คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic BTS] ท่านประมุข...พรรคนี้มีแต่รัก (Yaoi)

โดย A-Zora

จอมมารที่น่ากลัว ยังไม่น่ากลัวเท่าจิตใจมนุษย์จอมปลอม หากในโลกนี้มีคนชั่ว ย่อมก่อเกิดวีรบุรุษ แต่ถ้าวีรบุรุษ ทำชั่วเสียเอง ใครจะจัดการล่ะ "ท่านประมุขได้เวลาอาหารแล้วขอรับ" "อืม นำไปสิ"

ยอดวิวรวม

193

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


193

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ธ.ค. 62 / 00:55 น.
นิยาย [Fic BTS] ҹآ...äѡ (Yaoi)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ไม่พิมพ์เยอะแล้ว ออกจากกูซูไม่ได้ ก็เรียกอปป้ามาอยู่ด้วยเลย ไป ไปอ่านกันสนุกไหมไม่รู้ แต่อยากแต่ง ใครไม่ชอบ กดออกได้เลยจ้า





แนะนำกันสักนิด





เมิ่งหยูกวง

ท่านประมุขพรรคมาร ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ไร้เมตตา เย็นชาเยือกเย็น ถ้ายังไม่อยากตายอย่าไปรบกวนเวลานอน







เค่อซือจวิน

คุณชายใหญ่ตระกูลเค่อ ผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในพรรค นอกจากท่านประมุขที่ไม่ควรยุ่งด้วยแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือพี่น้องตระกูลเค่อ





เค่อหนานจุน

คุณชายรองตระกูลเค่อ ตำแหน่งท่านที่ปรึกษากุนซือประจำพรรค วรยุทธอาจไม่โดดเด่น แต่เรื่องปัญญานั้นไม่เป็นสองรองใคร






เค่อเถียนอวี่

คุณชายเล็กตระกูลเค่อ ท่านหมอประจำพรรค ฝีมือระดับยื้อวิญญาณจากยมบาล ท่านหมอผู้เดาอารมร์ในการรักษาไม่ได้  แต่หากรักชีวิตอย่าคิดเข้าใกล้ตำหนักแพทย์ 






ป๋อจิงหมิน

นักฆ่าที่ขึ้นตรงต่อท่านประมุข เชี่ยวชาญเรื่องการแปลงโฉมและวิชาตัวเบา รับภารกิจในการสืบข่าว มีเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นหน้า และรู้จักฐานะที่แท้จริงของนักฆ่าผู้นี้





เจียงจูกง

จอมยุทธเจ้าสำราญ เที่ยวเล่นไปทั่ว จนได้พบคนผู้หนึ่ง แต่การพบกันเพียงครั้งเดียวนั้นกลับนำพาให้ต้องเดินทางมาที่พรรคมารอันดับหนึ่งนี้ แต่ก็ใช้ว่า เทพกระบี่ล่องนภา จะเกรงกลัว





โจวฮวังซู

ศิษย์เอกพรรคธรรมะที่ถูกใส่ร้ายจากพวกศิษย์พี่ขี้อิจฉาจนถูกขับไล่ออกมา ด้วยความแค้นใจจึงมาขออยู่ที่พรรคมาร จนได้ดิบได้ดีในพรรคมารได้เป็นถึงผู้ช่วยของคุณชายตระกูลเค่อ 










ฝากด้วยนะคะ เวลาอ่านกรุณาใส่ฟิวเตอร์กำลังภายในเพื่อความสนุกในการมโน

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ธ.ค. 62 / 00:55


เรื่อง : ท่านประมุข...พรรคนี้มีแต่รัก

ผู้แต่ง : Zora-A

 

 

 

ในยุคที่ทุกสิ่งตัดสินด้วยความแข็งแกร่ง ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรงกว่า คนโฉดออกปล้นฆ่าชาวบ้าน ผู้คนเดือนร้อน ผู้มีคุณธรรมในใจจึงลุกขึ้นสู้ก่อเกิดพรรคธรรมะมากมาย ผู้คนได้รับการช่วยเหลือ ยกย่องเหล่าวีรบุรุษ

 

เวลาผ่านไปคนชั่วรวมตัวก่อตั้งพรรคมาร ก่อกรรมทำเข็นไม่สนใจสิ่งใด บ่อยครั้งที่เกิดการปะทะกันของสองฝ่าย จนต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ฝ่ายธรรมะจึงเรียกระดมพลเร่งฝึกฝนเหล่าศิษย์ในสำนัก ด้วยวรยุทธที่เหนือล้ำกว่าพรรมารที่มักรวมตัวจากหมู่โจร เหล่าคนชั่วจึงพ้ายแพ้หนีตายกันไป

 

เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคนมากก็มากความคิด จิตใจมนุษย์ยากจะควบคุม พรรคธรรมะที่ยิ่งใหญ่ ชาวบ้านยกย่องสรรเสริญ กลับมีบางกลุ่มเริ่มฉวยโอกาสเอาเปรียบชาวบ้าน ใช้กำลังเข้าข่มเหง บ้างมีความคิดมักใหญ่ใฝ่สูง

 

เมิ่งหยูกวง เป็นเพียงคนธรรมดาที่บังเอิญได้ช่วยชีวิตของเจ้าสำนักพรรคมารคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว การมองดูคนๆหนึ่งตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจิตใจที่คิดเพียงจะช่วยเหลือจึงไม่คิดไตร่ตรองถึงผลที่ตามมา และหากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงโชคชะตา โชคชะตาของเมิ่งหยูกวงคงเป็นเรื่องตลกที่สวรรค์จงใจให้เกิดขึ้น

 

ในคืนวันที่สามกับการช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่บาดเจ็บหนัก คนป่วยที่อาการสาหัสที่ฟื้นคืนสติ แต่สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่คำขอบคุณแต่เป็นคมกระบี่ที่พาดอยู่บนบ่า

 

"เหตุใดถึงช่วยข้า" น้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงด้วยอำนาจน่าหวาดกลัวเอ่ยถามเมิ่งหยูกวง ชายผิวซีดขาวทำเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันไปหยิบชามใส่ยาขมที่เพิ่มต้มเสร็จส่งให้คนที่ขมวดคิ้วใช้กระบี่จี้คอตนเองอยู่

 

".......ท่านมานอนบาดเจ็บอยุ่ในบ้านข้า จะไม่ให้ข้าช่วยได้อย่างไร" เสียงเย็นๆเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ดื่มซะ ถ้าเย็นแล้วมันจะขมกว่าเดิม" มือซีดขาวยังยื่นยันที่จะส่งชามยามาให้แม้น้ำเสียงจะเอ่ยเหมือนอยากเตือน แต่สีหน้ากลับนิ่งเฉยดังเดิม

 

"เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร?" มือแกร่งที่ดูก็รู้ว่าคงผ่านการฝึกยุทธมาอย่างหนักรับชามยามาและกระดกรวดเดียวจนหมด ถึงจะบอกว่าควรกินตอนร้อน แต่อุณหภูมิที่เทเข้าปากก็ไม่ต่างกับน้ำเดือดเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่เป็นอะไร ก็หันไปหยิบถ้วยที่บดยาสมานแผลไว้มากวนต่อตั้งท่าจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อีกรอบ "ข้าเป็นประมุขพรรคมาร" มือที่กวนยาอยู่ชะงักเล็กน้อย แต่ก็กลับมากวนต่อได้เหมือนไม่สนใจ

 

"ข้าจะทำแผลให้ ท่านก็พักผ่อนเถอะ"

 

"เจ้าไม่กลัวรึ?"

 

"จะให้ข้ากลัวสิ่งใด? ท่าน หรือคนที่ตามล่าท่าน?" เมิ่งหยูกวงถามกลับด้วยแววตานิ่งเฉยอย่างเดิม

 

"ทั้งสองอย่าง เจ้าไม่กลัวรึ"

 

เมิ่งหยูกวงไม่รู้ว่าคนบาดเจ็บนี้ต้องการสิ่งใดถึงบอกฐานะของตนเองให้เขารับรู้ ไม่ว่าจะต้องการขู่ให้กลัว หรือต้องการเตือนถึงสิ่งที่อันตราย แต่ไม่ว่ายังไงเขาที่อยู่ตัวคนเดียวมานานแล้วคงไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัว

 

"ไม่"

 

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ในชีวิตของข้าเพิ่งเคยเจอคนไม่กลัวตายแบบเจ้า" แต่คำตอบเพียงคำเดียวสั้นๆของเขากลับทำให้ชายบาดเจ็บผู้นี้หัวเราะไม่หยุด

 

"ข้าดูท่าทางของเจ้าแล้ว รูปร่างผอม ผิวขาวซีดเซียว เนื้อตัวมีแต่กลิ่นยาเจ้าคงป่วยหนักสินะ"

 

ชายตรงหน้าพูดถูกหยูกวงป่วย เขาป่วยมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ก็ยากจนจึงทำได้เพียงเอาเขาไปทิ้งไว้ที่บ้านหมอท่านหนึ่ง ด้วยความเวทนาสงสารหมอท่านนั้นจึงได้เลี้ยงเอาไว้ ถูกทดลองยาสารพัด แต่ก็ไร้วี่แววว่าอาการป่วยจะหาย ยามกลางวันก็เหมือนคนปกติ แต่หากคืนใดบนฟ้าไร้แสงจันทราทั่วทั้งร่างจะถูกทิ่มแทงด้วยพิษเย็น เหน็บหนาวไปถึงกระดูกขั่วหัวใจ ทรมานแสนสาหัส ทุกวันนี้อาการมีแต่จะทรุดลง เขาเริ่มทนความหนาวเย็นนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

"เจ้าอยู่คนเดียวใช่หรือไม่"

 

"ท่านหมอไปซื้อของในหมู่บ้าน" เขาที่ตัดสินใจโดยพลการที่ช่วยชายผู้นี้ ถึงท่านหมอจะกล่าวเตือนถึงอันตรายที่อาจได้เจอ แต่เขาที่ยืนยันจะช่วยคนท่นหมอจึงไม่อาจขัดได้

 

"ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะให้ช่วย แค่ก! แค่ก! อึก! แค่ก!" พูดมาได้ไม่กี่คำก็กลับไอออกมาเป็นเลือดจนหยูกวงต้องเข้าไปพยุงให้นอนลง แต่เหมือนอีกคนจะดื้อไม่ยอมนอน

 

"ข้าไม่รับปาก" คำตอบของหนุ่มตัวฉีดยิ่งทำให้ท่านประมุขพรรคมารผู้นี้ถูกใจยิ่งขึ้นไปอีก แต่หน้าเสียดายที่เขาเจอคนๆนี้ช้าไป

 

"ข้าไม่ได้ขอร้องแต่กำลังบังคับให้เจ้าทำ"

 

พูดจบแขนที่ดูไร้แรงเมื่อครู่กลับดึงตัวของหยูกวงเข้าไป บังคับเตะข้อพับขาจนตัวของหยูกวงทรุดลงคุกเข่าด้านหน้า นิ้วทั้งห้ากางออกแล้วเข้าจำกุมที่ศรีษะของหยู่กวง ยังไม่ทันได้ถามว่าจะทำอันได้ ความร้อนที่ส่งมาจากฝ่ามือก็ไหล่เข้าสู่ร่างกายของหยูกวง ความรู้สึกคล้ายทรมานแต่ไม่เจ็บปวด ผ่านไปสักพักก็ก่อเกิดเป็นความเบาสบายเส้นเลือดทั่วร่างคล้ายถูกสายน้ำอุ่นไหลเวียนไปทั่ว ร่างกายรู้สึกถึงเรียวแรงพละกำลังที่มากขึ้น เส้นประสาททุกเส้นตอบสนองฉับไว้ หูที่ได้ยิ้นแม้เสียงลำธารที่อยู่ห่างออกไป จมูกที่ได้กลิ่นสมุนไพรมากมายอัดแน่นในสายลม ดวงตาที่รู้สึกจะมองเห็นได้แจ่มชัดขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า เวลาผ่านไปสักพัก ความร้อนทั่วร่างก็หยุดลง

 

"แฮก...แฮก...แฮก..." ทุกสิ่งหยุดลง หยูกวงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่ทำบางสิ่งกับร่างกายของตน แต่คนตรงหน้ากลับมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เส้นผมที่เคยเป็นสีดำบัดนี้กลับขาวโพลน ใบหน้าที่ตอนแรกเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่ดูกำยำแข็งแรง แต่ตอนนี้เป็นเพียงชายชราผมขาว

 

"นี่ท่าน...ทำไมถึง..." หยูกวงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยเหตุใดชายผู้เป็นประมุขพรรคมารถึงทำเช่นนี้

 

"ข้ารู้ตัวดีภายในของข้าบาดเจ็บสาหัส มีชีวิตได้อีกไม่นาน แค่ก แค่ก แค่ก!"

 

"แล้วเหตุใดต้องเป็นข้า" นี่คือสิ่งที่หยูกวงสงสัย เหตุใดถึงเป็นเขา คนธรรมดาที่ป่วยใกล้ตาย

 

"ข้าถูกใจเจ้า"

 

"แต่ข้-" ยังไม่ทันได้เอ่ยแย้งออกไป ก็ถูกผู้ชราตรงหน้าดึงไว้ เหมือนเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

"ต่อไปนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอย่างไรก็เรื่องของเจ้า แต่จงรับรู้ไว้ ในนี้..." นิ้วสั่นเทาของคนชราจิ้มมาที่อกเขาเบาๆ ไม่เหลือเคล้าของผู้ยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานนี้

 

"ในตัวของเจ้า มีพลังของข้าไหลเวียนอยู่ เจ้าจะใช้มันปกป้องหรือทำลายก็เรื่องของเจ้า หึ!ข้าฝึกฝนมาทั้งชีวิตกลับไม่ได้ใช้ ฟ้าคงชอบเรื่องสนุกสินะ แค่ก! แค่ก! อึก" ชายชราตรงหน้ายังคงพูดต่อไปแม้ว่าตนเองจะไอออกมาเป็นเลือด แต่ก็ยังคงพูดเหมือนมันเป็นครั้งสุดท้าย

 

"รับนี้ไปแหวนเจ้าสำนัก ต่อไปนี้มันเป็นของเจ้า แล้วก็...หากเจ้าไปที่สำนัก...แล้วชอบใจก็ขอฝากด้-"

 

 

ปึง! ตึง!

 

 

"ในที่สุดข้าก็เจอเจ้า ประมุขชั่ว วันนี้วันตายของเจ้า!" ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรประตูก็ถูกถีบจนพังกระเด่น หยูกวงหันไปมองทางประตูก็พบกับกลุ่มคนแต่งกายดูดีในชุดสีขาว กำลังหันกระบี่มาทางพวกเขา คำพูดที่บอกว่าตนมาด้วยจุดประสงค์ใดทำให้หยูกวงตกใจ แต่สีหน้ากลับยังนิ่งเฉย ร่างของชายชรากลับลุกขึ้นมาปกป้องเขาให้เขารีบหนีไป

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ก่อนที่เขาจะมาที่สำนักนี้ เรื่องน่าตลกในวันนั้นคือ ท่านหมอที่มีเมตตากับเขา กลับไร้เมตตากับคนเจ็บที่ได้ชื่อว่าจอมมาร การที่บอกว่าจะออกไปซื้อของในเมือง แต่แท้จริงแล้วไปตามพวกพรรคธรรมะมาจัดการคนเจ็บที่อยู่ในบ้านตนเอง แต่เป็นเขาเองที่โชคร้ายได้กลายเป็นประมุขคนต่อไป คนพวกนั้นจึงไม่คิดปราณี ไม่ฟังแม้จะบอกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาเขาเป็นแค่คนป่วยที่ไม่เคยแม้แต่จะฆ่าสัตว์สักตัว แต่กลับถูกบอกว่าเป็นมารร้าย เป็นภัยต่อยุทธภพ เขาถูกไล่ล่า และจับกุมตัว

 

ในวันที่เขาจะถูกประหารต่อหน้าผู้คนมากมายที่มาร่วมฉลองกันอย่างสนุกสนาน นอกจากเขาที่ถูกโซ่เส้นเท่าแขนมัดตัดกับเส้าจนขยับไม่ได้ เหตุที่ต้องใช้เส้นใหญ่ขนาดนี้เพราะ หากเล็กกว่านี้เขาสะบัดนิดเดียวก็ขาดกระเด็นแล้ว พูดได้ว่าพลังที่ได้มานั้นช่างล้ำลึกจริงๆ ส่วนคนที่ให้พลังมาก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันคือถูกมัดอยู่ข้างๆ ต่างกันที่ว่าเป็นร่างไร้วิญญาณ แล้วตลกร้ายที่อีกเรื่องคือท่านหมอที่เป็นคนแจ้งข่าวกลับถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับเขา ช่างน่าสงสารจนสะอิสะเอียนกับความคิดของพวกวีรบุรุษจอมยุทธพวกนี้จริงๆ

 

เมื่อเวลาตายใกล้เข้ามา เขาไม่ได้กลัวตายสักนิด แต่กลับรู้สึกเสียดายขึ้นมา เสียดายที่ไม่ได้ไปเห็นพรรคมารสักครั้ง มันจะน่ากลัวเพียงใด มันจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน ตอนนั้นได้แต่นึกเสียดาย สุดท้ายพอคิดได้ก็เผลอออกแรงสะบัดแขนให้แรกกว่าครั้งแรกหน่อย จนโซ่มันหลุด จากงานที่ส่งเสียงหัวเราะ กลายเป็นกรีดร้อง เขาว่าฟังดูรื่นหูกว่าเดิมเยอะเลย เสียงด่าทออย่างเกรียวกราดที่มีต่อเขา กลับฟังเหมือนเสียงนกเสียงกาที่บินผ่านมา ไม่นานลานประหารก็กลายเป็นทะเลเลือด

 

"ท่านประมุข ท่านคิดสิ่งใดอยู่ ได้เวลาอาหารแล้วขอรับ" กำลังคิดถึงเรื่องเก่าเพลินๆ ก็ถูกขัดโดยคุณชายคนโตของตระกูลเค่อ หลังจากที่มาถึงพรรคมารที่ตั้งอยู่บนเขาที่ห่างไกล เมื่อมาถึงทุกอย่ากลับไม่เป็นอย่างที่คิด หุบเขาที่เงียบสงบ ธรรมชาติที่สวยงาม บ้านเรือนที่ตั้งอยู่อย่างลงตัว ผู้คนที่ยิ้มแย้มสดใส แถมมีน้ำใจ ชาวบ้านที่อยู่ตีนเขาต่างก็มีความสุข นี่หรือคือพรรคมาร สถานที่ที่ผู้คนหวาดกลัว แล้วคนที่มาต้อนรับเขาก็ไม่ใช่ใคร เค่อซือจวิน ชายหนุ่มรูปงามที่เป็นถึงหลายชายอดีตประมุข เหมือนทุนคนที่นี่จะรู้เรื่องอยู่แล้ว ทั้งการตายของประมุขคนก่อนและการมาถึงของเขา

 

เขาเก็บงานเอกสารที่ทำอยู่ แล้วเดินนำเค่อซือจวินไปที่ห้องอาหาร โดยที่โต๊ะมีคนจับจองที่นั่งอยู่แล้วเว้นไว้แต่เก้าอี้หัวโต๊ะและตัวที่อยู่ด้านขวา เมื่อเขานั่งคนที่เหลือถึงได้นั่งตาม ทุกวันมื้ออาหารก็ไม่มีอะไรมากกับข้าวง่ายๆไม่กี่อย่าง และคนร่วมโต๊ะไม่กี่คน ชีวิตที่เรียบง่ายผิดกับข่าวลือในยุทธภพ

 

"เถียนฮัว ไปไหนล่ะ" เมื่อเริ่มลงมือทานถึงได้สังเกตุว่าคุณชายตระกูลเค่อหายไปหนึ่งคน จึงได้ถามออกไป

 

"คงจะทดลองยาจนลืมเวลาทานข้าวอีกเป็นแน่ ฮวังซูไปตามมาที"

 

พี่น้องตระกูลเค่อที่มีสมาชิกอยู่ด้วยกันสามคน พี่ใหญ่เค่อซือจวินชายรูปงามที่เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในพรรค ทั้งการเงิน รายได้และรายจ่ายความเป็นอยู่ของคนในพรรคล้วนได้คนผู้นี้ดูแล ต่อมาเป็นคุณชายรอง เค่อหนานจุน ชายผู้มีปัญญาเฉียบแหลมคอยวางแผนลับมือกับปัญหาภายในพรรค แต่ดูเหมือนทักษะการใช้ชีวิตแบบคนปกติจะเป็นศูนย์เสียกระมัง เพราะได้หยิบจับทำอะไรก็มักจะสร้างความเสียหายได้ทุกครั้ง จนซือจวินต้องให้ โจวฮวังซู ศิษย์เอกพรรคธรรมะที่โดนใส่ร้ายจนต้องออกมาอยู่พรรคมาร คอยดูแลสามพี่น้อง

 

"ข้ามาแล้วววววว ขอโทษที พอดีได้ยาตัวใหม่มาเลยลืมเวลาอาหารน่ะ แฮะๆ" คนที่เสียงดังมาก่อนตัวนั่นก็คือ เค่อเถียนฮัว น้องเล็กของตระกูลเค่อ เป็นถึงท่านหมอประจำพรรค แต่ไม่มีใครกล้าไปรักษาด้วย คงเพราะเจ้าตัวมีนิสัยแปลกๆถ้าจะให้รักษาต้องเป็นหนูทดลองยาให้หนึ่งตัว โชคดีก็เป็นยาดี โชคร้ายก็โดนพิษกันไป

 

"เริ่มกินเถอะ"

 

ชีวิตหลังกลายเป็นประมุขพรรคก็ไม่เหนื่อยยากอะไร เพราะเรื่องยากๆคนอื่นก็ทำให้หมดแล้ว จะมีก็แต่เรื่องเดียวที่ท่านประมุขอย่างเขาหนักใจ

 

"ท่านประมุขได้เวลาของว่างแล้ว"

 

"ท่านประมุขอาบน้ำก่อนเถอะ"

 

"ท่านประมุขตื่นได้แล้ว"

 

"ท่านประมุขพักผ่อนบ้างเถอะ"

 

และอีกสารพัดท่านประมุขที่ออกมาจากปากของ เค่อซือจวิน การดูแลด้วยความเอาใจใส่ ความอ่อนโยนและความห่วงใยที่ได้รับ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้เขารู้สึกดีกับคนๆนี้ อาจจะพิเศษนิดนึงเพราะคนอื่นก็ดีกับเขาแต่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าบุรุษคนนี้ หรืออาจเป็นเพราะคนๆนี้มาวนเวียนอยู่ใกล้ตัวตลอดก็เป็นได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังไม่แน่ใจเพราะคนรูปงามนี้แสนดีกับทุกคน

 

 

ในเช้าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ดูน่าเบื่อเพราะทั้งวันไม่มีอะไรเลยนอกจากคนๆเดิมที่มาทำตัวแสนดีอยู่ใกล้ๆ บางทีเขาก็กลัวว่าความเคยชินนี้จะทำให้อีกคนเบื่อเขาไปเสียก่อน แต่สำหรับเขาการมีอีกคนมาวนเวียนอยู่ใกล้ เป็นเรื่องที่ทำให้เขาเบิกบานใจได้ทุกครั้ง เพียงแค่อีกคนเล่าเรื่องตลกๆที่ไปคุยกับคนในพรรคมา แล้วโดนพวกลูกน้องว่าให้ว่าไม่เห็นตลกเลย แต่แค่เขาได้ฟังก็อยากจะช่วยหัวเราะให้ แต่มันออกมาเป็นแค่รอยยิ้มที่มุมปากเท่านั้น

 

"ท่านประมุข" ในขณะที่ฟังอีกคนเจื้อยแจ้วเรื่องน้องชายคนเล็กที่ไล่จับลูกน้องมาทดลองยา ก็มีลูกน้องที่เฝ้าประตูอยู่วิ่งเข้ามารายงาน ทำให้เสียงที่กำลังเล่าเรื่องสนุกให้ฟังอยู่ต้องหยุดลง พาลให้คิ้วบนหน้าของคนขาวซีด ขมัวขึ้นหนึ่งระดับ แถมอากาศยังเย็นลงอย่างผิดปกติจนลูกน้องที่เข้ามารายงานตัวสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

"มีอะไร" เสียงเย็นเอ่ยถามเรียบๆ แต่แค่นั้นก็ทำให้คนที่เข้ามารายงานสั่นมากกว่าเดิม

 

"ค คนทะ ที่ชื่อ เจียงจูกง มา มาขอพบ ข ขอรับ"

 

"ให้เข้ามา" นี่ก็อีกคนที่สร้างเรื่องปวดหัวให้ เจียงจูกง ฉายาเทพกระบี่ล่องนภา จอมยุทธเจ้าสำราญ ที่ดันเผลอไปถูกใจนักฆ่าในพรรคของเขาเข้า จูกงเป็นชายหนุ่มอายุน้อยที่มากฝีมือ ที่มีนิสัยรักสนุกชอบความท้าทาย ฝึกฝนวิชากระบี่จนเป็นหนึ่ง ไม่เข้ากับพรรคหรือฝ่ายใดทำอะไรตามใจตนเอง ถึงจะรูปงามแต่ก็เป็นจอมยุทธที่เอาแต่ใจตนเองคนหนึ่ง จึงไม่มีใครอยากจะมีเรื่องหรือคบค้าด้วยเท่าไหร่

 

"คารวะท่านประมุข ท่านซือจวิน" ชายหนุ่มทำความเคารพอย่างรู้มารยาท เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มมาที่พรรคนี้ แต่เมื่อเดือนก่อนเจ้าตัวก็มาขออาศัยอยู่ที่พรรคเป็นแรมเดือน จนแทบจะเป็นคนในพรรคอยู่แล้ว

 

"สบายดีใช่ไหม หายไปเป็นเดือนเลย" ด้วยนิสัยที่เข้ากับคนง่ายจึงทำให้สนิทกับคนในพรรคได้เร็ว โดยเฉพาะกับ ซือจวิน และหนานจุนไม่แปลกที่จะทักทายกันเหมือนปกติ

 

"ข้าสบายดี แล้วจิงหมินล่ะ" สาเหตุที่จอมยุทธน้อยคนนี้มาที่พรรคบ่อยๆคงหนีไม่พ้นมาหานักฆ่า ป๋อจิงหมิน นักฆ่าเงาที่มักออกไปสือข่าวข้างนอกพรรคอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่งที่ปลอมตัวเป็นนักแสดงไปสืบข่าวในงานชุมนุมชาวยุทธ แล้วเกิดไปถูกตาถูกใจจอมยุทธน้อยนี้เข้า ถึงได้แอบตามมาถึงนี่ จนได้สนิทสนมกันอย่างทุกวันนี้

 

"คงจะอยู่กับเถียนฮั-"

 

"งั้นข้าขอตัว" พอได้ยินว่าจิงหมินอยู่กับใครเจ้าจอมยุทธน้อยก็รีบไปทั้นที เฮ้อ~ เมื่อไหร่เจ้าจิงหมินจะรู้ตัวสักทีนะว่าความงามของตัวเองมันกำลังนำเรื่องปวดหัวมาให้ จิงหมิน เชียวชาญเรื่องการแปลงโฉม แต่รูปโฉมที่แท้จริงนั้นงดงามเกินคนธรรมดาอยู่มาก จึงไม่แปลกใจที่คนที่ได้พบจะหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น เดิมทีจิงหมินเป็นกำพร้าที่อดีตประมุขเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม จึงได้เรียนวรยุทธมาตั้งแต่เด็กเมื่อโตมาจึงตั้งใจเป็นนักฆ่าพ่วงตำแหน่งสายสืบที่ทำงานให้กับท่านประมุขเพียงผู้เดียว

 

 

 

วันคืนยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม พรรคมารยังคงสงบสุขจนกระทั่งคืนที่มืดสนิทไร้แสงของดวงจันทร์ เงาร่างดำมืดแฝงตัวเข้ามาในเขตหวงห้าม พร้อมกับการหายไปของสิ่งสำคัญ สิ่งที่นำมาซึ่งหายนะสำหรับชาวยุทธฝ่ายธรรมะทั้งหลาย

 

 

เพล้ง! ตึง! โครมมมมมมมมม!!!

 

 

"เกิดอะไรขึ้น!?"

 

เสียงดังโครมครามในห้องของคุณชายใหญ่ตระกูลเค่อ ทำให้คุณชายรองหนานจุนรีบวิ่งมาดูด้วยความตกใจ แจกันใบสวยที่แตกละเอียด โต๊ะกลางห้องที่ไม่เหลือชิ้นดี พร้อมกับร่างของผู้เป็นประมุขที่ยืนอยู่ใกล้ๆซากโต๊ะนั่น แต่กลับไร้วี่แววของเจ้าของห้อง ในมือของท่านประมุขกำกระดาษที่กำลังลุกเป็นไฟแน่น แววตาเย็นชานั่นกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงเยือกแข็ง

 

"ในเมื่ออยู่อย่างสงบไม่ได้ ข้าจะให้พวกมันได้เห็นนรกอีกครั้ง"

 

น้ำเสียงเย็นเหยียบเอ่ยเพียงเท่านั้น ขายาวก็พาร่างซีดขาวที่ปล่อยรังสีอำมหิตออกมาจนหนานจุนแทบหายใจไม่ออกเดินผ่านหนานจุนที่ไม่กล้าขยับตัวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปหลายวินาทีจนหนานจุนสัมผัสได้ถึงเหงื่อเย็นที่ข้างขมับพอตั้งสติและเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ หนานจุนก็รีบตามออกไปทันที

 

หลายปีแล้วตั้งแต่เกิดการอาละวาดของท่านประมุขพรรคมารคนใหม่ที่ลานชุมชุมชาวยุทธ ฝ่ายธรรมะที่สูญเสียไปมาก ไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรอีก แต่ก็ใช่ว่าจะสงบ คลื่นที่ก่อตัวใต้น้ำมักจะรุนแรงเสมอ เหล่าชาวยุทธฝ่ายธรรมะได้ซุ่มฝึกขุมกำลังและสืบข่าว จนได้ข่าวสำคัญเรื่อง พี่น้องตระกูลเค่อ บุคคลสำคัญของพรรคมาร การจะเข้าถึงตัวของสามคนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ พวกเขาใช้เวลาวางแผนอยู่หลายปี และในวันนี้ก็สำเร็จ

 

"นี่น่ะหรือเค่อซือจวิน คนสำคัญของพรรคมาร" มือสากจับที่คางมนของชายที่ถูกมัดแขนมัดขา ซือจวินทำได้เพียงสะบัดหน้าออกแล้วใช้แววตาเคียดแค้นด่าทอคนตรงหน้า ท่านประมุขพรรคธรรมะที่ใครต่างนับถือว่าเป็นพวกมีคุณธรรม เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำแข็งแรงเนื้อตัวสะอาดสะอ้านเสื้อผ้าหรูหราดูมีสง่าราศี ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอ่อนโยนที่เอาไว้ใช้หลอกล่อผู้คนให้คล้อยตาม ช่างผิดกับแววตาเลือดเย็นนั่นเหลือเกิน

 

"ท่านพ่อ"

 

เสียงของบุคคลที่สามที่เพียงแค่ซือจวินได้ยินก็เจ็บปวดไปถึงขั่วหัวใจ เจ็บปวดเพราะไม่คิดว่าคนผู้นี้จะทรยศเขาได้ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่ดูสงบนิ่งกว่าทุกครั้งที่ได้เจอ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใสในทุกวัน วันนี้มันกลับหายไป ไม่สิมันหายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วต่างหาก

 

"ฮวังซูลูกพ่อ เจ้าทำได้ดีมาก งานนี้สำเร็จได้เพราะการเสียสละของเจ้า" โจวฮวังซู คนสนิทข้างกายที่พวกเขาสามพี่น้องให้ความสำคัญ หลายปีที่ผ่านมาคนๆนี้ไม่เคยมีท่าทีที่คิดทรยศหรือการเสแสร้งทำสิ่งใดเลย นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่คิดว่าคนข้างกาย จะกลบเป็นลูกชายของศัตรู

 

"ท่านพ่อ แล้วฮวาซินล่ะ"

 

"นางสบายดี เจ้าไม่ต้องห่วง"

 

"แต่ว่-"

 

"เจ้าพาเค่อซือจวินไปขังไว้ก่อน เมื่อเสร็จงานแล้วข้าจะให้เจ้าได้พบกับฮวาซิน"

 

"ขอรับท่านพ่อ"

 

เค่อซือจวินยังคงนิ่งสงบ รอฟังว่าสองพ่อลูกคุยกันจนปรากฎชื่อของบุคคลอื่นขึ้นมา น้ำเสียงที่ดูร้อนล้นแล้วเป็นห่วงของฮวังซูทำให้เขาแปลกใจแต่ก็ถามออกไปไม่ได้เพราะปากของเขานั้นถูกมัดปิดด้วยเศษผ้าแม้จะขยับร้องยังแทบทำไม่ได้

 

"รอสักครู่"

 

เขาถูกพาที่คุกใต้ดิน ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยพบกับความลำบากเช่นนี้มาก่อน เมื่อมาถึงฮวังซูกลับแก้มัดให้เขาแล้วบอกให้เขายืนรอ เจ้าตัวก็นำเข้าไปด้านในจัดการปัดกวาดเศษฝุ่นและหญ้าแห้งให้พ้นทาง พื้นที่นั่งไม่ถึงกับสะอาดมากนักแต่ก็ดีกว่าคราแรกที่เห็น เมื่อทำความสะอาดแบบคร่าวๆเสร็จ ฮวังซูก็หันมาพยุงเขาให้เข้าไปนั่งดีๆ ความแปลกใจยิ่งมีมากขึ้นจนอดที่จะถามออกไปไม่ได้

 

"เจ้าทำแบบนี้ทำไม?" ฮวังซูที่กำลังจะเดินออกไปหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันมามองที่เขา แววตาที่เคยสดใสกลับหม่นแสงลงไปดั่งคนไร้หนทาง

 

"ข้ามีพี่สาวคนนึงชื่อ โจวฮวาซิน พวกเราพี่น้องเป็นเด็กกำพร้า ในฤดูหนาวปีหนึ่งมันหนาวมาก ข้าที่หิวจนไม่มีแรงแถมยังมีไข้สูงจนใกล้จะตาย พี่สาวข้านางบอกให้ข้าอดทนรอนางเพียงครู่เดียว นางหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว แต่ในมือของนางได้มาเพียงผลสาลี่ลูกเล็กๆที่ใกล้จะเน่าหนึ่งผล ถึงตอนนั้นข้าจะเด็กอยู่มาก แต่ข้าก็รู้ว่ากว่าจะได้ผลสาลี่มานางต้องเจ็บปวดแค่ไหน น้ำเสียงอ่อนโยนของนางเอ่ยบอกกับข้า "รีบกินสิ อิ่มแล้วจะได้หายไวๆ" ข้าจำมันได้"

 

แววตาที่ทอแสงอ่อนโยนในตอนที่เล่าถึงพี่สาวของฮวังซูดูไม่ใช่เรื่องโกหก หรือหลอกลวงให้เขาเห็นใจ แต่เพราะเหตุใดล่ะ ในเมื่อฮวังซูเป็นเด็กกำพร้า แล้วทำไมถึงกลายเป็นลูกชายของประมุขพรรคธรรมะได้

 

"ข้าที่หิวมากรีบกินผลสาลี่นั้นทั้งน้ำตา รสชาติของมันอร่อยมากเลย" ฮวังซูเผยรอยยิ้มออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น

 

"ผลสาลี่ยังไม่สิ้นรสหวานจากปากข้า ตรงหน้าก็ปรากฎชายแก่เจ้าของร้านผลไม้ที่ตามท่านพี่มา สีหน้าที่ดูโกรธเกรี้ยว ในมือที่ถือไม้มากำแน่นอย่างโกรธจัด แววตาที่ไร้ซึ่งความเมตตาใดๆต่อเด็กจรจัดสองคน ไม่นานไม้ในมือนั่นก็ฟาดลงมาที่ข้ากับพี่สาว ตัวข้าที่โดนเพียงปลายไม้ กับท่านพี่ที่เอาตัวบังข้าไว้" แววตาที่เย็นชาและเจ็บปวดของฮวังซู ทำให้ซือจวินเศร้าไปด้วย

 

"หึ ท่านคิดดูสิ แค่ผลสาลี่ใกล้เน่าที่ไม่นานก็คงต้องทิ้ง กลับทำให้เด็ผู้หญิงคนนึงมีบาดแผลอยู่ทั่วร่าง เสียงร้องอ้อนวอนด้วยความเจ็บปวดยังดังก้องในหูของข้า เรื่องต่อจากนั้นก็ง่ายๆ ท่านพ่อมาช่วยพวกข้าไว้ นำเรากลับไปเลี้ยงดูอย่างดี ท่านพี่มีความสุขกับชีวิตใหม่และพ่อบุญธรรม" เรื่องของบุญคุณที่ต้องทดแทน เขาเองก็เข้าใจได้ถึงเหตุผลของฮวังซูที่ต้องทำแบบนี้กับเขา แต่แววตานั่นมันยังคงมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่

 

"แต่ความสุขของคนเรามันอยู่ได้ไม่นาน ท่านว่าไหม?" ในที่สุดน้ำใสๆก็ไหลลงข้างแก้มที่กำลังยกสูงเพราะเจ้าตัวกำลังยิ้มอยู่ ฮวังซูยิ้มให้เขา ยิ้มเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน รอยยิ้มที่แม้จะสดใส แต่แววตานั้นกลับสิ้นหวัง

 

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่"

 

"ในคืนนั้น ข้ากับท่านพี่ถูกท่านพ่อเรียกไปพบ ท่านบอกว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา เขาดีต่อเราสองพี่น้องมาก ถึงเวลาที่พวกเราต้องตอบแทนแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า มันตลกมากเลย" รอยยิ้มขมขื่นยิ่งบิดเบี้ยวเมื่อฮวังซุเริ่มหัวเราะ

 

"ท่านพ่อให้พวกข้ากลืนยาเข้าไปคนละเม็ด ท่านไม่บอกว่ามันคือยาอะไร มีผลอย่างไร แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วท่านถึงได้บอกว่ายานั่นจะทำให้ร่างกายของพวกข้าพร้อมที่จะได้รับการฝึกวรยุทธ มันเจ็บปวดและทรมานมาก เส้นเอ็นและกระดูกเหมือนจะแยกออกจากกัน แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่เพราะมันเป็นยาที่เพิ่งทดลองทำขึ้นมา ในครั้งแรกข้าและท่านพี่สลบไปสามวัน แต่มันไม่ได้สิ้นสุดเพียงครั้งเดียว มันมีครั้งที่สอง สาม สี่ และอีกหลายครั้งจนข้าจำไม่ได้ ท่านพอบอกว่าข้าโชคดียานี้ใช้ได้ผลกับร่างของข้า ข้าสามารถฝึกวรยุทธจนก้าวหน้าได้รวดเร็ว แต่โชคร้ายนั้นเป็นของท่านพี่ข้าดวงตาที่เคยสดใสกลับมืดสนิท เสียงที่เคยร้องเพลงกล่อมข้ากลับไม่มีอีกแล้ว"

 

ฮวังซูหยุดเล่าและปาดน้ำตาออกจากหน้าของตน ก่อนจะยิ้มสดใสให้ข้าอีกหนึ่งครั้ง ร่างสูงโปร่งหมุนตัวเตรียมออกไป พร้อมประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้เขาจิตใจล่องลอย

 

"หากพรุ่งนี้ ท่านประมุขตายที่นี่ ข้าจะได้พี่สาวข้าคืนมา"

 

ฮวังซูจากไปได้สักพักแล้ว แต่ซือจวินยังคงหยุดขบคิดไม่ได้ ฮวังซูที่ทำเพื่อพี่สาวยอมแฝงตัวเข้าพรรคมาร เพื่อรอวันนี้ เขาที่ถูกจับตัวมา แน่นอน พรุ่งนี้ท่านประมุขต้องบุกมาถล่มที่นี่แน่ การปะทะที่รุนแรง การสูญเสีย ที่สำคัญเขากลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พบคนๆนั้นอีก

 

 

 

ในเช้าวันรุ่งขึ้นในลานชุมนุม ตอนนี้เต็มไปด้วยจอมยุทธมากฝีมือ พรรคธรรมะเล็กใหญ่มากมายกำลังจับจ้องไปที่ตรงกลางลาน เก้าอี้ไม้กฤษณาสีดำเงางาม ปรากฎร่างของชายผิดขาวซีด ดวงตาที่ส่งแววเยือกเย็นใส่ทุกคนที่เผลอสบตาให้ขนลุกขนชันกันเป็นแถบ ด้านข้างทางขวาปรากฎชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ไม่พกแม้แต่มีดสักเล่มเสื้อผ้าอาภรณ์ดูเรียบง่าย หน้าตาดูฉลาดเฉลียว แววตาที่อ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดอยู่นั้นทำให้ชาวยุทธได้แต่หวาดระแวงในใจ ทางขวาปรากฎเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังฉีกยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี โบกไม้โบกมือทักทายคนนู้นทีคนนี้ที ทั่วทั้งร่างไม่ปรากฎอาวุธใดๆเช่นกัน แต่ท่าทางไม่ทุกร้อนนั้นยิ่งบ่งบอกว่าคนๆนี้อันตราย ถัดมาข้างกันนั้นปรากฎร่างบอบบางของคนผู้หนึ่ง แววตาหวานล้ำที่โผล่พ้นขอบพัดขนนกหายากสีดำสนิทที่ปิดบังใบหน้าส่วนล่างเอาไว้ แต่เพียงแค่ดวงตาคู่นี้และเสี้ยวหนึ่งของใบหน้างามก็สะกดเหล่าจอมยุทธหนุ่มสาวที่พบให้ให้หลงใหลได้อย่างง่ายดาย แต่ดวงตาคู่สวยกับแฝงแววดูถูกเหยียดหยามกลับไป

 

"ประมุขพรรคมาร ในที่สุดเจ้าก็ลงจากเขาสักที" ประมุขผู้นำเหล่าจอมยุทธฝ่ายธรรมมะเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนหันไปสนใจ จะมีก็แต่ท่านประมุขพรรคมารเมิ่งหยูกวงที่ดวงตาสองข้างตอนนี้จับจ้องไปที่ร่างของท่านผู้ดูแลคนสนิทเค่อซือจวิน ที่ตอนนี้ทั้งร่างถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยกลับมีร้อยเปรอะเปื้อนของฝุ่น เพียงแค่ได้เห็นในใจก็เดือดดานยิ่งนัก ถ้าไม่มีมือบางๆของป๋อจิงหมินรั้งตนไว้ ทั้วทั้งลานนี้คงเต็มไปด้วยศพ

 

ข้างกันนั้นปรากฎร่างของโจวฮวังซู คนที่พวกเขารู้จักดี แต่บัดนี้ฮวังซูคนที่เคยสดใสใบหน้ากลับเรียบเฉย ในมือถือกระบี่เล่มงามที่เค่อหนานจุนจำได้ดีว่าตนเป็นคนมอบให้ หนานจุนที่อยากจะตะโกนถามคนตรงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ตอนนี้คงทำไม่ได้ แม้ในใจจะเจ็บปวดที่ถูกคนที่คอยช่วยเหลือมาตลอดหักหลังก็ตาม

 

"พี่ใหญ่ท่านสบายดีนะ!" คนเดียวที่ดูไม่ทุกร้อนผิดกับสถานการณ์ในตอนนี้คงมีเพียงผู้เดียว เค่อเถียนฮัว เสียงทุ้มใสตะโกนถามพี่ชายที่ถูกมัดด้วยโซ่อย่างร่าเริง

 

"ข้าไม่เป็นไร!"

 

"ดีแล้วๆ รอข้าอยู่ตรงนั้นล่ะ!" เมื่อได้ยินเถียนฮัวพูดเช่นนั้น เหล่าจอมยุทธก็ชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมทันที

 

"จอมมารเมิ่งหยูกวง! วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!"

 

"ฆ่ามัน! จัดการมันซะ!"

 

"เมื่อ 5 ปี ก่อนพี่น้องของเราตายไปมากมายวันนี้ข้าจะแก้แค้นให้พวกเขา!"

 

เสียงตะโกนด่าทอต่างๆดังลั่นทั่วลานชุมนุม ภาพในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง ต่างกันที่ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่รู้จักใช้พลังของตนเอง ตอนนั้นประมุขคนก่อนได้บอกไว้ ว่าเขาจะใช้พลังนี้ทำอะไรก็ได้

 

 

 

"ปกป้องหรือทำลาย"

 

 

 

ตอนนั้นเขาตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาคิดว่าเขาให้คำตอบได้แล้ว เขาไม่ต้องการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเขาไม่สนว่าการเลือกของเขามันถูกต้องหรือไม่ หากพลังที่ได้มานี้ ชีวิตที่ได้มานี้ ประมุขคนก่อนมอบให้ด้วยความเต็มใจ ชีวิตนี้เป็นของเขา ร่างกายนี้ จิตวิญญาณนี้เป็นของเขา

 

"งั้นข้าเลือกที่จะทำลายทุกสิ่ง เพื่อปกป้องคนๆนั้นเพียงผู้เดียว"

 

พัดสีดำสนิทที่อยู่ในมือเรียวงามสะบัดออกไปโดยรอบประกดเข็มเงินเล่มเล็กๆพุ่งเข้าใส่จอมยุทธที่อยู่โดยรอบจนล้มลงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก เพราะเข็มทุกเล่มถูกอาบด้วยยาพิษของเถียนฮัวที่เจ้าตัวแอบเอาไปทาไว้ เค่อเถียนฮัวที่เห็นดังดั้นปรบมือพรางหัวเราะเสียงดัง

 

"ยาของข้าใช้ได้ผลดีเยี่ยมเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

 

 

เคร้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

 

เสียงกระทบกันของคมดาบ เหล่าจอมยุทธมากมายต่างเข้ามารุมล้อมพวกเขาทั้งสี่ไว้ แต่มีหรือที่จะทำอะไรได้ เพียงแค่เมิ่งหยูกวงลุกขึ้นจากเก้าอี้ คลื้นพลังเย็นยะเยือกก็สะท้อนออกไปโดยรอบ ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างประเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง ยกเว้นแต่พวกพ้องพรรคมารที่ยังคงยืนอยู่ได้

 

เมื่อเห็นฝ่ายตนเสียเปรียบผู้นำชาวยุทธก็เผยสันดานโฉด กระบี่เล่มคมวางพาดลงบนบ่าของเค่อซือจวิน ทำให้ทุกสิ่งหยุดชะงักลง

 

"หยุดอยู่ตรงนั้น ถ้าขยับแม้แต่ก้าวเดียว คอนี้ได้หลุดจากบ่าแน่"

 

"ท่านพ่อ!" โจวฮวังซูตะโกนเรียกพ่อบุญธรรมของตนเสียงดัง ตอนนี้สิ่งที่ตกลงกันไว้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

 

"เงียบซะ! ถ้าอยากเจอพี่สาวแกอีก ก็ฆ่าจอมมารซะ!" เสียงคำสั่งเด็ดขาดของผู้มีพระคุณที่มีมีเงื่อนไขคือพี่สาวเพียงคนเดียวเป็นเครื่องต่อรอง ทำให้ฮวังซูไม่มีทางเลือก แต่ในใจยังมีเสียงคัดค้านที่ดังก้องอยู่

 

"ท่านสัญญาแล้ว ว่าจะปล่อยพี่น้องตระกูลเค่อไป"

 

"เจ้าคงไปอยู่กับพวกมารมากเกินไป จนโดนพวกมันทำให้เลอะเลือนถึงเพียงนี้"

 

"ไม่จริง! พวกเขาไม่ใช่คนเลว ผู้คนที่นั้น ทุกคนเป็นคนดีนะท่านพ่อ!"

 

"เงียบซะ! พวกมันเป็นมาร ก่อกรรมทำชั่ว!"

 

"ไม่เลยท่านพ่อ พวกเขาเป็นแค่คนธรรมที่ใฝ่หาความสงบเท่านั้น!" การที่เด็กที่เลี้ยงมาเพื่อเป็นเครื่องมือสังหารไม่เป็นดังใจทำให้ผู้นำพรรคธรรมะเริ่งสติแตก

 

"ในเมื่อเจ้าเข้าข้างพวกมัน เจ้าก็คงกลายเป็นมารร้ายไปแล้ว!!! งั้นก็ตายไปพร้อมพวกมันซะเถอะ!!!"

 

 

 

ฉึก!

 

 

เสียงกระบี่แทงเข้าสู้ร่างของใครบางคนทำให้คนที่บาดเจ็บอยู่และเหล่าพรรคมารต่างหยุดหายใจ

 

 

ฟึบ! อึก! ตุบ!

 

 

ร่างบอบบางของหญิงสาวนางหนึ่งล้มลงในอ้อมแขนของฮวังซู ใบหน้าสวยหวานดวงตาเป็นประกายสดใส แต่กลับไม่สะท้านภาพของสิ่งใด น้ำตามากมายไหลอาบใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกัน

 

"ท ท่าน ...ท่าน พ พี่..."

 

"ฮ .... แค่ก! ..วัง อึก! ซู..."

 

เสียงแหบแห้งพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่ฮวังซูถวิลหา ถูกส่งมอบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนร่างบอบบ่างจะแน่นิ่งไป ฮวังซูเบิกตาค้าง เขาเจ็บปวดจนพูดไม่ออก สติที่ดูเหมือนจะเลือนหายไปพร้อมกับลมหายใจของผู้เป็นพี่สาว

 

"อ้ากกกกกกกกกกกกก!!!"

 

เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานแทรกซึมไปทุกความรู้สึกของหนานจุน ณ ลานแห่งนี้ปรากฎเพียงร่างของชายหนุ่มผู้โอบกอดร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นพี่สาว เสียงสะอื้นไห้ ที่บาดลึกเข้าไปในใจทำให้ทุกสิ่งคล้ายหยุดเคลื่อนไหวเพื่อไว้อาลัยให้กับโชคชะตาที่แสนเจ็บปวด

 

ประมุขพรรคธรรมะที่อาศัยช่วงที่ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวผลักซือจวินออกไป แล้วพุ่งตัวโดยหันคมกระบี่เข้าหาใส่ร่างของซือจวิน เมิ่งหยูกวงที่เพิ่งได้สติ คิดจะขยับตัว แต่คงไม่ทันแน่ กระบี่คมกริบแทงทะลุร่างโปร่งบาง ทันทีที่ประมุขฝ่ายธรรมะถอนกระบี่ออกร่างที่ถูกแทงก็ทรุดลงทันที

 

"ฮวังซู!"

 

"ซือจวิน!"

 

 

โจวฮวังซูที่ได้สติก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปรับกระบี่แทนซือจวิน แต่แรงกระบี่นั้นมีมาก ทำให้ปลายกระบี่ทะลุตัวของฮวังซูไปถูกซืนจวินด้วย ร่างของทั้งสองล้มลงทันทีที่กระบี่ถูกถอนออก

 

"อดทนไว้ฮวังซู เถียนฮัวเร็วเข้า!" เค่อหนานจุนรีบเข้ามาดูอาการของฮวังซู กระบี่แทงทะลุช่วงท้อง เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก

 

เค่อเถียนฮัวผู้เป็นหมอเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ที่นี่ เร่งดูอาการของฮวังซูที่สาหัสกว่าก่อน ชีพจรที่เต้นแผ่วผ่านข้อมือบางบ่งบอกว่าร่างสูงโปร่งนี้อาการย่ำแย่แค่ไหน เถียนฮัวรีบใช้เข็มเงินปักไปบริเวณจุดชีพจรต่างๆเพื่อห้ามเลือด ล้วงหยิบขวดยาในกระเป๋าส่งเข้าปากของฮวังซู ก่อนจะหันไปดูซือจวินที่อาการไม่หนักมากเพราะกระบี่ถุกชะลอความแรงโดยฮวังซู เถียนฮัวจึงทำเพียงแค่ห้ามเลือดและให้ยาสมานแผลเบื้องต้นเท่านั้น ซือจวินจึงยิ้มให้ทีนึงเพื่อให้น้องสบายใจว่าตนไม่เป็นอะไร ให้รีบดูอาการของฮวังซูก่อน

 

ตอนนี้ผู้ที่รับมือเหล่าจอมยุทธจอมฉวยโอกาสมีเพียงป๋อจิงหมินคนเดียว แต่ดูแล้วร่างบางไม่ได้มีสีหน้าลำบากแต่อย่างใด ร่างพริ้วไหวยังคงรับมือได้ดี พัดสีดำในมือโบกสะบัดพร้อมเข็มอาบยาพิษที่พุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างไม่พลาดเป้า กลิ่นหอมอ่อนๆของไม้หอมผสมดอกไม้บางชนิดถูกส่งมาทุกครั้งที่คนตัวเล็กกระพือโบกพัด เมื่อชาวยุทธได้กลิ่นหอมนั่นร่างกายพลันเกิดอาการชา ยิ่งพยายามขยับหรือใช้พลังขับออกยิ่งรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทง พิษที่เรียกว่าเข็มนางพญา ถูกกล่าวขานขึ้นมาอีกครั้ง

 

เมื่อหลายปีก่อนในช่วงที่อดีตประมุขพรรคมารยังอยู่ เวลาไปที่แห่งใดหากมีใครได้กลิ่นหอมนี้ ย่อมเป็นที่แน่นอนแล้วว่าตนเองถูกพิษของนักฆ่าข้างกายจอมมารเล่นงาน พิษนี้แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็อันตรายยิ่งนักเมื่อมันถูกใช้ในสนามรบเพราะทันทีที่พิษออกฤทธิ์ย่อมนำมาซึ่งความพ่ายแพ้

 

ในเวลานั้นไม่มีใครเคยเห็นว่านักฆ่าข้างกายจอมมารนั้นเป็นใคร และยิ่งไม่มีใครคิดว่าเป็นเพียงเด็กผู้ชายตัวเล็กๆเท่านั้น บัดนี้เป็นที่กระจ่างแล้วว่าผู้ที่เป็นถึงนักฆ่าผู้นำพาฝันร้ายมาสู่ชาวยุทธนั้นคือเจ้าของร่างงดงามที่กำลังสะบัดพัดขนนกราวกับร่ายรำผู้นี้

 

"อึก! แค่ก! แค่ก!"

 

"ฮวังซู เจ้าห้ามตายเด็ดขาด ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าจากข้าไป" เสียงสั่นเครือของผู้เป็นกุนซือพรรคมารเอ่ยบอกกับฮวังซูที่ไอออกมาเป็นลิ่มเลือดคำโต สายตามองคนเจ็บด้วยความสับสน ความผูกพันที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี ทำให้หนานจุนมองคนๆนี้เป็นเหมือนพี่น้องมาโดยตลอด แต่ตอนนี้คนนี้ๆเป็นมากกว่านั้น และอาจจะเป็นมานานมากแล้วด้วยซ้ำ

 

"เจ้า...ม ไม่ โกรธข้า..."

 

"ข้าโกรธเจ้าจะตายอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าต้องมาง้อข้าก่อน" คำพูดตรงไปตรงมาของหนานจุนที่มีต่อเขายังคงเรียกรอยยิ้มของฮวังซูได้เสมอ แต่รอยยิ้มนี้มันช่างอ่อนล้าเหลือเกินในสายตาของคนที่เฝ้ามองรอยยิ้มนี้มาตลอด

 

"ข้า...ขอโทษ น นี่ ถือ...เป็น อึก! การ... ช ชด ใช้"

 

"ไม่ฮวังซู ข้าไม่ต้องการแบบนี้" หนานจุนสายหน้าไปมาอย่างไม่ยอมรับ เหมือนเขากลับไปเป็นคุณชายรองชายหนุ่มเมื่อยามเป็นเด็กอีกครั้ง หากร่างนี้ต้องจากเขาไปจริงๆ เขาจะมีชีวิตอย่างไรต่อไป ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นรอยยิ้ม เป็นดวงตะวันของเขา

 

"อย่ามามัวพูดสั่งเสียสิ มีข้าอยู่ยมบาลหน้าไหนก็เอาเจ้าไปไม่ได้" คำพูดหนักแน่นไม่มีแววล้อเล่นของเถียนฮัว ทำให้หนานจุนเริ่มมีสติขึ้น ใช่ ที่นี่มีเค่อเถียนฮัวอยู่ผู้ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับยมบาล ผู้ที่ยื้อวิญญาณผู้คนมากมายมาจากมือของยมบาล

 

"จิงหมิน คุ้มครองพวกเขากลับบ้าน"

 

"ขอรับ"

 

สิ้นเสียงตอบรับคำสั่งของท่านประมุขพรรคมาร ปรากฎสายลมหอบใหญ่พัดมาจนทุกคนต้องยกมือขึ้นป้องกันฝุ่นผงที่ปนมากับลมแรง เมื่อลมสงบลง ตรงที่เคยมีคนพรรคมารอยู่กลับเหลือเพียงประมุขพรรคมารเพียงผู้เดียว

 

 

 

"ในเมื่อข้าให้โอกาสพวกเจ้าได้มีชีวิตสบายๆ แต่พวกเจ้าไม่ต้องการ งั้นลมหายใจที่สิ้นเปลืองนี้ข้าขอคืน"

 

 

 

 

การสังหารอย่างเหี้ยมโหดของจอมมารถูกเล่าขานไปทั่วทุกที่ ในคืนวันนั้นดวงจันทร์บนท้องฟ้าเหมือนสะท้อนเป็นสีเลือด เสียงกรีดร้องทรมานโหยหวนจนถึงรุ่งเช้า เมื่อทุกอย่างสงบลง จึงจะมีผู้เข้าไปดูสถานการณ์

 

ณ ลานชุมนุมชาวยุทธปรากฎภาพอันหน้าสยดสยอง ชาวยุทธที่รวมตัวไม่ว่าใครก็ไร้ลมหายใจ สภาพศพดูก็รู้ว่าตายอย่างทรมาน บ้างถูกควักตา บ้างแขนขาถูกแยกจากร่าง จนจำไม่ได้ว่าเป็นอวัยวะของผู้ใดกันแน่ ที่โหดร้ายที่สุดคงเป็นร่างของผู้นำประมุขพรรคธรรมะ ศรีษะที่ดวงตาเบิกกว่างหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวดั่งเห็นปีศาจ พ้นจากคอลงมาไม่ปรากฎชิ้นเนื้อที่เป็นส่วนของร่างกาย มีเพียงโครงกระดูกที่หุ้มด้วยผิวหนัง ถูกแขวนอยู่กับเส้าไม้เพียงหนึ่งต้น ใต้โครงร่างนั้นมีเพียงเศษกองเนื้อและเครื่องในที่กำลังถูกแร้งกายื้อแย้งกันกิน ช่างเป็นภาพที่น่าหวาดกลัวของผู้ที่พบเห็นยิ่งนั บ้างได้ฟังเพียงคำร่ำลือก็กินไม่ได้นอนไม่หลับไปเสียแล้ว

 

 

 

 

"ท่านประมุข" เสียงนุ่มเอ่ยเรียกชายผู้ที่อยู่เฝ้าตนเองมาตลอดหลายวันโดยไม่ยอมให้คลาดสายตาไปแม้แต่น้อย

 

"อากาศเย็นจะไม่สบาย" คำบอกที่ไม่มีที่มาที่ไปแต่ซือจวินเข้าใจดีว่าท่านประมุขผู้นี้ต้องการให้ตนกลับเข้าไปในห้อง แต่เขานอนมาหลายวันแล้ว เขาไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อยถ้าเทียบกับฮวังซูที่เพิ่งได้สติเมื่อวานนี้เอง

 

"ข้าน้อยไม่เป็นไร ขอบคุณท่านประมุขที่เป็นห่วง" หยูกวงเดินไปประคองซือจวินให้มานั่งที่ม้านั่งตรงระเบียง การกระทำที่แม้จะดูแข็งกระด้างไปสักหน่อย แต่ซือจวินเข้าใจว่านี่เป็นความห่วงใยในแบบของท่านประมุขผู้นี้

 

"ลุงของเจ้า เคยบอกให้ข้าเลือกว่าจะให้พลังนี้อย่างไร"

 

"แล้วท่านเลือกอย่างไร" การพูดขึ้นมาโดยไม่บอกกล่าวนั้น เป็นเรื่องปกติสำหรับซือจวินไปแล้ว เขาเพียงแค่รับฟัง และโต้ตอบกลับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

"ตอนนั้นข้าไม่ได้ตอบกลับไป เพราะข้ายังไม่ได้เจอเจ้า"

 

ซือจวินทำเพียงแค่นิ่งฟังด้วยใจที่เริ่มเต้นถี่ขึ้น หรือเจ้าเถียนฮัวจะจัดยาให้เขาผิดกัน ดวงตาโตที่ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาทำได้เพียงหลุดตาลงต่ำไม่กล้าสบดวงตาเฉี่ยวคนของชายร่างขาวซีดตรงหน้า

 

"ข้าจะใช้พลังนี้ทำลายทุกสิ่งที่ทำร้ายเจ้า ปกป้องเจ้าจากทุกสิ่งที่มาพลากเจ้าจากข้าไป เจ้าจะยอมให้ข้าใช้มันเพื่อเจ้าหรือไม่" น้ำเสียงและแววตาจริงจังที่ถุกส่งมาให้ทำให้ซือจวินไม่กล้าหลบตาอีกต่อไป บหน้าที่เคยไร้สีเลือดจากการบาดเจ็บ บัดนี้กลับซับสีเลือดจนหน้าแดงไปหมด

 

"ถ้าท่านจะใช้มันเพื่อข้าเพียงผู้เดียว..." ซือจวินดูแลบัญชีในพรรคมานานหลายปี การค้าต่างๆที่ได้กำไรซือจวินมักทุ่มเต็มที และแน่นอนซือจวินเป็นคนโลภ ถ้าเข้าเป็นคนพิเศษจริงนั่นหมายความว่าจะต้องพิเศษเพียงหนึ่งเดียว

 

 

 

 

 

"เจ้าเพียงผู้เดียว ตลอดไป"

 

 

 

 

 

 

 

"งั้นข้าตกลง"

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++ 200% ++++++++++++++++++

 

จบจ้า~ เป็นเรื่องสั้นที่ยาวมากกกกกกกก แอบบอกไว้เลยว่าคู่อื่นอาจมีต่อนะจ๊ะแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ 555555

ผลงานอื่นๆ ของ A-Zora

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น