คัดลอกลิงก์เเล้ว

Beauty and the Beast (Hyo&Luhan) (จบเเล้ว)

สวัสดีค่ะนี่เป็นเเฟนฟิคสำหรับคนรักม้าฮโยทุกคน เกิดขึ้นมาจากความที่อยู่ๆก็นึกขึ้นมาว่าอยากจะเขียนแฟนฟิคที่สั้นๆสักเรื่อง แฟนฟิคสั้น 10 ตอน (จบเเล้ว)

ยอดวิวรวม

453

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


453

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


7
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.พ. 59 / 08:45 น.
นิยาย Beauty and the Beast (Hyo&Luhan) () Beauty and the Beast (Hyo&Luhan) (จบเเล้ว) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Information....

     ฟิคเรื่องนี้ได้เเรงบัลดาลใจมาจากนิทานเรื่องที่รีดเดอร์หลายๆคนคงเคยได้ยินได้ดูได้ฟังมาเเล้ว มาเขียนเป็นแฟนฟิค เเต่เเน่นอนว่าเนื้อหาโดยส่วนมากจะมีการดัดเเปลงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยเเละตัวละครของเรา ตามคาเเรกเตอร์ดังนี้เลยค่า^^

Character


ฮโยยอน เด็กสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์


ลู่หาน ชายหนุ่มที่เปรียบเสมือนอสูร 


ยูริ พี่สาวคนที่1ของฮโยยอน



ซันนี่ พี่สาวคนที่ 2 ของฮโยอน


ลีทึก พี่ชายคนโต ของบ้าน


คังอิน พี่ ชายคนรองของบ้าน


ชินดง พี่ชายคนเล็ก ของบ้าน

คำชี้เเจง
  • - ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิค ชายXหญิง
  • - เป็นเรื่องที่เเต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้น
  • - ไม่มีจุดประสงค์ที่จะทำให้ศิลปินเสื่อมเสีย
  • - อ่านเเล้ว หากไม่เป็นการรบกวนมากเกินไป กรุณา "comment"
  •  

เเบนเนอร์เรื่องอื่น


กวางยุนโค้ดเมาส์                                        

T H E M E
◈ B L & W H ◈

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.พ. 59 / 08:45






Intro........

กาลครั้งหนึ่งที่ไม่นานนัก ที่เมืองๆ หนึ่งมีครอบครัวของมหาเศรษฐีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งในครอบครัว นี้มีลูกชายและลูกสาวมากถึง หกคนด้วยกัน ชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อนั้นเป็นคนที่ใจดีมีมานะและขยัน มั่นเพียรในการทำงานเป็นอย่างมาก แม่ของลูก ๆ นั้นได้ตายจากเขาไปเป็นเวลานานแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิด ที่จะแต่งงานใหม่เลยสักครั้งเดียว เป็นเพราะเขากลัวว่า แม่เลี้ยงคนใหม่จะไม่รักลูก ๆ ของเขามากพอนั่นเอง

1


อยู่มาไม่นานครอบครัวของเขาก็ต้องมีอันได้รับเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง จนเรียกได้ว่าจากความมั่งคั่ง และร่ำรวย ก็ต้องมาตกอยู่ในสภาพที่หมดเนื้อประดาตัว ด้วยคฤหาสทั้งหลัง และสมบัติต่าง ๆ ได้โดนไฟไหม้เผาผลาญศูนย์หายไปจนหมด จะมีลงเหลือสมบัติอยู่อีกนิดก็คือบ้านหลังเล็ก ๆสมบัติของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ที่อยู่ที่จังหวัดแถบชนบท กับที่ทำสวนเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่งแห่งเดียวเท่านั้น...

ชายวัยกลางคนด้วยหมดหนทาง และด้วยความที่ลูกๆทั้งหกคนไม่สามารถที่จะทำงานเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวได้เลย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นคนหาเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัว และด้วยความที่ลูกสาวและลูกชายเห็นว่าพ่อของตนร่ำรวยอยู่แล้ว จึงไม่สนใจที่จะเรียนหนังสือ เข้าเรียนโรงเรียนก็จบแค่ชั้นมัธยมปลาย ไม่มีความรู้ความสามารถพอจะทำอะไรได้ วันๆเอาแต่แต่งตัวสวยหล่อ ช้อปปิ้ง ซื้อโน่น กินนี่ แล้วแต่ใจอยาก โดยที่พ่อของพวกเขาก็ไม่มีเวลาห้ามปราม อีกทั้งด้วยความที่พ่อเป็นคนใจดีและเอาใจลูกทุกคน ผลสุดท้าย เมื่อเรื่องราวกลับกลายมาเป็นเช่นนี้ผู้เป็นพ่อจึงได้หอบเอาลูกชาย และ ลูกสาวทั้งหมดของเขาเว้นเสียแต่ลูกชายที่ชื่อคังอิน ที่พอจะมีความคิดอยากทำงานอยู่บ้าง ให้เขาไปทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง ส่วนลูกๆคนอื่นๆก็มาอาศัยทำสวนหากินเพื่อประทังชีวิตกันอยู่ที่บ้านหลังเล็กในชนบทนั่นเอง....

ลูก ๆ ทั้งหมดต่างเป็นทุกข์ใจด้วยเพราะพวกเขาเคยอยู่กันมาอย่างสุขสบาย แต่ตอนนี้ต้องมาตกระกำอยู่ลำบาก....จะมีก็แต่เพียงลูกสาวคนเล็กคนสุดท้องคนเดียวเท่านั้นเธอเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย และน่าเสียดายยิ่งนักที่เธอไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับที่สูงไปกว่านี้ เธอเป็นลูกเพียงคนเดียวที่มีความขยันขันแข็ง ในเรื่องๆต่างๆ เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ มีเพียงเธอที่ยังยิ้มระรื่นไม่เคยเลยที่จะทำหน้าเศร้าให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นและเป็นทุกข์ใจเลยสักครั้ง แล้วเธอก็จะคอยช่วยพ่อทำสวนให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเลยทีเดียวก็ว่าได้....เธอมีชื่อว่า " ฮโยยอน "

ฮโยยอน เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ งดงามและน่ารัก เป็นคนจิตใจงาม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น กล้าหาญ มุ่งมั่น ถ่อมตัว และใจดีกับทุก ๆ คนอยู่เสมอ...

วันหนึ่งได้มีจดหมายส่งมาจากในเมืองความว่า พ่อของเธอนั้นยังคงจะมีเงินและโฉนดที่ดินหลงเหลืออยู่ที่ธนาคารอีกนิดหน่อย ให้เดินทางไปเอาเสียในเร็ววัน ดังนั้นพ่อของเธอจึงตกลง ใจที่จะเดินทางเข้าไปเอาเงินที่ว่านั้นในเมืองทันที

พ่อของเธอด้วยความดีใจที่ได้รู้ว่าตนนั้นยังคงจะมีเงินหลงเหลืออยู่บ้าง และก่อนที่จะเดินทางออก จากบ้านไปนั้น เขาจึงถาม   ลูก ๆทั้งหมดของเขาว่า

" ลูกๆอยากได้อะไรกันไหมจ๊ะ เรายังมีเงินอยู่อีกนะ ใครอยากได้อะไรก็บอกพ่อมาสิ " ซึ่งคำตอบก็จะต่างกันไป ลูกสาวคนหนึ่งชื่อซันนี่บอกว่า

 " หนูอยากได้เสื้อสวยๆเอาแบรนเนมด้วยนะคะ " ลูกชายอีกคนชื่อชินดงอีกคนก็บอกว่าเขาอยากได้

"มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดครับพ่อ " ส่วน ลูกสาวและลูกชายที่เหลือก็บอกว่า

 " หาเสื้อสวย ๆ กับอาหารแพง ๆ มาด้วยนะพ่อ " ส่วนลูกสาวคนเล็กสุดคือ ฮโยยอนนั้นได้บอกกับพ่อว่า

" หนูขอให้พ่อเดินทางทั้งขาไปและขากลับอย่างปลอดภัยค่ะ”

“แค่นั่นเหรอฮโยยอน ไม่มีอะไรที่ลูกอยากได้เลยเหรอ?”พ่อหันมาสบตาลูกคนสุดที่รัก ก่อนจะรอฟังคำตอบจากปากเธอ

“เอิ่ม ถ้าอย่างนั้น หนูขอ ต้นกุหลาบแดงสวนแสนสวยสักต้นหนึ่งก็ได้ค่ะ หนูอยากปลูกมันไว้รอบๆบ้านของเรา”

“เข้าใจแล้วจ๊ะ งั้นพ่อไปแล้วนะทุกคน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยลาลูกๆ ทั้งห้าคนก่อนจะออกเดินทางด้วยรถยนต์คันเก่าที่เหลือเป็นสมบัติคันสุดท้าย ไปยังเมืองใหญ่ที่จากมา

“เอ่อ พี่ๆคะ” หลังจากคล้อยหลังผู้เป็นบิดา ฮโยยอนก็หันมาสบตาเหล่าพี่ๆ ที่นั่งๆนอนๆ อยู่ในบ้าน โดยไม่ทำอะไรเลย

“พวกพี่ๆไม่ควรขอของแพงๆพวกนั้นกับพ่ออีกต่อไปแล้วนะคะ”

“เธอหมายความว่ายังไงห่ะ?”พี่สาวชื่อ ยูริ แหวมาถามอย่างไม่พอใจนัก

“ก็ เราไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ แล้วสมบัติที่ว่าเหลืออยู่ในธนาคารที่พ่อบอก ก็ไม่รู้ว่าเหลืออยู่เยอะขนาดไหน พวกพี่ๆควรจะประหยัดเงินที่มีอยู่ไว้ใช้ในอนาคตจะดีกว่า”ฮโยยอนอดไม่ได้ที่จะเตือนสติพี่ๆของเธอ

“นี่ เธอ พ่อยังไม่เห็นว่าอะไรเราเลย เธอจะมาบ่นทำไม มีอะไรจะทำก็ไปทำซะสิ ฉันจะแต่งตัวแต่งหน้าสวยๆมันไปหนักอะไรเธอย่ะ ยัยน้องไม่เข้าพวก”

“โธ่ ฉันจะไม่ว่าอะไรเลย ถ้าพวกพี่ๆช่วยพ่อทำการทำงานบ้าง ไม่ใช่นั่งกินแรงพ่อกับฉันอยู่แบบนี้ ถ้าพวกเราช่วยกันทำงาน ฉันอาจมีเงินมากพอจะเรียนต่อมหาลัยก็ได้” ฮโยยอน พูดต่ออย่างอ่อนใจ เธอรู้ว่าไม่ว่าจะพูดอะไร ก็คงไม่เข้าหูพี่ๆของเธอหรอก

“โห พูดแรงนะเนี่ยฮโยยอน หาว่าพวกพี่กินแรงเธอเลยเหรอ”พี่ชายร่างท้วมท้วงขึ้นอย่างอารมณ์เสีย

“เอ่อ ฉันขอโทษค่ะ ฉันขอไปรดน้ำผักที่สวนก่อนดีกว่า”ว่าแล้วหญิงสาวก็หลบฉากออกไปเพราะไม่ต้องการจะต่อปากต่อคำกับพวกพี่ๆอีก เพราะเธอรู้ว่า ถึงพูดให้ตาย ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา

“นี่ แต่จะว่าไปเรื่องที่ฮโยยอนพูดมันก็มีเหตุผลนะ เราควรจะทำอะไร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อบ้าง”ลีทึก พี่ชายคนโตสุดเอ่ยขึ้นเมื่อ  ฮโยยอนเดินหนีไปแล้ว

“ใครว่าฉันจะไม่ช่วยล่ะคะ ฉันก็กำลังจะหาทางช่วยอยู่นี่ไง”ซันนี่ตอบเสียงใส

“เธอจะช่วยยังไงซันนี่”

“พอฉันได้เสื้อผ้าสวยๆมาใช่ม๊า ฉันก็จะได้แต่งตัวสวยๆแล้วก็หาผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาแต่งงานด้วย แค่นี้ก็โป๊ะเชะ สบายๆๆ รวยๆ เริ่ดๆเหมือนเดิม”ซันนี่พูดอย่างภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง

“ว้าว คิดได้ไงอ่ะ เริ่ดมาก ฉันเอาด้วยคน”ยูริโพล่งขึ้น

“เออ เข้าท่าๆ ได้ดีแล้วอย่าลืมพี่ลืมเชื้อล่ะ” ชินดงพูดเชียร์

“เอ่อ งั้น พี่ไปข้างนอกก่อนนะ”อีทึกพูดก่อนจะตบเข่าลุกจากเก้าอี้ไม้ในห้องโถงหน้าเตาผิง

“จะไปบ่อนเหรอพี่ ไปด้วยดิ”ชินดงกระซิบกระซาบกับพี่ชายอย่างรู้กัน

“ไปดิ” ว่าแล้วทั้งคู่ก็ไปตามทางที่คิดว่าจะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างง่ายๆ โดยที่ลืมนึกไปว่าอะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็มักจะเสียไปง่ายๆเช่นเดียวกัน

 

พ่อของฮโยยอนเมื่อเดินทางมาถึงในเมืองแล้ว เขาก็ได้รับทราบว่าได้มีคนปลอมตัวมาเป็นเขาและได้รับเอา เงินทั้งหมดนั้นตัดหน้าเขาไปเสียก่อนหน้าเสียแล้ว  เขารู้สึกเสียใจและหมดหวัง ไปแจ้งความกับตำรวจ จากนั้นก็เดินทางกลับมา แต่ความโชคร้ายยังไม่จบเพียงเท่านั้นในตอนขากลับ เขาก็ยังมีอันต้องหลงทางเข้าจนได้...ด้วยวันนั้นมีพายุพัดกระหน่ำหิมะก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เส้นทางที่ใช้ จึงมีแต่หิมะปกคลุมอยู่โดยรอบ ทำให้เขามองหนทางไม่ชัด

พ่อของฮโยยอนพยามยามขับรถฝ่าหิมะไป ข้างหน้าเรื่อย ๆอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหาทางออก...แล้วอะไรจะช่างแปลกประหลาดอย่างนั้นก็ไม่รู้ เพราะเขาได้ไปพบกับเส้นทางสายหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย แต่ในเวลานี้เป็นยามวิกาลทั้งยังมีหิมะตกหนัก การขับรถก็ยากลำบากขึ้นเป็นหลายเท่า รถสภาพเก่าก็ไม่รู้จะมีแรงแล่นต่อไปได้อีกไกลแค่ไหน เขาไม่มีเวลาให้ขับรถย้อนกลับ จึงต้องมุ่งไปข้างหน้าเผื่อจะมีบ้านคนให้ได้ขอความช่วยเหลือพักค้างคืนได้สักคืน หรือไม่ก็ขอแค่ได้พักหลบหิมะสักช่วงเวลาหนึ่งก็ยังดี

เขาแล่นรถตามทางเข้ามาในเส้นทางสายนั้น และเมื่อเดินทางเข้ามาได้สักพัก เขาก็ได้พบกับปราสาทหลัง ใหญ่หลังหนึ่ง

พ่อของฮโยยอนได้เดินเข้าไปสำรวจตรวจดูภายในปราสาทอย่างเสียมารยาท เพราะมันดูเหมือนกับว่า จะเป็นปราสาทร้างอะไรทำนองนั้น สิ่งของทุกอย่างดูสะอาดตา แต่ให้ตายเถอะ..ที่นั่นไม่มีใครอาศัยอยู่เลยสักคนเดียว... เมื่อเขาเดินลึกเข้าไปถึงในห้องโถงใหญ่ เขาก็ต้องแปลกใจที่ได้เห็นอาหารมากมายจัดเรียงรายเอาไว้ให้เหมือน ต้อนรับเขายังไงอย่างนั้น และด้วยความที่เขาเดินทางมาไกล ความหิวโหยมันทำให้เขาไม่ทันมานั่งคิดว่าอาหาร เหล่านั้นมันเป็นของใครและผู้ใดนำมาวางไว้ เขาลงนั่งที่โต๊ะแล้วจัดการกับอาหารเหล่านั้นอย่างหิวโหย ....

เมื่อกินอาหารที่วางอยู่นั้นจนอิ่มหมีพีมันแล้ว เขาก็คิดได้ว่าลูกๆที่บ้านอยากจะกินอาหารแพงๆ แม้ว่าเขาไม่สามารถนำอย่างอื่นกลับไปได้ แต่เมื่อเห็นอาหารมากมายที่วางอยู่ตรงหน้าเขาก็คิดที่จะห่อมันกลับไปให้ลูกๆของเขาด้วย หลังจากนั้นเพื่อเตรียมจะออกไปจากปราสาทหลังนั้น เขาก็ได้เหลือบไปเห็นกอดอกกุหลาบสีแดงสดที่สวยงามนอกบานหน้าต่าง พวกมันกำลังเบ่งบานอยู่เต็มที่ในสวน พลันเขาก็นึกถึงคำพูดของ ฮโยยอนลูกสาวสุดที่รักและแสนดีของเขาขึ้นมาได้

" ที่มีดอกกุหลาบแดงเต็มสวนหน้าปราสาทเลยทีเดียว ขอไปสักต้น คงไม่เป็นไรหรอกนะ"เขาดีใจมาก จึงได้ขุดต้นดอกกุหลาบสีแดงมาได้ดอกต้นหนึ่งที่ต้นยังเล็กๆอยู่ แล้วเตรียมตัวที่ จะขึ้นรถเพื่อจากไป.... แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัว เมื่อมีเสียงคำรามดังขึ้นที่ทางด้านหลังของเขา

"ทำอะไรน่ะ!"แล้วร่างอันน่าหวาดผวากลัวที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นในความมืด ทางด้านหลังของเขา เงาสีดำเหมือนรูปร่างของคนค่อยๆก้าวเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ ในขณะที่เขาก็ค่อยๆถอยร่นไปอย่างหวาดกลัวจนไม่สนใจว่าจะเหยียบย่ำต้นกุหลาบแสนสวยไปกี่ต้นบนพื้น ใบหน้าที่ถูกแสงจันทร์ที่ส่องมาในยามค่ำคืนเผยให้เห็นใบหน้าที่ครึ่งซีกมีผ้าพันแผลสีขาวพันเอาไว้เหลือเพียงแต่ดวงตาโตที่แสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว ดวงตาดุดันที่มองมานั้นมันเหมือนจะถลนออกนอกเบ้าจ้องมองมาที่พ่อของฮโยยอนอย่างจะเอาเรื่อง แล้วร่างนั้นก็พูดเสียงดุว่า

"เห็นหลงทางมา..อุตส่าห์ให้อาหารกินจนอิ่มแล้ว ยังไม่พอ...คุณยังจะมาขโมยกุหลาบที่สำคัญของผมไปอีก คุณมันเป็นคนไม่ดีจริงๆ ผมจะทำยังไงกับคุณดี"คนผู้นั้นถือไม้เท้าค้ำยันตัวเองไว้ และย่างสามขุมเข้ามาด้วยการกระเผลก แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้พ่อของฮโยยอนกล้าต่อกรกับชายผู้นั้นได้แต่อย่างใด

“ผม ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ ผมนึกว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ” พ่อของฮโยยอนรีบอธิบายด้วยเสียงสั่น

“หยุดเดินถอยหลังไปเหยียบย่ำกุหลาบที่มีค่าของผมซักที!”เขาตวาด พ่อของฮโยยอนตกใจ ได้แต่ยืนนิ่งจนตัวเกร็ง

“ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้นเลยจริงๆ”

“หุบปาก แล้วฟังในสิ่งที่ผมจะพิพากษาโทษของคุณ”เขาขัดขึ้นอย่างทรงอำนาจ พ่อของฮโยยอนได้แต่นิ่งเงียบ แต่ก็อดที่จะคิดถึงความโชคร้ายในวันนี้ที่เขาพบเจอมาไม่ได้

“เรื่องที่คุณขโมยกินอาหารค่ำของผม หรือแม้แต่แอบขโมยมันมาด้วย ผมจะไม่ถือโทษ แต่เรื่องที่คุณขโมยดอกกุหลาบของผม ผมยอมไม่ได้ แค่เพียงดอกเดียวผมจะไม่ว่า แต่คุณขุดมันไปทั้งต้น”

“ผมขอโทษท่าน ขอโทษๆๆจริงๆ ผมเห็นมันมีอยู่มากมาย ผมก็เลยขอสักต้นหนึ่งเท่านั้น” พ่อของฮโยยอนพยายามอธิบาย

“แล้วคุณขโมยกุหลาบไปทำอะไร กินก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ คุณเป็นขโมยที่ประหลาดจริงๆ”

“ผมไม่ใช่ขโมยครับ ผมไม่เห็นว่ามีคนอยู่จึงถือวิสาสะกินอาหารบนโต๊ะของคุณ และอยากห่อมันกลับบ้านไปให้ลูกๆอีกห้าคนของผมกินด้วย ส่วนดอกกุหลาบ ผมอยากได้มันไปให้ลูกสาวสุดที่รัก คนที่เปรียบเหมือนดวงใจของผม”

“ลูกสาวเหรอ?”เขาใช้เสียงเย็นถามย้ำ

“คะครับ”

“โทษของคุณคือขโมย กุหลาบที่ผมรักเท่าดวงใจเหมือนกัน แถมยังเหยียบย่ำพวกมันจนแหลกเละ คุณก็เหมือนเหยียบย่ำหัวใจของผม โทษของคุณคือตายสถานณ์เดียว”ชายน่ากลัวพูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด เขาชี้ไม้เท้ามาที่พ่อของฮโยยอนพร้อมๆคาดโทษหนัก

“หา ตะตาย! หรอครับ” พ่อของฮโยยอนอุทานอย่างตกใจจนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น

“ได้โปรดเถอะครับ ผมยังมีลูกๆอีกห้าคนที่ต้องดูแล โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กของผม เธอยังเด็กเหลือเกิน ขาดผมไปสักคนลูกๆผมคงจะอยู่ไม่ได้”พ่อของฮโยยอน ร้องไห้ อย่างกลั้นน้ำตาไม่อยู่

“ผมจะเห็นแก่ลูกๆของคุณ คุณบอกว่าลูกสาวคนเล็กของคุณเธอยังเด็กใช่ไหม บอกผมได้ไหมว่าเธออายุเท่าไหร่?”

“เธอ..อายุ18ครับ”

“หึ 18 เหรอ ดีครับ ถ้าอย่างนั้น คุณต้องอยู่ที่นี่เพื่อดูแลดอกกุหลาบในสวนนี้ให้ผมจนกว่าลูกสาวคุณจะโตเป็นผู้ใหญ่ อายุครบ20ปี คุณถึงจะไปจากที่นี่ได้ หรือไม่อย่างนั้น คุณก็ตายเสียที่นี่ คุณจะเลือกแบบไหน?”

“..ผม..”พ่อของฮโยยอนอ้ำอึ้ง ทางเลือกทั้งสองทางนั้นไม่ต่างอะไรกันมากเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการตายจากลูกๆของเขาไป หรือการต้องห่างจากลูกๆมาอยู่ที่นี่ถึงสองปี

“ผมขออยู่ที่นี่เพื่อดูและกุหลาบของท่านครับ”แต่สุดท้ายพ่อของ  ฮโยยอนก็เลือกทางที่อย่างน้อย เขาก็ยังมีชีวิตเพื่อที่จะได้อยู่กับลูกๆของเขาไปนานกว่านี้

“ถือว่าคุณฉลาดเลือก ผมจะให้คนจัดที่พักให้คุณ เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้”

“เอ่อ ท่านครับ แต่ว่าผมขอกลับไปลาลูกๆของผมเป็นครั้งสุดท้ายจะได้หรือเปล่า”พ่อของ ฮโยยอนเอ่ยด้วยสายตาและใบหน้าอ้อนวอน


“ก็ได้กลับไปซะตั้งแต่ตอนนี้ และผมต้องเห็นคุณอยู่ที่นี่ตอนพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้” ชายหน้ากลัวได้มอบม้าคู่ใจที่แสนฉลาดของเขาพาพ่อของฮโยยอนกลับไปที่บ้าน และให้มันพาพ่อของฮโยยอนกลับมาที่นี่ เพียงพ่อของฮโยยอนกระซิบบอกกับมันว่าให้มันพากลับมาที่ปราสาท มันก็จะพาพ่อของฮโยยอนวิ่งกลับมาที่ปราสาทในทันที....

2


“ลูกจ๋า ๆๆ พ่อกลับมาแล้ว!!” ชายวัยกลางคน เขาตะโกนบอกลูกๆอยู่หน้าบ้านในยามวิกาลอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จวนสว่าง

“พ่อ นั่นพ่อนี่ พ่อกลับมาแล้ว! เรากำลังรอพ่ออยู่เลยค่ะ”เสียงใสของลูกสาวคนโต ตะโกนบอกพี่น้องคนอื่นๆ ให้ออกมาต้นรับการกลับมาของพ่อ หนุ่มวัยกลางคนยิ้มน้อยๆให้ลูกๆ  เขากระโดดลงจากหลังม้า พร้อมกับแกะเอาห่อข้าวปลาอาหาร หีบสมบัติที่เจ้านายคนใหม่ ยื่นให้ก่อนจะจากมา และต้นกุหลาบสีแดงที่ลูกสาวสุดที่รักอยากได้

 “ว้าว บ้านเรามีสมบัติแบบนี้ด้วยเหรอคะ” ลูกสาวค้นดูข้าวของในหีบสมบัติ ที่รับมาจากมือของผู้เป็นบิดา ส่วนเหล่าพี่ชายก็กำลังรื่นเริงกับของกินแสนแพงที่พ่อนำมาฝาก

“สมบัติเหล่านี้เป็นของลูกๆทุกคน และมันจะมีเพียงเท่านี้ ไม่มีมากไปกว่านี้ มันเป็นสมบัติที่แลกมาด้วยชีวิตของพ่อ ลูกต้องใช้มันดูแลตัวเองไปจนตลอดชีวิต”ชายวัยกลางคนเอ่ยกับลูกๆ

“หมายความว่ายังไงคะพ่อ” ฮโยยอน ขมวดคิ้วถามบิดา เพราะเธอเข้ามาได้ยินสิ่งที่เขาพูดพอดี

“มาแล้วหรือ ฮโยยอนลูกรัก นี่ต้นดอกกุกลาบสวนของลูก พ่อเลือกเอาต้นเล็กๆมา กำลังน่าปลูก”

“ขอบคุณค่ะพ่อ ว่าแต่เรื่องสมบัตินั้น...

“ลูกจ๋า ลูกทุกคน สมบัติที่พ่อคิดว่ายังมีเหลือที่ธนาคาร โดนใครบางคนปลอมตัวเป็นพ่อและรับเอามันไปก่อนที่พ่อจะไปถึงธนาคารเสียอีก”

“อะไรนะพ่อ แล้วหีบสมบัตินี้มาได้ยังไง” ชินดงเอ่ยถามบิดา

“นั่นสิค่ะพ่อ มีแต่ของมีค่าเยอะแยะเลย” ซันนี่สำทับ

“เมื่อคืนนี้ตอนที่พ่อกลับมา มีพายุหิมะพัดกระหน่ำทำให้พ่อหลงทางไปเจอปราสาทหลังใหญ่หลังหนึ่ง ภายนอกดูเหมือนเป็นปราสาทร้าง พ่อจึงคิดไปหลบพายุที่นั่น แต่เมื่อเข้าไปแล้วกลับพบว่ามันสะอาด และสวยงามตระกาลตา พ่อเห็นอาหารเลิศรสมากมายวางอยู่บนโต๊ะ พ่อกินมันและห่อมันมาให้ลูก...” เขาหยุดหายใจ ในขณะที่ลูกๆทุกคนก็ตั้งใจฟัง

“จากนั้น พ่อเหลือบไปเห็นดอกกุหลาบสีแดงสวยงามในสวนทางหน้าต่าง พ่อเดินออกมา หวังเอามันมาฝากฮโยยอน แต่ปรากฏว่ามีคนๆหนึ่งเดินออกมาจากความมืด ใบหน้าเขาพันผ้าพันแผลเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เขาพูดเสียงน่ากลัวและบอกว่าพ่อขโมยกุหลาบที่เขารักที่สุดไป และเขาจะเอาชีวิตพ่อ..”

“ว๊ายย น่ากลัวจัง!! มีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆเหรอค่ะ??”ยุริโพล่งขึ้นขัดจังหวะ แต่พ่อก็หันหน้าไปมองเป็นเชิงให้เงียบก่อน เพื่อที่เขาจะพูดต่อให้จบ

        “พ่อกล่าวขอโทษ แต่เขาไม่อภัยให้ เขาบอกกับพ่อว่าเขาจะฆ่าพ่อเสีย หรือไม่อย่างนั้น พ่อก็ต้องอยู่ที่ปราสาทนั้น 2 ปี เพื่อดูแลดอกกุหลาบที่เป็นดั่งดวงใจของเขา หากว่าพ่อไม่อยากตาย”

        “พ่อจึงตอบตกลงที่จะทำงานดูแลสวนกุหลาบของเขา เขาจึงให้กล่องสมบัติมา เพราะพ่อบอกว่าพ่อมีลูกๆถึงห้าคนต้องดูแล เขาบอกว่า สมบัตินี้ ภายในเวลา 2 ปี ลูกๆของคุณคงใช้มันทำให้ชีวิตของพวกเขาอยู่ได้อย่างไม่ลำบากหากว่าไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือยนัก แต่พ่อมาคิดๆดูแล้ว สมบัติเหล่านี้ มีค่ามากนัก ต่อให้พ่อทำงานจากนี้ไปจนตายก็ไม่อาจหาสิ่งของที่มีค่าเท่านี้ได้...”

        “พ่อจึงคิดว่า บางทีเขาอาจไม่ให้พ่อกลับมาหลังจาก 2 ปี เวลาเพียงเท่านั้น มันไม่อาจจะเทียบกับสมบัติที่เขาให้พ่อมาได้เลย”

        “พ่อจึงบอกว่า มันเป็นสมบัติที่แลกมาด้วยชีวิตของพ่อ ลูกต้องใช้มันดูแลตัวเองไปจนตลอดชีวิต อย่างนั้นใช่ไหมค่ะ” ฮโยยอนเอ่ยถามบิดา  บิดาไม่ตอบแต่เพียงพยักหน้าเท่านั้น

        และเมื่อเป็นดังนั้น...ด้วยความความหวาดกลัวและความเศร้าใจ...พวกพี่ ๆ ทุกคนจึงรวมหัวกันหันมาตำหนิ ฮโยยอนทันทีว่า

        “เพราะดอกกุหลาบของเธอนั่นแหละเป็นตัวการ ขอ อะไรไม่เข้าเรื่อง พ่อเลยต้องแย่เลยเห็นไหมล่ะทีนี้ แกนั่นแหละตัวก่อเรื่องทั้งหมด ฮโยยอน”

        “อย่าว่าอะไรน้องเลย” พ่อเข้ามากอดปลอบใจ ฮโยยอน ในขณะที่พี่ๆต่างก็พูดจากัดจิก ตำหนิอยู่ไม่ขาดปาก

        ฮโยยอนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเธอเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เพราะถ้าพ่อไม่ไปเก็บดอกกุหลาบนั่นทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้    

"หนูไม่ดีเอง หนูเป็นตัวก่อเรื่องขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่พวกพี่ ๆ เขาว่าค่ะพ่อ ถูกต้องที่สุดแล้ว” ดังนั้นหนูจะเป็นผู้ไปที่ปราสาทหลังนั้นไปเป็นคนดูแลสวนแทนพ่อเอง ประโยคหลังหญิงสาวพูดต่อในใจ พลันว่าน้ำตาก็ไหลกอดผู้เป็นพ่อแนบแน่นเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่มีทางให้พ่อรับผิดชอบความผิดนั้นคนเดียว ทั้งๆที่มันเป็นความผิดของเธอ

“พ่อต้องกลับไปปราสาทนั้นก่อนจะถึงพรุ่งนี้เช้า นี่ก็ใกล้จะเช้าแล้ว พ่อต้องไปเตรียมตัว” บิดาผลักลูกสาวผู้เป็นที่รักออกจากอก

“พ่อต้องไปจริงๆเหรอคะ?” ลูกๆต่างพร่ำถามคำถามนี้คนละหลายรอบ ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยช่วยแบ่งเบาภาระอะไรให้พ่อ แต่พวกเขาก็มีความรักพ่ออยู่ไม่น้อย

“พ่อสัญญากับเขาเอาไว้แล้ว พ่อไม่สามารถผิดคำพูดได้ เขาจะหาว่าเราเป็นคนชั่ว และพ่อไม่เคยคิดว่าจะฉกชิงของๆใครมาโดยไม่ตอบแทนอะไรเลย พ่อไม่ใช่ขโมย พ่อต้องพิสูจน์ให้เขาได้รู้” ว่าแล้วเขาก็เดินขึ้นบันไดไปเก็บเสื้อผ้าเพื่อเตรียมกลับไปยังปราสาท

“พ่อจ๋า หนูขอโทษที่เป็นต้นเหตุเรื่องทุกอย่าง” ฮโยยอนเดินตามบิดาขึ้นไปบนบ้านแล้วร่ำไห้อีกครั้ง ด้วยความเสียใจที่สุด

“ไม่ต้องร้องนะลูกรัก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นโชคชะตา หากพ่อไม่เอาดอกกุหลาบมา พ่อคงไม่ได้เจอเขา และคงไม่ได้สมบัติมีค่ามาให้ลูกๆใช้ดูแลตัวเองให้ไม่ลำบาก อีกอย่างหนึ่ง ลูกยังสามารถใช้สมบัติพวกนั้นทำให้หนูได้เรียนต่อชั้นที่สูงขึ้นได้อีกด้วย พ่อว่ามันคุ้มค่ามาก”

“พ่อขา” ยิ่งได้ฟังความคิดของพ่อ ฮโยยอนก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ พ่อเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเองเพื่อความสุขของลูกๆทุกคน แต่เธอกลับไม่สามารถทำอะไรเพื่อพ่อได้เลย

“พ่อบอกว่าอย่าร้องไงจ๊ะ ขืนยังร้องไห้อยู่แบบนี้ พ่อจะตัดใจทิ้งหนูไปได้ยังไง เข้มแข็งเข้าไว้ฮโยยอน”พ่อเอื้อมมือมาปาดน้ำตาให้ลูกสาว เธอสะอึกสะอื้นกลืนน้ำตาด้วยความเสียใจ

“หนูจะไปทำซุปไก่ที่พ่อชอบให้พ่อทาน ก่อนไปนะคะ”

“จ้า เดี๋ยวพ่อจะลงไปทาน” ว่าแล้วฮโยยอนก็เดินลงไปยังห้องครัว

ในเวลาใกล้รุ่งเช้า ฮโยยอนควบม้าที่พ่อผูกเอาไว้ใต้ต้นไม้หน้าบ้านออกไป เธอบอกกับพี่ๆว่าเธอจะไปทำงานเป็นคนดูแลสวนแทนพ่อ แน่นอนที่สุด เธอไม่ได้บอกพ่อของเธอแต่อย่างใด เธอผสมสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยานอนหลับลงไปในซุป ไม่นานพ่อของเธอก็ผล็อยหลับ เธอได้เขียนจดหมายฝากไว้กับพี่ๆเพื่อบอกกับพ่อ ไม่มีใครคิดห้ามปรามแต่อย่างใด เพราะทุกคนคิดว่าฮโยยอน สมควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว....

ฮี่ๆๆๆๆๆ!!! บังเหียนม้าถูกดึงโดยกะทันหัน หญิงสาวกระโดดลงจากหลังม้า ทั้งๆที่ไม่เคยขี่มันมาก่อน ต้องนับว่าม้าตัวนี้ขี่ง่ายและฉลาดเฉลียวเป็นอย่างมาก เธอเองต่างหาก ที่รู้สึกว่าตัวเองโง่เขลายิ่งนัก

“ปราสาทที่พ่อเล่าให้ฟัง มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ ฉันยังไม่ทันได้ถามพ่อเลย”หญิงสาวลูบขนม้าไปพลางคิดไม่ตก เธอเร่งรีบออกมาด้วยเกรงว่าจะถึงเวลาเช้าโดยที่นังไม่ได้เตรียมตัวด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาเสียเวลาเพราะไม่รู้ทาง จะกลับไปบ้านเพื่อถามพ่อก็ใช่ที่ ฉันจะทำยังไงดี

“ฮี่ๆๆ!!!!!” เจ้าม้าก็เอาแต่ร้องฮี่ๆๆ โยกหัวของมันหงึกๆ เหมือนกำลังพยักหน้า

“นี่ เจ้าม้าแสนฉลาด เจ้ารู้ทางกลับไปปราสาทรึเปล่า?”หญิงสาวเอ่ยถามเจ้าม้าโดยไม่คิดอะไร แล้วมันก็ร้องฮี่ๆๆ แล้วผงกหัวอีก

“เจ้ารู้แน่นะ!” ฮี่ๆๆๆ  มันผงกหัวรับ

“พาฉันกลับไปปราสาทที”หญิงสาวไม่รู้จะทำอย่างไร ลองเสี่ยงดูสักตั้งหนึ่ง เธอกระโดดขึ้นม้า ทันใด เจ้าม้าก็ยกขาหน้าของมันขึ้นอย่างคึกคะนองแล้วสาวเท้าวิ่งออกไปตามทางทันที.........

3

ในที่สุดเจ้าม้าก็พาฮโยยอนเดินทางมาถึงที่ปราสาท สิ่งปลูกสร้างสมัยโบราณสไตล์ยุโรปที่ซ่อนเร้นอยู่ในหุบเขากลางป่าลึก ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอะไรแบบนี้ซ่อนอยู่ ฮโยยอนค่อยๆก้าวลงจากหลังม้า ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ด้วยความรู้สึกที่ทั้งตื่นเต้น และความหวาดกลัวในสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ไหนปราสาท ที่ภายนอกและดูเก่าแก่แต่ใหญ่โตอลังการ เธอกวาดตาสำรวจรอบๆปราสาท ที่มีการตกแต่งบริเวณโดยรอบอย่างงดงาม ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็มองไปเห็นดอกกุหลาบสวนสีแดงสวยที่ปลูกเป็นแถวเรียงรายอยู่โดยรอบของปราสาท กินเนื้อที่เกือบทั้งหมด

“เธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!”จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นทางด้านหลัง ฮโยยอนสะด้งสุดตัวด้วยความตกใจ เธอค่อยๆหันมาหาต้นเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง เสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เปล่งออกมานั้น ฟังดูน่าหวาดผวาอยู่ไม่น้อย

“..คือหนู...ชื่อฮโยยอนค่ะ หนูมาเป็นคนดูแลสวนกุหลาบที่นี่แทนพ่อของหนู”หญิงสาวรวบรวมความกล้าเอ่ยกับชายชราตรงหน้าที่มองเธออย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ตามฉันมานี่สิ” ชายชรารูปร่างสันทัด นำทางฮโยยอนเดินลึกเข้าไปยังตัวปราสาท ภายในห้องโถงด้านในช่างโอ่อ่าอลังการตระการตายิ่งนัก ราวกับปราสาทในราชวังของกษัตริย์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นปราสาทผีสิง ปราสาทที่เคยเป็นที่อยู่ของคนมีอำนาจในอดีต

    “นั่งลงสิ” เธอตื่นจากภวังค์แต่งความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนต้องตาโตกับอาหารการกินตรงหน้า มีแต่อาหารที่หรูหรา แพงและหาทานยากทั้งนั้น กลางป่ากลางเขาแบบนี้ พวกเขาหาอาหารเหล่านี้มาจากที่ไหนกัน

    ฮโยยอนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ไม่ใช่เพราะเธอรู้สึกอยากอาหารตรงหน้านี้แต่อย่างใด แต่เธอกำลังคิดว่า บางทีอาหารที่เธอเห็นอาจจะเป็นภาพลวงตา ในความเป็นจริงแล้วมันอาจจะเป็นนก หนู อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ของกินก็เป็นได้ เธอรู้สึกเคลือบแคลงต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้ายิ่งนัก ทุกสิ่งในปราสาทในช่างดูเหลือเชื่อเกินกว่าที่เธอจะคิดว่ามันเป็นความจริง

“เธอจะไม่นั่งลงเหรอ?”หญิงสาวต้องสะดุ้งตัวลอยอีกหน เมื่อเสียงเหยียบเย็นแต่ฟังดูมีอำนาจนั้นดังขึ้นมาจากบันไดเวียนที่อยู่เยื้องๆกับที่เธอยืนอยู่ เธอค่อยๆหันหน้าไปมองเจ้าของเสียง ตาไม่กระกริบ เขาเป็นชายหนุ่ม ที่มีหน้ากากสีดำเงาปกปิดใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งเอาไว้ ถือไม้เท้า เดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ

“นั่งลง แล้วกินอาหารบนโต๊ะนี่ซะ” เขาออกคำสั่งด้วยเสียงเรียบ หญิงสาวมองเขาอย่างลังเล ก่อนจะค้อมตัว ให้เขาเล็กน้อย ด้วยความมีมารยาท ที่รับรู้โดยอัตโนมัติว่าเขาต้องเป็นเจ้าของปราสาทหลังนี้

“เอ่อ..ทำไมปราสาทห่างไกลถึงมีอาหารแพงๆแบบนี้ล่ะคะ?”หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวงาม เธอจับมีดกับส้อมที่วางขนานกันอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แต่ก็ไม่กล้าที่จะหยิบอะไรมาใส่จาน จึงเอ่ยถามเจ้าบ้านด้วยความหวาดระแวง

“เธอ..มีหน้าที่กิน ไม่ได้มีหน้าที่ตั้งคำถามกับฉัน” หญิงสาวฟังดังนั้นถึงกับพูดไม่ออก เจ้าบ้านชั่งดูเย็นชา ราวกับว่าเขาไม่ใช่คน ท่าทางการเดิน วิธีการพูด กระทั่ง การแต่งตัวที่ประหลาดของเขา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็กและสวมเสื้อกั๊กสีดำ แลดูพิลึกพิลั่น

“เข้าใจแล้วค่ะ”หญิงสาวกลั้นใจ ยื่นแขนไปหั่นสเต็กเนื้อแกะ ที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะนำมันมาจ่อที่ปาก เธอทำใจอย่างยากลำบากในการที่จะนำมันเข้าไปในปากของเธอ

“คุณ!” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เมื่อมือหนาของเจ้าของบ้านสัมผัสกับมือเรียวของเธอแล้วกระชากไปหาเขา เขาอ้าปากกินชิ้นเนื้อจากส้อมที่เธอถือไว้ไม่ยอมเอาเข้าปาก วินาทีที่ดวงตาเรียวแสนหวานของเธอสบกับดวงตากลมแป๋วราวกับตากวางดวงนั้น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดลอยออกไปอยู่ในทุ่งหญ้ากว้าง ที่มีลอยชัดโชยมาเบาๆ กลิ่นดอกไม้อ่อนๆผสานกับกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ

“มันไม่ใช่อะไรที่เธอกลัวหรอกสาวน้อย ฉะนั้นจงกินมันซะ แล้วก็กลับบ้านของเธอไป”เจ้าบ้านเอ่ยเพื่อย้ำให้เธอมั่นใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอ แม้ว่าหญิงสาวจะเคลือบแคลงในทุกๆสิ่งที่ตนพบเจอในตอนนี้ แต่ช่วงเวลาที่ได้สบตาของเขา ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเชื่อใจเขาได้ในระดับหนึ่ง ระดับที่บอกว่าเขาไม่มีความประสงค์ร้ายต่อเธอ แต่เธอก็ไม่สามารถรู้ได้หรอกว่านัยน์ตากวางดวงนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่

“ฮโยยอน ค่อยๆยื่นมือไปตัก อาหารตรงหน้ามาทานด้วยความกล้ามากขึ้น แต่แล้วก็เหมือนจะคิดอะไรออก ถึงหันมาเอ่ยกับเจ้าบ้านที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ นั่นทำให้เธอน่าอึดอัดไม่น้อย

“คุณพูดว่าเมื่อฉันทานเสร็จให้ฉันกลับบ้านไปหรอคะ?”

“เธอได้ยินไม่ผิดหรอก”

“ฉันมาที่นี่เพื่อเป็นคนดูแลสวนแทนพ่อของฉัน ทำไมคุณถึงให้ฉันกลับไปล่ะค่ะ?”

“ฉันดูแลสวนกุหลาบของฉันเองได้ ที่ฉันบอกพ่อเธอแบบนั้น ฉันแค่อยากรู้ว่าคนคนนั้นจะรักษาคำพูดมากแค่ไหน และฉันก็ได้รู้ว่า เขาขี้ขลาดขนาดไหน เขาส่งลูกสาวของตัวมาตกระกำลำบาก เขาเป็นพ่อที่ใช้

“กรุณาหยุดพูดถึงพ่อของฉันในทางเสียหายด้วยนะคะ เพราะฉันมาที่นี่ด้วยตัวของฉันเอง พ่อของฉันไม่รู้ด้วยซ้ำ และที่ฉันมาก็เพราะว่า ฉันเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องถูกหาว่าเป็นขโมย ในฐานะที่ฉันเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ฉันจึงคิดว่าตัวเองควรจะเป็นคนรับผิดชอบ” หญิงสาวขัดขึ้นด้วยคำพูดที่ยืดยาวในทำนองตำหนิเจ้าบ้านที่กล่าวหาบิดาที่เธอรักอย่างจาบจ้วง

“เธอกล้าหาญมากสาวน้อย”เจ้าบ้านเบิกตาโพลงขึ้น มือเขาเอื้อมมาบีบกระพุ้งแก้มสาวน้อยแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้

“ฉันจะคอยดู ว่าเธอจะกล้าหาญได้สักกี่น้ำ กินเสร็จก็เดินตรงไปทางนั้น ขึ้นบันไดไปแล้วเลี้ยวซ้าย มันคือห้องของเธอ เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เข้ากับที่นี่ แล้วไปหาฉันที่แปลงดอกไม้ ข้างๆห้องอาหารนี้” เจ้าบ้านชี้ไปทางหน้าต่างที่มองลอดไปเห็นแปลงดอกกุหลาบต้นเล็กๆที่เพิ่งเติบขึ้นในขนาดต้นที่ยังไม่โตเต็มที่ คงเป็นกุหลาบที่อยู่แถวๆนั้นสินะ ที่พ่อของเธอขุดมันกลับไปฝากเธอในตอนนั้น

“ขะเข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวรับคำด้วยความรู้สึกสับสนในจิตใจ บางครั้งเจ้าบ้านลึกลับผู้นี้ก็ดูไม่มีพิษสงอะไร แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นอสูรร้าย ด้วยอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้

ชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในปราสาทลึกลับแห่งนี้ เวลาถึงสองปี เธอจะอดทนกับความลึกลับ ประหลาดและน่าหวาดผวาอยู่ทุกก้าวย่างอย่างนี้ได้นานเท่าไหร่กัน

 4

          เมื่อหญิงสาวทานอาหารจนอิ่ม จึง  ลุกจากโต๊ะอาหาร เดินไปยังทางที่เจ้าบ้านชี้บอกก่อนหน้านั้น ว่ามันคือห้องของเธอ เธอเดินไปเรื่อยๆจนถึงหน้าประตู ห้องๆหนึ่ง มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 16-17 ยืนอยู่ เธอสวมชุดเมด เหมือนสาวใช้ในการ์ตูน

      “เอ่อ หนูคือ...”หญิงสาวมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย เธอค่อยๆเดินไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ ปราสาทหลังใหญ่โตที่เงียบสงัดราวกับปราสาทร้าง แต่เมื่อได้เข้ามารู้จักกลับพบว่ามีคนแปลกหน้า เปิดเผยตัวออกมาทีละคนๆ และไม่รู้ว่าจริงๆแล้วปราสาทลึกลับแห่งนี้มีคนอาศัยอยู่ที่นี่กี่คนกันแน่ แต่ที่แน่ๆนั้น เด็กผู้หญิงที่ยืนยิ้มน้อยๆให้เธออยู่ตรงหน้า ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในปราสาทลึกลับแห่งนี้อย่างแน่นอน

      “สวัสดีจ้า ฉันชื่อยุนอาค่ะ นายท่านให้นำเสื้อผ้ามาให้คุณ นี่เป็นห้องของคุณนะคะ เข้ามาดูสิ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอกฉันนะคะ”เด็กสาวยิ้มหวานให้เธอหลังจบประโยค ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญเธอเข้าไปในห้อง เหมือนพริตตี้สาวสวยเชิญแขกเข้าร้าน

      “เอ่อ พี่ชื่อฮโยยอน นะคะ เรียกพี่ฮโยเฉยๆก็ได้”หญิงสาวตอบรับไมตรีจากเด็กหญิงด้วยความยินดี เธอมองใบหน้ากลม ผิวขาวเนียนผุดผ่อง และเด็กสาวไว้ผมหน้าม้า ผมยาวดำที่ปล่อยด้านหลังก็เกล้าขึ้นมาม้วนเป็นวงเป็นทรงโดนัท ตาตี่ ปากนิด จมูกหน่อย แลดูจิ้มลิ้ม เหมือนเด็กสาวเกาหลีทั่วๆไป นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะสถานที่ลึกลับแห่งนี้ และคนที่เธอได้พบสองคนก่อนหน้านี้ช่างทำตัวพิลึก จนเธอรู้สึกวิตกจริต ว่าอาจจะกำลังใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มคนโรคจิตน่ากลัวก็เป็นได้

      “ว้าว!! ห้องคนสวน สวยขนาดนี้เลยเหรอคะ?” หญิงสาวตกตะลึงกับบรรยากาศภายในห้องเมื่อย่างกรายเข้ามาทันใด ดวงตาเรียวสวยกวาดมองรอบๆอย่างตื่นตา ห้องที่ตกแต่งสไตล์ยุโรป ถ้าปัจจุบันคงเรียกการตกแต่งแบบนี้ว่า วินเทจ ของตกแต่งทั้งเตียง ตู้เสื้อผ้า แจกัน กรอบรูป โต๊ะเครื่องแป้ง หรือแม้แต่อะไรที่เป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ก็ยังเป็นแบบย้อนยุค หยั่งกับได้ย้อนอดีตมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนยังไงหยั่งงั้น

      “ทำไมถึงมีของพวกนี้เต็มเลย มันไม่น่าเชื่อจริงๆ”หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชมไม่ใช่ทำนองว่าอยากถามอะไรจริงจัง แต่คนที่ยืนข้างๆก็ยิ้มน้อยๆแล้วใจดีตอบคำถามอย่างไม่ปกปิด ทั้งๆที่ถูกกำชับว่าห้ามพูดอะไรเกินความจำเป็น

      “เจ้าของบ้านนี้เขาชอบของเก่าสมัยโบราณแบบยุโรปค่ะ เป็นของใช้ตกทดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตาทวดแล้ว นายท่านก็ได้รับมรดกมาอีกที”

      “น่าตกใจจังเลยนะ ว่าแต่หนู อายุกี่ขวบแล้วจ้ะ” หญิงสาวหันไปให้ความสนใจกับคนที่ให้ความกระจ่างกับเธออีกครั้ง ก่อนที่จะตกใจเล็กน้อยกับการระเบิดเสียงหัวเราะของเด็กสาวตรงหน้า

      “ฮ่าๆๆๆ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ ฉันอายุ23 ปีแล้วค่ะ ฉันแก่กว่าคุณด้วยซ้ำ”เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

      “หา!! 23 งะงั้นคุณก็เป็นพี่ฉันน่ะสิคะ”หญิงสาวอุทานอย่างตกตะลึง ทั้งๆที่คิดว่าเธอเป็นเด็กสาวธรรมดาๆแท้ๆ แต่พอรู้อย่างนี้หญิงสาวก็รู้สึกหวาดระแวงทุกสิ่งรอบตัวขึ้นมา มากกว่าเดิมเสียอีก แต่ก็ต้องพยามยามซ่อนมันเอาไว้

      “ครอบครัวของฉันหน้าเด็กกันทุกคนค่ะ บางครั้งมันก็ดีนะที่เป็นแบบนี้ แต่บางทีมันก็แย่ ทั้งๆที่เราอายุมากแล้วแต่กลับยังหน้าเหมือนเด็ก คนเกิดทีหลังเลยไม่ค่อยเคารพเพราะคิดว่าเราเด็กกว่าเขา” หญิงสาวนามยุนอาพูดต่อ

      “อ่ะแฮ่ม...นายท่านให้มาตามเธอไปที่สวนแล้ว มัวทำอะไรอยู่” เสียงแหบพร่าที่เคยได้ยินในครั้งแรกที่มาถึงปราสาท ดังแทรกขึ้นมาที่หน้าประตูห้อง ฮโยยอนมองไปยังชายชราที่ตนพบที่หน้าปราสาท

      “ทราบแล้วค่ะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้”

      “งั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ ฉันวางไว้ที่ปลายเตียงแล้ว ว่าแต่มีอะไรต้องการอีกไหม?”อุนยาถามหญิงสาวที่มาใหม่

      “เอ่อ ไม่น่าจะมีแล้วนะคะ ฉันขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”ฮโยยอนลุกลี้ลุกลน กลัวว่าหากไปช้าจะถูกลงโทษจากเจ้าบ้านที่อารมณ์ขึ้นๆลงจับทางยากคนนั้น

      “โอเค งั้นถ้ามีอะไรก็บอกฉันได้นะ ฉันอยู่แถวๆนี้แหละ ฉันไปก่อนนะ ไว้เจอกันตอนอาหารเย็น”เธอยิ้มหวานก่อนจะออกจากห้องไป ขณะที่ฮโยยอนค้อมตัวให้เธอเล็กน้อย แทนคำขอบคุณ

      ลมหายใจยาวถูกระบายออกมาด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย แม้ว่าธรรมชาติรอบข้างจะสวยสดงดงามราวกับภาพฝัน ดงดอกไม้สีแดงสดที่บานสะพรั่งล่อหลอกเหล่าแมลงแสนสวยมาเต้นรำระบำเริงร่า ดอมดมชื่นชมกลิ่นหอมอ่อนๆ ร่างหนาเงี่ยหูจับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

      “ทำอะไรอยู่ ฉันยืนรอเธอนานเป็นชาติ”เสียงแข็งโพล่งขึ้นจนคนมาใหม่สะดุ้ง เขาพูดกับเธอโดยไม่หันมาสบตาด้วยซ้ำ แค่นั้นเธอก็ตกใจเสียแทบแย่ ถ้าเขาหันมาถลึงตาใส่ ใจคงตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

      “ฉันขอโทษจริงๆค่ะ”หญิงสาวก้มหน้างุดอย่างไม่มีอะไรแก้ตัว

      “ชุดคนสวนเป็นยังไง?”เขาหันมามาพินิจดวงหน้าเรียวสวยใส ไร้สิ่งใดแต่งแต้ม ร่างบางที่อยู่ตรงหน้า แลดูเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ผมดัดลอนสีบลอนด์ถูกรวมไว้เป็นทรงหางม้าเพื่อให้ดูทะมัดทะแมงเวลาต้องทำงาน

      “เอ่อ ก็คล่องตัวดีค่ะ”หญิงสาวตอบอย่างอึกอัก ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะทำตัวไม่ถูกในสายตาประหลาดที่จับจ้องมายังเธอ เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีแดงจางๆสลับกับสีครามหม่นๆ สวมหมวกปีกกว้างกางเกงเอี๊ยมและรองเท้าบู้ทสีน้ำตาลแดง

      “เธอเคยปลูกต้นไม้รึเปล่า??” เจ้าบ้านเอ่ยถาม หญิงสาวที่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา

      “เคยค่ะ”

      “เธอคุยกับใครอยู่?”เจ้าบ้านถามต่ออีกด้วยน้ำเสียงขุ่น

      “เอ่อ ก็คุยกับคุณไงคะ”

      “คุยกับฉันแล้วมองพื้นดินทำไม หน้าฉันอยู่ตรงนั้นรึไง?”ทำพูดนี้ทำเอาหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนพูดแทบไม่ทัน

      “ขอประทานโทษค่ะ”เธอใช้คำพูดเป็นทางการ เพราะเกร็งว่าจะทำให้คนตรงหน้าโกรธ

      “แล้วเคยปลูกอะไรมาบ้าง?” เจ้าบ้านถามย้ำเหมือนกำลังสัมภาษณ์งานกลายๆ คนตอบก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

      “ก็พวกผักต่างๆ ฉันช่วยพ่อปลูกเพื่อเอาไปขายค่ะ”

      “พ่อของเธอเป็นคนสวนเหรอ?”

      “เมื่อก่อนไม่ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้เป็นอย่างนั้น”

      “เมื่อก่อนทำอะไร?”หญิงสาวถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าบ้านและเจ้านายคนนั้นต้องซักไซร้เรื่องตนขนาดนั้น แต่ก็ตอบคำถามกลับไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องการมีปัญหา

      “เป็นนักธุรกิจค่ะ”

      “แล้วอะไรทำให้นักธุรกิจกลายมาเป็นสวนคนธรรมดาๆได้?”

      “เพราะ..เพราะอะไรๆมันก็ไม่แน่นอนค่ะ ฉันคงไม่ต้องเล่าละเอียดใช่ไหมค่ะ เพราะฉันแค่มาเป็นคนสวนเท่านั้น” หญิงสาวตอบกลับคำถามที่ละลาบละล้วงยิ่งกว่าเก่าอย่างประณีประนอมแม้ว่าจะกลัวว่าจะเกิดปัญหาแต่การจะให้เล่าเรื่องในครอบครัวของตนให้ใครก็ไม่รู้ฟังมันก็ใช่ที่

      “ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอจะดูแลสวนดอกไม้ที่ฉันรักได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปากที่พูดว่าได้ ไม่ใช่แค่คอยรดน้ำเช้าเย็น”

      “ฉันทราบค่ะ ว่าการดูแลต้นไม้ต้องทำอะไรยังไงบ้าง ฉันคิดว่าฉันสามารถดูแลต้นไม้ของคุณได้”หญิงสาวรับคำแน่นหนัก มันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเธอเลย เพราะเธอคุ้นเคยกับการดูแลพืชผักมาพอสมควร

      “ดี แต่ไม่ใช่แค่ดีธรรมดาๆ ต้องดีที่สุดเท่าที่จะดีได้” ในฐานะเจ้าบ้านและเจ้านาย เขามีสิทธิ์สั่งให้เธอทำได้ทุกอย่าง หญิงสาวน้อมรับคำสั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้งเพราะคิดว่ามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง

      “ฉันจะคอยดูว่าเธอจะทำมันได้ดีขนาดไหน”เจ้านายนัยน์ตากวางเดินเข้ามาเชยคางมนของหญิงสาวที่ก้มหน้ารับคำขึ้นมาสบตา ดวงตาเรียวไหววูบเมื่อต้องกันในช่วงเวลาสั้นๆ

      “หน้าที่ของเธอคือดูแลแปลงดอกไม้พวกนี้ กุหลาบพวกนี้มันยังไม่โตเต็มที่ ภูมิคุ้มกันจึงต่ำกว่าพวกที่โตแล้ว เธอต้องดูแลเป็นพิเศษ อย่าให้พวกมันเป็นอะไรก่อนที่จะโตเต็มที่” เขาสั่งงานเธออีกหนพร้อมกับออกท่าทางกายชี้โบ้เบ้ไปไกลๆ ยังจุดที่สิ้นสุดแปลงดอกไม้นี้

      “มันมีเนื้อที่ประมาณเท่าไหร่เหรอคะ?”

      “สามไร่”

      “สะสามไร่!!” นั่นมันกว้างและยาวเอาการเลยนะ

      “ทำไม ทำไม่ได้เหรอ?”

      “เปล่าค่ะ ทำได้ค่ะ”

      “ดี งั้นก็ตั้งใจดูแลกุหลาบของฉันเท่าชีวิตของเธอ เพราะถ้ากุหลาบที่ฉันรัก มีอันต้องเป็นอะไรไปล่ะก็ เธอต้องรับผิดชอบ” เขาใช้น้ำเสียงเย็นหลบต่ำ ทำเอาคนฟังขนลุก

      “ทราบแล้วค่ะ” หญิงสาวก้มหน้ารับคำก่อนจะลอบกลืนน้ำลาย กลบความรู้สึกไม่มั่นใจเล็กๆที่ผุดขึ้นมา สงสัยงานนี้คงไม่ใช่สบายๆอย่างที่คิด สวนกุหลาบเนื้อที่สามไร่ เนื้อที่ไม่ใช่น้อยๆเลย.......

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หญิงสาวสวมชุดทำสวนเช่นเดียวกับเมื่อวานก่อนจะเดินออกมาจากห้อง

“ไงจ๊ะฮโยยอน หลับสบายไหม?”หญิงสาวตื่นมาก็พบหญิงสาวใจดีที่ตนพบเมื่อวานมายืนอยู่หน้าประตูห้อง

“ค่ะ เตียงนอนนุ่มมากแทบไม่อยากลุกเลย”ฮโยยอนตอบกลับไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเธอเอาแต่คิดเรื่องความประหลาดของปราสาทหลังนี้จนไม่เป็นอันหลับอันนอน พึ่งจะได้หลับไปก็ตอนใกล้ๆจะรุ่งสางนี่เอง

“ปะไปกินข้าวกัน” ยุนอาจูงมือฮโยยอนมายังโต๊ะทานอาหารที่ห้องโถงเหมือนตอนที่เธอทานเมื่อวานนี้ แต่คราวนี้มีเจ้าบ้านนั่งอยู่ด้วย

“เอ่อ จะดีหรอค่ะ ฉันเป็นแค่คนสวนจะให้นั่งโต๊ะทานอาหารกับเจ้าของบ้านได้ยังไง?”

“เมื่อวานเธอก็นั่งทานไปแล้ว ยังจะมาอิดออดอะไรอีก นั่งลงรีบๆกินแล้วก็ไปทำงานของเธอ” เจ้าบ้านมองมายังหญิงสาวมากพิธีอย่างหงุดหงิดในท่าทางมีมารยาทเกินเหตุของเธอ

“นั่งเลย นายท่านเขาใจดี เธอไม่ต้องกังวลหรอก เขาเชิญก็รีบๆนั่งเลย เขาไม่ได้ใจดีให้ใครนั่งร่วมโต๊ะด้วยบ่อยๆหรอกนะ” ยุนอากระซิบที่ข้างหู

      “ขอบคุณสำหรับอาหารเช้าแสนอร่อยค่ะ” ฮโยยอนเอ่ยบอกออกไปลอยๆ เธอทานอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งอย่างคุ้นเคยพอสมควรในขณะที่เจ้าบ้านก็นั่งทานมันอยู่เงียบๆ ยุนอาที่เมื่อสักครู่ยังยืนอยู่ข้างหลังฮโยยอน ตอนนี้ก็หันไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆและทานอาหารบนโต๊ะเดียวกันกับทั้งเจ้าบ้านและฮโยยอนด้วย ความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้ทำให้ฮโยยอนรู้สึกงุนงงจริงๆ   

      “เช้านี้เจ้านายจะออกไปไหนไหมค่ะ?” ยุนอาเป็นคนเริ่มหัวข้อสนทนาหัวข้อใหม่บนโต๊ะอาหาร

      “ว่าจะไปข้างนอกกับโรเบิร์ต” เจ้านายหนุ่มบอกด้วยเสียงเรียบและยังคงตั้งใจทานอาหารเช้าต่อไปโดยไม่มองหน้าคนถาม

      ในขณะที่ฮโยยอนที่ได้ยินการสนทนาของเจ้านายกับสาวใช้ก็คิดในใจ มีคนโผล่ขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ

      “ไปคนเดียวเหรอคะ?”

      “ใช่ ทำไม?”

      “ไม่พาฮโยยอนไปด้วยล่ะค่ะ”อะไรกัน โรเบิร์ตไม่ใช่คนหรอกเหรอ ฮโยยอนคิดในใจขณะแอบตั้งใจฟังการสนทนาของคนทั้งคู่อย่างเงียบๆ

      “พาไปทำไม เขามีงานต้องทำ”ชายหนุ่มตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

      “พาไปดูสวนไงค่ะ จะไปสวนไม่ใช่หรือไง เธอต้องอยู่ที่นี่อีกนาน เผื่อมีเหตุอะไรให้ไป จะได้ไปถูก”คนยุก็มีเหตุผลที่จะยุ ฮโยยอนลอบสักเกตใบหน้าที่เริ่มมีอารมณ์มากขึ้นของเจ้าบ้าน ในความเป็นจริงเจ้าบ้านก็มีหน้าตาที่หล่อเหลาเป็นอย่างมาก แม้จะเห็นหน้าที่ไร้ซึ่งการปกปิดจากหน้ากากสีดำนั้นเพียงครึ่งหน้าเท่านั้น แต่ผิวขาวเรียบเนียนราวกับผิวผู้หญิง ดวงตากลมโตเหมือนตากวาง คิ้วหนาได้รูป จมูกโด่งปากอิ่ม และดูมีเสน่ห์ทุกการเคลื่อนไหว ใช่ว่าฮโยยอนจะมองไม่เห็นข้อนี้ แต่ความประหลาดและลึกลับของเจ้าบ้านนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่ไว้ใจและไม่กล้าทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้ แม้แต่การที่จะมองหน้าเขาอย่างพินิจสำรวจยังไม่กล้า ผิดกับเจ้าบ้านที่มองเธออย่างสำรวจทุกรูขุมขนทุกครั้งที่มีโอกาส

      “...ฮื้อ งั้นไปก็ไป แต่ต้องเดินนะ”เขาบอกก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปที่หน้าปราสาท

      “ฮโย รีบๆทานสิ เจ้านายจะพาเธอไปที่สวนส้มด้วย”ยุนอาสะกิดข้อศอกของฮโยยอนเพื่อบอกข่าวเพราะเธอคิดอะไรไปไกลจนละเลยที่จะฟังการสนทนาของเจ้าบ้านกับสาวใช้ไปเมื่อใดไม่ทราบ

      “อะไรนะคะ ไปสวน...ส้ม ที่นี่มีสวนส้มด้วยหรอคะ!” ฟังดูน่าตื่นเต้นอีกแล้ว และก็น่าพิศวงอีกเช่นกัน สวนส้มจะหลบซ่อนอยู่ที่ไหนในปราสาทหลังนี้กันนะ ฮโยยอนคว้าแก้วน้ำข้างมือมาดื่มก่อนจะเช็ดปากอย่างลวกๆแล้วลุกขึ้นเดินตามเจ้านายหน้าหวานออกไปหน้าปราสาท

      “เจ้าม้า!!”หญิงสาวยิ้มเมื่อเห็นเจ้าม้าขาวสง่างามที่พาเธอมาที่นี่เมื่อวานนี้ โดยมีเจ้าบ้านที่กำลังลูบแผงขนของมันอย่างอ่อนโยน ใบหน้าและดวงตาที่มองไปยังม้าขาวแลดูความกรุณา ใจดีและอบอุ่นอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเหน

      “ฮี่ๆๆๆๆ!!!”เจ้าม้าขาสะบัดหน้าไปมาเหมือนทักทายหญิงสาวที่เดินเข้ามาหา

      “ปะโรเบิร์ตไปสวนกัน”เจ้าของหนุ่มถือไม้เท้าที่ค้ำยันเอาไว้ก่อนจะก้าวขึ้นหลังม้า แต่ทว่า

      “ระวังค่ะ ขาคุณเจ็บอยู่นี่คะ?” ขาของเขาเหมือนจะได้รับบาดเจ็บและยังไม่หายสนิท เมื่อใช้กำลังส่งตัวเองขึ้นหลังม้าจึงมีความรู้สึกเจ็บแปลบจนเสียหลักจะตกจากหลังม้า โชคดีที่หญิงสาวปราดเข้าไปรับตัวเขาเอาไว้ แต่ก็อีกนั่นแหละ ตัวชายหนุ่มเจ้าบ้านไม่ใช่ตัวเล็กๆ

      “โอ้ยๆๆ...”เจ้าบ้านลงไปนอนกองกับพื้นในสภาพหงายหน้าสู้ฟ้าในขณะที่หลังทับแขนน้อยๆของคนที่โผเข้าไปช่วย ฮโยยอนล้มลงบนตัวของเจ้าบ้านหนุ่ม หน้าหวานซุกลงไปแนบแผงอกอุ่น สัมผัสใกล้ชิดแนบเนื้อส่งผลให้หัวใจของคนทั้งคู่เต้นผิดจังหวะไปช่วงเวลาหนึ่ง

      “ขอโทษค่ะ คุณเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากตัวเจ้าบ้านอย่างหวาดๆ

      “ไม่เป็นไร เธอเจ็บรึเปล่า?” เจ้าบ้านเอื้อมมือมาคว้าแขนเธอแล้วจับเน้นๆไปที่ข้อศอกเพื่อดูว่าเธอเจ็บหรือไม่

      “เอ่อไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ นิดหน่อยเอง”

      “ให้ฉันช่วยนะคะ”หญิงสาวเข้าไปช่วยพยุงคนขาเจ็บให้ลุกขึ้น

      หญิงสาวหันมาลูบแผงขนเจ้าม้าขาว โรเบิร์ต ที่แท้ก็ชื่อเจ้าม้าแสนรู้ตัวนี้นี่เอง ก่อนจะได้ยินเสียงจากเจ้าบ้านเหมือนจะเอ่ยขอบคุณแต่ก็นิ่งไป

      “นี่เธอ!!” หญิงสาวก้าวขึ้นหลังม้าในขณะที่เจ้าบ้านทำหน้าฉงน

      “เธอทำบ้าอะไรของเธอ ลงมาจากม้าของฉัน ฉันจะนั่งมันไป คนเดียว..”

      “คุณขึ้นหลังม้าไม่ได้ แล้วคุณจะนั่งมันยังไงคะ มาเถอะ ฉันจะช่วยดึงคุณขึ้นมา ถึงตอนนั้นฉันจะลงจากหลังม้าแล้วให้คุณนั่งบนหลังมันคนเดียวค่ะ”หญิงสาวอธิบายวิธีการของเธอให้ชายหนุ่มฟัง เจ้าบ้านมองเธออย่างลังเลก่อนจะไม่มีทางเลือกอื่น เดินเข้ามาขึ้นม้าตามที่หญิงสาวแนะนำ

      “ค่อยๆนะคะ”หญิงสาวเตือนชายหนุ่มขณะเขาก้าวขึ้นหลังม้า เธอจับมือเขาแล้วออกแรงดึงตัวชายหนุ่มมานั่งซ้อนอยู่ข้างหลัง

      “ฉันจะลงแล้วนะคะ คุณนั่งดีๆนะ”เมื่อชายหนุ่มขึ้นหลังม้าได้ หญิงสาวก็ทำท่าจะลง เหมือนที่บอกเอาไว้

      “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่ต้องไปไหนหรอก ไปทั้งหยั่งงี้แหละ” เจ้าบ้านไม่อยากเสียเวลา หรืออยากใกล้กับร่างเล็กตรงหน้าก็ไม่ทราบ เขาขยับตัวเข้ามาชิดแผ่นหลังเล็กเอามือไปจับที่บังเหียนม้าเพื่อควบคุมม้าเอาไว้ ในขณะเดียวกันมือทาบทับมือเรียวของหญิงสาวที่จับบังเหียนอยู่ก่อนแล้ว แขนแกร่งยังอยู่ในท่าโอบหญิงสาวเอาไว้ ทำให้ร่างบางรู้สึกเหมือนถูกชายหนุ่มกอดมาจากด้านหลังจึงอดที่จะหน้าแดงไม่ได้  ให้ตายเถอะ ความรู้สึกแปลกๆนี่มันอะไรกันนะ ทั้งเขาและเธอต่างก็สงสัยเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกัน......

    5

เจ้าม้าพาเจ้านายและหญิงสาวหน้าใหม่วิ่งเหยาะๆไปตามทางที่ขนาบข้างไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ คล้ายป่าขนาดย่อมๆ จนกระทั่งทะลุไปถึงไร่ส้มสีทีทองเหลืองอร่ามตัดกับใบสีเขียวสดมันแปลบ

        “โอ้โห!สวนส้ม!!” เสียงอุทานของร่างเล็กที่แสดงออกถึงความตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า นับวันก็ยิ่งมีแต่สิ่งที่น่าประหลาดใจเกิดขึ้นในปราสาทลึกลับหลังนี้ และชายหนุ่มเจ้าบ้านที่นั่งตัวชิดติดกับแผ่นหลังเล็กตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วจนกระทั่งตอนนี้

        “ไม่เคยเห็นส้มรึไงกัน?”

“เคยค่ะ แต่ไม่เคยเห็นตอนที่มันยังอยู่บนต้น แล้วก็เยอะแยะขนาดนี้ด้วย”หญิงสาวตอบคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ทำท่าจะลงจากหลังม้าเมื่อชายหนุ่มที่เป็นคนคุมบังเหียนกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุดเดิน

        “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งลง”ชายหนุ่มเอ่ยปากห้าม คนตัวเล็กชะงักตามคำสั่งก่อนจะนั่งลงดังเดิม

        “มีอะไรรึเปล่าค่ะ?”เธอเอ่ยถามพร้อมกับเอียงหน้ากลับมาเป็นเวลาเดียวกันที่ใบหน้าของเจ้าบ้านที่นั่งอยู่ข้างหลังเบี่ยงมาทางนั้นพอดี แก้มนิ่มๆจึงชนกับจมูกโด่งของหนุ่มเจ้าบ้านเข้าพอดิบพอดี

        “อ่ะ..”หญิงสาวชะงักหันหน้ากลับแทบไม่ทัน

        “...เอ่อ ไม้เท้าของฉันยุไหน?”เจ้าบ้านออึกอักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ตั้งใจจะถามแต่แรก

        “แย่ล่ะสิ ดูเหมือนมันจะหล่นตอนที่คุณล้มลงมั้งคะ และเราคงไม่ได้เอามันมาด้วย”

        “แย่จริงๆด้วยสินะ” เขาถอนหายใจ

        “เอ่อ ถ้าไม่ว่าอะไรให้ฉันพยุงคุณเดินก็ได้นะคะ”หญิงสาวขันอาสา เพราะดูเหมือนว่าเขาคงเดินไม่ถนัดถ้าไม่มีอะไรช่วยพยุง

        “ไม่จำเป็น เดินไม่ได้ก็ไม่ต้องเดิน”เขาว่าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะตบเท้าเข้าสีข้างโรเบิร์ต ขยับตัวดึงบังเหียน โรเบิร์ตเริ่มขยับตัวออกวิ่งเยาะๆอีกครั้งตามท้องร่องสวนส้มที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา โดยชายหนุ่มไม่สนใจที่จะปล่อยหญิงสาวลงจากหลังม้า จนร่างบางรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ทั้งที่แดดไม่ได้แรงอะไรแต่ไม่รู้ทำไมเธอจึงรู้สึกร้อนๆยังไงก็ไม่รู้

        “สวนส้มใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีคนงานเยอะมากเลยใช่ไหมค่ะ?”หญิงสาวเอ่ยขึ้นกลบความเงียบ มือขวากางออกไปสัมผัสกับผลส้มที่อยู่ข้างๆไม้ใกล้ไม่ไกล

        “ไม่น้อยกว่าพันคนได้ล่ะมั้ง?” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ เขาเอื้อมมือไปเด็ดส้มผลหนึ่งออกมาแล้วยื่นผ่านไปให้คนที่นั่งอยู่ข้างหน้า

        “ขอบคุณค่ะ” เจ้าบ้านไม่พูดอะไร ในขณะที่หญิงสาวรับส้มไปปอก ก่อนจะอมยิ้มบางๆ

        “แล้วคนงานพักอยู่ที่ไหนล่ะคะ?”หญิงสาวเอ่ยถามคำถามที่อยู่ในใจ ความจริงเธอมีคำถามมากมายที่อยากรู้ แต่ก็ไม่กล้าถาม

        “เธอจะรู้ไปทำไม รู้แค่ที่ฉันอยากให้รู้ก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องไม่สนใจหรอก” นั่นไงล่ะ ไม่ทันขาดคำ เขาไม่เคยจะเล่าอะไรมากไปกว่าเรื่องที่เธอสมควรรู้ให้ฟัง หรือเพราะเขารำคาญที่จะตอบคำถามเธอ อย่างนั้นสินะ

        “ขอโทษค่ะ ฉันจะไม่ถามอีก”หญิงสาวก้มหน้ารู้สึกเสียใจเล็กน้อย

        “เอ่อ นี่ส้มค่ะ”หญิงสาวยื่นส้มที่ปอกเปลือกกลับมาให้คนที่นั่งข้างหลัง

        “เอามาทำไม ฉันให้เธอกิน”

        “อ่อฮ่าๆฉันนึกว่าคุณให้ฉันปอกให้”ร่างบางหัวเราะแก้เก้อ

        “หึ เธอนี่มัน...

        “แต่ฉันป้อนให้คุณก็ได้นะคะ” เธอแบ่งส้มเป็นชิ้นตามแล้วยื่นไปข้างหลังแต่ก็สะดุ้งเพราะเสียงของคนข้างหลังที่ส่งเสียงดุมาทันที

        “นี่เธอ!

        “ค่ะ ...”

        “เธอจะทิ่มตาฉันยุแล้วนะ กินไปคนเดียวเลย ไม่ต้องมามีน้ำใจกับฉันหรอก”

        “คือ..ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆค่ะ”

        “หยุดพูดว่าขอโทษได้แล้ว เอะอะก็เอาแต่ขอโทษๆ จนไม่มีความจริงใจแล้ว ขอโทษยุนั่นแหละ พูดมันง่ายๆมันไม่จนกลายเป็นคำพูดส่งๆที่ไม่มีความหมาย”เขาพล่าม

        “ฉัน..”ร่างบางกำลังจะเอ่ยขอโทษ แต่ก็คิดได้ว่าเพิ่งถูกตำหนิมาเมื่อกี้ ที่เอาแต่พูดว่าขอโทษๆ ถึงแม้จะไม่เข้าใจที่เจ้าบ้านพูดสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด เขาไม่อยากฟังคำว่าขอโทษบ่อยๆสินะ หญิงสาวรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่ คุยกันไม่กี่คำเขาก็อารมณ์เสียใส่เธออีกแล้ว เธอได้แต่ก้มหน้ายัดส้มที่ตัวเองปอกเข้าปากไป

        “อร่อยจัง...”รสชาติเปรี้ยวนำหวานของส้มที่ทานเข้าไปทำให้คนอารมณ์หดหู่รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ส้มที่ทานเข้าไปนั้นอร่อยจนเผลออุทานออกมา

        “ไม่เคยกินส้มสดๆจากต้นอีกล่ะสินะ” คนข้างหลังแขวะ ก็เธอน่ะเห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปหมด

        “นี่เป็นส้มสายพันธุ์แมนดาริน ไร้เมล็ดที่ดัดแปลงสายพันธ์มาใช่ไหมคะ ปลูกได้แต่ในเกาะเชจูด้วย”

        “รู้ด้วยเหรอ?”

        “ค่ะ ฉันได้ยินมาเหมือนกันว่าที่นี่เป็นแหล่งปลูกส้มที่มีชื่อเสียงมาก”

        “ก็คงอย่างนั้น”

        “คุณดูแลสวมส้มพวกนี้คนเดียวเหรอคะ?” พอได้คุยแล้วหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะถาม ถาม แล้วก็ถาม ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเจ้านายคนนี้ชอบหงุดหงิดใส่

        “ใช่ ฉันดูแลมันคนเดียว ว่าแต่เธอเถอะ สนใจอยากมาช่วยฉันดูแลบ้างไหมล่ะ?”

        “อะไรนะคะ?”หญิงสาวตกใจกับคำพูดของเขาเป็นอย่างมาก

        “แค่ฉันดูแลสวนกุหลาบก็คงกินเวลาไปเป็นวันๆแล้วล่ะคะ จะให้มาทำงานที่สวนส้มด้วยคงไม่ไหวแน่ๆ”

        “ยัยบ๊อง ฉันไม่ได้หมายความว่าหยั่งงั๊น”ไม่รู้ตอนไหน และก็ไม่มีใครสังเกตเห็น ว่าชายหนุ่มเริ่มต่อปากต่อคำกับคนตัวเล็กข้างหน้า ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แสนจะเย็นชา หรือที่จริงแล้วเขาพยายามที่จะทำตัวเย็นชากับเธอเท่านั้น

        “แล้วคุณหมายความว่ายังไงล่ะคะ?” หญิงสาวรู้สึกถึงมือหนาที่สอดเข้ามากอดเอวเธอหลวมๆข้างหนึ่ง พร้อมกับคางมนที่เกยมายังไหล่ของเธอ ก่อนที่จะได้ยินเสียงกระซิบที่ทำให้ตัวชาไปทั้งตัว

        “มาเป็นนายหญิงของปราสาทหลังนี้สิ มาช่วยฉันดูแลสวนส้มยังไงล่ะ?”

        “อะไรนะคะ!!

        “ตกใจอะไร” เจ้าบ้านถามย้ำต่อ ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จะไม่ให้หญิงสาวตกใจได้ยังไง

        “จู่ๆคุณก็มาพูดแบบนี้กับฉัน ล้อเล่นใช่ไหมค่ะ?”

        “ไม่ได้ล้อเล่น พูดจริงๆ แล้วเธอล่ะจะว่ายังไง อยากมาเป็น..

        “เลิกพูดเล่นได้แล้วค่ะ”หญิงสาวพูดแทรกขึ้น เจ้านายหนุ่มจึงเงียบไปสักพัก บังเหียนม้าถูกบังคับให้หยุดอีกครั้งใต้ร่มไม้ใหญ่ ที่ที่จะกลับออกไปจากสวนส้ม ที่เดิมที่หยุดตอนมาถึง

        “เธอรังเกียจฉันสินะ”เจ้าบ้านเอ่ยขึ้นกลบความเงียบ

        “...อะไรค่ะ ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น”

        “ไม่มีใครรับได้! เพราะว่าฉันมันอัปลักษณ์สินะ ใช่ไหม?”

        “ฉันไม่เคยคิดว่าคุณเป็นอย่างที่คุณพูดเลยนะคะ!!”หญิงสาวโพล่งขึ้น กับคนที่เอาแต่ดูถูกตัวเอง

        “แล้วเธอคิดยังไงกับฉันล่ะ?”

        “คิดว่าคุณคือเจ้านาย ส่วนฉันก็เป็น คนสวนน่ะสิคะ”

        “เธอไม่คิดจะชอบฉันเลยเหรอ?”คำถามนี้ทำเอาร่างบางข้างหน้าอึ้งไปอีกหน ชายหนุ่มขยับมากระซิบแผ่วๆที่ข้างหูของเธออีกครั้ง

        “ถ้าเธอเป็นภรรยาฉัน สมบัติทั้งหมดที่เธอเห็นในปราสาท ก็จะกลายเป็นของเธอด้วย และเธอก็จะไม่ต้องมาเป็นคนดูแลสวนอีกต่อไป เธอไม่สนใจเหรอ?” หญิงสาวฟังคำนั้นแล้วถอนหายใจ

        “ถ้าฉันคิกจะรักหรือชอบใครสักคน สมบัติของเขาคงไม่ใช่เหตุผลหรอกค่ะ”

        “เธอกำลังจะบอกว่าเธอไม่คิดจะชอบคนอัปลักษณ์อย่างฉันสินะ”

        “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”

        “แล้วมันแบบไหน?”

        “ทำไมคุณพูดเยอะกว่าปกติล่ะคะ” หญิงสาวไม่ตอบคำถามที่เจ้าบ้านถาม แต่กลับถามคำถามจับผิดเขาแทน และชายหนุ่มก็ไม่ตอบ เขากระชากบังเหียนม้าให้มันออกวิ่งย้อนหลับไปที่ปราสาท...ที่ฉันพูดเยอะก็เพราะว่าอยากรู้น่ะสิ ว่าจริงๆแล้วเธอเป็นคนยังไงกันแน่...............


6


หลายวันผ่านไป หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกแปลกกับชายหนุ่มเจ้าของบ้าน ท่าทีประหลาดๆที่เขาแสดงออกเมื่อหลายวันก่อนยิ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับเธอเพิ่มขึ้น หญิงสาวทำตัวเหมือนปกติ เธอทานอาหารเช้าร่วมกับเจ้าบ้านทุกมื้อ รวมถึงเช้าวันนี้ด้วยเช่นกัน

หญิงสาวนั่งทานอาหารเช้าอย่างเงียบๆ ในขณะที่บรรยากาศในโต๊ะทานอาหารก็เป็นอย่างอึดอัด จนกระทั่งผู้ร่วมอาหารอีกคนรู้สึกทนไม่ไหว เอ่ยกลบความเงียบขึ้น

“จริงสิ ฮโย ดูแลกุหลาบเป็นยังไงบ้าง ทำไหวใช่ไหม?” ยุนอาที่นั่งข้างๆหญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

“เอ่อ..ค่ะ ไหวค่ะ”หญิงสาวยิ้มแหยตอบไปทันที ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา

“อืม ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้ตลอดเวลาเลยนะ”

“ขอบคุณค่ะ..เอ่อ จริงสิคะ คือว่า กุหลาบได้ให้ปุ๋ยไปรึยังคะตั้งแต่เริ่มปลูกมา..”หญิงสาวนึกขึ้นได้ จึงรีบเอ่ยถามไปทันควัน ตาเรียวจ้องไปยังใบหน้าจิ้มลิ้มของคนข้างๆเพื่อรอคำตอบ

“อ๋อ..เอ๋..รู้สึกว่าจะให้ปุ๋ยไปแล้วก่อนที่เธอจะมาทำงานที่นี่สักสองสามวันเห็นจะได้ล่ะมั้ง”ยุนอาทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบคำถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“อ่า หยั่งงั้นคงยังไม่ถึงเวลาให้ปุ๋ยสินะคะ”

“จ้า..”และการสนทนาก็จบลงเพียงเท่านั้น หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หญิงสาวก็เดินออกจากห้องอาหาร ไปยังที่ทำงานของเธอทันที เหมือนเช่นทุกวัน เธอรดน้ำมันด้วยระบบท่อน้ำที่เปิดจากใต้ดินที่เดินท่อไว้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเหนื่อยมากเท่าไหร่ จะว่าไปหลังจากเห็นสวนส้มและรู้ว่าที่แห่งนี้มีคนงานเกือบพันคน เธอก็เบาใจขึ้นเยอะ นึกว่าตัวเองจะหลุดไปอยู่ที่ไหนที่ไม่สามารถรู้ได้แล้วเสียอีก

“นี่...ให้ฉันช่วยไหม?”เสียงใสดังมาจากทางด้านหลังขณะหญิงสาวกำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการพรวนดินในแปลงดอกไม้

“คุณยุนอา ไม่เป็นไรค่ะ นี่เป็นงานของฉัน”หญิงสาวยิ้มให้กับหญิงสาวที่เดินยิ้มเข้ามาหา

“ไม่เป็นไรหรอก งานของฉันเสร็จแล้วล่ะ นี่ ฉันปูเสื่อปิกนิคไว้ตรงใต้ร่มไม้ใหญ่โน่นน่ะ ถ้าเหนื่อยก็ไปนั่งพักนะ”

“ขอบคุณนะคะ คุณดีกับฉันจังเลย”หญิงสาวมองใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นด้วยความรู้สึกขอบคุณ

“น่า..ก็นานๆทีจะมีสาวๆน่ารักๆอย่างเธอหลงมาสักคนนี่น่า ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวก็รู้สึกเหงาๆเหมือนกัน ไม่ค่อยได้คุยกับใคร”อุนยายิ้มบอก ก่อนจะนั่งยองๆลงข้างๆเธอ

“คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วสินะคะ”

“ใช่จ๊ะ”

“งั้นคุณก็คงรู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับปราสาทหลังนี้”

“โห ปราสาทเลยหรอ คฤหาสน์ก็พอมั้ง ปราสาทมันดูเว่อไปนะ” ยุนอาหัวเราะ

“ก็มันสวย แถมยังดูเหมือนบ้านหลังใหญ่ๆที่เห็นในหนังฝรั่งเลยนี่คะ”

“อ่ะนะ ฉันรู้ทุกเรื่องนั่นแหละ แต่บอกเธอไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะ”

“อ่อ เรื่องนั้นฉันพอจะรู้ค่ะ”เหมือนว่ายุนอาจะรู้ว่าหญิงสาวข้างๆมีเรื่องว้าวุ่นใจอยากถามเธอมากมาย แต่เธอก็ไม่สามารถจะบอกอะไรได้ จึงพูดเชิงบอกปัดไปเสียแต่แรก

“ถึงจะพูดแบบนั้นก็มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากบอกเธอมากๆ แต่เธอไม่ยอมถามฉันสักที ฉันนี่คันปากยิกๆเลยฮ่าๆ”อุนยาหัวเราะ

“เรื่องอะไรเหรอคะ?”หญิงสาวหยุดการกระทำทุกอย่างของเธอแล้วสบตาคู่สนทนาอย่างตั้งใจทันที

“ก็...ชื่อของเจ้านายเธอยังไงล่ะ เธอไม่อยากรู้หรอว่าเขาชื่ออะไร”ยุนอาก้มมากระซิบที่ข้างหูหญิงสาว เป็นเวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านปรากฏตัวอยู่แถวๆนั้นพอดี

“ชื่อของเขา...”จริงสินะ เธอยังไม่เคยถามใครเลย

“แล้วเขาชื่ออะไรเหรอคะ?”หญิงสาวเอียงคอถาม

“คนคนนั้นน่ะเขาชื่อ...ลู่หาน ไงล่ะ จริงๆเห็นแบบนั้นเขาก็แค่สร้างภาพ ทำตัวน่าเกรงขามชอบขู่คนไปอย่างงั้นแหละ เธอไม่ต้องกลัวเขามาก็ได้นะ คุยอะไรกับเขาบ้างแล้วเธอจะรู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด”

“ลู่หาน หรอคะ”หญิงสาวทวนชื่อนั้นด้วยความสงสัย ชื่อเขาฟังดูไม่เหมือนคนเกาหลีเท่าไหร่ แต่จะว่าไปหน้าของเขาก็ไม่ค่อยจะเหมือนสักเท่าไหร่เหมือนกัน แล้วที่ว่าเขาไม่ได้น่ากลัวกลัวอย่างที่คิดนั้น มันจะจริงหรอคะ....

“โอ้ย!!นี่เธอ!

“ว้าย!คุณ! มาได้ยังไงคะ?!”หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เธอกำส้อมพรวนดินไปปักลงบนมือของชายหนุ่มเข้า เธอรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามานั่งข้างๆเธอตอนไหน แล้วยุนอาที่นั่งคุยกับเธอตอนแรกหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเขาร้องด้วยความเจ็บปวดเสียแล้ว

“คุณเจ็บมากไหมค่ะ ฉันขอโทษจริงๆ”หญิงสาวก้มหน้างุดด้วยความสำนึกผิด ให้ตายเถอะฉันทำอะไรลงไปเนี่ย

“เหม่ออะไรอยู่มิทราบ ถ้าฉันไม่เอามือไปขวางไว้ เธอคงเอาส้อมไปขุดแปลงดอกไม้ฉันพังหมด”เจ้าบ้านกระชากเสียงดุ

“แต่มันก็แค่ดอกไม้ คุณไม่น่าเอามือมาขวางไว้เลย ดูซิเลือดไหลออกมาด้วย” หญิงสาวพูดพร้อมกับดึงมือของเจ้านายหนุ่มมาประคองไว้

“เพราะเธอคนเดียว ยังจะมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก นี่เป็นดอกไม้ที่ฉันรักเท่าชีวิต ฉันเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอ”

“แต่ดอกไม้มันเทียบไม่ได้กับคุณเลยนะคะ คุณจะเอาตัวมาขวางเพื่อปกป้องมันจนตัวเองบาดเจ็บ มันไม่คุ้มกันเลย”หญิงสาวยังคงเถียงเขาเพราะไม่เข้าใจ

“เธอจะไปรู้อะไร หุบปากแล้วก็ช่วยระวังอย่าไปเผลอทำอะไรให้ดอกไม้ของฉันต้องมีอันเป็นไปจะดีกว่า ไม่งั้นฉันไม่เอาเธอไว้แน่!”เขาถลึงตาใส่พร้อมกับเอามือที่เปื้อนเลือดมาบีบกระพุ้งแก้มเธอ จนปวดแปลบ

“เข้าใจแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ให้ฉันทำแผลให้คุณก่อนนะคะ”หญิงสาวคว้ามือเขามาประคองไว้อีกหน

“ไม่จำเป็นหรอก”เขาจะสะบัดมืออกแต่เธอก็รีบกุมมันไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ

“ฉันทำผิดฉันก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อฉันทำให้มือคุณเจ็บ ฉันก็ต้องรับผิดชอบไม่ใช่หรอคะ? เพราะงั้น คุณช่วยอยู่เฉยๆได้ไหม”

“นี่เธอ กล้าสั่งฉันงั้นเหรอ?”เขามองหน้าเธอด้วยแววตา ลุกวาวอย่างไม่ยอม

“ฉันขอร้องค่ะ แค่ขอร้อง”

“ขอโทษที ฉันไม่ชอบฟังเพลง”ว่าจบเขาก็กระชากมือออกแล้วดีดตัวลุกขึ้น ทำท่าจะเดินหนีไปทันที

“คุณนี่จริงๆเลยนะ นอกจากจะเย็นชา ขี้โมโห แล้วยังดื้อแพ่งอีกต่างหาก”

“นี่เธอว่าใครดื้อ ว่าใครเย็นชา ว่าใครขี้โมโหหยั่งงั้นเหรอ?”ชายหนุ่มหันกลับมาอย่างจะเอาเรื่อง

“ดูซิยังไม่รู้ตัวอีก ความรู้สึกช้าด้วยนี่แบบนี้”หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขา ก่อนจะฉวยมือหนามาราดด้วยน้ำเปล่าที่พกใส่กระบอกติดตัวมาด้วย

“เธอ! ไม่กลัวฉันเลยรึไง!!

“ตอนแรกๆก็กลัวนะคะ แต่ตอนนี้แค่เกรงใจเท่านั้น คุณไม่ได้น่ากลัวอะไรเท่าไหร่เลย ก็แค่ชอบทำตัวให้ดูน่ากลัว”

ว่าพลางเธอก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองพันเอาไว้ที่มือของเขาเพื่อห้ามเลือด

“ดีนะคะที่แผลไม่ได้ลึกอะไรมาก คุณไม่ยอมให้ฉันทำแผลให้ อย่างน้อยๆก็ให้ฉันปฐมพยาบาลให้นะคะ”หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจก่อนจะเงยหน้ามาสบตาคนที่มองวงหน้าของเธออยู่ก่อนแล้ว

“คนที่เขาไม่เย็นชา เขาต้องยิ้มแบบนี้สิคะ ไม่ใช่ทำหน้าเหมือนปวดฟันอยู่ตลอดเวลาเหมือนคุณ” หญิงสาวยิ้มปนหัวเราะให้คนตรงหน้า ที่ชอบทำตัวเคร่งขรึมใส่ พอคนอื่นว่าเย็นชาเจ้าอารมณ์ก็ทำเป็นยอมรับไม่ได้ จริงอย่างที่ยุนอาบอกเธอไว้ไม่มีผิด

“คะใครเขาจะบ้ายิ้มแบบเธอ ฉันไม่ได้บ้านะ”เขาหันหลังให้เธอแทบจะทันที เพราะการกระทำแบบนั้นทำให้เขาเหมือนจะเสียการควบคุม อย่ามาทำน่ารักกับฉันนะยัยบ้าเอ๊ย

“ถ้าคุณยิ้มคุณต้องหล่อมากแน่เลย ฉันมั่นใจ!”หญิงสาวตะโกนตามหลังมา ชายหนุ่มชะลอการเดินเร็วให้ช้าลง หัวใจที่เต้นผิดจังหวะตั้งแต่สบตาและเห็นร้อยยิ้มหวานนั้นชัดๆก็รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมา เมื่อได้ยินคำที่เธอตะโกนไล่หลังมา แม้จะไม่ค่อยพอใจที่เธอทำตัวลามปามไม่เกรงกลัวในคำพูดของเขา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดีที่ได้ยินคำนั้นอีกครั้ง คำชมที่เขาไม่ได้ยินมันมานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น.........


7

กลางดึกของคืนหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเพลงแว่วหวานมาตามสายลม เธอลุกเดินออกไปจากห้อง เดินตามเสียงออกมาถึงแปลงดอกกุหลาบที่เธอเป็นคนดูแล แสงจันทร์ในยามรัตติกาลสาดส่องลงมายังร่างสูงที่กำลังเอนเอียงไปตามจังหวะของบทเพลงที่ตนกำลังบรรเลงด้วยไวโอลีนที่พาดอยู่บนบ่า หญิงสาวพยายามเพ่งมองไปยังใบหน้าของชายคนนั้น นักไวโอลีนผู้ลึกลับ..

“นั่นมัน..”เธอเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของเขา แม้เพียงด้านข้างเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายที่ขี้โมโห และเย็นชาคนนั้นจะเล่นไวโอลีนได้ไพเราะขนาดนี้

“ว๊าย!”หญิงสาวตกใจจนร้องอุทานออกมา เมื่อมีมือปริศนาผลักเธอออกมาจากมุมมืดที่แสงจันทร์ส่องมาไม่ถึง

“เธอ...มาแอบดูฉันต้องการอะไร?”ชายหนุ่มหยุดเล่นเพลงไปเสียดื้อๆเมื่อมีคนมาทำลายบรรยากาศ นานๆทีเขาจะรู้สึกอยากจะเล่นไวโอลีนขึ้นมา เธอที่มันตัวทำลายบรรยากาศของแท้เลยนะร่างหนาบ่นในใจพลางมองใบหน้าเจ้าของร่างบางที่ก้มหน้างุดอยู่

“ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจมาทำให้คุณหงุดหงิด”

“ช่างเถอะ ยังไงซะฉันก็หมดอารมณ์เล่นต่อแล้วล่ะ”ชายหนุ่มบอกอย่างระอา เพราะเขาไม่ชอบให้ใครมาแอบมองเวลาตัวเองเล่นดนตรี เขาชอบที่จะอยู่กับมันเพียงลำพังเท่านั้น

“คุณเล่นต่อเถอะนะคะ เพราะมันเป็นเพลงที่ไพเราะมากจริงๆ ถึงคุณจะไม่ชอบที่ฉันได้ยินเพลงที่คุณเล่นแต่ฉันก็ดีใจที่ฉันได้ยินมัน ขอตัวก่อนนะคะ”หญิงสาวค้อมตัวให้เขา ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เธอคิดว่าเวลาที่เขาอยู่กับเสียงแล้วดูเหมือนเขาจะมีความสุขมาก เวลาที่เขาสีไวโอลีนเหมือนกันเขากำลังดื่มด่ำไปกับบทเพลงที่มีเสน่ห์ของตัวเองและผ่อนคลายอย่างที่สุด เธอไม่อยากจะขัดความสุขที่หายากของเขา

“เดี๋ยวสิ...”ชายหนุ่มคว้าแขนเรียวของร่างบางที่เตรียมจะเดินออกไปเอาไว้ เธอหันหน้ากลับมาสบตาเขาด้วยความบังเอิญ แสงจันทร์ในยามคืนเดือนหงายไล้ลงมาอาบเรียวหน้าคนตัวเล็กให้น่าหลงใหลอย่างไม่น่าเชื่อ สายตาของคนทั้งคู่สบกันอยู่สักพักหนึ่งก้อนเนื้อที่หน้าอกข้างซ้ายรู้สึกตัวตื่นขึ้นและค่อยๆเต้นเป็นจังหวะเร็วขึ้นๆแต่ทั้งสองคนไม่มีใครรู้ตัว

“เธออยากเต้นรำกับฉันไหม?”ชายหนุ่มเอ่ยกลบความเงียบ

“คะคะ? เต้นรำหรอคะ?” ชายหนุ่มไม่รอเสียงตอบรับ เขาโค้งให้กับร่างบางตรงหน้าที่ยืนงงอยู่ ชายหนุ่มค่อยๆยื่นมือมารอรับมือเรียวของร่างบางและรอการตอบตกลงของเธอ และในไม่ช้ามือเรียวก็วางลงทาบทับกับมือหนาที่ยื่นออกมารออยู่ก่อนแล้ว

     “เราจะเต้นยังไงคะ ไม่มีเสียงเพลงแล้ว”หญิงสาวเงยหน้าสบตาคนตัวหนาที่ประคองร่างเธอไว้ในท่าเต้นรำอย่างเรียบร้อย

     “เพลงมันดังอยู่ในใจฉันนี่ไง เธอไม่ได้ยินหรอ”ร่างสูงอมยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะเริ่มเต้นนำโดยขยับตัวไปข้างหน้า

     “ถ้าเธอไม่ได้ยิน ก็แค่เต้นตามฉันก็พอ”ชายหนุ่มกระซิบกระซาบที่ข้างหูของเธอ หญิงสาวเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด เพราะนอกจากเธอจะเต้นตามจังหวะที่เขานำไปอย่างไหลลื่นแล้ว ดวงตาของเธอก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาเพียงอย่างเดียว เหมือนจะละสายตาไปไม่ได้ เพราะมันช่างมีเสน่ห์ชวนหลงไหลเหลือเกิน หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงแสนสวยที่กำลังเต้นรำอยู่กับเจ้าชายรูปงามอย่างในนิทานไม่มีผิด กลิ่นหอมของกุหลาบสวนโชยมาจากทั่วทุกสารทิศ ขณะการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ก็พริ้วไหวราวกับสายลม

     “ขอบใจนะ ที่ยอมเต้นรำกับฉัน..”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยน อย่างไม่เคยเอ่ยมาก่อนกับร่างบางที่ยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา จนบางครั้งเขาก็รู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆที่ยังกอดประคองเธอให้เต้นไปตามจังหวะเพลงไวโอลีนที่ดังมาจริงๆจากที่ไหนสักแห่งใกล้ๆเหมือนมีคนจงใจเปิดเพลงให้ สัมผัสที่ชิดใกล้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

     “เอ่อ...”หญิงสาวทำได้เพียงเอ่ออ่า แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะตอนนี้สมองเธอมันว่างเปล่าไปหมด

     “เป็นอะไรของเธอ?”ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

     “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆเลย ฉันได้ยินเสียงเพลงดังด้วย ทั้งๆที่คุณก็เลิกสีไวโอลีนไปแล้ว”หญิงสาวเอ่ยออกมา

     “หึ เธอนี่ท่าจะบ้าจริงๆนั่นแหละ”ชายหนุ่มยกยิ้มริมปาก ใช่เสียที่ไหนล่ะ เพราะเขาเองก็ได้ยินเหมือนกัน

     “เอ่อ พอก่อนได้ไหมคะ”จู่ๆหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นทำให้ชายหนุ่มค่อยๆหยุดการเคลื่อนไหวไป

     “มีอะไรเหรอ?”

     “ฉันเหนื่อยค่ะ ทั้งๆที่ไม่ได้ออกแรงอะไรมากเลย แต่ทำไมหัวใจถึงได้เต้นแรงขนาดนี้ก็ไม่รู้”เธอพูดพร้อมกับใช้มือไปทาบทับหน้าอกข้างว้ายของตัวเองไว้

     “ไม่สบายรึเปล่า?”ชายหนุ่มยื่นมือหนาไปแตะที่หน้าผากของหญิงสาว เธอสบสายตาเขาด้วยความเผลอไผล เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่เผลอลูบไล้แก้มเนียนของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัวก่อนจะเชยคางเธอขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าสวยที่สะท้อนแสงจันทร์ถนัดตา

  ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปเพื่อให้ริมฝีปากได้รูปสัมผัสกับริมฝีปากอิ่มของร่างบางที่อยู่แนบอก อย่างลืมตัว ก่อนจะถอนออกมาอย่างกะทันหันเพราะร่างบางที่รับสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์

     “เอ่อ...”ชายหนุ่มไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร เมื่อกี้นี้ เขาทำอะไรลงไปเนี่ย

     “คือ..ฉันขอตัวกลับไปนอนก่อนนะคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นสาย”หญิงสาวมองผ่านหน้าเขาไปไกลๆด้วยความรู้สึกขวยเขิน ไม่ได้โกรธอะไรที่เขาจูบเลยสักนิดเพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้ปฏิเสธกับสัมผัสนั้นเลย ทั้งๆที่ก็รู้สึกตัวและเห็นว่าเขากำลังจะทำอะไรแต่ก็ทำได้แต่ยืนนิ่งๆ

     “อะอืม”ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าทำอะไรลงไป แต่ที่พอจะรู้ก็คือมันแอบรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

     “งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”หญิงสาวค่อยๆถอยออกมาแล้วเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง ถ้านี่เป็นแค่ความฝันจะเป็นยังไงนะ หรือถ้ามันเป็นแค่ฝันจริงๆฉันจะรู้สึกเสียดายรึเปล่า เสียดายที่มันไม่เป็นความจริง....

....ในตอนเช้าวันต่อมา....

    “ฮัดชิ้ว!ๆๆ!” เสียงไอดังขึ้นติดๆกันขณะที่เจ้าของเสียงกำลังง่วนอยู่กับการแต่งตัวกระทั่งเปิดประตูออกมาและตกใจกับร่างหนาที่ยืนอยู่หน้าประตู

     “คุณ..เจ้านาย มาทำอะไรคะ?”เห็นแบบนี้ ยิ่งชัดเลยว่าเมื่อคืนนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะที่เธอเป็นหวัดนี่คงเพราะว่าโดนน้ำค้างเมื่อตอนกลางคืนที่ผ่านมานั่นแหละ แล้วยิ่งเจ้านายหนุ่มมายืนหน้าขรึมอยู่หน้าห้องเธอด้วยนี่..มัน

     “ไม่สบายสินะ กระหม่อมบางชะมัด” เขาพูดพลางแทรกตัวเข้าไปนั่งในห้องของเธอในทันที ไม่ทันที่หญิงสาวเจ้าของห้องจะร้องห้าม ยุนอาก็เดินยิ้มสวยเข้ามาในห้องของเธออีกคนพร้อมกับถาดอาหารในมือ

     “วันนี้คนเป็นหวัดต้องทานข้าวแล้วก็นอนพักนะ นี่ซุปร้อนๆ ทานข้าวเสร็จจะได้ทานยานะฮโย”ยุนอายิ้มหวานให้เธอโดยไม่รอการตอบรับแล้วเดินกลับออกไปทันที

     “เอ่อ ขอบคุณนะคะคุณยุนอา!” หญิงสาวต้องตะโกนไล่หลังไป ก่อนจะหันกลับมาสนใจชายหนุ่มที่จับจองเก้าอี้ไม้สวยหรูในห้องของเธอและนั่งกวาดสายตามองไปทั่วห้องอย่างเงียบๆ

     “เอ่อ คุณมีอะไรรึเปล่าคะ ฉันจะรีบทานแล้วก็รีบไปดูแลสวนดอกไม้ คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันทำงานไหว”หญิงสาวรีบบอก

     “ไม่ใช่หรอก วันนี้เธอพักผ่อนเถอะ”

     “แต่ว่า ใครจะดูแลสวนดอกไม้พวกนั้นล่ะคะ?”

     “ก่อนที่ไม่มีเธอ ฉันก็ดูแลของฉันเองได้ เธอไม่ต้องสนใจหรอก”ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วลุกขึ้น เขาเดินไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าอีกแล้วดูเหมือนว่าขาที่กระเผลกๆของเขาจะหายดีแล้ว   

     “แล้วก็..”ชายหนุ่มหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เขาหันหลังให้เธอก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วว่าต่อ

     “เรื่องเมื่อคืน..

     “เรื่องเมื่อคืนฉันจะถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นค่ะ!

     “นั่นสินะ เธอคงไม่อยากจดจำ เรื่องของคนอัปลักณ์อย่างฉัน เข้าใจแล้วล่ะฉันจะไม่พูดถึงมันอีก” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าก่อนจะก้าวพ้นประตูออกไป แต่คำพูดของเขามันกระตุกใจคนฟังเสียเหลือเกิน ที่เธอพูดไปแบบนั้นเพราะคิดว่าชายหนุ่มคงไม่อยากให้เธอจดจำมันเอาไว้ มันคงเป็นอะไรที่ชายหนุ่มไม่ค่อยชอบใจ แต่เขากลับพูดในทำนองตัดพ้อแบบนั้นออกมา หญิงสาวเริ่มไม่แน่ใจในความคิดของตัวเอง เพราะอยู่ๆก็รู้สึกสับสนขึ้นมาและไม่ชอบเลยที่เขาคนนั้นจะเข้าใจผิดว่าเธอไม่ได้อยากจำเรื่องเมื่อคืนนี้

     “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดเมื่อกี้นี้ค่ะ”และความกลัวชายหนุ่มจะเข้าใจผิดก็พาให้ร่างบางมาหยุดอยู่ที่แปลงดอกกุหลาบ ที่ชายหนุ่มกำลังเปิดน้ำเพื่อรดมันอยู่ เขาหันหลังมาสบสายตาจริงจังของร่างบางที่จ้องเขม็งมายังตัวเองตาไม่กระพริบ

     “ข้องใจเรื่องอะไร?”

     “ถ้าฉันไม่พูดว่า เรื่องเมื่อคืนจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณจะพูดว่าอะไรเหรอคะ?”

     “อะไรของเธอ จะมาถามอีกทำไมในเมื่อเธอเป็นคนพูดแบบนั้นออกมาเอง”เขาเอามือล้วงกระเป๋าสบตาคนที่จ้องมาเช่นกัน แต่อย่างเย็นชาที่สุด

     “เพราะว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นนี่คะ”

     “แล้วถ้าเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น จริงๆแล้วเธอตั้งใจจะพูดอะไรล่ะ?”

     “เรื่องนั้น...”เธออ้ำอึ้ง ความจริงก็ไม่รู้หรอกว่าจะพูดอะไร

     “ไม่มีสินะ” เขาทำท่าจะหันหลังเดินหนีไป

     “ถึงฉันจะคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้คือ ฉันไม่เคยคิดว่าคุณอัปลักษณ์เหมือนที่คุณชอบดูถูกตัวเองเลยสักนิด!

 คำพูดที่ตะโกนมาทำให้ร่างหนาหยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองหน้าคนที่ยืนอยู่ด้วยใบหน้าจริงจังนั้น

     “อัปลักษณ์สิ ถ้าเธอได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้สวมหน้ากากนี่เอาไว้ล่ะก้อ เธอจะไม่พูดแบบนี้หรอก”ชายหนุ่มเอามือมาแตะที่ใบหน้าข้างที่สวมหน้ากากสีดำทมิฬของตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ทั้งๆที่มันผ่านมานานมากแล้วแต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวตอนที่ทำให้หน้าของเขาเป็นแบบนี้ ก็เหมือนบาดแผลที่เคยได้รับจะแสดงอาการออกมาอีกครั้ง

     “ไม่จริงหรอกค่ะ ฉันไม่ได้มองคนที่ภายนอก ฉันรู้ว่าคุณจริงๆแล้วเป็นคนที่ดีคนหนึ่ง”

     “ขอบคุณนะ แต่เลิกพูดเถอะ เธอกลับไปก่อนข้าวกินยาแล้วก็นอนพักผ่อนซะ เดี๋ยวเป็นอะไรไปมากว่านี้จะไม่มีคนมาทำสวนดอกไม้ให้ฉัน”

     “ชิ! ตาเจ้านายขี้งก” หญิงสาวบ่นอุบ เมื่อเจ้านายเปลี่ยนมาทำท่าไม่สนใจความจริงจังของเธอ จะว่าไปเขาก็น่าหมั่นไส้ เจ้าอารมณ์ขึ้นๆลงๆเหมือนสาววัยทองไม่มีผิดเลย

     “อ้อ..ถ้าเธอคิดจะนินทาฉันลับหลังล่ะก็ ฉันจะรู้”เขาส่งสายตารู้ทันมาให้จนหญิงผวาต้องยิ้มเฝื่อนๆกลับไป

     ให้มันได้อย่างนี้สิ ตาเจ้านายคนนี้ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนจากบทดราม่าเป็นบทคอมเมดี้ได้โลดโผนมาก เธอชักจะตามอารมณ์คนตรงหน้าไม่ทันซะแล้ว...

8


เสียงเพลงยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับการเคลื่อนไหวของสองร่างที่สอดกระสานกันไปตามท่วงทำนองของเพลงที่เร็วบ้างช้าบ้าง ร่างบอบบางถูกโอบรอดด้วยท่อนแขนทรงพลัง และอยู่ภายใต้การควบคุมของร่างสูงที่มีชั้นเชิงกว่า เขาจับมือเรียวชูขึ้นบ่ส่งสัญญาณให้ร่างบางหมุนตัวก่อนจะหวนกลับมาสู้อ้อมแขนที่ประคองไว้หลวมๆของตน หูก็ฟังเสียงเพลงแว่วหวานหู ส่วนดวงตาก็จับจ้องไปที่ใบหน้าหวานของร่างบางอย่างไม่กระพริบตา

หญิงสาวสวยในชุดราตรีฟูฟ่องสีแดงกลีบกุหลาบ เธอสวมถุงมือยาวขึ้นไปถึงต้นแขน ผมยาวเป็นลอนสลวยสีบลอนด์ทองถูกรวบขึ้นโดยหารถักเปียรอบๆศรีษะและโด่ดเด่นด้วยมงกุฏดอกกุหลาบสีแดงเข้มสดตัดกับใบสีเขียวเข้มของมันได้อย่างลงตัว

ฝ่ายชายมาในชุดสูทสีดำผูกหูกระต่ายสีแดงเข้มกันตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่อยู่ด้านในอย่างเรียบหรู ใบหน้าของเขาช่างหล่อเหลาราวกับภาพฝัน เมื่อทั้งคู่เป็นคู่เต้นรำของกันและกันก็กลายเป็นคู่ที่เหมาะสมราวกับพระเจ้าสรรค์สร้าง

“เจ้าหญิงฮโยยอน”ฝ่ายชายจูงมือเรียวของร่างบางออกมาด้านนอกระเบียงของปราสาทหรูหรา เพื่อหลบซ่อนสายตาของคนในงานเต้นรำที่พลุกพล่าน

“เพคะ เจ้าชาย”เสียงหวานตอบรับคำเรียกของเขาด้วยท่าทีขวยเขิน

“ข้าไม่เคยพบเห็นหญิงใดงดงามเช่นท่านมาก่อนเลย”ไม่ว่าเปล่า ชายหนุ่มที่ร่างบางเรียกว่าเจ้าชายนั้นเอามือของตนเชยคางมนของร่างเล็กตรงหน้า จนตาสบตาเล่นเอาหัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เจ้าชายเองก็ทรงรูปงามเช่นกันเพคะ”หญิงสาวเอ่ยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“ขอบใจนะ เจ้าหญิง ท่านทำให้ใจของข้าอยู่ไม่สุขเลย”เจ้าชายโปรยยิ้มหวานละลายใจ จนคนมองหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์ที่ยากจะหลุดออกมาได้

“ริมฝีปากท่าน ช่างหน้าหลงใหลยิ่งนัก”มือเรียวของเจ้าชายเคลื่อนไปสัมผัสกับริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนด้วยความหลงไหลอย่างที่ปากว่า ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหาร่างบาง ริมฝีปากได้รูปสัมผัสกับหน้าผากมนอย่างอ่อนโยนและแสนจะอบอุ่นก่อนจะเคลื่อนลงมายังหัวคิ้ว เปลือกตาที่ปิดสนิทและริมฝีปากอิ่มในเวลาต่อมา

...ติ๊กต๊อกๆๆ!!!...

ร่างบางสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงปลุกจากนาฬิกาที่หัวเตียง ก่อนจะรู้สึกเสียดาย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเชียว เธอหันกลับไปมองนาฬิกาอย่างคาดโทษ..ก่อนจะหน้าแดงขึ้นมาพร้อมกับมือเรียวที่แตะอยู่ที่ริมฝีปากของตัวเอง

“ให้ตายเถอะฮโยยอน เธอฝันบ้าบออะไรของเธอกันเนี่ย”หญิงสาวสะบัดหน้าไล่ความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองออกจากสมอง สองสามวันมานี้เธอเอาแต่ฝันถึงคนคนนั้นในลักษณะนี้ตลอด

“นี่ฉันคงจะไม่หลงรักคนเย็นชาคนนั้นหรอกนะ”เธอผ่อนลมหายใจยาวๆออกมา

“อะไรเย็นๆเหรอจ๊ะ ฮโยยอน!”เจ้าของเสียงใสก้าวเข้ามาในห้องของเธอเหมือนเคย ยุนอาในชุดประโปรงยาวสีเหลืองอ่อนๆดูแล้วสบายตายิ้มหวานให้เธอ

“วันนี้คุณยุนอาแต่งตัวสวยจังนะคะ จะไปไหนรึเปล่า?”หญิงสาวเอียงคอถามอย่างน่ารัก ขณะจัดการกับเผ้าผมของตัวเองอยู่หน้ากระจก

“อืม ฉันจะเข้าเมืองน่ะ เลยมาถามว่าฮโยจะเอาอะไรไหม ฉันจะได้ซื้อมาให้” หญิงสาวเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เกือบสองเดือนแล้วที่เธอมาอยู่ที่นี่ในฐานะคนสวน แรกๆมันทำให้เธอหวาดระแวงไปต่างๆนาๆ แต่พออยู่ๆไปแล้ว ก็พบว่าที่นี่ไม่ได้ มีอะไรที่น่ากลัวอย่างที่เธอคิด ทั้งเจ้านายที่ชอบทำตัวเย็นชา หรือจะเป็นชายชราพ่อบ้านใหญ่ที่ลึกลับ สาวสวยยุนอาที่บอกว่าเธอเป็นหลานสาวของชายชราหัวหน้าพ่อบ้านและพ่อครัวกับแม่ครัวที่เป็นสามีภรรยากันและสาวใช้ในบ้านและคนสวนอีกสี่ห้าคน ที่เธอรู้จักทีหลัง พวกเขามาทำงานที่นี่โดยไปกลับระหว่างคฤหาสน์หลังใหญ่นี้กับบ้านของพวกเขาเองที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่ห้ากิโล

“ว่าไงจ๊ะ ฮโยยอน คิดนานจัง คิดออกรึยังว่าจะเอาอะไร?” ยุนอาดีดนิ้วจนคนเหม่อลอยตรงหน้าสะดุ้งเล็กน้อย

“เอ่อ ขอโทษค่ะ ความจริงฉันก็ไม่ได้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษหรอกนะคะ เพราะทุกอย่างที่จำเป็นคุณยุนอาก็เตรียมให้ครบทุกอย่างไม่เคยขาดเลย”

“เอาน่า นานๆฉันจะได้เข้าเมืองสักที ไม่มีของที่เธออยากได้เลยรึไง?”พอได้ยินคำพูดนี้แล้ว หญิงสาวก็อดที่จะคิดถึงบ้าน คิดถึงบิดาและเหล่าพี่ๆของเธอไม่ได้ แววตาของเธอหม่นลงถนัดตา

“มีอะไรรึเปล่าฮโยยอน”

“ปะเปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกคิดถึงคุณพ่อของฉันขึ้นมา เวลาท่านจะออกไปที่ไหนไกลๆก็มักจะถามฉันกับพี่ๆตลอดว่าอยากจะให้ท่านเอาอะไรมาฝากไหม แล้วท่านก็จะหาทุกอย่างที่เราต้องการมาให้ทุกครั้ง รวมถึงครั้งสุดท้ายที่ฉันบอกท่านว่าอยากได้กุหลาบสวน”ฮโยยอนน้ำตาร่วงเผาะ คิดแล้วก็อดคิดถึงบิดาไม่ได้ ทั้งๆที่อุตส่าไม่คิดถึงมัน เพราะยิ่งคิดก็จะยิ่งทรมานที่ไม่สามารถกลับไปเจอท่านได้เหมือนที่ใจอยาก เธอต้องอดทนให้ครบกำหนดตามสัญญา เพื่อรอเวลาจะได้กลับบ้าน

“อย่าร้องนะเด็กดี”ยุนอาเข้ามากอดปลอบใจ

“จริงสิคะ ถ้าหยั่งงั้น ฉันขอเครื่องมือวาดรูปได้รึเปล่าคะ?”ฮโยยอนเช็ดน้ำตาตัวเองก่อนจะเอ่ยกับยุนอาน้ำเสียงสั่น

“อุปกรณ์วาดรูปหรอ?”

“ค่ะ ฉันรีบร้อนมาที่นี่โดยไม่ทันได้เตรียมอะไรเลย ฉันอยากจะวาดรูปคุณพ่อและพี่ๆของฉันเอาไว้ดูเวลาฉันคิดถึงพวกเขา”

“อ่อ เข้าใจแล้วจ๊ะ แต่จะว่าไปที่นี่ก็มีนะ ของที่เธอต้อง  การน่ะ”

“คะ?”ฮโยยอนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

“มานี่สิ ฉันจะพาไปดู”ยุนอาดึงเธอออกมานอกห้อง ก่อนจะดึงมือเธอเดินขึ้นบันไดเวียนที่อยู่เยื้องๆกันนั้น เป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินขึ้นมายังชั้นบนของคฤหาสน์หลังใหญนี้ เพราะโดยปกติเธอจะเดินไปมาแค่ที่ห้องของเธอ กับห้องอาหาร ห้องโถงและห้องครัวที่อยู่ชั้นล่างเท่านั้น

“ถึงแล้วจ๊ะ ห้องนี้ไง เห็นแล้วเธอจะร้องโอ้มายก็อด”ยุนอายิ้มกริ่มอย่างภูมิใจกับห้องที่ตนกำลังจะนำเสนอสู่สายตา หญิงสาวยืนมองตาค้างมือยุนอาเปิดประตูไม้แกร่งเผยให้เห็นห้องแสดงภาพขนาดย่อมๆก็ว่าได้

“นี่มันอะไรกันคะเนี่ย?”เธอเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น ดวงตากวาดสำรวจไปทั่วห้องอย่างหลงไหล รูปวาดมากมายอยู่ในกรอบรูปสีทองล้ำค่าไม่แพ้ผลงานที่หลับใหลอยู่ในบานกระจกใส

 “ก็ห้องที่เธอคงจะอยากเห็นไง และนี่ ของที่เธอต้องการ ฉันว่ามันน่าจะมีครบนะ”ยุนอาเผยไปยังอีกมุมของห้องที่มีขาตั้งสำหรับวาดภาพตั้งเรียงรายกันอยู่ ยุนอาเปิดไฟในห้องให้สว่างมากขึ้น หญิงสาวมองเห็นอุปกรณ์ต่างๆสำหรับวาดภาพได้เต็มตา

“อุปกรณ์พวกนี้ เป็นของ..”เธอหันมาสบตาคนที่อยู่ด้านหลัง

“นายท่านไง เขาเป็นคนชอบวาดภาพนะ”

“แล้วคุณยุนอาพาฉันเข้ามาที่นี่นายท่านเขาจะไม่ว่าหรอคะ”หญิงสาวทำหน้าวิตก

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันรับผิดชอบเอง ถ้าฮโยอยากวาดภาพก็ใช้ห้องนี้จะสะดวกกว่านะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก”

“แต่ว่า...”

“น่า..ฮโยไม่ไว้ใจฉันหรอ”

“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณ คุณยุนอามากนะคะ”หญิงสาวจับมือเรียวของคนตรงหน้าอย่างรู้สึกขอบคุณจากใจจริง

“จร้าๆ งั้นฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวนายท่านจะรอนาน”ยุนอาบอกก่อนจะวิ่งออกไป ทิ้งหญิงสาวให้มึนงงอยู่คนเดียวในห้อง

“คุณยุนอาจะไปข้างนอกกับเจ้านายงั้นหรอ มิน่าล่ะถึงได้บอกว่าไม่ต้องห่วง” หญิงสาวบ่นคนเดียว ก่อนจะรีบออกจากห้องไปดูแลสวนดอกไม้ให้เสร็จจะได้รีบกลับมาวาดรูปที่เธอต้องการให้เสร็จ ก่อนที่ชายหนุ่มจะกลับมา

....หลายชั่วโมงต่อมา....

“รู้สึกเหมือนฉันทำตัวเป็นขโมยยังไงก็ไม่รู้สิ โรเบิร์ต” หญิงสาวสัมผัสไปที่รูปสีฝุ่นที่วางอยู่ข้างๆขณะนั่งเก็บรายละเอียดรูปวาดของตัวเองที่มีรูปเธอกับครอบครัว เธอมองรูปภาพของเจ้าม้า   โรเบิร์ตอีกครั้งพลางคิดถึงเจ้านายเย็นชาที่คงเป็นคนวาดภาพนี้ขึ้นมา ลายเส้นที่ละเอียดปราณีตบ่งบอกถึงความใจเย็นละเอียดอ่อนและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากรูปภาพได้ เหมือนเขาจะแสดงตัวตนจริงๆออกมาขณะที่กำลังวาดภาพก็เหมือนๆกับเวลาที่เขาสีไวโอลีนเมื่อตอนนั้น

ดูเหมือนท่าทางร้ายๆนั่นจะเป็นเพียงกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อหลบซ่อนความอ่อนโยนของตัวเองเอาไว้สินะ หญิงสาวลูกไปเปิดรูปภาพที่อยู่ถัดไปจากรูปม้าอีกอันหนึ่ง เธอดึงผ้าขาวบางออกเผยให้เห็นภาพของคนสองคนที่ยืนอยู่ทามของสวนดอกกุหลาบในยามค่ำคืน ชายที่อยู่ในภาพนั้นกำลังเชยคางผู้หญิงตัวเล็กๆขึ้นให้สบตาเขา เธอสวมชุดกระโปรงนอนกับเสื้อแขนยาวเพื่อคลุมไหล่เอาไว้ มองเพียงครู่เดียวเธอก็รับรู้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่ในภาพนั้น

พร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

     “วาดได้สวยจริงๆ”เธออดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้ เห็นแบบนี้แล้วเหมือนเธอได้กลับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ในฐานะบุคคลที่สาม ที่เป็นคนดูและเห็นภาพของทั้งสองคนอย่างถนัดตา

    ดูเหมือนเจ้าบ้านจะซ่อนอะไรมากมายไว้ให้หญิงสาวได้ทึ่งอยู่ตลอดเวลา เธอยังคงกวาดสายตาไปมองผ้าสีขาวที่ปกปิดรูปที่วาดเอาไว้แต่ยังไม่นำมันไปเข้ากรอบ เพราะอยากจะชื่นชมกับความงามที่เขาสรรค์สร้างด้วยมือนั้น

     “กุหลาบสวนที่เขารักเท่าชีวิต” เธอเปิดผ้าขาวออกจากรูปวาดอีกรูป ใบหน้าอมยิ้มด้วยความสุข ศิลปะช่างทำให้คนดูรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะยามที่ได้มองกุหลาบห้าดอกที่ถูกวาดขึ้นด้วยความตั้งใจนี้ มันช่างเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความรักที่เบ่งบ่านออกมาราวกับว่าเธอกำลังถูกบอกรักอยู่ก็ไม่ปาน

“อ่ะ แย่ละสิ”หญิงสาวตระหนกหน้าถอดสี เมื่อเหลือไปเห็นนาฬิกาทรงโบราณที่แขวนติดผนังอยู่บ่งบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง ซึ่งคงเป็นเวลาที่หนุ่มเจ้าบ้านจะกลับมาถึงบ้านแล้ว เธอรีบจัดการเก็บรูปภาพไว้อย่างเดิม ก่อนจะหันมาจัดการกับภาพวาดของเธอต่อ

“ทำอะไรของเธอเนี่ยฮโยยอน เผลอแป๊บเดียว”เธอส่ายหน้ากับความประมาทของตัวเอง แค่ตั้งใจจะให้สีน้ำที่เธอใช้วาดแห้งก่อนจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดที่เหลือต่อ เลยหันไปดูรูปที่อยู่ในห้องไปพลางๆไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้ตั้งแต่ตอนไหนกัน

“แค่นี้คงพอแล้วล่ะนะ”เธอเผยยิ้มกับภาพวาดฝีมือตัวเองแม้ว่ามันจะไม่สวยเหมือนจริงเท่าของเจ้าบ้านคนนั้น แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นที่ได้เห็นครัวครัวของตัวเอง จากฝีมือของเธอเอง ก่อนจะใช้พู่กันกลมขนาดกลางจุ่มสีดำ เพื่อลงชื่อและวันที่ที่วาดภาพนี้เอาไว้ตรงมุมล่างสุด

“เสร็จเรียบร้อย” เธอยิ้มหวานก่อนจะหันหลังให้กับภาพวาดแล้วก็ต้องตกใจเมื่อคนที่ไม่คิดว่าจะเจอมาอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของเธอซีดลงถนัดตา เจ้านายสุดโหดของเธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย แถมยังมาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงอีก แบบนี้ก็แย่น่ะสิ

“คะคุณ..”เธอหลบตาลงต่ำด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ เขาต้องตวาดใส่หน้าเธอแน่ๆ

     “เธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?”เสียงเย็นดังขึ้นราวกับข่มความโกรธเอาไว้ ร่างหนาเดินสามขุมเข้าไปหาร่างบางอย่างคาดโทษก่อนจะโน้มตัวลงจับพนักเก้าอี้ขาสูงไว้ เป็นการกักตัวหญิงให้อยู่ในอ้อมแขนทางอ้อม ร่างบางหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องเจอกับใบหน้าเย็นชาในระยะประชิดแม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นก็ตามที เธอกลืนน้ำลายกับบรรยากาศที่อึดอัดและเริ่มจะครุกรุ่นขึ้นมาพร้อมกันเอนหลังออกไปและหดตัวลีบด้วยกลัวความผิด

     “ฉันถามเธอว่าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”ชายหนุ่มถามย้ำเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นั่งตัวเกร็ง

     “คือ..”จะให้บอกว่าคุณยุนอาอนุญาตให้มาก็กลัวว่าเขาจะไปเอาเรื่องหญิงสาวที่ใจดีและดูแลเธอเป็นอย่างดีมาตลอด แต่ถ้าเธอจะบอกว่าเธอแอบเข้ามาเอง ก็มีหวังคงได้โดนเขาลงโทษอย่างสมสมเป็นแน่ หญิงสาวจึงได้และกลืนน้ำลายพร้อมกับนั่งตัวแข็งเพราะโดนสายตาดุๆจ้องเขม็ง

     “ยังไม่พูดอีก ถ้าไม่บอกฉันจะจูบเธอ”ใบหน้าของคนเย็นชาโน้มเข้าไปใกล้ๆเป็นการขู่ขวัญ แล้วร่างบางก็ขวัญกระเจิงจริงๆรีบเอามือไปยันหน้าอกของเขาเอาไว้ โดยที่ลืมไปว่ายังถือพู่กันเลอะสีเอาไว้อยู่ และมันก็ดันไปป้ายโดนที่หน้าอกของคนตรงหน้าจนเป็นรอยเลอะ ทำให้อารมณ์โกรธของเขายิ่งพุ่งขึ้น

     “นี่เธอกำลังยั่วโมโหฉันใช่ไหม ยัยบ้า!”เขาโกรธจัดมองเธอด้วยแววตาลุกวาว นอกจากจะถือวิสาสะเข้าห้องคนอื่นแล้วยังกล้ามาทำให้เสื้อราคาแพงของเขาเปื้อนอีกต่างหาก ทำไมผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาโกรธเลือดขึ้นหน้าได้ทุกที ชอบยั่วโมโหดีนักนะเขาไม่รอช้าที่จะจัดการกับเธอด้วยบทลงโทษที่เคยประกาศเอาไว้ ให้คนชอบยั่วโมโหได้รู้สำนึกว่าทำให้เขาโกรธแล้วจะโดนอะไร

     ริมฝีปากได้รูปฉกเข้าไปที่ริมฝีปากอิ่มตรงหน้าทีทัน พร้อมกับแรงบดขยี้ที่รุนแรงด้วยความโกรธที่เจือเสน่ห์หา เขาไม่อาจปฏิเสธสัมผัสแรกที่ได้รับจากร่างบางว่ามันนำความวาบหวามมาให้เขามากขนาดไหน เธอเป็นคนตัวเล็กน่ารักที่ไม่รู้ว่ามามีอิทธิพลกับหัวใจของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำจนกระทั่งตอนนี้ ที่เริ่มรู้สึกว่าเขาต้องการสัมผัสเธอให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งมันอาจจะข้ามเส้นของคำว่าลงโทษหรือสั่งสอนให้รู้สำนึกไปเสียแล้ว

     “อ๊ะอือ”ร่างบางเบิกตาโพลงเมื่อหลงใหลไปกับริมฝีปากของคนเอาแต่ใจที่บดเบียดริมฝีปากจนเกิดความรู้สึกไหวสะท้านไปทั้งตัว เหมือนโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆช็อตอยู่ตลอดเวลา กระทั่งสัมผัสกับลิ้นร้อนชื้นที่พ้นปราการแกร่งเข้าสู่โพรงปากนุ่มละมุนและหอมหวาน

เธอสัมผัสได้ถึงร่างของคนตัวหนาที่ชิดเข้ามาจนแผงอกชนกับหน้าอกนุ่มของตัวเองพร้อมกับมือหนาที่ประคองใบหน้าและรั้งท้ายทอยเธอเอาไว้ ลิ้นร้ายของคนเจ้าอารมณ์ควานหาลิ้นเล็กของเธอจนพบก่อนจะจู่โจมอย่างหนักหน่วงสลับกับความอ่อนโยนจนร่างบางจับทางไม่ถูก ไม่รู้จะขัดขืนหรืออ่อนโอนไปกับการเรียกร้องของเขาดี แต่ถึงจะอยากขัดขืนเธอก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยอมให้มือตนคล้องไว้กับลำคอแกร่งของเขา

“อ๊ะอืออื๊อ”หญิงสาวรู้สึกว่าการรุกรานที่ดูดกลืนวิญญาญเธอไปนั้นจากที่สร้างความปั่นป่วนให้เธอมันก็เริ่มทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้องเหมือนจะขาดอากาศ ร่างเล็กเริ่มประท้วงด้วยการดิ้นไปมา

“ขะโทษทีนะ”เขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า ร่างหนาตกใจกับอากาศขาดอากาศจนยอมปล่อยปากอิ่มเป็นอิสระ ก่อนที่จะอมยิ้มเมื่อเธอฟลุบมายิงหน้าอกของตนเมื่อเรียกเอาอากาศหายใจเข้าไป

“ดีขึ้นบ้างไหม?” ชายหนุ่มดึงตัวเธอออกมาจากแผงอก สบตากับเจ้าของปากแดงเจ่อจากฝีปากของตัวเองและใบหน้าที่แดงระเรื่อมาถึงใบหู เห็นแบบนี้แล้วก็เหมือนกันยั่วอารมณ์ที่ยังคั่งค้างอยู่ของคนตัวหนาให้พุ่งขึ้น

“คะก็ดีขึ้นบ้างแล้ว”เธอหลาบตาต่ำไม่กล้าสบสายตาที่จ้องมามองมาเป็นมัน เพราะอย่างนั้นจึงไม่ทันรู้ตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“งั้นก็ดีแล้ว”

“อ๊ะ!”เธอเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง เขาครอบครองริมฝีปากของเธอแล้วฝ่าปราการหนาเข้าไปสำรวจโพรงปากนุ่มที่ชุ่มไปด้วยน้ำหวานอีกครั้งโดยที่หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว ถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็เหมือนร่างกายอ่อนไหวง่ายลงกว่าครั้งที่แล้ว จูบที่อ้อยอิ่งเรียกร้องนี้มันทำให้ใจของเธอเต้นระรัวและดังกว่าคราวที่แล้วเสียอีก นี่ฉันคงจะไม่หลงรักเขาจริงๆหรอกใช่ไหมถึงจะพูดแบบนั้นในใจแต่สุดท้ายเธอก็หลับตาพริ้มรับสัมผัสที่ไม่อาจปฏิเสธได้จากชายหนุ่มตรงหน้า.....

9


ร่างเล็กในเตียงสีเทาขยับตัวตื่นจากห้วงแห่งความหลับใหล ตามปกติเธอต้องได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกที่หัวเตียงแต่ทำไมวันนี้มันเงียบผิดปรกติ ความทรงจำเมื่อค่ำคืนลอยเข้ามาในหัวจนทำให้ร่างบางสะดุ้งสุดตัว แล้วก็พบว่าเอวคอดของตัวเองมีแขนหนักๆพาดเอาไว้อยู่ ส่วนแผ่นหลังเล็กก็อยู่ชิดกับแผงอกกว้างของร่างหนาที่นอนหลับสนิทอยู่ในเวลานี้

“นี่มันอะไรกัน?”ทันทีที่เห็นว่าตัวเธอไม่ได้อยู่ในห้องของตัวเองใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที พร้อมกับอุณหภูมิในกายที่ร้อนผ่าวขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ เธอหันไปสำรวจคนที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง ผู้ชายเย็นชาที่ความจริงแล้วอบอุ่นมากขนาดนั้น เธอพินิจใบหน้าหล่อเหลาที่เปลือกตาปิดสนิทนั้นอย่าถือวิสาสะ ตอนนี้เขาถอดหน้ากากดำทมิฬออกจากหน้าแล้ว เธอเห็นรอยแผลเป็นนิดหน่อยจากใบหน้าฝั่งนั้น เพราะเขานอนตะแคงจึงทับมันเอาไว้อยู่ มันอาจจะดูน่าเกลียดน่ากลัว แต่ถ้าเขาไม่มีมันเขาคงเป็นผู้ชายที่หล่อเหลา ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้เสียอีก

“จริงๆแล้ว คุณเป็นคนยังไงกันแน่?”หญิงสาวเผลอเอ่ยถามคนนอนหลับในสิ่งที่ตัวเองสงสัย เพราะยิ่งเริ่มรู้จักเขาก็ยิ่งพบว่าเขาเป็นคนที่ลึกลับซับซ้อน ดวงตาสีคาราเมลบางครั้งก็สุกสกาวชวนฝัน บางครั้งก็เย็นชา ราวกับไร้ความรู้สึก บางครั้งก็เกรี้ยวกราดปานอสูรร้าย และบางครั้งก็อบอุ่นได้อย่างประหลาด

“ตกลงคุณเป็นใครกันแน่?”เธอเอื้อมมือไปสัมผัสกับจมูกโด่งของเขาอย่างเผลอไผล จนรู้สึกว่าร่างกายของเขาขยับ เธอตื่นตกใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำก่อนจะผุดลุกจากเตียงด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

“เธอนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ!”เสียงแข็งกร้าวดังขึ้นจากร่างหนาข้างๆที่รู้สึกตัวตื่นตั้งแต่หญิงสาวคิดจะลุกจากเตียงในตอนแรกแล้ว แต่ก็ทำเป็นว่าเขายังไม่รู้สึกตัวเพื่อดูอาการของเธอ

“คุณ?...ทำอะไรคะ?” เหมือนว่าหญิงสาวกำลังจะหันหน้าไปหาเจ้าของเสียงที่อยู่ข้างหลัง แต่กลับถูกเขาสวมกอดเอวคอดมาจากด้านหลัง เธอเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ สัมผัสอบอุ่นจากแผงอกกำยำทำให้เหมือนมนต์สะกดให้เธอดิ้นไม่หลุด เขามีเสน่ห์ทางกายที่น่ากลัวจริงๆ หรือความจริงแล้ว เธอต่างหากที่อ่อนไหวไปกับเขาอย่างง่ายดาย

“เงียบทำไมล่ะ เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ สงสัยอะไรในตัวฉันมากหยั่งงั้นเหรอ?”เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบหน้ากากสีดำใต้หมอนที่หนุนมาสวมใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งเอาไว้ ก่อนจะเคยคางมนลงบนไหล่แคบของร่างเล็กที่สั่นสะท้านราวกับลูกไก่ขี้กลัวตกอยู่ในอุ้งมือของราชสีห์ขี้แกล้ง

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”หญิงสาวบอกปัดเพราะไม่อยากตกอยู่ในสภาพนี้นานนัก สภาพที่เธอรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกจากอก ร่างกายที่ร้อนขึ้นมาจากไออุ่นของร่างหนาที่เบียดกายกอดมาจากด้านหลังกำลังจะทำให้เธอหลอมละลายกองอยู่ตรงนี้

“เธอไม่มีอะไรจะถามกับฉัน แต่ฉันมีอะไรอยากถามเธอ?”ชายหนุ่มเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ผิดปรกติจากที่เคยได้ยิน มันฟังดูนุ่มนวล อบอุ่นในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความจริงจัง

“...”

“ฮโยยอน..เธอรู้สึกยังไงกับฉัน?”

“คะคะ?”เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยชื่อของเธอนับแต่เธอมาอยู่ที่นี่ แต่นั่นไม่น่าตกใจไปกว่าคำถามที่เธอไม่คิดว่ามันจะหลุดออกมาจากปากของเขา

“ฉันถามว่าเธอรักฉันรึเปล่า?”เขาเอียงหน้ามาชิดใบหูพร้อมกับกรอกเสียงนุ่มๆแต่ฟังดูจริงจังให้เธอได้ยินอย่างตั้งใจ หญิงสาวรู้สึกเหมือนรอบข้างมันขาวโพลนไปหมดก่อน

“ฉัน..ไม่รู้หรอกค่ะ”เธอตอบไปตามความจริง รักรึเปล่าไม่รู้แต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา แค่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกที่เธอกับเขาพบกันไม่น้อย

“ขอบใจนะสำหรับคำตอบ”ร่างหนาคลายกอดแล้วถอยออกจากร่างบางก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นจากเตียง หญิงสาวสึกว่าหัวใจกระตุกสองสามครั้ง และเหมือนมีความรู้สึกจุกๆขึ้นมาคาที่หน้าอก เธอเองก็รีบลุกจากเตียงเช่นกัน

“จะไปทำงานไม่ใช่เหรอ ไปสิ”เขาหันหลังให้เธอแล้วพูดเสียงเย็น กลับไปเป็นเจ้านายคนเก่าอย่างไม่เหลือคราบคนอบอุ่นชวนฝันเมื่อครู่ในพริบตาเดียว

“ค่ะ”เธอรับคำแม้ไม่ได้ยินดีเท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะให้อยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ในฐานะอะไร ความเย็นชาของเขามันทำให้เธออึดอัดเกินไป

ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจนแน่ใจว่าร่างบางได้ก้าวพ้นธรณีประตูออกไปจากห้องแล้ว

“โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ...ฮโยยอน...ถ้าฉันอยากได้หัวใจของเธอ ฉันต้องแลกกับอะไร?”ชายหนุ่มพึมพำกับสายตาที่มองไปยังประตูเหมือนจะมองทะลุออกไปด้านนอกอย่างรู้สึกสับสนในใจ.....

ที่โต๊ะอาหาร เช้านี้ หญิงสาวนั่งทานอาหารเช้าเพียงคนเดียวเพราะทั้งยุนอาและเจ้านายอารมณ์แปรปรวญของเธอได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เธอเดาว่าที่เจ้านายหนุ่มไม่ลงมาทานอาหารเช้า คงเพราะไม่อยากเห็นหน้าเธอ แต่กับยุนอาเธอไม่รู้ว่าหญิงสาวหายไปไหน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีหลายครั้งอยู่เหมือนกันที่เธอต้องนั่งทานข้าวคนเดียว โดยปราศจากเจ้าบ้านและยุนอา

“รีบกินรีบไปทำงานดีกว่า” หญิงสาวบอกกับตัวเอง ก่อนจะรีบตักอาหารเช้ารสชาติดีเข้าปาก 

ในช่วงฤดูหนาว อากาศเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พืชพรรณมีความอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับกุหลาบสวน ที่ออกดอกดกสวยงามในหน้าหนาว เธอยิ้มอย่างภูมิใจที่กุหลาบที่เธอเฝ้าดูแล เติบโตขึ้นเรื่อยๆอย่างสวยสดงดงาม ก่อนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันที

“นี่มันอะไรกัน!?” มองเผินๆเหมือนกุหลาบพวกนี้จะสวยงามดี แต่พอจ้องมองดีๆก็พบว่าดอกของมันกำลังถูกอะไรสักอย่างกัดกิน และถ้ามันเป็นแบบนี้ทั้งสวนจะเป็นยังไงกันนะ หญิงสาวรู้สึกใจไม่ดี เธอวิ่งไปสำรวจต้นกุหลาบที่อยู่รอบๆแปลงของเธอ กุหลาบต้นที่โตเต็มที่แล้ว ที่ไม่ใช่กุหลาบที่เธอดูแลอยู่

“ไม่มีนี่น่า กุหลาบพวกนี้สวยสมบูรณ์ดีไม่มีอะไรกัดกิน”หญิงสาวขมวดคิ้ว คิดไม่ตก ศัตรูพืชที่แสนร้ายกาจนั้นมันคืออะไรกันนะ

“คุณหัวหน้าพ่อบ้าน! คุณหัวหน้าพ่อบ้านคะ?”หญิงสาววิ่งไปที่คอกม้า ซึ่งคิดว่าชายชราหัวหน้าพ่อบ้านที่มาให้อาหารม้าที่นี่ทุกเช้าเป็นกิจวัตร 

“เรียกหาฉันทำไม?”ร่างคนตัวผอมหลังงองุ้มเล็กน้อยทักทายมาอย่างเย็นชา ในระหว่างที่โกยหญ้าลงบนรางอาหารของม้านับสิบตัวที่อยู่ในคอก

“คุณหัวหน้าพ่อบ้าน ช่วยมาดูนี่กับฉันหน่อยสิคะ ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”หญิงสาววิ่งเข้าไปหาชายชราที่ทำหน้าฉงน ก่อนจะลากแขนเขาออกมาอย่างไม่สนคำทัดทาน จนถึงแปลงกุหลาบ

“เกิดอะไรขึ้นกับกุหลาบที่เธอดูแลหยั่งงั้นเหรอ?”ชายชราเอ่ยถาม

“ที่ดอกน่ะค่ะ เป็นเพลี้ยรึเปล่าค่ะ?”หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“อือ...”ชายชรานั่งยองๆลง สองมือคว้ากุหลาบที่อยู่ใกล้ๆ มองอย่างสำรวจ

“หนอนเจาะดอก ไม่ผิดแน่”

“หนอนงั้นเหรอคะ!”หญิงสาวไม่เคยรับมือกับมันมาก่อน จึงรู้สึกตกใจ นั่นคงเป็นเพราะว่าเธอไม่คุ้นเคยกับการปลูกกุหลาบมาก่อน

“ใช่ หนอนเจาะดอก เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนตัวเล็กๆมันจะวางไข่อยู่ที่กลีบดอกด้านนอก เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวจะกัดกินดอกและอาศัยอยู่ในดอก มันจะระบาดบ่อยๆช่วงหน้าหนาวนี่แหละ”

“แต่ทำไม กุหลาบพวกนั้นถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะค่ะ?หญิงสาวชี้ไปที่ กุหลาบต้นอื่น ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของเธอ

“ก่อนหน้าจะเปลี่ยนฤดู เราจะฉีดยาป้องกันมันไว้แล้ว แต่ไม่ได้ฉีดในแปลงของเธอ”

“อะไรนะคะ ทำไมกันน่ะ?”

“เพราะมันเป็นสารเคมีน่ะสิ ปกติกุหลาบพวกนั้นก็ปลูกเอาไว้เฉยๆไม่ได้มีใครไปยุ่งย่ามกับมัน แต่เธอขลุกอยู่ที่แปลงนี้แทบทุกวัน ถ้าฉันฉีดสารเคมีแล้วเธอคิดว่าเธอจะเป็นยังไง?”  

“แล้วมีทางไหนที่จะทำให้มันหาย ให้ดอกกุหลาบพวกนี้ไม่ถูกหนอนพวกนี้กินไหมค่ะ”

“ถ้าวิธีธรรมชาติก็มีแต่กางมุ้งให้มัน ก่อนจะถึงหน้าหนาวที่หนอนพวกนี้ระบาด”

“มะหมายความว่า ตอนนี้...”

“อืม ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องใช้ยา”

“ยาอะไรค่ะ ถ้าจำเป็นเราคงต้องทำ เพราะกุหลาบพวกนี้ เป็นหัวใจของเขา ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะก็...”

“อืม..ถ้าเธอพูดแบบนั้น ฉันจะจัดการให้ ขอโทษที่ฉันไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเธอก่อน เพราะนึกว่าเธอรู้อยู่แล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเองก็ไม่รอบคอบเอง เรื่องยา ฉันจะช่วยด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ยาพวกนั้นมันอันตราย”

“แต่มันเป็นความรับผิดชอบของฉันค่ะ”หญิงสาวยังยืนยันแข็งขันที่จะรักษาดอกกุหลาบเหล่านี้ไว้ด้วยตัวเอง ก็เพราะว่าเขาคนนั้นให้ความสำคัญกับมันมาก

หลายชั่วโมงผ่านไป

“ฮโยยอน วันนี้ขลุกอยู่ที่สวนทั้งวันเลยนะ” หลังจากที่ช่วยคนงานที่หัวหน้าพ่อบ้านเรียกมาช่วยฉีดยาในแปลงกุหลาบจนเสร็จ  พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า หญิงสาวเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะเธอยังไม่แตะอาหารกลางวันเลย ใช่สิ เธอหิวจะแย่แล้ว

“เป็นไรรึเปล่าฮโย สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเลย” ยุนอาถามต่อทักขณะจัดโต๊ะทานอาหารตามปกติ

“แค่เหนื่อยแล้วก็หิวนะค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

“อ่าหยั่งงั้นจะรอช้าทำไม มานั่งเลยมา เจ้านายของเราออกไปข้างนอก เพิ่งกลับมาเมื่อกี้ เดี๋ยวคงลงมา ฮโยยอนมานั่งท่านก่อนเลยก็ได้ หิวไม่ใช่เหรอ?”

บนห้องของเจ้าบ้าน....

ก็อกๆๆ เคียงเคาะประตูดังเน้นๆขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่คนเคาะจะเดินเข้ามาในห้อง

“นายน้อย”

“คุณพ่อบ้าน ว่ายังไงครับ?”เจ้าของห้องที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานหันเก้าอี้มาหาคนทียืนค้อมตัวเล็กน้อย

“พอดี เอ่อ สวนกุหลาบที่นายน้อยให้ยัยเด็กสาวคนนั้นดูแล มีหนอนเจาะดอกลงน่ะครับ”

“ว่ายังไงนะ ทำไม?”สีหน้าที่เคยอ่อนโดยเมื่อครู่หายไปถนัดตาแล้วจ้องเขม็งมายังผู้รายงาน

“ผมไม่ได้ให้คนฉีดยาป้องกันไว้ก่อน เพราะคิดว่าเด็กนั่นต้องทำงานอยู่ที่นั่นทุกวัน กลัวสารพิษมันจะ...”

“อืม แล้วตอนนี้ทำอะไรไปรึยัง?”

“ฉีดยาไปแล้วครับ”

“อืม เข้าใจแล้วครับ”ดูเหมือนว่าชายหนุ่มที่รับฟังเรื่องของกุหลาบที่ตัวเองรักนักรักหนาจะไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองสักเท่าไหร่ที่รู้ว่ามันกำลังจะแย่ ท่าทีของเขาเหมือนกับว่าไม่ได้ไยดีมันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงโกรธแล้วก็ตีโพยตีพาย อาละวาดหนักแน่ๆ โดยเฉพาะคนที่ทำให้กุหลาบต้องเป็นแบบนี้

“ก็อกๆๆ!!

“โอ้ปป้า..!!”เสียงผู้หญิงที่เจือความรู้สึกตกใจและสั่นสะท้านดังขึ้นมาจากหลังประตูไม้บานใหญ่ ทำให้คนด้านในรู้สึกแปลกใจ

“เข้ามาสิ!”เจ้าของห้องร้องบอก

“ประตูไม่ได้ล็อกครับคุณหนู”ชายชราที่เดินเข้ามาคนสุดท้าย ร้องบอกด้วยอีกคน

“โอ้ปป้า!..ฮโยยอนแย่แล้ว!!”ยุนอาเดินเร็วเข้ามาหน้าตาตื่น เหงื่อตกหน้าซีดด้วยความตกใจ

“ฮโยยอนเหรอ เกิดอะไรขึ้น!!”คนฟังได้ยินแล้วถึงกับใจหาย รีบลุกมาซักไซร้คนแจ้งข่าว

“ฉันก็ไม่รู้ค่ะ ฉันชวนฮโยยอนมากินข้าวเย็นก่อน ไม่ต้องรอพี่ พอกินไปได้แปบนึงเธอก็บอกว่า หน้ามืด แล้วจู่ๆก็อ้วกออกมาหมดเลย”

“อย่าบอกนะว่า...”ชายหนุ่มหันหน้าไปหาหัวหน้าพ่อบ้านที่ยืนอ้าปากค้างอยู่

“คะครับ ฮโยยอนก็ช่วยฉีดยาฆ่าแมลงด้วย”

“บ้าเอ๊ย ยุนอา บอกคนเตรียมรถให้พี่ที โทรหาหมอที่ดีที่สุดที่อยู่ใกล้ๆมารอที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด!บอกหมอล่วงหน้าด้วยว่าคนไข้โดนสารพิษจากยาฆ่าแมลง!

“ค่ะ! ฉันจะจัดการให้”น้ำเสียงดุดันจริงจังบอกผ่านสายตาคมกริบ ขณะคนพูดสาละวนไปหยิบเสื้อโค้ชกันหนาว ก่อนจะรีบลงไปที่ชั้นล่าง

 

โรงพยาบาล......

     รางบอบบางผ่อนลมหายใจออกมาอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าซีดเซียวเพราะความอ่อนล้า ยังมีมือหนาที่คอยประคองฝ่ามือบางเอาไว้อย่างทะนุถนอม

โชคยังดีที่ได้รับสารพิษในปริมาณที่น้อย ไม่อย่างนั้นสารพิษพวกนั้นอาจจะทำให้เธอเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตอย่างเฉียบพลัน หรือเลวร้ายกว่านั้น มันอาจะคร่าชีวิตเธอได้เลย

     “โอ้ปป้า! กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ นี่มันก็ตี 1 เข้าไปแล้ว โอ้ปป้าทำงานมาทั้งวันไม่เหนื่อยรึไงค่ะ?” ยุนอาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเหยือกน้ำ แล้ววางมันคงบนโต๊ะเตี้ยเยื้องๆกับเตียงคนไข้

      “ไม่เป็นไรหรอก พี่อยู่ได้”ร่างหนาบอกแบบไม่หันมามองหน้าคู่สนทนา แววตาอบอุ่นจับจ้องไปยังในหน้าเรียวของร่างบางที่นอนสลบไสลอยู่เท่านั้น

ระหว่างเขากับยุนอา ความจริงแล้วพวกเขาเป็นพี่น้องแท้ๆที่คลานตามกันมา และที่ยุนอาบอกว่าตัวเองเป็นคนใช้ในบ้าน เขาก็ไม่ใช่ต้นคิด ยุนอาเป็นคนคิดเองแล้วมาบอกให้เขาเออออไปด้วย

      “โอ้ปป้า คงจะรักฮโยยอนเข้าจริงๆแล้วสินะคะ” ยุนอานั่งลงที่โซฟา พร้อมกับมองร่างหนาของพี่ชายตนผ่านแผ่นหลังกว้าง

      “ก่อนหน้านี้พี่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ตอนนี้ พี่แน่ใจแล้ว ว่าพี่รักผู้หญิงคนนี้มากขนาดไหน ตอนนี้กุหลาบพวกนั้นไม่ได้มีค่าไปกว่าผู้หญิงที่นอนอยู่ตรงหน้าพี่”

      “ฉันดีใจนะคะ ในที่สุดพี่ก็จะมีชีวิตที่มีความสุขสักที”ไม่พูดเปล่ายุนอายิ้มออกอย่างมีความสุขจากหัวใจ พี่ชายของเธอที่ต้องทุกข์ทรมานตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะอุบติเหตุที่พรากทั้งพ่อและแม่ของชายหนุ่มไป ทำแถมยังทำให้ใบหน้าของเขาเป็นรอบแผลฉกรรจ์ที่ การแพทย์ในตอนนั้นไม่อาจจะรักษาได้ เขาต้องทนทรมาน โดนเพื่อนที่โรงเรียน ด่าว่าไอ้ตัวน่าเกลียด ไอ้คนประหลาด ไอ้คนหน้าผีมาตลอด จนมันกลายเป็นความเย็นชินชาในหัวใจ

      เมื่อเริ่มโตขึ้น เขาก็มีความรักเข้ามาจากผู้หญิงมากมายหลายคน แต่ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เข้าหา เพื่อหวังสมบัติมหาศาลที่รู้ว่าเขาครอบครองอยู่ ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบริษัทผลิตอาหารสำเร็จรูป รวมถึงเจ้าของไร่ส้มนับสองพันไร่ ณ เกาะเชจูแห่งนี้ เพราะต้องพบกับความเสียใจและเจ็บปวด เขาจึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่สงบสุขอยู่นี่ที่ กับน้องสาวคนเดียว โชคดีพี่พวกเขามีญาติพี่น้องที่ดีและคอยเป็นกำลังใจ จึงผ่านพ้นวันเลวร้ายมาได้จนทุกวันนี้

      “ยุนอา ในฐานนะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกับฮโยยอน เราคิดว่าฮโยยอน จะรักพี่ได้ไหม?”เมื่อความเงียบผ่านไปสักพักโดยที่ไม่มีใครพูดอะไร เจ้าของร่างหนาจึงเอ่ยความในใจออกมาให้น้องสาวได้รู้ เพราะพวกเขามีกันอยู่แค่สองคน จึงไม่มีความลับอะไรต่อกันแม้แต่น้อย เป็นน้องสาวของเขาเสียอีก ที่คอยยุ คอยบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะคิดจะจับคู่ให้เขากับฮโยยอน ด้วยความที่เธอคิดว่า ฮโยยอนน่าจะเป็นผู้หญิงที่ดีพอสำหรับพี่ชายของเธอ ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะไม่มีสมบัติทางกายที่ทัดเทียมกับพี่ชายของเธอได้ แต่เธอมีสิ่งสำคัญที่มีค่ามากกว่าสมบัติเหล่านั้น คือจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่คิดร้ายกับใคร คนที่มีจิตใจที่ดีงามและจริงใจใสซื่อเช่นหญิงสาวไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ

      “ถ้าถามฉัน ฉันคิดว่าฮโยยอนก็รักพี่เหมือนกันค่ะ”

      “จริงน่ะเหรอ...เมื่อเช้าพี่ถามเธอไปแล้ว แต่เธอก็บอกว่าไม่รู้” ชายหนุ่มยังคงจับจ้องที่ร่างบางของหญิงสาวไม่ห่างไป

      “ฮโยยอนก็คงแค่สับสนมั้งค่ะ รอให้เธอตื่นมา พี่ก็แค่สารภาพรักกับเธอซะ”

      “สารภาพรัก...”

      “ค่ะ”

      “เขาจะรับผู้ชายอัปลักษณ์อย่างพี่ได้เหรอ?”และแล้วแผลที่ทิ่มตำใจชายหนุ่มมาตลอดก็ไม่พ้นเรื่องนี้ จุดอ่อนที่เคยโดนล้อมาตั้งแต่เด็กๆ

      “ถ้าเขารับไม่ได้ก็ปล่อยเขาไปค่ะ แต่ถ้าเขารับได้ อย่าปล่อยไปเด็ดขาด แต่ถ้าให้ฉันเดา ฮโยยอนต้องรักพี่ชายของฉันอยู่แล้ว”

      “ทำไมถึงมั่นใจถึงขนาดนั้นล่ะ?”

      “ก็...ที่ฮโยยอนเป็นแบบนี้เพราะห่วงว่าต้นกุหลาบที่พี่รักจะเป็นอะไรไปเพราะเขาน่ะสิคะ ถึงกับไม่ยอมกินอะไรเพราะต้องการจะทำงานให้เสร็จ เพื่อปกป้องสิ่งที่พี่รักจากสิ่งที่จะมาทำลายดอกไม้ที่เปรียบเหมือนหัวใจของพี่”

      “เขาอาจจะห่วงว่าพี่จะโกรธเขาก็ได้นิ”

      “พี่โกรธเขาอย่างมากก็แค่ด่า คงไม่กล้าทำอะไรเขามากไปกว่านี้หรอกค่ะ แต่ฉันว่าที่เขาทำ เขาทำเพราะพี่ แล้วก็เพื่อพี่”ชายหนุ่มถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกสับสน เขารู้ตัวเองแล้วว่ารักเธอมากขนาดไหน แต่จะทำยังไงให้รู้ใจเธอ ใจที่แท้จริงของเธอว่ารู้สึกยังไงกับเขา....

        ตอนเช้าตรู่....โรงพยาบาล..

     ร่างบางค่อยๆลืมตาขึ้นแม้จะรู้สึกหน่วงๆที่เปลือกตาจนลืมมันได้อยากเย็น สิ่งที่เธอเห็นเพื่อดวงตาเริ่มชินกับแสงคือใบหน้าที่คุ้นเคยของคนที่นอนทับแขนอยู่ที่โซฟา ตรงข้ามกับเตียงผู้ป่วยแล้วหน้าหน้ามาหาเธอพอดี

      “คุณ...”

      “ฮโยยอน ตื่นแล้วเหรอ!”เสียงใสของคนที่เดินเข้ามาจากประตูเอ่ยทักทายร่างบางด้วยรอยยิ้มสดใส

      “คุณยุนอา ฉันอยู่ที่ไหนค่ะ?”

      “โรงพยาบาลจ้า เธอแพ้สารเคมีน่ะ ดีนะที่ไม่โดนพิษแรงเท่าไหร่”

      “จริงเหรอค่ะเนี่ย..น่าอายจัง เขาคงโกรธฉันมาก ที่ทำให้กุหลาบแสนสวยของเขาต้องด่างพร้อย แถมฉันยังทำตัวมีปัญหาต้องให้เขาพามาที่  โรงพยาบาลอีก ฉันทำเรื่องปวดหัวให้เขาไม่รู้จักหยุดหย่อนเลยจริงๆ”

      “อย่าคิดอย่างนั้นสิฮโยยอน ฉันจะบอกอะไรให้นะ”ยุนอาที่เดินมาพร้อมกับกาแฟกระป๋องสองกระป๋องวางมันลงที่เตี้ยหน้าโซฟาที่พี่ชายของเธอนอนหลับอยู่ ก่อนจะเดินเข้ามาจับมือคนป่วยไปประคองไว้

      “พี่ชายฉันเกือบจะกลายเป็นปีศาจแสนเย็นชาไปแล้ว แต่เป็นเธอที่เข้ามาทำให้เขามีความรู้สึกโกรธ สับสน เมตตา ความหวง ความห่วงแล้วก็ความรักเหมือนกับที่คนปกติเขามีกัน”ฮโยยอนสบสายตาใสซื่อของหญิงสาวด้วยความอึ้ง แล้วก็สะกิดใจกับทุกคำที่อุนยาเอ่ยออกมาโดยเฉพาะคำว่า

      “เมื่อกี้คุณยุนอาเรียกเขาว่าพี่ชาย..”

      “อืม ใช่แล้วล่ะ ความจริงเขาเป็นพี่ชายของฉันเอง..”ยุนอายิ้มรับ ก่อนจะเล่าเรื่องจริงของครอบครัวเธอให้หญิงสาวฟัง ความจริงที่เป็นความลับที่คลางแคลงใจหญิงสาวทั้งหมด

      “ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้เอง ที่เขาอารมณ์แปรปรวน ที่เอาแต่ว่าตัวเองว่าอัปลักษณ์”

      “พี่ชายน่ะ ยึดติดกับคำคำนั้นมาตลอดชีวิต เพราะทุกคนพูดกรอกหูเขามาตั้งแต่เกิดอุบุติเหตุ มันเป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจอย่างไม่มีวันรักษาหาย”

      “...ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้วล่ะค่ะ”ฮโยยอนมองไปยังนอนที่ยังหลับไปอย่างไม่รู้สึกตัว ว่ามีคนแอบนินทาระยะประชิดขนาดนี้

      “แล้ว เธอ รังเกียจเขาไหม ที่หน้าของเขาเป็นแบบนั้น?”

      “หน้าตามันเป็นอะไรที่ฉาบฉวยค่ะ คุณยุนอา หัวใจจริงๆต่างหากที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ในขณะที่ใบหน้าของเราเหี่ยวเฉา เหมือนดอกไม้ที่ร่วงโรยไปแล้ว แต่หัวใจที่ดีของเขาก็จะเป็นเหมือนเดิม ฉันคิดว่าคนเราต่อให้ภายนอกจะดูดีขนาดไหน ถ้าจิตใจไม่ดีก็ไม่ใช่คนที่น่าคบหรอกค่ะ”

      “งั้นก็แปลว่า เธอไม่รังเกียจใช่ไหม ที่ใบหน้าของเขาเป็นแบบนี้”

      “ฉันไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย”

      “งั้นเธอก็รักเขาได้น่ะสิ”

      “เอ๊ะ!!”หญิงสาวอุทานด้วยความแปลกใจ พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น

      “เมื่อวานพี่เขาเป็นห่วงเธอมากเลยนะ เขาเป็นคนพาเธอมาที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง แล้วก็นั่งเฝ้าเธอทั้งคืน เพิ่งจะนอนไปเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง”

      “จะ..จริงเหรอค่ะ?..”

      “เขาบอกฉันว่า ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเธอสำคัญกับเขามากกว่ากุหลาบพวกนั้น”

      “แล้วทำไมเขาถึงรักกุหลาบมากขนาดนั้นล่ะค่ะ?”

      “เพราะว่าแม่ของเราชอบดอกกุหลาบสวนมาก ตอนเด็กๆ พอหน้าหนาวเมื่อไหร่แม่ก็จะพาเราทั้งหมดมาอยู่ที่คฤหาสที่เกาะ เพราะชอบที่จะดูดอกกุหลาบออกดอกแดงทั่วคฤหาสในทุกๆเช้า กุหลาบสวนสีแดงก็เหมือนกับตัวแทนของแม่ พี่เขาก็เลยรักกุหลาบมากเพราะเขาสนิทกับแม่และรักแม่มากๆ”

      “ฉันคิดว่าฮโยเองก็ควรจะได้เจอกับคนที่ฮโยรักมากที่สุดเหมือนกัน แล้วก็ ฮโย อาจจะรู้หัวใจตัวเอง หลังจากที่ได้คุยกับพวกเขาก็ได้นะ” ยุนอายิ้มอย่างมีเลสนัย

      “หรือว่า...”

      “อื้ม ฉันกำลังให้คนพาคุณพ่อกับพี่ๆของฮโยมาที่นี่ อดใจรอก่อนนะจ้ะ”   “พ่อจะมาเหรอค่ะ!”หญิงสาวโพล่งถามด้วยความดีใจ เธอดีดตัวลุกจากเตียงจนลืมความอ่อนล้าไปเลยก็ว่าได้ คิดถึงที่สุดเลย พ่อค่ะ.........

10

     โรงพยาบาล

    “พ่อคะ!”หญิงสาวโผเข้าสู่อ้อมกอดของชายที่เดินเข้ามาจากหลังประตูสีฟ้าอ่อน ใบหน้าที่แสนคุ้นเคยและอ้อมกอดที่อบอุ่นปลอดภัยที่เธอคิดถึง

     “ฮโยยอนลูกรักของพ่อ”ผู้เป็นพ่อเผยยิ้มอย่างอบอุ่น เขาลูบผมของลูกสาวผู้เป็นที่รักเพื่อปลอบใจ

     “พ่อดีใจจริงๆ ที่ได้เจอลูก ลูกคิดถึงพ่อรึเปล่าหึ!?”

     “คิดถึงพี่สุดเลยค่ะ?”หญิงสาวยิ้มอย่างเป็นสุข ขอบคุณ     คุณยุนอาจริงๆที่ทำให้เธอได้เจอกับพ่อเร็วกว่าที่คิดเอาไว้

     “พี่ๆ สวัสดีค่ะ!”ฮโยยอน เพิ่งสังเกตเห็นพี่ๆของเธอที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพ่อ พวกเขามองเธอด้วยสายตาที่เธออ่านไม่ออกว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่

     “ดูเหมือนเธอจะสบายดีนี่น่า เห็นว่าที่จริงแล้วผู้ชายคนที่พ่อเจอน่ะไม่ใช่ผีอย่างที่คิด แต่เป็นมหาเศรษฐีถีที่รวยมากใช่ไหม?”ซันนี่ พี่สาวของเธอกอดอกพูด

      “ฉันก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้เองค่ะ ว่าจริงๆแล้วเขาเป็นใคร”  ฮโยยอนผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นของพ่อ แล้วหันไปสนทนากับพี่สาว

     “เรื่องนั้นช่างมันเถอะนะ ลูกไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แล้วเขาเป็นคนจริงๆไม่ใช่ผีก็ดีแล้ว ตอนที่พ่อรู้ว่าหนูแอบหนีไปหาเขาแทนพ่อ หัวใจของพ่อแทบแตกสลาย”คนเป็นพ่อเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง

     “ตอนแรกที่หนูไปถึงที่นั่น ก็รู้สึกว่าที่นั่นน่ากลัวแปลกๆ แต่พอหนูอยู่ไปสักพัก ก็ได้รู้ว่ามันไม่มีอะไรอย่างที่แอบกลัวเลยสักนิดนึงค่ะ”หญิงสาวยิ้มเบิกบาน เพื่อให้พ่อของเธอสบายใจ

     “จริงสิค่ะ พ่อได้พบคุณยุนอากับคุณลู่หาน เจ้านายของหนูรึยังคะ?”

     “พบแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก” พ่อเป็นห่วงลูกเลยรีบเข้ามาก่อน

     “หยั่งงั้นเองเหรอค่ะ”หญิงสาวยิ้มน่ารัก

     “ฮโย ดูเธอสนิทกับเจ้านายดีนี่น่า ช่วยอะไรพี่ซักหน่อยสิ”

     “พี่ลีทึก มีอะไรให้ฉันช่วยเหรอค่ะ?”หญิงสาวบ่ายหน้าไปหาพี่ชาย

     “พี่อยากทำงานน่ะ เห็นว่าเขามีสวนส้มตั้งหลายพันไร่นี่น่า แกช่วยฝากพี่ให้ทำงานกับเขาหน่อยได้ไหม?”ลีทึกเอ่ยขอร้องน้องสาวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

     “เอ๋..ทำไม?”

     “ทำไมจู่ๆพี่อยากจะทำงานขึ้นมาน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าเห็นสิ่งที่เธอทำแล้วที่ก็ละอายใจ ตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆแทนที่จะดูแลพ่อดูแลน้อง กลับต้องให้เธอมาเสียสละ”

     “พี่ค่ะ?”หญิงสาวยิ้ม ในที่สุดพี่ชายของเธอก็คิดจะทำเรื่องดีๆกับเขาสักที

     “ถ้าหยั่งงั้น ฝากงานให้พี่ด้วยคนสิ”

     “พี่ชินดง!

     “แกก็อยากทำงานเหมือนกันเหรอ?”ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

     “ก็ได้ค่ะ ฉันจะลองถามเจ้านายของฉันดูนะคะ แต่ฉันบอกไม่ได้นะคะว่าพี่จะได้ทำงานในตำแหน่งไหน?”

     “อืม เข้าใจแล้วล่ะ พี่ทำได้ทุกงานนั่นแหละ”อีทึกเดินเข้ามาหาน้องสาวที่ข้างเตียง

     “ขอบใจมากนะฮโยยอน น้องสาวที่น่ารัก”เขาจับมือเธอ ช่างเป็นความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก นานแล้วนะที่ความเป็นพี่เป็นน้องนั้นห่างเหินไปแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ แต่ตอนนี้ เธอรู้สึกเหมือนได้ความอบอุ่นนั้นกลับมา

     “ฉันก็อยากจับมือด้วยเหมือนกันนะ”ยูริ เดินเข้าไปจับมือลีทึก พวกเขาหันมาสบตากันแล้วยิ้มให้ฮโยยอน

     “จับด้วยซี้!”ชินดงเดินเข้าไปจับมือยูริต่อ

     “ไม่เรียกเลยน่ะ ชิ”ซันนี่เดินเข้าไปจับมือของชินดงด้วยอีกคน กลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขายืนล้อมเตียงของฮโยยอนเอาไว้ และทุกคนก็หันหน้าไปยิ้มให้เธอ

     “ฮโย เอามือมานี่สิ!”ซันนี่ขอมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ของ     ฮโยยอน เธอยื่นมามาสัมผัสกับพี่ๆด้วยหัวใจที่รับรู้ถึงความอบอุ่น

     “พี่คะ”เธอยิ้มแต่ดวงตาเรียวเหมือนน้ำตาจะไหล

     “หายไวๆนะน้องพี่”ลีทึกเอ่ยแล้วยิ้มอบอุ่นให้

     “ตอนนี้พี่ฝึกตัดเสื้ออยู่ ถ้าเพื่อตัดเสื้อได้สวยๆเมื่อไหร่ พี่จะตัดชุดสวยๆให้เธอใส่”ยูริพูด

     “ตอนนี้พี่ไม่มีอะไรอ่านะ แต่ถ้าเธอหายดีเมื่อไหร่ เราไปทานข้าวกันนะ พี่จะแบ่งของอร่อยๆให้เธอกินคนแรก”ชินดงพูด ทำให้ทุกคนหัวเราะน้อยๆออกมา

     “ฉันคิดว่าเธอคงจะเจอคนที่จะทำให้เธอมีความสุขแล้วล่ะ ฮโยยอน เก็บรักษารักดีๆเอาไว้ให้นานๆนะ รักเธอนะ”ซันนี่

     “ฉันก็รักพี่ๆทุกคนค่ะ”หญิงสาวน้ำตาร่างเผาะ ทันทีพวกเขาก็เข้าไปโอบกอดกันฉันท์พี่น้อง

     “บรรยากาศแบบนี้ ไม่ได้เห็นมานานแล้วนะ น่าจะถ่ายรูปเก็บไว้”คนเป็นพ่อพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเข้าไปโอบกอดลูกๆด้วยอีกคน

ตอนเย็น...

     หลังจากที่ทานอาหารเย็นและกินยาของผู้ป่วยเรียบร้อย หญิงสาวก็บอกกับชายหนุ่มที่คอยดูแลเธออย่างใกล้ชิด ว่าอยากออกมาสูดอากาศนอกห้อง เขาพาเธอลงลิฟต์มาที่ชั้นล่าง ให้เธอนั่งรถเข็นโดยที่มีเขาเป็นคนเข็นไปตามสวนหย่อมที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้

     “ขอบคุณนะคะเจ้านาย ความจริงคุณไม่ต้องทำอะไรเพื่อฉันขนาดนี้ก็ได้”หญิงสาวเอ่ยกับเขาขณะรถเข็นมาหยุดอยู่ที่แปลงดอกกุหลาบดอกเล็กๆสีแดง ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาละจากการเข็นรถให้หญิงสาวมานั่งยองๆลงข้างๆเธอ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกับกุหลาบกลีบบางเหล่านั้น

     “ฉันรักกุหลาบมาก ฉันจึงดูแลมันเป็นอย่างดี แล้วมันผิดด้วยหรือไง ที่ฉันจะดูแลคนที่ฉันรักเป็นอย่างดีด้วยน่ะ”สุดท้ายเขาก็หันมาสบตากับหญิงสาวที่จ้องแผ่นหลังเขาอยู่ก่อนแล้ว ประโยคนั้นมันทำให้เธอรู้สึกว่าหัวใจพองโตขึ้นมา

     “ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าฉันคิดยังไงกับคุณกันแน่น่ะเหรอค่ะ?”หญิงสาวเอ่ยถามอีก

     “ก็จนกว่าเธอจะปฏิเสธหัวใจของฉัน ฉันก็ถือว่ายังมีความหวังอยู่ไม่ใช่หรือไง? แต่ถ้าเธออึดอัดกับสิ่งที่ฉันทำให้เธอ เธอก็แค่บอกกับฉันตรงๆ แล้วฉันจะไม่มาตอแยเธออีก”

     “คือ..ฉัน..”

     “ตอนนี้เธอยังไม่ต้องบอกฉันก็ได้..ไว้เธอหายดี ออกจากโรงพยาบาลซะก่อน ค่อยคิดเรื่องนั้นก็ยังไม่สาย”ชายหนุ่มเหมือนรู้ว่าหญิงสาวหนักใจ เพราะยังสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง

     “คือความจริง ฉันมีอีกอย่างจะขอร้องคุณ..”

     “ว่ามาสิ ฉันรอฟังอยู่”

     “คือ..พี่ชายสองคนของฉันอยากขอทำงานในไร่ส้มของคุณน่ะค่ะ ไม่ทราบพอจะเป็นไปได้ไหม?”แม้จะรู้สึกเกรงใจ แต่เธอก็รับปากพี่ชายเอาไว้แล้ว หญิงสาวเลยโพล่งถามชายหนุ่มออกไปอย่างจริงจัง

     “เรื่องแค่นี้เอง พรุ่งนี้ให้พวกเขามาที่โรงพยาบาลสิ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน ฉันจะไปส่งพวกเขาที่สวนให้”ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่ต้องคิด

     “ทำไมง่ายจังค่ะ?”หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

     “ไร่ส้มของฉันรับคนงานบ่อยๆแล้วก็รับเรื่อยๆอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก ต่อให้พวกเขาไม่ใช่พี่ชายของเธอ ฉันก็จะรับพวกเขาไว้”หญิงสาวกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่เขาเอ่ยดักคอเอาไว้ทัน

     “ไม่ต้องขอบคุณ พอกันที ถ้าเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นความรักให้ฉัน เธอคงจะรักฉันมากแน่ๆเลยนะ”เขาลุกขึ้น ก่อนจะเดินกลับไปเข็นรถของเธอเคลื่อนออกไปจากแปลงกุหลาบ โดยที่ไม่สังเกตเห็นแก้มแดงระเรื่อที่เกิดจากคำพูดสุดท้ายของเขาเมื่อกี้นี้

     เช้าวันต่อมา...

ชายหนุ่มพาหญิงสาวกลับมายังหฤหาสน์หลังงามของตัวเองที่แม้มองจากภายนอกมันอาจจะแลดูเก่าแก่ แต่ภายในนั้นยังคงสวยสดงดงาม เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

“ฮโยยอน กลับมาแล้วเหรอ?”ยุนอาเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อฮโยยอน เดินเข้ามาด้านในห้องโถงที่เป็นทางเดินผ่านไปยังห้องของเธอ

“ค่ะ กลับมาแล้วค่ะ”เธอยิ้มให้ยุนอา

“พี่ชายล่ะไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?”ยุนอาเอียงคอถาม

“มาค่ะ แต่เขาขับรถไปส่งพี่ชายของฉันที่สวนส้มน่ะค่ะ พอดีพี่ๆของฉันขอมาทำงานในสวมด้วยน่ะคะ”ฮโยยอนอธิบาย

“อ๋อ เป็นแบบนี้เอง งั้นฮโยก็ไปพักที่ห้องก่อนเถอะนะ เพิ่งหายป่วย อย่าเพิ่งทำอะไรเลย วันนี้พักผ่อนให้สบายนะจ๊ะ”

“ขอบคุณนะค่ะคุณยุนอาที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีมาตลอด คิดแล้วก็รู้สึกเกรงใจยังไงก็ไม่รู้”

“จุ๊ๆ อย่าพูดหยั่งงั้นสิค่ะ ก็ฮโยเป็นว่าที่พี่สะใภ้ของฉันนี่น่า”

“คุณยุนอา ทำไมพูดแบบนี้ล่ะค่ะ”ถึงจะพูดแบบนั้น แต่หญิงสาวกลับหน้าแดงกับสิ่งที่ยุนอาเอ่ยแซว

“ฮ่าๆ ไม่ต้องอายหรอกน่าฮโย”

“ฉันไม่คุยกับคุณยุนอาแล้วดีกว่าค่ะ ขอตัวกลับห้องก่อนนะค่ะ”

“แหมๆ เขินหน้าแดงน่ารักเชียว จ้าๆ เอ้ย ได้เลยค่ะพี่สะใภ้”ยุนอายังไม่หยุดเล่น ทำให้ฮโยยอนรีบเดินเร็วหนีเพราะไม่อยากจะโดนแซวมากไปกว่านี้

ในห้องนอนห้องเดิมของเธอ หญิงสาวเดินเข้าไปในห้อง ไม่ทันที่จะปิดประตู ก็เห็นภาพวาดที่เธอวาดเอาไว้เมื่อตอนนั้น แขวนอยู่ที่ผนังห้อง มันถูกนำไปใส่กรอบอย่างสวยงาม และทรงคุณค่าต่อจิตใจเธอมากขึ้นไปอีก เธอเดินเข้าไปเอามือสัมผัสกับกระจกใสที่กั้นระหว่างผืนผ้าใบกับฝ่ามือของเธออย่างรู้สึกมีความสุข ก่อนจะก้มลงไปหยิบโทรศัพท์เครื่องจิ๋วในมือที่ มีรูปของเธอ พ่อและพี่ๆที่ถ่ายรวมกันในโรงพยาบาล

“ระหว่างที่เธอต้องทำงานอยู่กับเจ้านายก็เอานี่ไว้ใช้ติดต่อมาที่บ้านก็แล้วกันนะฮโย”ซันนี่ควักโทรศัพท์เครื่องงามในมือของเธอมายื่นให้

“แต่นี่มัน..”

“พี่ให้เธอ เธอจำเป็นต้องใช้มากว่าพี่”

“ขอบคุณนะคะพี่”

“ฮโยยอน อีกเรื่องนึงนะ พี่กับพ่อคุยกันแล้วว่าเราจะคืนสมบัติที่เจ้านายให้พ่อเมื่อตอนนั้น ฮโยจะได้กลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม ไม่ต้องไปทำงานที่บ้านเขาอีก แต่เราใช้สมบัติพวกนั้นไปบ้างแล้ว ตอนนี้พวกเรากำลังพยายามเก็บเงินเพื่อใช้คืนเขาให้หมด”

“พี่ซันนี่!”หญิงสาวเอ่ยกับคนเป็นพี่อย่างอึ้งๆ

“แต่ฉันก็ทำงานให้เขา นั่นมันก็ถือเป็นค่าจ้าง พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะคะ สมบัตินั้น ถ้ามีอะไรจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้ไปเถอะค่ะ”

“พ่อเอาสมบัติพวกนั้นไปขายแล้วลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ถ้ามันไปได้ดีพ่อจะเอาสมบัติกับเงินไปคืนเจ้านายลูก เพื่อที่จะให้ลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วก็เรียนหนังสืออย่างที่ลูกต้องการยังไงล่ะ”คนเป็นพ่ออธิบายเพิ่มเติม

“จริงเหรอค่ะพ่อ ที่หนูจะได้เรียนหนังสือแล้ว”ฮโยยอนยิ้มแก้มปริ

“พ่อจะพยายาม แต่ตอนนี้ ลูกรอก่อนนะลูก รอให้ทุกอย่างเป็นไปได้ดีกว่านี้”

“พี่เองก็จะช่วยพ่อทำมันออกมาให้ดีที่สุด”ซันนี่จับมือฮโยยอนเอาไว้ พวกเขายิ้มให้กัน ก่อนจะถ่ายรูปครอบครัว ใส่ไว้ให้   ฮโยยอนในโทรศัพท์

“เวลาที่คิดถึงพวกเรา ก็หยิบขึ้นมาดูนะ”

“ขอบคุณนะค่ะ ขอบคุณ”

“คุณเป็นถึงเศรษฐี ร่ำรวยมหาศาล แต่ฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิงกะโปโลคนนึง ถึงคุณจะบอกว่าคุณไม่สนใจในฐานะของฉัน แต่ฉันไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับคุณได้เลยสักอย่างเดียว ถึงจะรักแค่ไหน”หญิงสาวถอนหายใจยาว ความจริงเธอก็พอจะรู้ความรู้สึกของตัวเอง ยิ่งเวลาที่อยู่ใกล้เขา มันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

...กลางดึก.......

     ปัง!เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นในตอนกลางคืนอันเงียบสงัด ปลุกคนที่นอนไม่หลับอยู่ก่อนแล้วให้สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

     “เสียงอะไร แล้วมันมาจากไหนกัน!?”เธอจะสบถก่อนจะวิ่งตามเสียงนั้นขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้าน

     “มาจากทางนี้รึเปล่าน่ะ?”หญิงสาวเดินฝ่าความมืดไปด้วยหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกแปลกๆเหมือนจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

     “ฉันบอกให้แกเอามายังไงล่ะ! อยากตายรึไง คราวนี้ฉันไม่ยิงขู่ออกนะเว้ย!สะเสียงนี้มัน

หญิงสาวหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องๆหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังออกมาจากข้างในนั้น เธอรู้สึกตื่นกลัวจนหน้าซีดแต่ยิ่งไปกว่านั้นกลัวสิ่งที่จะเห็นจะเป็นอย่างที่กลัว

“ไม่ ฉันไม่กลัวพวกแกหรอก!”เสียงหนึ่งดังออกมาอีก คราวนี้หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้าง เมื่อเธอลอบแอบมองคนที่อยู่ด้านในจากบานประตูที่เปิดแง้มอยู่

“พี่ลีทึก พี่ชินดง!”หญิงสาวทำใจกล้าเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้นด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อเห็นพี่ชายของตนกำลังเอาปืนจ่อไปที่หัวของเจ้านายของตน ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่โตะทำงาน

“ฮโย ..เออมาก็ดีแล้ว บอกเจ้าชายแกเอาสมบัติของมันออกมาให้ฉันหน่อย ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว เผลอยิงกบาลมันไปซะก่อน”ลีทึกหันหน้ามาสั่งน้องสาวที่เดินเข้ามาในห้องอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่แล้วเธอก็สลัดความคิดนั้นไปจนหมด ก่อนจะวิ่งไปขวางหน้าเจ้านายของตัวเองไว้

“อย่าทำอะไรเขาน่ะคะ ฉันจะไม่ยอมให้พี่ทำอะไรเขาเด็ดขาด!

“ฮโย! นี่แก!

“พี่กำลังทำอะไรของพี่คะ พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ฉันอุตส่าห์ขอเจ้านายให้พี่มาทำงานที่นี่ พี่ตอบแทนความมีเมตตาของเขาด้วยการหันปืนมาจ่อหน้าเขาแบบนี้ได้ยังไงค่ะ!”หญิงสาวตวาดว่าพี่ชายของตัวเองด้วยความโกรธและความผิดหวัง

“เออ ฉันรู้ แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฮโย ช่วยพี่หน่อยเถอะ คิดว่าสงสารพวกเราสองคน ถ้าเราไม่มีเงินไปคืนเจ้าหนี้ภายในสามวัน มันเอาพวกเราตายแน่ แล้วแกจะให้พี่ทำยังไง!”ฝ่ายนั้นตวาดกลับมาบ้าง

“ฮโย แกจะยอมเห็นฉันสองคนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาหยั่งงั้นเหรอ!”ชินดงเกลี้ยมกล่อมน้องสาวบ้าง

“ถ้าแกทำแบบนั้น ก็หมายความว่า แกนั่นแหละ ที่ฆ่าพวกฉันสองคน เพราะแกไม่ยอมให้ฉันเอาสมบัติของเจ้านายแกไป แกเป็นคนที่ทำให้ฉันกะ..”

“หยุดพูด พอสักทีเถอะค่ะพี่ ก็ในเมื่อทุกอย่าง พี่เป็นคนก่อ พี่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาผลของกรรมนั้นมาลงกับคนอื่นที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ฉันน่ะรักพี่นะค่ะ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมให้พี่ทำอะไรผิดๆอีกแล้ว!

“ฮโยยอน ไม่เป็นไรๆ ฉันให้สมบัติกับพวกเขาไปก็ได้ เธอไม่ต้องทำแบบนี้หรอก แค่เธอขอ ฉันจะยกสมบัติให้พี่ของเธอ สำหรับคนที่ฉันรัก แล้วสมบัติแค่นั้น ฉันไม่เสียดายหรอก”ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังหญิงสาวโพล่งขึ้นมา เมื่อเห็นการปะทะคมรมของพี่น้อง

“นายน้อย! เกิดอะไรขึ้นครับ!”ทันใดนั้นก็มีเสียงของหัวหน้าพ่อบ้านดังขึ้น เขาวิ่งมาพร้อมกับปืนลูกซองและชายฉกรรจ์อีกสามคน

“บ้าเอ้ย! ชินดง จับฮโยไว้เร็ว”อีทึกปราดเข้าไปดึงตัวชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโต๊ะขึ้นมากอดคอเขาจากด้านหลังแล้วเอาปืนจ่อที่หัว ส่วนหญิงสาวถูกชินดงยึดตัวไว้ยืนอยู่ข้างๆกัน

“พี่ลีทึก ฉันขอร้อง อย่าทำแบบนี้เลย ฉันขอล่ะค่ะ ขอทีเถอะ ฉันไม่อยากให้พี่หรือใครต้องเป็นอะไรไปทั้งนั้น!

“ถ้าจะมีใครเป็นอะไรไปสักคน ก็คงเป็นไอ้หน้าอ่อนนี่แหละ ถ้าแกไม่ขอสมบัติมันให้ฉัน ฉันก็จะยิงมันให้ตายตรงนี้แหละ ถึงยังไงฉันก็ไม่มีทางรอดจากไอ้เจ้าหนี้พวกนั้น ฉันมันหมาจนตรอกแล้ว!”ลีทึกตวาดอย่างเลือดขึ้นหน้า นาทีนี้เขาไม่ฟังอะไรใครหน้าไหนทั้งนั้น

“นายน้อย ปล่อยนายน้อยเดี๋ยวนี้นะ ถ้าแกไม่อยากโดนตำรวจจับ”หัวหน้าพ่อบ้านเล็งปืนมาที่ลีทึกด้วยความเกรี้ยวกราด

“หุบปากไปเลยไอ้แก่ แกนั่นแหละวางปืนลงแล้วถอยออกไปจากห้องนี้ซะ ไม่งั้นฉันฆ่าไอ้หน้าหล่อนี่แน่”ไม่พูดเปล่า มือเรียวยังเตรียมเหนี่ยวไกปืนที่จ่อเอาไว้ที่หัวของชายหนุ่ม

“ไม่! พี่ อย่านะค่ะ ไม่นะ อย่าทำร้ายเขา!”หญิงสาวร้องห้ามปานจะขาดใจ

“ทำไม แกต้องทำท่าแบบนั้นด้วยล่ะ แกรักมันรึไง?”ลีทึกหันมาพูดจาร้ายกาจกับน้องสาวในไส้

“ฉันผิดหวังในตัวพี่มากจริงๆ ฉันไม่คิดเลยว่าพี่จะเป็นพี่ชายของฉันจริงๆ พี่ชายที่ฉันรู้จักที่ไม่มีทางจะทำเรื่องแบบนี้ได้”ฮโยยอนร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“หึ ฉันก็ผิดหวังเหมือนกัน ผิดหวังมากที่มีน้องแบบแก ตกลงแกจะขอร้องมันไหม หรืออยากเห็นมันตายต่อหน้า ไหนว่ารักมันไง ขอร้องสิ ให้มันเอาสมบัติมาให้ฉัน!”ลีทึกถลึงตาตวาดอย่างรำคาญใจ กับน้องสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ถ้าพี่อยากได้สมบัติมากนัก ก็ฆ่าฉันซะเถอะค่ะ เพราะถ้าฉันตาย พี่ก็จะขู่ฉันไม่ได้อีก แล้วถึงแม้จะต้องตาย ฉันก็จะไม่ยอมให้พี่ทำสิ่งที่ผิดแบบนี้ ฉันจะไม่ยอม..”

     ปังๆๆ!! ลีทึกสกัดกั้นถ้อยคำสั่งสอนตัดพ้อหรืออะไรก็ตามแต่ที่ฮโยยอนเอ่ยออกมาจากปาก ด้วยการยิงปืนขึ้น ใส่เพดานสองนัดเพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันกำลังก่อตัวขึ้น ใช่ เขาไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำมากพอที่จะฆ่าพี่น้องในไส้ได้หรอก แต่หญิงสาวก็พอจะรู้ดี และขอเสี่ยงกับจิตใจของพี่ชายตัวเอง

“ฉันรักเขา และถ้าพี่ทำอะไรเขา ก็เหมือนพี่ฆ่าฉันด้วยเหมือนกัน!”ฮโยยอนโพล่งออกไปอีก ในสิ่งที่ตัวเองยังพูดไม่จบ

“ในที่สุดก็ยอมพูดสักทีนะฮโยยอน!”ชายหนุ่มเจ้าของบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายปนดีใจ

“เฮ้อ นึกว่าจะไม่สำเร็จซะแล้ว”ชินดงถอนหายใจ ก่อนจะเอากอดที่รัดรอบคอของน้องสาวออก แล้วเอามือมาปาดเหงื่อตัวเอง

“กว่าจะพูดได้ เล่นเอาคนอื่น เหนื่อยแทบขาดใจเลย” ลีทึกพูดบ้าง ก่อนจะปล่อยตัว ชายหนุ่มออกมาจากอ้อมแขน แล้วถอนหายใจ ยิ้มบางๆให้หญิงสาวที่ยืนอึ้งด้วยความงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก

“นะนี่มันหมายความว่าไงยังกันค่ะ ทำไมทุกคนถึง?”ฮโยยอนมองหน้าทุกคนที่อยู่ในห้อง เหมือนโลกที่ทุกสิ่งทุกอย่างลอยคว้างอยู่บนอากาศเมื่อครู่นี้กำลังหยุดหมุน แล้วสิ่งของที่ลอยตัวอยู่รอบๆเธอก็หล่นลงสู่พื้นอย่างกระทันหัน

“ทุกคนเล่นอะไรกันค่ะ!”เธอตวาด เพื่อพอจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันไม่ใช่เรื่องจริง

“..เอ่อก็แค่ เธอจะได้รู้หัวใจตัวเองไงว่าเธอรักเจ้านายเธอรึเปล่า?”ชินดงพูดแล้วยิ้มให้น้องสาวของตัวเอง

“ไม่ว่านี่จะเป็นความคิดของใคร รู้เอาไว้ด้วยนะคะว่าฉันไม่ตลกด้วย!”หญิงสาวหันขวับไปชายหนุ่มที่ยืนหน้าเสียเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากเธอ ก่อนจะวิ่งไวออกไปจากห้อง ที่ยุนอาเดินเข้ามาพอดี

“ฮโยยอน!”เธอเรียกหญิงสาวเอาไว้ไม่ทัน

“นี่อย่าบอกนะค่ะว่าพี่ใช้แผนนั้นจริงๆ”ยุนอาหันไปหาที่ชายตัวเองที่เดินเข้ามาใกล้ๆ

“เป็นเรื่องแล้วไงคะ ว่าแล้วเชียว ฮโยยอนต้องโกรธมากๆแน่ๆ”ยุนอาพูดอีก แค่เห็นใบหน้าซีดของพี่ชายก็พอจะเดาออก

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเองครับ เพราะมันเป็นแผนการของผม”ลีทึก วิ่งออกไปจากห้อง เพื่อจะปรับความเข้าใจกับ    ฮโยยอนด้วยตัวเอง

“พี่ไม่น่าทำแบบนี้เลย”ยุนอายังคงตำหนิพี่ชายตัวเองอยู่

“นี่เธอกะจะพูดให้พี่ช้ำใจตายไปเลยรึไง แค่รู้ว่าฮโยยอนโกรธขนาดนี้พี่ก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว”เขามองค้อนเธอ

“พี่ค่ะ..ฉันจะช่วยพูดให้อีกแรงก็แล้วกัน ถ้าฮโยโกรธพี่ แต่รอดูการง้อของพี่ชายฮโยยอนก่อนก็แล้วกันค่ะ” ยุนอาสบตาพี่ชาย

“ช่วยได้เยอะเลย น้องรัก”เขาหัวมือขยี้ผมน้องสาว

“พี่อ่า พอเลยค่ะ ทำแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ช่วยเลย”...

....อีกด้านหนึ่ง...

ลีทึกวิ่งตามน้องสาวที่วิ่งหายไปแถวๆห้องโถง เขาแน่ใจว่าเธออยู่แถวๆนี้แต่ไม่ยอมออกมาคุยกันเขาให้รู้เรื่อง

“ฮโย ถ้าแกจะโทษใคร ขอให้รู้ไว้ว่าเรื่องนี้พี่เป็นคนต้นคิดทั้งหมด และที่ทำไปก็เพราะหวังดี อยากให้แกได้รักกับคนที่จริงใจและรักแกจริงๆ ที่ผ่านมาแกทำเพื่อพวกพี่ เพื่อครอบครัวทุกอย่างเท่าที่แกจะทำได้ และพี่ไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลย จนเมื่อเวลาผ่านไป พี่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น พี่ไม่ควรจะให้แกที่เป็นน้องเล็กสุดของบ้านมาแบกภาระของครอบครัวที่ควรจะเป็นภาระของพี่ไว้อีกต่อไป ขอโทษนะฮโยยอน พี่ไม่ได้ขอให้แกหายโกรธพี่ แต่แค่ขอร้องว่าอย่าโกรธคนอื่น”หญิงสาวหลบอยู่ในห้องของตัวเอง แต่ก็ได้ยินสิ่งที่พี่ชายของตนพูดอย่างถนัดชัดเจน เธอค่อยๆแง้มประตูออกมา ลอบมองพี่ชาย

“พี่ค่ะ ฉันไม่โกรธพี่ก็ได้ค่ะ แต่พี่อย่าทำแบบนั้นอีกนะค่ะ ไม่งั้น ฉันไม่ให้อภัยจริงๆด้วย” หญิงสาวเดินออกมายืนอยู่ข้างหลังพี่ชาย

“อือ พี่สัญญาเลย”เขาหันมา ก่อนจะดึงเอวบางของหญิงสาวรั้งตัวเข้าไปกอดด้วยความโล่งอก

“ดูเหมือนว่า จะแฮปปี้เอ็นดิ้งนะคะพี่”ยุนอายืนคุยกับพี่ชายที่ระเบียงใกล้บันไดที่มองลงมาเห็นคนข้างล่างพอดี

“เรื่องฮโยยอนกับพี่ชายน่ะแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่เรื่องพี่กับ       ฮโยยอนล่ะ จะเป็นยังไง?”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความวิตกกังวล

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ฉันจะช่วยพี่อีกแรง ไม่ว่ายังไงพี่สะใภ้ของฉันต้องเป็นฮโยยอนคนเดียวเท่านั้น”ยุนอาพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“ก็ขอให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆแล้วกัน”......

 Special The End Part


หญิงสาวยืนกอดอกอยู่ระหว่างหน้าต่าง  ทอดสายตามองลงไปเบื้องล่างของปราสาทสูงที่เธอเดินขึ้นมาถึงห้องที่สูงที่สุดในปราสาท จากการบอกเล่าของยุนอา ร่างบางผ่อนลมหายใจแห่งความรู้สึกหนักใจออกมา เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตในเวลานี้ดี

 “เมื่อไหร่เธอจะเลิกหลบหน้าฉันสักที?”เสียงทุ้มทำนองตัดพ้อ ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ทำเอาคนคิดหนักตกใจเล็กน้อย

“...”แต่ก็หาได้ตอบอะไรกลับไป

“การรักฉันมันทำให้เธอเป็นทุกข์มากขนาดนั้นเลยเหรอ ฮโยยอน?”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”

“แล้วมันคืออะไร ตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธอกำลังหนักใจเรื่องอะไรอยู่ บอกฉันได้ไหม?”ชายหนุ่มขยับกายเคลื่อนเข้ามาหาหญิงสาวใกล้กว่าเดิม

“ฉันรักคุณ...”หญิงสาวหันหน้ามา เป็นเวลาเดียวกันกับที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาถึงตัวเธอพอดี เขายิ้มอย่างดีใจแล้วรวบตัวเธอมากอดไว้ในอ้อมอก

“แต่..ฉัน ไม่มีอะไรเหมาะสมกับคุณเลยแม้แต่นิดเดียว...”หญิงสาวว่าต่อ มันทำให้ชายหนุ่มผละอ้อมกอดให้หลวมลงมาในทันใด แล้วประคองใบหน้าเธอด้วยมือของเขา

“เรื่องนั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย ฉันรักที่ตัวตนของเธอ ไม่ได้รักที่ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน และก่อนหน้าที่เธอจะรู้ว่าฉันเป็นใครเธอก็รักฉันในแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?”

“มันไม่เหมือนกันค่ะ ตอนนี้คุณเป็นคนที่ฉันแค่คิดก็เอื้อมไม่ถึง  ฐานะของเรามันต่างกันเกินไป”

“ไร้สาระน่าฮโยยอน ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นเลย”

“แต่ฉันสนค่ะ ฉันมันก็แค่เด็กกะโปโลที่ไม่มีอะไรเลย แต่คุณเป็นถึง      มหาเศรษฐี แล้วคนรอบข้างของคุณ คนในสังคมเขาจะว่ายังไง?”

“ฉันไม่เห็นจะสนใจเรื่องนั้นเลยฮโย คนพวกนั้นไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับชีวิตเราเลย”

“คุณไม่เข้าใจ!

“เธอนั่นแหละที่ไม่เข้าใจ ฉันรักเธอจนจะบ้าตายแล้วนะ แต่ทำไมเธอต้องคิดอะไรให้มันยุ่งยากมากขึ้นด้วย!

“ฉันยังไม่พร้อมค่ะ”

“ฮโย!

“ฉันยังอยากเรียนต่อ อยากทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ”

“เธอทำเรื่องพวกนั้น พร้อมกับรักฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ?”ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าหญิงสาวจะสารภาพว่ารักเขา แต่คำพูดของเธอแต่ละคำเหมือนจะตรงกันข้าม ตกลงเธอรักเขาจริง หรือแค่ตอบมาส่งๆ

“...ได้ไหมฮโย?”หญิงสาวผลุบหน้าลงต่ำ แต่ชายหนุ่มก็เชยคางมนของเธอขึ้นมา ให้สบตาเขา

“ได้รึเปล่า?”

“ได้ไหม?”

“...........ค่ะ”เธอคิดนานอยู่หลายนาที ก่อนจะตกปากรับคำ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขารวบตัวเธอเข้าไปกอดไว้แนบแน่นอีกครั้ง แล้วรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความสุขก็ปรากฏออกมาจากใบหน้าชัดเจนขึ้น กว่าครั้งไหน

“อย่าทำให้ใจเสียสิฮโย เดี๋ยวจะโดน”ชายหนุ่มกระซิบที่ห้างหูเธออย่างหมั่นเขี้ยว ชอบทำให้เขาใจหายอยู่เรื่อยเลย

“ฉันขอโทษค่ะ”หญิงสาวผลักตัวเขาออก ก่อนจะก้มหน้าเอ่ยเขินๆ

“ยัยเด็กน้อย ฉันไม่ได้บอกรักเธอแล้วบังคับให้เธอแต่งงานกับฉันเดี๋ยวนั้นสักหน่อย จะตื่นตูมไปทำไมกันฮึ?”ชายหนุ่มบีบจมูกเล็กๆเชิดๆนั้น

“..แต่ว่านะ เธอเรียนจบเมื่อไหร่เราก็จะแต่งงานกันทันที หรืออาจจะเข้าหอเลยก็ได้นะ เพราะพอถึงตอนนั้นแล้ว ฉันอาจจะรักเธอมากจนทนรอไม่ไหว”เขามองมาที่เธอด้วยแววตามีเลศนัย

“ทะลึ่ง!”หญิงสาวผลักอกคนที่เหมือนจะโน้มหน้ามาทำรุ่มร่ามกับร่างกายเธอไปทันควัน

“ตอนที่เธอไปเรียน ห้ามชายตามองผู้ชายคนอื่นนอกจากฉัน ห้ามยิ้ม ห้ามสบตา ห้ามนอกใจ ห้ามรักใครมากกว่า”

“ห้ามมีแค่คุณคนเดียว”

“มั่วแล้วฮโย!”ชายหนุ่มออกปากว่า เมื่อหญิงสาวพูดล้อเลียนคำสั่งของเขาเป็นเรื่องเล่นๆ

“นี่ฉันซีเรียสนะเนี่ย!”เขาทำเสียงแข็ง

“ถ้าหยั่งงั้น คุณเองก็ห้ามรับคนสวนที่เป็นผู้หญิง ห้ามกอดใคร ห้ามเล่นไวโอลีนให้ใครฟัง ห้ามมองผู้หญิงคนอื่น ห้าม...ใครนอกจากฉัน แล้วก็ห้ามนอกใจฉันเหมือนกันนะคะ”ชายหนุ่มเลิกคิ้วสบตาเธอเมื่อรับฟังประโยคคำสั่งจากปากแม่ตัวดี แหม ทีแบบนี้ล่ะเยอะกว่าเขาเชียวนะ

“แล้วที่...นี่มันคืออะไรอ่ะ?”

“เอ่อ...”

“หืมม์ !...อ๋อ ...นี่คือแบบนี้รึเปล่า?”ชายหนุ่มรั้งเอวหญิงสาวเข้าหาตัวโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ร่างเล็กปลิวมาติดแผงอกของคนที่มีแรงมากกว่า จังหวะนั้นหน้าเธอก็ห่างจากใบหน้าของเขาเพียงไม่กี่เซน ยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ของชายหนุ่มหายวับไปจากแววตาของหญิงสาว เมื่อเขาครอบครองริมฝีปากอิ่มที่หอมหวาน ที่ลิ้มรสเท่าไหร่ ก็ไม่เคยพอ

ร่างหนาบดเบียดริมฝีปากอิ่มอย่างอ่อนโยน และเรียกความร้อนวูบวาบขึ้นภายในตัวของเธออย่างช้าๆ ไม่นานนักการและเล็มภายนอกริมฝีปากอิ่มก็หนักหน่วงและเรียกร้องมากขึ้น จนหญิงสาวเผลอเผยอปากให้ลิ้นร้อนชื้นและซุกซนเข้าไปหยอกล้อกับลิ้นเรียวของตัวเอง  ลิ้นบางบางครั้งก็ตอบโต้บางครั้งก็ถอยหนีเหมือนจะเล่นไล่จับกับลิ้นหนาที่ชอนไชอยู่ในโพรงปากนุ่ม

“เอ่อ..นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว..เดี๋ยวจะอยากทำอย่างอื่นต่อ”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หลังจากถอนริมฝีปากออกด้วยความเสียดาย ร่างบางยังหอบหายใจใบหน้าอยู่ติดกับแผงอกคนชอบเอาเปรียบอยู่อย่างนั้น

“หรือว่าจะทำเลยดีอ่ะ?”เขาก้มหน้าลงมาจ้องริมฝีปากสีแดงฉ่ำที่เกิดจากฝีมือของเขาเองด้วยความภูมิใจ

“คนลามก!”หญิงสาวทุบอกเขา ก่อนจะยกตัวออกมาจากแผงอกคนชอบฉวยโอกาส

“อย่าให้ใครทำแบบนี้กับเธอนอกจากฉันนะฮโย ไม่งั้นเธอโดนดีแน่”เขาขู่เสียงแข็ง ใบหน้าจริงจังเหมือกันครั้งแรกที่เจอกัน แต่มุขนั้นมันไม่ได้ผลกับเธออีกต่อไปแล้วล่ะ เมื่อเธอรู้ว่าจริงๆแล้ว การแสดงออกที่เย็นชาแบบนั้นมันเป็นแค่การแสดง

“ก็ไม่รู้สิค่ะ บางทีอาจจะมีคนจูบเก่งกว่าคุณก็ได้”หญิงสาวแลบลิ้นใส่เขา เธอก็แค่อยากแกล้งคนตรงหน้านี้เท่านั้น แล้วมันก็ได้ผล เมื่อเขาหูผึ่งขึ้นทันทีกับประโยคล้อเล่นที่รุนแรงของเธอ

“คิดจะนอกกายไปจูบคนอื่นเหรอ แบบนี้ต้องโดนลงโทษ”เขากระโจนหวังจับตัวเธอให้อยู่หมัด แต่หญิงสาวก็ไวพอที่จะหลบทัน แต่มันก็แค่ตอนแรกเท่านั้น  เพราะไม่ถึงสามครั้งที่วิ่งหนีเขาได้แบบเฉียดฉิว สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอด ตกอยู่ในพันธนาการของคนตัวหนากว่าอยู่ดี

“ฮโย..ขอบใจนะ ที่รักคนอัปลักษณ์อย่างฉัน”เขาสอมกอดเธอจากด้านหลัง เกยคางมนไว้ที่ไหล่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“ฉันต้องขอบคุณคุณมากกว่าค่ะ ที่รักเด็กกะโปโลอย่างฉัน”เธอยิ้ม

“แล้วก็...หน้ากากของคุณ ไม่จำเป็นต้องใส่มันหรอกค่ะ”หญิงสาวเอื้อมมือไปสัมผัสกับหน้ากากเงาสีดำที่ชายหนุ่มสวมเอาไว้บนใบหน้าอีกฝั่งหนึ่ง ชายหนุ่มเลื่อนมือขึ้นมาทับมือของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆปลดมันออก  เผยให้บาดแผลฉกรรจ์ ที่อยู่บริเวณแก้มอย่างชัดเจน

“มันไม่ใช่จุดอ่อนของคุณอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณกลายเป็นคนเข้มแข็งมากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรเลย”เธอเอื้อมมือไปสมผัสกับรอยแผลนั้นอย่างไม่นึกรังเกียจ

“เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันรักคุณ”ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนความเจ็บปวดในใจค่อยๆหายวับไปอย่างประหลาด ทุกครั้งที่เห็นบาดแผลนี้ก็เหมือนได้ยินเสียงที่เคยด่าว่า ตัวเขาอย่างเสียๆหายๆ ไม่มีใคร ไม่มีใครสักคนที่คิดว่ามันเป็นอะไรที่น่ามอง หรือน่าสัมผัส แต่หญิงสาวกลับทำให้ความรู้สึก บาดแผลที่อยู่ลึกๆของเขาเลือนหายไป

“ตลอดชีวิต ฉันก็เกลียดแผลน่าเกลียดบ้าๆนี่ แต่วันนี้ฉันกลับรู้สึกดีใจมากที่ฉันมีมัน เพราะมันทำให้ฉันได้พบกับผู้หญิงที่รักฉันมากที่สุด อย่างเธอ “

“...^^”หญิงสาวยิ้มอย่างน่ารักเมื่อชายหนุ่มเอามือมาลูบผมเธอ

“ก็นะ เด็กอย่างเธอมันน่ากินดีนี่น่า!”ว่าจบเขาก็งับเข้าที่ติ่งหูของหญิงสาวอย่างต้องการหยอก

“คนบ้านี่!!”เธอโวยวายแล้วก็เป็นฝ่ายชายหนุ่มที่โดนหญิงสาววิ่งไล่จิกบ้าง

…………………………………………………………………………………………

          3 ปี ผ่านไป...

       หญิงสาวเดินออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ในยามเช้าตรูที่สดชื่น เธอเหวี่ยงแขนไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย แล้วอ้าปากหาวหวอดออกมาน้อยๆ

          “อ้าว ฮโย ตื่นแต่เช้าเลยนะ!”เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวหันไปยิ้มให้คนคุ้นเคยทันที

          “อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่ยุนอา”เธอยิ้มน่ารักทักทาย

          “อรุณสวัสดิ์จ้า  ว่าแต่ฮโย เรียนจบแล้ว คราวนี้ก็มาช่วยงานพี่ชายได้ตลอดแล้วล่ะสิ ไม่ต้องมาเฉพาะช่วงปิดเทอมเหมือนที่ผ่านมาแล้ว”ยุนอาเดินมายืนข้างๆหญิงสาว ก่อนจะย่อตัวลงสัมผัสกับกุหลาบสีแดงที่ขึ้นอยู่ทั่ว บริเวณสวน

          “ค่ะ”หญิงสาวตอบยิ้มๆ

          “เฮ้ๆ งั้นก็หมายความว่า ฮโยจะมาเป็นพี่สะใภ้พี่เร็วๆนี้แล้วสินะ!”ยุนอาไม่ลืมที่จะเอ่ยปากแซว

          “พี่ยุนก็!”หญิงสาวยิ้มเขินๆ

          “ฮ่าๆ! ฮโยเป็นแบบนี้แล้วน่ารักดีนะ นี่ๆ ถ้าไม่อยากแต่งกับพี่ชาย แต่งกับพี่ไหม?”ยุนอาลุกขึ้นพร้อมกับยื่นดอกกุหลาบสีแดงในมือให้ฮโยยอน

          “เอ๋...?0..o!

          “ล้อเล่นน่า ฮ่าๆๆ ต้องรีบแกล้งฮโยก่อนที่ฮโยจะมาเป็นพี่สะใภ้ เดี๋ยวจะแกล้งไม่ได้”

          “โธ่! พี่ยุนก็ ขี้แกล้งตลอดเลยนะคะ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่หญิงสาวก็รับกุหลาบจากมือคนที่ยื่นให้ด้วยรอยยิ้มและแววตาขี้เล่น

          “จริงสิคะ พี่ชายพี่ยุนอา?”

          “เขายังไม่รู้สินะ ว่าฮโยมาที่บ้านแล้ว”ยุนอาตอบคำถามของหญิงสาว เพราะตั้งแต่ที่เธอมาที่คฤหาสน์นี้เมื่อวาน ตอนเย็น ก็ไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งๆที่โทรศัพท์คุยกันเกือบทุกวัน เธอนึกว่าเขาอยู่ที่คฤหาสน์ แต่เปล่าเลย พอเธอมาถึง ก็ไม่พบหน้าเขาแม้แต่น้อย ยุนอาบอกว่าพี่ชายของเธอไปทำธุระที่โซลได้สามเดือนแล้ว และยังไม่มีกำหนดกลับ งานในไร่ทุกอย่างจึงเป็นหน้าที่ของยุนอาที่ต้องช่วยรับผิดชอบแทนชั่วคราว แต่คราวนี้หญิงสาวกลับมาช่วยงานชายหนุ่มเหมือนที่ทำในช่วงปิดเทอมของทุกปี ระหว่างที่ไม่ต้องไปเรียนที่มหาลัย

            “ฉันกะว่าจะทำให้เขาแปลกใจสักหน่อย เลยไม่ได้บอกว่าฉันปิดเทอมแล้ว แต่ไม่คิดว่าฉันจะประหลาดใจซะเองที่ไม่ได้เห็นเขาที่นี่”หญิงสาวพูดจบก็เผยยิ้มบางๆ

          “เดียวพี่ชายก็กลับมา ฮโยไม่ต้องคิดมากนะ”

          “ว่าแต่ พี่ยุนอารู้รึเปล่าค่ะ ว่าธุระที่...”

          “..ก็ต้องรู้สิ แต่ไม่บอกฮโยหรอก เก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ดีกว่าเนอะ”ยุนอาพูดก่อนจะทำท่าย่องจะเดินหนีไป

          “แต่ฉันอยากรู้จริงๆนะค่ะ พี่ยุนแสนสวย บอกน้องคนนี้หน่อยนะคะ นะค่ะๆ”หญิงสาวทำหน้าแอ๊วแบ๊วออดอ้อนเป็นลูกแมวน้อย

          “ไม่ได้จ้าๆๆ ถ้าพี่ลู่รู้ต้องหักคอพี่จิ้มน้ำพริกแน่เลย ไม่อาวว!”ว่าแล้วยุนอาก็วิ่งหนีหญิงสาวไปด้วยความกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจอ่อน

          “แหม มีลับลมคมในกันตลอดเลย พี่น้องคู่นี้”หญิงสาวยืนกอดอกอย่างทำอะไรไม่ได้ ก็เผลอตัวรักผู้ชายคนนั้นไปแล้วนี่น่า จะให้ทำยังไง เธอหย่อนก้นนั่งลงที่แปลงดอกไม้บ้าง มองเห็นกุหลาบสีแดงตรงหน้าทีไรก็อดนึกถึงครั้งแรกที่เจอกับเขาไม่ได้ ไม่คิดว่าการที่มาเป็นคนสวนธรรมดาๆจะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปขนาดนี้

          ในขณะที่หญิงสาวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆมาอยู่บนศีรษะของตัวเอง เธอไม่ได้รู้สึกไปเองใช่ไหม เธอคิดพร้อมกับเอามือขึ้นมาสมผัสบนศีรษะของตัวเองดู แล้วก็สัมผัสมันดู แต่ยังไม่ทันที่สมองจะประมวลผลว่ามันคืออะไรกันแน่ เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มที่เอ่ยขึ้นจากข้างหลัง ซึ่งมันทำให้เธอผุดลุกขึ้นในท่ายืนทันที

          “มีใครแถวนี้กำลังคิดถึงฉันอยู่ เธอเห็นใครคนนั้นไหม?”น้ำเสียงอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากของร่างบางยิ้มออกมา

          “ใครคนนั้นน่าจะอยู่แถวนี้นะคะ”หญิงสาวตอบ ร่างหนาของคนที่ยืนข้างหลังสวมกอดร่างบางทันทีแล้วเผยยิ้มหวาน

          “ใครคนนั้นคิดถึงฉันรึเปล่า?”เขากระซิบถามที่ข้างหูเธอเสียงแผ่ว

          “ดูเหมือนจะไม่นะคะ”หญิงสาวตอบก่อนจะรู้สึกขำขัน

          “ไม่เหรอ? หมายความว่ายังไง!”เสียงที่เคยอ่อนหวานแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย

          “ไม่คิดถึงกันเลยอย่างงั้นเหรอ?”ชายหนุ่มจับให้ร่างบางหันมาเผชิญหน้า

          “คะคุณ??คือ....???O..0!!”หญิงสาวเบิกตาโพลง เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เคยกอดเธออยู่ข้างหลัง ใบหน้าอ่อนเยาว์ หล่อเหลา และมีเสน่ห์ในตอนนั้น ใบหน้าที่เคยมีหน้ากากสีดำทะมึนปกปิด ความทรงจำที่โหดร้ายเอาไว้อีกข้างหนึ่ง หน้ากากที่เขาไม่ถอดทอดทิ้งมันได้หายไปจากใบหน้า ผู้ชายที่ยืนยิ้มน้อยๆให้เธออยู่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนคนใหม่ เทพบุตรที่เปี่ยมไปด้วยความหล่อเหลาและสง่างาม

          “หล่อจนน่าจับปล้ำเลยใช่ไหม? สาวน้อย”เข้าค้อมตัวแล้วยื่นจมูกมาชนกับจมูกของเธออย่างเย้าแหย่

          “ทะลึ่งเสมอต้นเสมอปลายมากว่าค่ะ”เธอเมินหน้าหนี ไม่ยอมบอกเธอสักคำเลยว่าแอบไปทำอะไรมา ชิ งอน

          “ฮ่าๆ โอ๋เด็กดี ที่หายไปเพราะฉันไปรักษาแผลที่หน้าของฉันก็เท่านั้นเอง ถึงรู้ว่าเธอไม่ได้รังเกียจ แต่ฉันก็อยากจะเป็นหนุ่มหล่อให้เธอเห็นบ้าง”

          “ว่าแต่ว่าฮโยยอน ตอนนี้เธอพร้อมรึยัง?”

          “พร้อม..อะไรค่ะ?”หญิงสาวที่ทำหน้างอน หันมาสบตาคนถาม

          “ก็...พร้อมจะเป็นเจ้าสาวของฉันไง?”

          “เอ่อ..>////<

          “ไม่ตอบอ่อ ไม่ตอบแปลว่าตกลงนะ”

          “อ่ะ...อืออ”ริมฝีปากอิ่มโดนชายหนุ่มงับเข้าทันใด พร้อมกับความรู้สึกอ่อนระทวยลงทันที ร่างบางเผยอริมฝีปากขึ้นด้วยความเต็มใจ ตอบโต้และรับสัมผัสโหยหา ดูดดื่มเรียกร้องนั้นด้วยหัวใจที่เป็นสุข.........บางครั้ง ความรักก็ไม่ต้องการอะไรมากมาย นอกจากความรู้สึก กับหัวใจ.....

          “ตกลง เธอพร้อมจะอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตแล้วใช่ไหม สาวน้อย”ชายหนุ่มถอนจูบหวานอันยาวนานนั้นออก สบสายตาสั่นสะท้านของร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอดหลวมๆ ทุกครั้งที่เขิน หญิงสาวก้มจะหน้างุดหลบตาลงต่ำ พวงแก้มแดงระเรื่อและริมฝีปากแดงฉ่ำ จากฝีมือของคนตรงหน้าทุก มันทำให้ความต้องการของเขายิ่งลุกโชน มือหนาเชยคางมนให้เชิดขึ้นให้สบตาเขา

          “เธอยังไม่ตอบเลยนะ ว่าเธอพร้อมจะใช้ชีวิตอยู่กับฉันไปจนตลอดชีวิตแล้วหรือยังสาวน้อย”

          “...อื๊ออ”ไม่ทันที่หญิงสาวจะเอ่ยตอบอะไรใดๆแม้แต่คำเดียว ร่างหนาประคองใบหน้าแล้วจูบซับลงไปที่ริมฝีปากที่บวมเจ่ออยู่แล้วให้เจ่อขึ้นไปอีก

          “ทำไมเธอไม่ตอบล่ะ ฉันถามว่าพร้อมรึยัง?”ชายหนุ่มถอยจูบหวานออกแล้วเอ่ยถามเธออีก หญิงสาวเห็นแบบนั้นถึงกับทำหน้าไม่ถูกเลย

          ก็พอฉันจะตอบคุณก็จูบฉัน แล้วฉันจะตอบได้ยังไงกันเธออยากจะโกนออกไปอย่างนั้น แต่กลัวว่าชายหนุ่มจะทำแบบเดิมอีก ถ้าเธอพยายามจะพูดอะไร

          “ไม่ตอบแปลว่าอยากโดนลงโทษสินะ”เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กลายเป็นว่าหญิงสาวจะตอบหรือไม่ก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

          “พร้อมค่ะๆพร้อมๆ”เธอโวย เมื่อชายหนุ่มรั้งเอวคอดของตัวเองเข้าไปชิดแผงอกอีกครั้ง โดยที่เธอขัดขืนไม่ได้

          “ก็แค่นี้เอง ให้ถามตั้งนาน”เขายิ้มกว้างชอบใจ

          “คนบ้า!!”หญิงสาวทุบไหล่เขา นี่แกล้งเธอขนาดนี้มันน่าตีให้ไหล่หลุด จะได้ไม่มีแรงมาทำอะไรเธออีก

          “ว๊ายย!!”ชายหนุ่มไม่สนใจการประทุษร้ายของร่างบางกลับช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้ม หญิงสาวไม่ทันระวังทำให้สิ่งที่ชายหนุ่มวางไว้บนศรีษะของเธอหล่นลงไปที่พื้น

          “มงกุฎดอกกุหลาบสีแดง??”เธอไม่ได้ให้ความสนใจกับมันมากไปกว่าคนที่กำลังแกล้งเธอตอนนี้

          “คุณจะพาชั้นไปไหนคะ?”หญิงสาวดิ้นกระแด่วๆในอ้อมอกคนขี้แกล้ง เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องเลยจริงๆ

          “เข้าหอไงครับสาวน้อย เมื่อกี้เธอบอกเองว่าพร้อมแล้ว”พูดจบเขาก็หัวเราะหึๆ

          “ไม่เอานะ ตาบ้า คนบ้า ทะลึ่ง ลามก ไม่เอาๆๆ!!”ร่างเล็กร้องไปพลางจะแดดิ้นตาย

          “ฮโยยอน!! ฝันร้ายเหรอ?”หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมายามค่ำคืน พร้อมกับความรู้สึกมึนงง  แต่ก็ต้องนั่งตัวเกร็งและใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้งเมื่อพบว่าตัวเองมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวพันกายเอาไว้ เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ

          “ดูเหมือนเธอจะหายเหนื่อยแล้ว เรามาต่อกันอีกสักยกดีไหม?”ชายหนุ่มเปลี่ยนจากการนั่งข้างๆมาคร่อมร่างเล็กที่ถอยหนีไม่ทันอย่างได้ใจ แม้แต่ในความฝันก็ยังเห็นแววตาที่แฝงอะไรบางอย่างแบบนี้เอาไว้ แววตาหื่นๆ หญิงสาวส่ายหน้า คืนแรกของการแต่งงานมันช่างเป็นอะไรที่.....

            “มะ..” ไม่เอา อย่านะ พอแล้ว เสียงเหล่านี้ถูกกลืนหายไปกับสัมผัสร้อนจากลิ้นช่ำชองที่แทรกเข้าไปในโพรงปากนุ่มอย่างรวดเร็ว หญิงสาวร้องอึกๆในลำคออย่างทำอะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือในความฝัน เขาก็จูบเธอได้ไม่รู้เบื่อจริงๆ แต่ความจริงมันมากกว่านั้น ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกก่อนจะลากไล้ไปทั่วแก้มเนียน กลิ่นที่เขาหลงใหลโชยเข้ามาปลุกความต้องการในกายให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เขาฝังจมูกลงบนแก้มใสครั้งแล้วครั้งเล่าสูดความความ หอมเข้าปอดจนพอใจ มือไม้เริ่มซุกชนไปทั่วร่างกายของหญิงสาวและพาเธอบรรเลงบทเพลงแสนหวานอีกครั้ง.............

           The End


Thank For Reading 

I Wish All Of Reader So Happy^^

 See U in the next Story

^___________^

T H E M E
◈ B L & W H ◈


          

 


 

 



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ 정화(Jong Hwa) จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 ....
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 11:19
    สนุกมากกกกกกกกกกก <3
    #2
    0
  2. วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 03:28
    เป็นเรื่องสั้นที่ยาวมากค่ะไรต์ ฮ่าๆ ล้อเล่น สนุกค่ะ ชอบๆๆฮโยลู่ ฟินนน-///- 
    #1
    0