ยามเดินทาง

โดย + 6-SensE +

ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเฉกเช่นทุกวัน พวกเราจูงมือกันออกเดินทางไปยังจุดหมายดั่งวาดฝัน กับรถคันเก่าที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร และหัวใจอันโรยราซึ่งถูกเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์กดทับไว้

ยอดวิวรวม

39

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


39

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 พ.ค. 65 / 18:58 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 

แด่การเดินทางครั้งแรก และครั้งสุดท้าย ของทุกสายสัมพันธ์

 

sds

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการตัดสินใจลองทำอะไรครั้งแรกเพื่อประสบการณ์ชีวิต และทดลองอะไรใหม่ๆ ในความสัมพันธ์กับคนที่ร่วมทางไปกับเรา

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นการเปิดโลก เป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยสัมผัส และรับรู้สิ่งที่ไม่เคยได้เห็นจากคนที่เราจูงมือไปด้วยกัน

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นจุดตัดสิน เป็นการเริ่มต้นกลั่นกรองความรู้สึกที่มีต่อทริปตรงหน้า และไตร่ตรองความสัมพันธ์ที่มีต่อคนที่อยู่เคียงข้าง ว่านี่จะเป็นทริปแรกในบรรดาอีกหลายร้อยทริปของเราทั้งคู่ หรือนี่ควรจะเป็นทริปสุดท้ายระหว่างเราทั้งสอง

 

------------------------------------------------------------------------------

 

ช่องทางติดตามอื่นๆ

 

ReadAWrite

https://www.readawrite.com/?action=user_page&user_id_publisher=1734083

 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 พ.ค. 65 / 18:58


 

แด่การเดินทางครั้งแรก และครั้งสุดท้าย ของทุกสายสัมพันธ์

 

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการตัดสินใจลองทำอะไรครั้งแรกเพื่อประสบการณ์ชีวิต และทดลองอะไรใหม่ๆ ในความสัมพันธ์กับคนที่ร่วมทางไปกับเรา

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นการเปิดโลก เป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยสัมผัส และรับรู้สิ่งที่ไม่เคยได้เห็นจากคนที่เราจูงมือไปด้วยกัน

เขาว่ากันว่าการเดินทางเป็นจุดตัดสิน เป็นการเริ่มต้นกลั่นกรองความรู้สึกที่มีต่อทริปตรงหน้า และไตร่ตรองความสัมพันธ์ที่มีต่อคนที่อยู่เคียงข้าง ว่านี่จะเป็นทริปแรกในบรรดาอีกหลายร้อยทริปของเราทั้งคู่ หรือนี่ควรจะเป็นทริปสุดท้ายระหว่างเราทั้งสอง

 

วันนี้เป็นวันเดินทางครั้งแรกของเด็กหนุ่ม เขาออกจากบ้านแต่เช้าด้วยชุดเสื้อเชิ้ตสุดเฉิดฉาย ผมสีอ่อนย้อมใหม่ทอประกายเมื่ออาทิตย์เข้าทักทาย รองเท้าคู่เก่งขยับเต้นวาดลวดลาย โดยมีทำนองก่อจังหวะจากของในกระเป่าเป้ใบใหญ่ส่งประกอบท่วงท่าเหล่านั้น เด็กหนุ่มกระโจนโลดอยู่กลางทุ่งร้างอันว่างเปล่า ซึ่งมีแต่ผืนดินอันแห้งแล้งทอดไกลสุดลูกหูลูกตา โดยมีเพียงแสงเจิดจ้าที่สะท้อนมาจากป้ายบอกทางสีซีด นำพาให้เขามุ่งตรงสู่ถนนใหญ่ซึ่งอยู่ข้างกัน

ที่ตรงนั้นปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังรอเพื่อนร่วมทางของเขาอยู่ ชายหนุ่มสวมเสื้อคอปกสีพื้น กางเกงขาสั้นสีกลืนกัน มาพร้อมรองเท้าแตะคู่เก่าที่ไม่ค่อยได้ใส่บ่อยนัก และกระเป๋าสะพายใบเล็กซึ่งลีบแบนตามจำนวนของที่บรรจุ ท่ามกลางความเรียบง่ายเหล่านั้น มีเพียงนาฬิกาข้อมือสีเงินที่โดดเด่นฉายประกายออกมา เช่นเดียวกับดวงตาของเจ้าของที่กำลังจับจ้องไปยังคนที่อยู่ตรงหน้า

“มาสายนะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วใส่ผู้มาเยือน นิ้วชี้ไปยังหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ

“สายตรงไหน? ตรงเวลาเป๊ะต่างหาก!” เด็กหนุ่มแย้ง เขายิ้มร่าเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มมารอเขาก่อนเวลา

“มา กอดหน่อย!” ชายหนุ่มอ้าแขนกว้างเช่นเดียวกับรอยยิ้มของเขา ก่อนจะโอบรัดเด็กหนุ่มเป็นการทักทาย

“จู่ๆ ก็อะไรเนี่ย?” เด็กหนุ่มกอดกลับไปเบาๆ อย่างเคอะเขิน

“วันนี้ต้องเดินทางตั้งไกล ขอพลังงานหน่อยสิ” ชายหนุ่มรู้สึกอิ่มเอมกับพลังใจที่เขาได้รับ “ทานอะไรมายัง?”

“ยังเลย” เด็กหนุ่มลูบท้องตัวเอง “วันนี้ต้องตื่นเช้า มัวแต่เตรียมตัว ยังไม่ทันได้กินอะไรเลย”

“กะแล้ว พี่เลยเตรียมอะไรมาเผื่อด้วย ปะ ไปทานบนรถ” ชายหนุ่มตบบ่าคนตรงหน้าและพาหันเดินไปยังพาหนะที่จอดอยู่

“เย่!” เด็กหนุ่มชูมือขึ้นอย่างมีความสุข ทั้งด้วยความดีใจที่ชายหนุ่มอุตส่าห์ใส่ใจเตรียมของเผื่อให้ และด้วยความตื่นเต้นที่ในที่สุดก็จะได้ออกเดินทางด้วยกันเสียที แต่แล้วรอยยิ้มของเขาก็จางลงเล็กน้อย เมื่อได้เห็นพาหนะที่อยู่ตรงหน้า

ภาพที่เด็กหนุ่มวาดไว้ในหัวคือรถคันใหญ่สมบุกสมบัน เหมาะแก่การเดินทางไกล พร้อมจะขึ้นเขาลงห้วยไปด้วยกัน แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นรถคันเล็กสองประตู ที่มีสภาพเก่าจนฝุ่นเขรอะในบางจุด และมีสีที่ซีดเหมือนเจ้าของไม่ค่อยมีเวลาดูแล

เด็กหนุ่มสลัดภาพในหัวทิ้ง พอลองมองดูอีกที รถคันนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ขนาดที่เล็กกะทัดรัดก็พอเหมาะแล้วสำหรับการเดินทางแค่สองคน สีที่ซีดและฝุ่นที่เขรอะนั้นแสดงถึงการใช้งานที่คงเคยผ่านการเดินทางมามาก และการที่ชายหนุ่มเอารถคันนี้มาในวันนี้ ก็คงเป็นการยืนยันได้ว่ารถคันนี้ยังวิ่งฉิว พาเราทั้งคู่ไปสู่จุดหมายได้อย่างแน่นอน

“กะแล้วว่าเราต้องเอากระเป๋าใบใหญ่มา พี่เลยทำที่มาเผื่อ ใบนี้เอาไว้ข้างบนได้ใช่มั้ย?” ชายหนุ่มถาม เขาชี้ไปยังตะแกรงเหล็กบนหลังคารถที่ติดเสริมเพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากภายในรถมีพื้นที่จำกัด

“ได้ครับๆ” เด็กหนุ่มยื่นกระเป๋าให้คนตรงหน้ายกมันขึ้นไปรัดเก็บไว้กับตะแกรง อีกครั้งที่เขารู้สึกประทับใจในสิ่งที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้

เด็กหนุ่มเดินอ้อมไปยังที่นั่งข้างคนขับ ที่นั่งเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเป็นเจ้าของได้ในทริปนี้ แต่เมื่อเขาเอื้อมมือไปเปิดประตู ประตูรถกลับไม่ขยับเลยสักนิด แม้เขาจะออกแรงมากแค่ไหนก็ตาม

“โทษทีๆ มันต้องเปิดจากด้านในแทน” ชายหนุ่มรีบเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ และเอื้อมตัวเปิดประตูให้เด็กหนุ่มจากด้านใน

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มก้าวขาขึ้นรถ แต่แล้วก็ต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ามีตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่บนที่นั่งของเขา

“โทษทีๆ อันนี้พี่ชอบเอามาวางไว้เวลาไปซื้อของน่ะ” ชายหนุ่มรีบคว้าตะกร้าใบนั้นและโยนมันไปยังเบาะหลัง เพื่อให้มีที่ว่างพอให้เด็กหนุ่มได้หย่อนก้น

เด็กหนุ่มขึ้นมานั่งบนเบาะพลางมองสำรวจไปรอบๆ แม้ภายนอกรถจะดูเก่าไปบ้าง แต่ภายในกลับสะอาดเรียบร้อยเหมือนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามหากหันไปมองที่เบาะหลัง ก็จะเจอกับสัมภาระมากมายที่วางกองกันขัดกับภาพลักษณ์ด้านหน้า เกือบทั้งหมดในนั้นคือเอกสารกองสูงพะเนิน ซึ่งเรียงรายแน่นขนัดไปทั้งบนเบาะและที่วางเท้าด้านล่าง แม้เอกสารเหล่านั้นจะได้รับการจัดระเบียบเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้บางส่วนก็เริ่มกระจัดกระจายเมื่อถูกทับด้วยตะกร้าจากเบาะหน้า และกระเป๋าสะพายของเจ้าของรถที่โยนตามมาทีหลัง

“เอากระเป๋าไว้เบาะหลังได้นะ” ชายหนุ่มยื่นมือมา เขาสังเกตว่าเด็กหนุ่มยังมีกระเป๋าสะพายข้างอีกใบเหลืออยู่

“อ้อ ไม่เป็นไรครับ แบบนี้ถนัดกว่า” เด็กหนุ่มยิ้มตอบและวางกระเป๋าใบจิ๋วของตัวเองลงบนตัก เขาไม่อยากให้มันไปกองรวมกับสัมภาระมากมายที่อยู่ด้านหลัง

เด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหาท่านั่งที่สบายที่สุดในพื้นที่ที่จำกัด เขาสังเกตเห็นว่าด้านหลังที่นั่งยังพอมีช่องว่างระหว่างเบาะกับกองเอกสารอยู่ เขาจึงเอื้อมมือปรับองศาเบาะเพื่อหามุมที่จะนั่งได้สบายขึ้น

คลิก! เสียงปรับเบาะเรียกให้เจ้าของรถหันไปดู เขาเห็นคนข้างเบาะเหยียดตัวอย่างสบายกายบนที่นั่ง ชายหนุ่มหันไปมองกองเอกสารบนเบาะหลังซึ่งยังคงตั้งอยู่ดี แต่ตอนนี้เอกสารกองเล็กๆ อีกปึกกลับร่วงหล่นกระจัดกระจายลงมาจากที่เก็บของติดพนักพิง ซึ่งเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่สังเกตเห็นมันมาก่อน

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร

“ทำไมมันดึงไม่ได้อะ?”

เสียงของเด็กหนุ่มทำให้ชายหนุ่มเลิกใส่ใจกองเอกสารตรงนั้นและเข็มนาฬิกาบนข้อมือ เขาหันไปมองคนข้างเบาะที่พยายามจะดึงสายคาดเข็มขัดมารัดตัว

“มันไม่ค่อยได้ใช้น่ะ จะฝืดๆ หน่อย” ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปช่วย เขาปรับองศาของสายเล็กน้อย และดึงมันออกมาคาดให้เด็กหนุ่มอย่างง่ายดาย ก่อนจะกลับมานั่งที่แล้วคาดเข็มขัดให้ตัวเองบ้าง

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มกลับไปนั่งนิ่งประจำที่ เขาใกล้พร้อมจะออกเดินทางแล้ว ที่เหลือก็แค่...

“อะ ที่บอกว่าเตรียมไว้ให้” ชายหนุ่มหยิบกล่องกระดาษจากที่เก็บของทางขวาส่งให้

“ขอบคุณครับ!” เด็กหนุ่มรับกล่องกระดาษมาเปิดดู ข้างในมีข้าวสวยกับไข่เจียวทอดอย่างง่ายบรรจุอยู่

“เพิ่งทอดเมื่อเช้านี้ เลยทำอะไรง่ายๆ ทานได้ใช่มั้ย?” ชายหนุ่มถาม

“หอมจัง! กินได้ครับ!” เด็กหนุ่มวางกล่องอาหารเช้าบนตัก กลิ่นหอมฟุ้งที่เหลือติดมาจากกระทะ และสีเหลืองนวลของไข่เจียวเนื้อฟูฟ่อง เร่งเร้าให้เขารีบลิ้มรสชาติของมัน “อร่อย!”

“ฮ่ะๆๆ ขนาดนั้นเลย?” ชายหนุ่มหัวเราะให้กับท่าทางนั้น เขายกมือขึ้นปรับกระจกมองหลังใหม่ และกดปุ่มขยับกระจกมองข้างฝั่งเด็กหนุ่มให้อยู่ในองศาที่พอดี เพื่อเตรียมพร้อมจะออกเดินทาง “จะออกรถแล้วนะ”

บรื้น!

“…!” เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์และแรงกระชากเมื่อเครื่องติดทำให้เด็กหนุ่มตกใจจนเกือบสำลักอาหาร เขารู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยกับแรงสั่นที่เกิดสลับกับแรงกระตุกเป็นช่วงๆ แต่เมื่อรถออกตัวแล่นไปได้สักพัก เขาก็เริ่มสร้างความคุ้นชิน และกลับไปเอนตัวบนเบาะได้อย่างสบายใจ

“ข้าวติดปากอะ” ชายหนุ่มเหลือบเห็นเศษข้าวที่มุมปากของเด็ก เขาจึงเอื้อมมือไปหวังจะหยิบออกให้

“ตามองถนน!” เด็กหนุ่มเอ็ด เขาปัดมือชายหนุ่มออก “มีทิชชู่มั้ยครับ?”

ชายหนุ่มล้วงมือหยิบซองกระดาษชำระจากที่เก็บของด้านขวา และส่งมันให้กับผู้ร้องขอ

จังหวะที่เด็กหนุ่มกำลังเช็ดปากอยู่นั่นเอง รถทั้งคันก็สั่นอย่างแรงเมื่อวิ่งลงจากเนิน เด็กหนุ่มตกใจจนเผลอปัดกล่องข้าวร่วง เศษข้าวที่ยังเหลืออยู่กระจายหล่นลงบนเบาะ

“ขอโทษครับ” เด็กหนุ่มรีบหยิบกระดาษชำระเพิ่มอีกสามแผ่นมาเก็บเศษข้าวแล้วเช็ดให้เรียบร้อย

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร

หลังเก็บกวาดเสร็จ เด็กหนุ่มก็หันมองซ้ายทีขวาที พยายามจะหาที่ทิ้งกล่องข้าวและเศษกระดาษบนมือนี้ ด้วยพื้นที่ที่จำกัดเขาไม่รู้ว่าควรจะวางมันไว้ตรงไหน เขาไม่มั่นใจที่จะกองมันไว้บนพื้นเนื่องจากอาจเผลอเหยียบเข้า เขาไม่อยากโยนมันไปรวมกับเอกสารด้านหลังซึ่งจัดวางไว้ดีแล้ว และเขาก็ไม่คิดจะส่งขยะที่พร้อมทิ้งกลับไปให้คนขับเก็บมันไว้ในที่ที่มันเคยอยู่ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจใส่มันเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างเงียบๆ โดยไม่รบกวนชายหนุ่ม

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร

ผลจากการขยับตัวเยอะทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกคลื่นเหียน เขาจึงค่อยๆ หงายหลังเอนตัวพิงเบาะ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับ หลับตาลง พยายามทำตัวให้อยู่นิ่งบนพาหนะที่วิ่งโคลงเคลงไปมา

“เมารถใช่มั้ย?” คราวนี้ชายหนุ่มไม่อยู่เฉย เขาล้วงมือลงไปยังที่เก็บของอีกครั้ง และหยิบยาดมออกมาให้ “อะ กะแล้วว่าต้องเมา”

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มรับยาดมมา แต่แทนที่เขาจะเปิดฝาบนและสูดมันตามปกติ เขากลับเปิดฝาล่างเพื่อเหยาะน้ำลงบนหลังมือ เก็บยาดม และสูดกลิ่นจากยาที่เหลืออยู่บนผิวแทน

“ทำไมไม่ดมตามปกติล่ะ?” คราวนี้ชายหนุ่มไม่ปล่อยผ่าน เขาเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมืออีกครั้งหลังพูดจบ

“หืม? นี่ก็ปกตินะ” เด็กหนุ่มงง

“ไม่ใช่ๆ มันมีฝาบนให้ดมไม่ใช่เหรอ? ส่วนฝาล่างใช้ทา” ชายหนุ่มแจง

“มันก็เหมือนกันอะ ทำแบบนี้จะได้ไม่ต้องถือยาดมตลอดด้วย คนทำกันเยอะแยะ” เด็กหนุ่มหยิบยาดมขึ้นมาเปิดฝาล่าง และยื่นให้ชายหนุ่ม “ลองดูสิ”

ชายหนุ่มยื่นมือข้างหนึ่งให้เด็กหนุ่มหยดน้ำยาลงไป เขาดึงมือข้างนั้นกลับมาดมพลางส่ายหัวเล็กน้อย “กลิ่นมันไม่ได้เหมือนกันสักหน่อย”

“ออกจะเหมือน” เด็กหนุ่มโต้ เขายิ้มให้กับท่าทางของชายหนุ่มที่ขมวดคิ้วขณะพินิจกลิ่นบนหลังมือจนหน้าผากย่น “หน่า ดมได้เหมือนกันก็พอแล้ว”

เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว เด็กหนุ่มก็กลับมายืดตัวตรงมองถนนอีกครั้ง พอผ่านไปได้ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกเบื่อกับการต้องอยู่กับที่เฉยๆ ความไม่อยู่ไม่สุกสั่งให้เขาเหลือบมองซ้ายขวาสำรวจที่นั่งรอบตัว มือซ้ายลูบไล้ไปตามประตู สัมผัสกลอนประตู มือหมุนกระจกรถ และล้วงลงไปยังที่เก็บของด้านข้างที่นั่งหวังจะเจออะไรสักอย่างใช้แก้เบื่อ ส่วนมือขวาเลื่อนไปตามเบาะผ้า สัมผัสสายคาด และล้วงลงไปยังช่องวางแก้วน้ำที่อยู่ใกล้ๆ กันเผื่อจะเจออะไรน่าสนใจ

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร แต่ยังคงคอยสังเกตพฤติกรรมของคนข้างๆ จากหางตา

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกเมื่อย เขาจึงถอดรองเท้าและยกขาทั้งสองขึ้นชันเข่า

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่ไพูดอะไร เขาค่อยๆ กดปุ่มปรับกระจกมองข้างใหม่

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกแสบตาเมื่อแสงอาทิตย์จากบนฟ้าเปลี่ยนมุม เขาจึงดึงที่บังแดดลงมา และจัดผมตัวเองผ่านกระจกบานหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่บังแดดนั้น

“...” ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร เขาหยีตาจ้องไปยังถนนตรงหน้า

“พี่ว่ามันร้อนๆ มั้ย?” เด็กหนุ่มถามในขณะที่สายตาและมือกำลังมุ่งไปยังแป้นเครื่องปรับอากาศที่อยู่หน้ารถ

“เอ้อ! วันนี้อากาศดีนะ” คราวนี้ชายหนุ่มไม่นิ่งเฉย “ลองเปิดหน้าต่างรับลมหน่อยมั้ย? จะได้ฟีลแบบโร้ดทริปหน่อย”

เด็กหนุ่มชะงัก แต่เขาก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างว่าง่าย มือข้างที่เอื้อมออกไปเลี้ยววกกลับมาจับมือหมุนข้างประตูเพื่อเปิดกระจก

สิ่งที่เด็กหนุ่มสัมผัสได้เป็นอย่างแรกคือกลิ่นควันจากท่อไอเสียที่ลอยมาแตะจมูกเป็นระยะๆ ตามด้วยเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ดังชัดกว่าเก่า แต่ถ้าตัดเรื่องกลิ่นและเสียงออกไป อากาศวันนี้ก็ดีจริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า สายลมโชยที่โบกพัดเข้ามาให้ความรู้สึกสดชื่นจนลืมเรื่องอุณหภูมิในรถไปเลย สีสันของผืนดินข้างทางก็ดูแจ่มชัดกว่าเก่า วิวภูเขาลูกน้อยดูเต็มตากว่าที่เคย แถมยังมองเห็นกลุ่มเมฆเบื้องบนเป็นหย่อมๆ เหล่าเมฆาน้อยใหญ่ต่างลอยตีคู่มากับรถเหมือนอยากจะร่วมทางไปด้วยกัน

ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ด้านนอก เขาก็นึกถึงคนด้านในที่ยังคงนั่งอยู่ท่าเดิมตลอดตั้งแต่ออกรถ ด้วยความเป็นห่วงเขาจึงถามออกไปว่า “เหนื่อยมั้ย? ผลัดกันขับได้นะ”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หันไปส่งยิ้มให้คนถาม ใจรู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใย แต่เขามีคำตอบในใจแล้ว “ไม่เป็นไร สบายมาก! พี่ชอบขับรถน่ะ มันเหมือนฝึกสมาธิ”

“โอเคครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่ถามย้ำ

“...”

“...”

แต่เมื่อบทสนานั้นจบลง ครั้งนี้ความเงียบที่เข้าปกคลุมกลับก่อให้เกิดความอึดอัดใจ จนแม้แต่เสียงสายลมหรือเสียงเครื่องยนต์ก็ไม่อาจทำลายได้ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปยังเครื่องเล่นเพลงซึ่งอยู่หน้ารถ หวังว่าจะมีดนตรีสักทำนองช่วยปัดเป่าความเงียบนี้ไปให้พ้นจากเราทั้งคู่

“เอ้อ! ที่ที่เราจะไปมันเป็นไงนะ?” แต่กลับเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ดังขึ้นก่อน

“ก็...” เด็กหนุ่มชะงักอีกครั้ง มือข้างที่กำลังจะแตะเครื่องเสียง ถูกดึงกลับมาเท้าคางอย่างใช้ความคิด “เป็นที่ที่ใครไปก็ชมเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าสวยมาก! กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้เลย”

เด็กหนุ่มกลับไปนั่งพิงพนักอีกครั้ง เขาดีใจที่ชายหนุ่มเลือกที่จะเป็นคนเปิดบทสนทนา และสุขใจที่ชายหนุ่มเลือกที่จะชวนคุยด้วยหัวข้อนี้

“ยังไงอีกๆ” ตัวต้นเรื่องคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายเล่าต่อขณะที่สายตายังคงมองถนนเบื้องหน้า

“ติดทะเล น้ำใส หาดสวย แต่ก็ยังมีพื้นที่ป่าให้ตั้งแคมป์ มีจุดปีนเขาด้วย แล้วคนก็ชอบขึ้นไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวข้างบน” เด็กหนุ่มเล่าต่อด้วยแววตาเป็นประกาย

“แล้วไงต่อๆ”

“เขาว่าปะการังสวย แล้วปลาก็เยอะมากเลยนะ” เด็กหนุ่มจินตนาการถึงภาพที่เคยเห็นบนอินเตอร์เน็ต ตอนนั้นเองที่มีอีกภาพหนึ่งผุดขึ้นทับซ้อนภาพเดิมในหัว เขาจึงเอ่ยออกไปว่า “ไปดำน้ำกันนะ!”

“อ้อ...” ชายหนุ่มอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็ส่งยิ้มตอบกลับไป “จริงๆ แอบกลัวนะ แต่ก็น่าสนใจดี”

บรื้น! จู่ๆ เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ก็ดังกลบคำพูดบางส่วนที่ชายหนุ่มเปล่งออกไป

‘...ก็น่าสนใจดี’ นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มได้ยิน

“เมื่อกี้ว่าไงนะครับ?” เด็กหนุ่มถาม เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นหาย

“ก็น่าสนใจดี” แต่ชายหนุ่มตอบกลับเพียงสั้นๆ ก่อนจะย้ำต่อท้ายว่า “แค่นั้น”

“อ๋า...” เด็กหนุ่มรู้สึกแคลงใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับและเริ่มขายของต่อ “แล้วมันติดทะเลใช่มะ เขาว่าซีฟู้ดที่นี่ก็เด็ดนะ กุ้งมังกรคือเมนูขึ้นชื่อเลย อ๊ะ แต่พี่แพ้กุ้งหนิ”

“ช่าย” ชายหนุ่มยักไหล่ “เสียดาย แต่ก็ทานอย่างอื่นแทนได้”

บรื้น! เสียงเครื่องยนต์ดังแทรกขึ้นอีกครั้ง

‘...ก็ทานอย่างอื่นแทนได้’ นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มได้ยิน

“เมื่อกี้ว่าไงนะครับ?” เด็กหนุ่มถาม เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นหาย

“ก็ทานอย่างอื่นแทนได้” ชายหนุ่มตอบกลับเพียงสั้นๆ ก่อนจะย้ำต่อท้ายว่า “แค่นั้น”

“หมดแล้วเหรอ?” ชายหนุ่มเร่งให้เล่าต่อ

“แล้วก็...” เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเตรียมจะร่ายสรรพคุณเพิ่ม แต่คราวนี้เสียงของเขากลับแผ่วลง และตะกุกตะกักด้วยความเคอะเขิน “เขาบอกว่า... วิวพระอาทิตย์ตกบนผาสวยมาก โรแมนติกมากเลย... เลยอยากไป... ดูด้วยกัน...”

“ฮ่าๆๆๆ ได้” ชายหนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะให้กับท่าทางนั้น จากเด็กที่พูดจาฉะฉานเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ตอนนี้กลับกลายเป็นคนเหนียมอาย ไม่กล้าแสดงออกเสียอย่างนั้น เขาจึงส่งยิ้มกว้างกลับไปให้เด็กคนนั้นด้วยความเอ็นดู

“งั้นไว้ไปดูกัน”

“...อื้ม!” แก้มของเด็กหนุ่มกลายเป็นสีชมพูเมื่อได้สบตากับชายหนุ่ม นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวที่เขาจะไม่ไล่ให้สายตาคู่นั้นหันกลับไปมองถนน แม้ทั้งสองจะจ้องกันอยู่นานสองนานก็ตาม

สิ้นบทสนทนานั้น ความเงียบงันก็กลับมาเยือนอีกครั้ง หากแต่คราวนี้มันไม่ได้ส่งต่อความอึดอัดให้กับคนทั้งสอง เพราะทั้งคู่กำลังพกรอยยิ้มที่การสนทนาครั้งล่าสุดฝากไว้แทน คนขับรถและผู้ร่วมทางต่างเลือกวิธีใหม่ที่จะต่อสู้กับความเงียบ ฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะมุ่งความสนใจไปยังบรรดากลุ่มเมฆบนท้องฟ้าซึ่งมีรูปร่างชวนจินตนาการกว่าเดิม ส่วนอีกฝ่ายก็หันกลับไปมองทิวทัศน์ของถนนเบื้องหน้าซึ่งแลดูสวยงามกว่าเก่า

แต่เมื่อตระหนักได้ว่ายิ่งมาไกลเท่าไร เส้นทางที่ต้องวิ่งต่อก็เริ่มคดเคี้ยวมากขึ้นเท่านั้น บทสนทนาต่อไปจึงเกิดขึ้นท่ามกลางถนนอันแสนวกวนเส้นนั้น

“เออ!” ชายหนุ่มเริ่มก่อนอีกครั้ง “แล้วแพลนวันแรกมีอะไรบ้างล่ะ?”

แต่เมื่อสิ้นคำถามนั้น ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบอันกระตือรือร้นจากเด็กหนุ่ม คำพูดที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศสะกิดให้ชายหนุ่มหันไปมองคนบนเบาะข้างๆ

ท่ามกลางแรงกระตุกและเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ เด็กหนุ่มกลับผล็อยหลับลงอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจ เมื่อได้สายลมเย็นสบายเข้าโอบกล่อม และได้ความนุ่มนวลของเบาะนั่งเข้าโอบอุ้ม ชายหนุ่มไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะเด็กหนุ่มรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทางรึเปล่า หรือแค่รู้สึกเบื่อกับการต้องนั่งอยู่เฉยๆ กับบทสนทนาที่ขาดห้วงเป็นช่วงๆ แต่อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มที่หลงเหลือบนใบหน้านั้นแสดงออกถึงความสบายใจ ซึ่งนั่นก็พลอยทำให้ชายหนุ่มรู้สึกโล่งใจตามไปด้วย

ช่างน่าแปลก เพียงอึดใจเดียวที่รอยยิ้มนั้นได้ส่งต่อความผ่อนคลายมาให้ ชั่วครู่ต่อมามันก็ได้มอบความกดดันระลอกใหม่ให้กับชายหนุ่มด้วยเช่นกัน แรงที่ไม่เคยสัมผัสกดทับลงบนตัวเขาให้นั่งติดเบาะแน่น มือที่มองไม่เห็นบีบนิ้วทั้งสิบให้เขาจับพวงมาลัยไว้มั่น เสียงที่ไม่เคยได้ยินกระซิบบอกข้างหูให้เขาเพ่งสมาธิไปยังถนนเบื้องหน้ายิ่งกว่าเดิม

จนกระทั่ง...

บึ้ม! เสียงระเบิดส่งมาพร้อมกับแรงสะเทือนจนรถเสียหลัก ปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นจากนิทราด้วยอาการตื่นตกตระหนก ชายหนุ่มพยายามคุมสติและประคองพวงมาลัยอย่างสุดความสามารถ เพียงแค่ชั่วอึดใจ เขาก็พาตัวเองและเพื่อนร่วมทางหลุดรอดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน และจอดรถลงที่ข้างทางได้อย่างปลอดภัย

“เกิดอะไรขึ้น!?” เด็กหนุ่มถาม ใจของเขาเต้นระส่ำ เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ไม่เป็นไรๆ” ชายหนุ่มปลอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างใจเย็น แม้จะไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขาก็พอจะเดาสาเหตุได้ เขาเปิดประตูก้าวลงจากรถตั้งใจจะไปตรวจดู แต่ก่อนจะปิดประตู ชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะกำชับเด็กชายส่งท้าย

“ไม่ต้องลงมานะ”

เจ้าของรถเดินอ้อมไปยังอีกฝั่ง เขาที่เป็นคนขับรู้สึกมั่นใจมากว่าต้นเหตุน่าจะมาจากจุดนี้ และก็เป็นเช่นที่เขาคิด ดูเหมือนยางล้อรถฝั่งที่นั่งของเด็กหนุ่มจะระเบิด ทำให้รถเสียหลักและวิ่งต่อไม่ได้

“ยางระเบิดเหรอครับ?” สุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มก็ขัดคำสั่ง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนความเป็นห่วง เขาเปิดประตูก้าวลงมายืนมองสภาพล้อยางที่พังยับเยินอยู่ข้างๆ พยายามคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุจากภาพที่เห็น

“ยางแตกน่ะ” แต่ชายหนุ่มกลับบอกว่าอย่างนั้น แม้ภาพที่อยู่ตรงหน้าจะดูรุนแรงกว่ามาก เขาค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า พลางมองไปยังล้อยางที่สภาพไม่เป็นชิ้นดี “คงต้องเปลี่ยนยาง”

“อ้อ...” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มไม่รู้เรื่องรถ ส่วนชายหนุ่มเป็นเจ้าของรถ เป็นคนขับรถ ถ้าเขาบอกว่ายางแตกก็คงเป็นอย่างที่เขาว่า

“มีอุปกรณ์ใช่มั้ยครับ? ให้ผมช่วยอะไรมั้ย?” เด็กหนุ่มถามด้วยความหวังดี

“ไม่เป็นไร พี่ทำเอง” แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปหยิบอุปกรณ์ให้” เด็กหนุ่มอาสาจะช่วย แม้ยังไม่แน่ใจว่าต้องหาอะไร และต้องหาจากไหน แต่เขาก็พอจะเดาได้ เด็กหนุ่มจึงเดินอ้อมไปเปิดประตูใหญ่ท้ายรถ หวังจะควานหาสิ่งที่จำเป็นจากตรงนั้น

แต่สภาพของเบาะหลังกลับทำให้เขาถึงกับไปไม่ถูก เมื่อมองจากมุมนี้เอกสารที่กองอยู่ตรงหน้ามันมหาศาลเกินกว่าที่เขาเห็นจากที่นั่งมาก มีกระดาษอีกหลายปึกที่แทรกตัวอยู่ระหว่างซอกต่างๆ มีเอกสารอีกหลายแผ่นวางซ้อนกันหลบในที่ลับตา

ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มสังเกตเห็นแผ่นกระดาษซึ่งห้อยลงมาจากที่เก็บของหลังพนังพิงของเขา ตะกร้าที่เคยอยู่ข้างเบาะคนขับซึ่งถูกกองเอกสารหล่นทับ รวมถึงถังขยะใบน้อยใต้ที่นั่งซึ่งเขาไม่เคยรู้ว่ามันมีตัวตน และหากมองภาพรวมอีกที กองเอกสารเหล่านี้ไม่ได้จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเหมือนตอนก่อนออกเดินทางแล้ว ตั้งเอกสารมากมายเอนตัวเข้าปะปนกับตั้งข้างๆ และยังมีกองกระดาษอีกหลายปึกที่โงนเงนทำท่าจะพังลง นี่น่าจะเป็นผลจากการที่รถเสียหลักเมื่อครู่

ไม่ทันไรหลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินเข้ามาหาอุปกรณ์เอง ท่ามกลางกองกระดาษมากมาย เขาสามารถหาแม่แรง กล่องเครื่องมือ และยางสำรองได้อย่างไม่ยากเย็น โดยหยิบมาจากจุดที่เด็กหนุ่มไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีพื้นที่มากพอให้วางของเหล่านั้นลงไปได้

“ผมช่วยยกนะ?” เด็กหนุ่มอาสาจะช่วยจนถึงที่สุด

“ไม่เป็นไร พี่ทำเอง” ชายหนุ่มยังคงปฏิเสธ ก่อนจะนั่งลงจัดแจงวางอุปกรณ์บนพื้นหน้าล้อรถ

เด็กหนุ่มทำตัวไม่ถูก เขาพยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่นึกได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่นั่งให้กำลังอยู่ข้างๆ ระหว่างที่ชายหนุ่มลงมือเปลี่ยนยางรถทั้งหมดด้วยตัวเอง ดวงตาของเด็กหนุ่มไล่ไปตามผิวที่ฉีกขาดของล้อรถ มือทั้งสองข้างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินของชายตรงหน้า เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของเขา และใบหน้าของคนรักซึ่งอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ

ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มมองเห็นว่ามีอะไรที่เขายังพอจะช่วยได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงดีดตัวลุกขึ้นและหันกลับไปยังรถ

เนื่องจากรถฝั่งนี้ไม่สามารถเปิดประตูจากด้านนอกได้ เด็กหนุ่มจึงต้องเดินอ้อมไปยังที่นั่งฝั่งคนขับแทน เขาเปิดประตูฝั่งของชายหนุ่ม หยิบน้ำเปล่าจากที่วางแก้วตรงกลางออกมาหนึ่งขวด และก้มหน้าควานหาทิชชู่ซองเดิมซึ่งเก็บอยู่ข้างขวาของพวงมาลัย นาทีที่เด็กหนุ่มกำลังเงยหน้าขึ้น เขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากหน้าปัดหน้ารถ

แม้รถคันนี้จะเก่ามากแล้ว แต่เลขไมล์บนหน้าปัดกลับน้อยกว่าที่เด็กหนุ่มคาดไว้ แน่นอนว่าตัวเลขบ่งบอกว่ารถคันนี้ถูกใช้งานมามาก แต่หากคำนวณจากอายุของรถ และจากกิจวัตรประจำวันของตัวคนขับ เด็กหนุ่มก็พอคาดเดาได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาชายหนุ่มคงจะใช้รถคันนี้วิ่งแค่ระยะสั้นในเมืองระหว่างทำงานเท่านั้น เขาคงไม่ค่อย... ไม่สิ อาจจะไม่เคยเอามาวิ่งระยะยาวอย่างเช่นวันนี้ด้วยซ้ำ

จู่ๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกแสบตา เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองหาสาเหตุ แสงสะท้อนจากกระจกบนที่บังแดดของอีกฝั่งสาดเข้ามายังที่นั่งคนขับ ดวงอาทิตย์คงทำมุมแยงแสงมาสักพักแล้ว แต่เขาไม่เคยสังเกตเลย ไม่อยากนึกเลยว่าคนขับต้องทนรำคาญกับมันมานานเท่าไร ตั้งแต่รถออกตัวเลยหรือเปล่านะ

เด็กหนุ่มยังคงไม่ออกจากรถ ยิ่งสังเกตเห็นอะไรมากขึ้น เขาก็ยิ่งมีเรื่องสงสัยมากขึ้น เด็กหนุ่มจึงเอื้อมมือไปกดปุ่มเครื่องเล่นเพลง

แทนที่ปุ่มเหล่านั้นจะจมลงไป ปุ่มทั้งหมดกลับต่อต้านเด้งกลับมา ไม่สามารถกดได้

เด็กหนุ่มเลื่อนมือลงมายังแป้นเครื่องปรับอากาศแทน และลองหมุนปรับอุณหภูมิบนแป้นดู

แต่ไม่มีอะไรขยับเขยื้อน ตัวหมุนแข็งทื่ออยู่กับที่อย่างกับมีคนหยอดกาวติดไว้ ไม่สามารถปรับได้

เด็กหนุ่มเริ่มสงสัย มีอะไรอีกไหมในรถคันนี้ที่ใช้งานไม่ได้ แต่เขาที่นั่งมาแต่เช้ากลับไม่เคยรู้เลย

แต่แล้วเขาก็ต้องสลัดความคิดนี้ออกไปก่อน เขามีคนที่ควรสนใจมากกว่ารถในตอนนี้ เด็กหนุ่มก้าวเท้าออกจากรถ ปิดประตู และหอบของเดินอ้อมพาหนะกลับไปหาชายหนุ่ม นั่งยองลงข้างๆ เปิดฝาขวดน้ำ และยื่นให้คนตรงหน้าเตรียมจะป้อนให้

“ดื่มน้ำหน่อยมั้ยครับ? มือเลอะอยู่ เดี๋ยวผมป้อนเอง” เด็กหนุ่มถามพร้อมส่งยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวปวดห้องน้ำกลางทาง” ชายหนุ่มยังคงขะมักเขม้นอยู่กับงานตรงหน้าโดยไม่หันมามอง

“เหงื่อออกหมดแล้ว เดี๋ยวผมเช็ดให้” เด็กหนุ่มวางขวดน้ำลงและเปลี่ยนไปหยิบทิชชู่ออกมาเตรียมซับเหงื่อแทน

“ไม่เป็นไร ค่อยเช็ดทีเดียวก็ได้ มีอยู่ซองเดียว เดี๋ยวกระดาษหมด” ชายหนุ่มตอบโดยที่สายตายังคงไม่ละจากสิ่งที่ทำอยู่

“...” เด็กหนุ่มกลับมารู้สึกไร้ประโยชน์อีกครั้ง เขาจึงยอมแพ้และนั่งเฉยๆ ตามเดิม สายตาจับจ้องไปยังการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เขาสนใจในตอนนี้

พอได้มองดูใกล้ๆ เด็กหนุ่มก็เพิ่งสังเกต ดวงตาของชายหนุ่มช่างดูอ่อนล้า เปลือกตาหย่อนคล้อยจนเกือบจะปิด เส้นเลือดสีแดงกระจายอยู่ในตาขาวเป็นจุดๆ คงเป็นผลจากการที่ต้องเพ่งมองถนนเป็นเวลาหลายชั่วโมงตั้งแต่เช้า ขอบตาของชายหนุ่มก็ดำคล้ำ รอยย่นรอบๆ ทำให้ยิ่งดูอิดโรย คงเป็นเพราะเขาเพิ่งโหมปั่นงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่ได้พักผ่อน เพื่อให้เสร็จทันพาเด็กหนุ่มมาเที่ยวในวันนี้ นั่นคงเป็นสาเหตุที่เบาะหลังยังคงเต็มไปด้วยกองเอกสาร

เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง ที่ผ่านมาเขาไม่เคยสังเกตเลยว่าชายหนุ่มเหนื่อยล้าแค่ไหน เด็กหนุ่มเชื่อแค่ในสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็น รู้แค่ในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะให้เป็น เสพสุขกับช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกัน แม้อีกคนจะค่อยๆ อ่อนแรงลง

กระทั่งในเวลานี้เด็กหนุ่มก็ไม่สามารถทำอะไรให้คนรักของเขาได้เลย นอกจากนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ จนถึงเวลาที่งานทั้งหมดเสร็จลุล่วง

หลังจากเสร็จภารกิจ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นและหยาดเหงื่อออกจากตัว โดยไม่ใช้น้ำหรือกระดาษที่เด็กหนุ่มเตรียมให้เลยแม้แต่น้อย เจ้าของรถยกอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บไว้ที่เดิมบนเบาะหลังซึ่งตอนนี้มีสภาพยุ่งเหยิงกว่าแต่เก่า เดินอ้อมไปเปิดประตูขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย และเอื้อมมือปลดกลอนให้เด็กหนุ่มกลับขึ้นมานั่งบนเบาะข้างคนขับ โดยไม่สบตาและไม่เอ่ยปากพูดอะไรกับอีกฝ่ายเลยสักคำ

เด็กหนุ่มกลับมาอยู่บนเบาะนั่งตัวเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ก่อนที่รถจะออกตัว เขายกมือขึ้นดันเก็บที่บังแดด เอื้อมปรับพนักพิงให้กลับมาตั้งตรง และเอี้ยวตัวหยิบกล่องอาหารจากในกระเป๋าออกมาหย่อนใส่ถังขยะใต้ที่นั่ง ถือโอกาสแก้ตัวจากครั้งก่อนเพื่อหวังว่าการเดินทางต่อจากนี้จะราบรื่นขึ้น แม้ไม่รู้ว่ามันจะยังได้ผลหรือไม่ เพราะชายหนุ่มก็ยังคงไม่หันมามองหรือเปล่งเสียงใดๆ

บรื้น! เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสียงกรีดร้องของเครื่องยนต์ก็ดังก้องอีกครั้ง รถยังคงแล่นกระตุกเป็นระยะเช่นเดิม กลิ่นเหม็นควันยังคงลอยมาแตะจมูกเช่นเคย เพิ่มเติมคือครั้งนี้ ล้อข้างที่เพิ่งเปลี่ยนยางใหม่ได้สั่นเบาๆ จนกระเทือนไปถึงที่นั่งของเด็กหนุ่ม เป็นจังหวะเดียวกับแรงสั่นในหัวใจของเขา ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่รถคันนี้เคลื่อนผ่าน

เสียงกู่ก้องของเครื่องยนต์ดูจะไร้ความหมายเมื่อเทียบกับความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองในตอนนี้ เด็กหนุ่มอยากจะทำลายความเงียบนั้นด้วยคำถามที่มีอยู่ในอก แต่อีกใจก็กลัวว่าเมื่อสิ้นเสียงคำถามนี้แล้ว รังแต่จะทำให้ความเงียบยาวนานขึ้นกว่าเก่า เขาจึงลังเลที่จะพูดถึงมัน แต่วินาทีที่เขาตัดสินใจจะเอ่ยมันออกไปนั้น...

เอี๊ยด! เสียงเบรกก็ดังขึ้นพร้อมกับรถที่หยุดวิ่งกะทันหัน เด็กหนุ่มตัวโยนไปตามแรงเหวี่ยง รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ แรงรัดจากเข็มขัดนิรภัยดับลมหายใจของเขาไปชั่วครู่ ไม่ทันไรเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้กลับมาตั้งสติ

“ลงกันเถอะ”

ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบหลังจากที่ดับเครื่องยนต์ ช่างเป็นเสียงที่เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนในห้วงวินาทีที่รถหยุดนิ่ง เมื่อสิ้นคำพูดแล้ว ชายหนุ่มก็เปิดประตูเดินลงจากรถไป โดยไม่หันมามองเด็กหนุ่มที่ยังคงสับสนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

หลังจากตั้งสติได้แล้ว เด็กหนุ่มก็ลงรถตามเจ้าของไปอย่างว่าง่าย เป็นอีกครั้งที่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากที่เขาเดา สงสัยว่ารถคันนี้คงจะสึกหรอเกินกว่าที่จะไปต่อได้ บางทีชายหนุ่มคงคิดอยากจะจอดพัก เพื่อออกมาโบกรถสักคัน หรือโทรหาหน่วยงานสักหน่วย ให้มาช่วยพากพวกเขาทั้งสองออกไปจากจุดนี้

แต่ความสับสนก็กลับมาอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มเห็นคนตรงหน้ากำลังยกกระเป๋าของเขาลงมาจากหลังคารถ

“น้ำมันจะหมดน่ะ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง ก่อนจะส่งกระเป๋าให้โดยไม่ชายตามองเจ้าของของมัน

เด็กหนุ่มรับกระเป๋ามาสะพายหลัง แม้ใจจะยังคงรู้สึกว้าวุ่นอยู่บ้าง แต่ถ้าชายหนุ่มบอกว่าน้ำมันหมดก็คือแค่นั้น รถคงไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่านี้ พวกเขาคงแค่ต้องรอโบกรถสักคันที่ขับผ่านมา ขอให้เจ้าของรถช่วยถ่ายน้ำมันให้ และออกรถต่อไปหาปั๊มสักแห่งซึ่งน่าจะอยู่ไม่ไกลข้างหน้านี้

‘แต่ทำไมต้องเอากระเป๋าลงมาด้วยล่ะ?’ เด็กหนุ่มเริ่มฉุกคิด

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ถามอะไร ชายหนุ่มก็เดินกลับไปขึ้นรถเสียแล้ว เจ้าของรถปิดประตูมิดชิด และเลื่อนกระจกขึ้นทั้งสองฝั่ง แต่ยังคงเหลือช่องว่างไว้เล็กน้อย เพื่อให้เสียงของเขายังคงส่งออกไปถึงคนที่รออยู่ด้านนอก

“พี่จะทำอะไร?” เด็กหนุ่มเริ่มใจเสีย เขาวิ่งอ้อมไปยังอีกฝั่ง และพยายามเปิดประตูกลับขึ้นไปนั่งบนที่ของตัวเอง แม้จะรู้ว่ามันเปิดจากด้านนอกไม่ได้ และครั้งนี้เจ้าของรถก็ไม่มีท่าทีอยากจะช่วยเขาเสียด้วย

“พี่ขอโทษ” ชายหนุ่มพูดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความอ่อนล้า เช่นเดียวกับรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของเขา และดวงตาทั้งสองที่ในที่สุดก็หันกลับมามองเด็กหนุ่มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก

“พี่ขอโทษจริงๆ แต่ดูสภาพแล้ว พี่คงไปด้วยไม่ไหว” น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาพยายามจะเปล่งเสียงอันราบเรียบออกมาเช่นเดิม แต่คราวนี้เขาไม่อาจซ่อนจังหวะอันสั่นคลอนที่แทรกมาระหว่างคำพูดของเขาได้ เมื่อเขาได้เอ่ยความจริงและความในใจที่เก็บซ่อนไว้ตลอดการเดินทางครั้งนี้

“หมายความว่าไง!?” คราวนี้น้ำเสียงอันสั่นคลอนส่งมาจากทางฝั่งเด็กหนุ่มบ้าง เขายังคงดึงดันที่จะเปิดประตูข้างนั้นต่อไป

“น้ำมันจะหมดแล้ว ยางสำรองก็เก่าเกินกว่าจะวิ่งได้ไกล พี่คงต้องพักแล้ว” ชายหนุ่มพูดอย่างลำบากใจ เขาหลับตาลง และถอนหายใจช้าๆ ขณะฟังเสียงตึงตังของคนที่อยู่นอกรถ

“อึก!” เด็กหนุ่มออกแรงดึงประตูสุดฤทธิ์จนเขาเสียหลักล้มลงกับพื้น ฝุ่นดินสีน้ำตาลเปรอะเปื้อนไปตามผิวหนังสีแดงซึ่งเต็มไปด้วยแผลถลอก เขารีบปัดฝุ่นออกจากตัวโดยไม่สนใจความเจ็บแสบที่ส่งมาจากบาดแผลเหล่านั้น และตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนกลับไปสู้กับประตูรถอีกครั้ง

ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็น ว่าถนนใหญ่ที่ลากยาวเป็นเส้นเดียวมาตลอดนั้น กลับโค้งงอแบ่งออกเป็นสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่งคือถนนสายหลักที่จะพาไปสู่จุดหมายของเขา ส่วนอีกเส้นเป็นเพียงถนนสายเล็กๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจากแผนที่ไหนๆ

และเมื่อหันกลับไปมองคนที่อยู่บนรถ คนคนนั้นก็กำลังจ้องตรงไปยังถนนสายใหม่เช่นกัน

“เพราะผมใช่มั้ย?” เด็กหนุ่มตระหนักถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไปโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เริ่มเดินทาง “ผมทำของพี่เละ ผมทำรถพี่เลอะ ผมทำให้พี่เสียสมาธิตอนขับรถ ผมทำให้พี่ฝืนต้องตื่นมาเดินทางไปที่ไกลๆ แต่เช้า ทั้งๆ ที่พี่ไม่พร้อมใช่มั้ย?”

“...ไม่หรอก” ชายหนุ่มส่ายหัวขณะนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ แม้จะปฏิเสธไม่ได้เต็มปากว่านั่นไม่ใช่หนึ่งในสาเหตุ แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่าเด็กหนุ่มไม่ได้เป็นฝ่ายทำอะไรผิดก็เป็นสิ่งที่เขายังคงเชื่อมั่น เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายฝืนดันทุรัง จนถึงจุดที่สายเกินกว่าจะย้อนกลับ “เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลยสักอย่างเดียว มันเป็นเพราะพี่เองที่ไม่พร้อม... มันเป็นเพราะพี่เองที่ออกมาโดยไม่ได้เตรียมใจ... มันเป็นเพราะพี่เองที่พามาโดยคิดว่ายังไหว...”

ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดบอกระดับน้ำมัน และเศษซากยางเส้นเก่าผ่านกระจกหลัง ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่มเลยสักอย่างเดียว

“ไม่เอา... อย่าทิ้งผมไว้...” ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ความจริงที่ว่าเด็กหนุ่มกำลังจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวก็ยังไม่เปลี่ยน เขาจึงเริ่มสะอื้นน้ำตาคลอ มือหนึ่งยังคงจับประตู ส่วนอีกมือทุบกระจกรถเบาๆ ใจหนึ่งก็หวังจะทุบมันให้แตกละเอียดจนเขาสามารถปีนกลับขึ้นไปนั่งที่ที่เคยเป็นของเขาได้อีกครั้ง แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะถนอมมันเอาไว้ ไม่ให้รถคันนี้ต้องบุบสลายไปมากกว่านี้

“เราไปต่อได้เลย ไม่ต้องห่วงพี่ จองอะไรไว้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ?” ชายหนุ่มส่งยิ้มน้อยๆ กลับมา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเศร้าและอบอุ่นในคราเดียวกัน

“...” เด็กหนุ่มยังคงพยายามเปิดประตูบานนั้นต่อไป พยายามกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลริน และพยายามกลั่นคำพูดส่งออกไปหาอีกฝ่าย คำพูดที่อาจจะเป็นคำสุดท้ายก่อนจากลา

“อืม...” แต่เมื่อตระหนักได้ว่าไม่ว่าเขาจะเปล่งคำใดๆ ออกมา ที่นั่งในรถคันนี้ก็คงไม่กลับมาเป็นของเขาอยู่ดี เด็กหนุ่มจึงจำใจก้มหน้า และปิดปากเงียบ คำพูดของเขามีแต่จะรั้งให้รถคันนี้จอดเสียอยู่ข้างทางต่อไป แทนที่จะได้เข้าอู่และซ่อมจนกลับมาวิ่งได้ดีอีกครั้ง

“...” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะเอ่ยแม้แต่คำอำลา ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มกลับไปให้อีกคราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันกลับไปมองถนน เหยียบคันเร่ง และทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำแสนสั้น ชั่ววินาทีที่เสียงของเครื่องยนต์กำลังจะกลบเสียงอื่นทั้งหมด

“โชคดีนะ”

บรื้น! และแล้วรถสีซีดก็ค่อยๆ แล่นจากไป

“...” เด็กหนุ่มยืนฟังเสียงรถคันนั้นวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันกลืนหายไปกับเสียงของสายลม เขาทรุดเข่าลงกับพื้น วางกระเป๋าใบใหญ่ที่หนักอึ้งกว่าเก่าลงข้างตัว มือทั้งสองสัมผัสลูบไปตามเนื้อผ้าของกระเป๋าใบนั้น ก่อนจะดึงมันเข้ามาสวมกอดเหมือนเป็นตัวแทนใครบางคน

“ยังไม่ได้บอกเลย... ว่าอยากไปเพราะอะไร...” เด็กหนุ่มพึมพำพลางมองไปยังสุดขอบถนนตรงหน้า ตรงจุดที่รถคันสีซีดหายลับไปจากสายตาของเขา เขายังไม่เคยบอกชายหนุ่มเลย ว่าเหตุผลจริงๆ ที่เขาชวนมาเที่ยวด้วยกันนั้นคืออะไร เขาไม่ได้สนใจชายหาดอะไรนั่น ไม่ได้ใส่ใจภูเขาลูกนั้น และไม่ได้แยแสทิวทัศน์อะไรทั้งนั้น สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือช่วงเวลาที่ตัวเขากับชายหนุ่มได้อยู่ด้วยกันท่ามกลางสถานที่เหล่านั้นต่างหาก

และสิ่งที่ยืนยันความรู้สึกนั้น ก็คือความสุขที่หลงเหลืออยู่จากการได้ขึ้นรถคันนั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้ราบรื่นนัก หรือแม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานก่อนที่รถจะหยุดวิ่งก็ตาม

เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนและหันมองซ้ายขวา เวลานี้เขาอยู่ตัวคนเดียวบนถนนที่ไร้รถรา ท่ามกลางที่ดินอันแห้งแล้ง ใต้ฟ้าแสนเปล่าเปลี่ยวไร้หมู่เมฆ สิ่งที่มีความหมายเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเขาในทริปนี้ได้เลือกที่จะจากไปแล้ว เขาควรจะทำเช่นไรต่อ ควรวิ่งตามรถคันนั้นไปทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะไม่จอดให้เขาได้ขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ควรกลับมาก้าวบนเส้นทางเดิมที่ไร้ความหมายเมื่อไม่มีคนที่รักรออยู่ ณ ปลายทาง ควรเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้ ควรหยุดยืนอยู่กับที่หวังให้มีรถสักคันผ่านมารับแม้จะไม่รู้สึกอยากขึ้นไปนั่ง หรือควรหันหลังให้ถนนเบื้องหน้าแล้วมุ่งสู่ดินแดนอันแห้งแล้งซึ่งทอดยาวอย่างไร้ขอบเขตอยู่เบื้องหลัง

 

แต่ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะเลือกเดินไปทางไหน เขาก็คงไม่มีโอกาสได้ไปถึงปลายทางที่ฝันไว้อีกแล้ว

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×