าเอื้อมมือไปโอบแดเนียลมาสวมกอดไว้แน่น “ฉันจะอยู่กับคุณค่ะ จะให้ฉันเป็นแวมไพรเหมือนคุณก็ได้ แต่อย่าคิดที่จะตายอีกนะคะ” “อีไลจ้า” แดเนียลเรียกเสียงเบาอย่างนุ่มนวล “ฉันรักคุณค่ะ” อีไลจ้าดันตัวออกมาเล็กน้อยเพื่อสบตา “แดเนียลคะ คุณจะรักฉันได้มั๊ย” “ผม……….” แดเนียลดูตกใจกับคำถามนี้ “ช่างเถอะค่ะ ต่อให้คุณไม่รักฉัน ฉันก็จะอยู่ใกล้ๆ คุณอย่างนี้จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของฉันจะมาถึง” “ไม่เคยมีใครดีกับผมอย่างที่คุณเป็นเลย” “ฉันก็เหมือนกันค่ะ” “และนั่นทำให้ผมมั่นใจว่า……… ผมรักคุณอีไลจ้า” แดเนียลบอกขณะที่ไล้แก้มอีไลจ้าเบาๆ อย่างนุ่มนวล และเป็นสุข แดเนียลตัดสินใจแล้วว่าจะให้เธอมีชีวิตอยู่แบบที่เธอเป็น และจะไม่ยอมให้ความตายมาพรากเธอออกไปจากชีวิตเค้า เพราะถ้าวันนั้นมาถึง วันสุดท้ายของลมหายใจของเธอ มันก็จะเป็นวันสุดท้ายของลมหายใจของตัวเค้าเองด้วย …………………………………. แดเนียลและอีไลจ้า ทั้งคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขที่สุด โลกของพวกเค้ามีแค่คนสองคนเท่านั้น พวกเค้าไม่ต้องการใครอื่นอีกแล้ว ผมอ่านไดอารี่ของทั้งคู่ที่เขียนร่วมกันมาจนถึงหน้าสุดท้าย หรือที่จะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นสมุดบันทึกความรู้สึก และความทรงจำที่น่าประทับใจของพวกเค้า นั่นทำให้ผมเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อหน้าผมทั้งหมดเมื่อตอนเที่ยงได้เป็นอย่างดี ในตอนนั้น ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องตามเวลาที่คุณดูมส์เดย์สั่งเอาไว้ ผมแลเห็นร่างไร้วิญญาณของคุณยายใจดีที่ผมเคยเจอเมื่อสิบปีที่แล้วนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงเจ้าหญิง ส่วนคุณดูมส์เดย์ยืนอยู่ริมหน้าต่างที่ปิดทึบไว้ แล้วเค้าก็พูดว่า ‘อย่าลืมสัญญานะ’ แล้วเค้าก็เปิดหน้าต่าง วินาทีที่แสงแดดส่องมากระทบร่างของเค้า ช่างดูเหมือนดอกหญ้าที่ปลิดปลิวไปตามแรงลม และสลายไปกับแสงแดด เหลือเพียงแค่กองเถ้าเท่านั้น ผมจัดการโรยเถ้าของคุณดูมส์เดย์เอาไว้บนตัวคุณยายอีไลจ้า แล้วฝังไว้ท้ายสวนบนที่ดินที่อัดแน่นไว้ด้วยความทรงจำของพวกเขา ผมเฝ้าอธิฐาน ขอให้พระเจ้าคุ้มครองวิญญาณของคนทั้งคู่ที่อยู่บนสรวงสวรรค์ ให้ได้อยู่ครองรักกันไปตราบชั่วกาลนาน เพราะนี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมสามารถตอบแทนให้กับความมีน้ำใจของทั้งคู่ได้ THE END

      นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×