ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

สีพื้นหลัง

ระยะห่างบรรทัด

คืนค่า

Sweet Serial Killer.

ตอนที่ 15 : We're The Same

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 7 ก.ค. 62

ผลการค้นหารูปภาพ





แม้ที่นี่จะเป็นห้องใต้ดิน แต่ผนังของมันก็ไม่ได้หนาเสียทีเดียว เธอยังสามารถได้ยินเสียงลมและสายฝนจากข้างนอกได้ และในตอนนี้โดโลเรสก็กำลังได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของใครอีกคน คนที่อยู่ในห้องข้าง ๆ เธอนี่เอง


โดโลเรสเกือบจะหลงลืมตัวตนของตัวเองไปแล้ว เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานจนค่อย ๆ ลืมเลือนสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต เสมือนสมองที่ถูกบรรยากาศอันเงียบเหงากลืนกินอย่างช้า ๆ จนในหัวว่างเปล่า เสมือนทุกอย่างนั้นเป็นแค่ฝันอันยาวนาน ไม่มีอะไรจริงแท้สักอย่างเดียว


แต่การปรากฏขึ้นของเสียงมนุษย์ผู้นี้เหมือนเสียงนาฬิกาปลุกยามเจ็ดโมงเช้าที่คอยปลุกเธอให้ไปโรงเรียนทุกวัน เสียงแผดร้องเสียดสีโซนประสาทที่กระตุ้นให้เธอต้องลืมตาตื่นจากความฝัน ลุกขึ้นมาจากที่นอนและตระหนักได้ถึงความจริงในที่สุด ความจริงที่ว่าบิลไม่ใช่เจ้าชีวิตผู้มีเมตตาแต่อย่างใด เธอคือสัตว์ที่กำลังถูกเขาฝึกจนเชื่อง เป็นแค่เหยื่อของคนที่เลวทรามคนนั้นเท่านั้น


แต่ในตอนนี้เธอไม่ใช่ เหยื่อ เพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว


เด็กสาวแนบหูติดกับฝาผนังสกปรก ฟังเสียงร้องโอดครวญของผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนเอาแต่พร่ำพูดขอร้องต่อพระเจ้าไม่หยุด ขอให้ตัวเองปลอดภัย ขอให้มีคนมาช่วยเหลือ เธออยากจะบอกกับหล่อนเหลือเกินว่าพระเจ้าก็ช่วยหล่อนไม่ได้หรอก ตราบใดที่ตกอยู่ในนรกก็ไม่มีทางที่พระเจ้าจะมองเห็น แต่โดโลเรสก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแต่นั่งฟังเสียงของหล่อนเงียบ ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา


นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงของมนุษย์คนอื่นที่ไม่ใช่บิล หลากหลายความรู้สึกปะปนกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ทั้งดีใจ เจ็บปวด เวทนา โกรธแค้น เศร้าโศก โหยหา อ้างว้าง โดโลเรสไม่เคยตระหนักถึงความรู้สึกเฉกเช่นนี้มาก่อนจนกระทั่งได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนี้ คนที่กำลังประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นเดียวกันกับเธอ โดโลเรสมองเห็นภาพของตัวเองครั้งที่ถูกจับมาขังอยู่ที่นี่ในช่วงแรก ซุกตัวอยู่บนเตียงเหม็น ๆ และร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุดหย่อน หวังจะให้ใครสักคนได้ยินเสียงร้องของเธอ เธอทำได้แค่ร้องจนไร้เรี่ยวแรงที่จะร้อง สุดท้ายแล้วเสียงก็เงียบลงไปพร้อมกับความหวังที่ถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี


โดโลเรสอยากจะปลอบประโลมผู้หญิงคนนั้น อยากจะบอกหล่อนว่าหล่อนไม่ใช่เพียงคนเดียวที่กำลังเผชิญกับเรื่องราวโหดร้ายเช่นนี้ แต่เธอกลับไม่กล้าที่จะเปล่งเสียงของตัวเอง เธอกลัวว่าบิลจะจับได้ถ้าหากว่าเธอแสดงท่าทีบางอย่างต่อเหยื่อรายใหม่ของเขา บิลไม่ชอบคนสอดรู้ โดโลเรสจินตนาการได้เลยว่าเขาจะลงโทษเธอยิ่งกว่าการตบหน้าอย่างแน่นอน


ในหัวของเด็กสาวเกิดคำถามขึ้นมาว่าเหตุใดเขาถึงได้จับตัวผู้หญิงคนอื่นมาขังไว้ที่นี่อีก แล้วเขาจะทำอย่างไรกับหล่อน จะเลี้ยงดูให้เป็นสัตว์เลี้ยงเชื่อง ๆ เหมือนกับเธอ หรือจะฆ่าหล่อนเหมือนกับที่ฆ่าคนอื่น ๆ มาแล้ว ไม่มีใครที่รู้เรื่องนี้ เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดของบิลได้เลย


โดโลโรสได้แต่หวังว่าจะหล่อนจะไม่ถูกฆ่าตาย เพราะอย่างน้อยที่สุดการมีอยู่ของหล่อนตอนนี้ก็ทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เธอตั้งใจฟังเสียงร้องไห้นั่นราวกับว่ามันเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะที่สุดที่เคยได้ยินมาในชีวิต เสียงของผู้หญิงคนนั้นฟังดูแหบแห้งและอ่อนแอ เด็กสาวหลับตาลงแล้วเริ่มจินตนาการ เธอมองเห็นภาพเจ้าของเสียงร้องไห้นั้นเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ รูปร่างผอมแห้ง ผิวขาวซีดและมีเรือนผมสีแดงเหมือนกับสเตซี่ ดวงตาสีเขียวของหล่อนชุ่มไปด้วยน้ำตาในขณะที่ยังคงส่งเสียงร้องไห้ไม่หยุด


โอ้สเตซี่ เพื่อนที่แสนดีและน่าสงสาร เธอกำลังเจ็บปวดใช่ไหม? แต่อีกไม่นานเธอก็คงจะหยุดร้องไห้แล้วล่ะ


โดโลเรสคิดในใจ และสิ่งที่เธอคิดก็ถูกต้อง เสียงนั้นเงียบลงไปแล้ว เหลือทิ้งเพียงความเงียบอันเวิ้งว้างเหมือนจักรวาลอันมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด แต่หลังจากนี้ไปจะไม่มีความเหงาอีกต่อไปแล้ว โดโลเรสยิ้มออกมาทั้งน้ำตา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอยิ้มนับตั้งแต่ที่ถูกจับมาอยู่ที่นี่



.............................



ฉันมีของขวัญมาให้เธอ


โดโลเรสสะดุ้งเล็กน้อยคล้ายกับคนที่พึ่งตื่นจากฝันร้าย ตอนนี้เธอกำลังนั่งเอนขาอยู่ในอ่างอาบน้ำสีขาวสว่างที่มีน้ำผสมสบู่เหลวกลิ่นกุหลาบบรรจุเต็มจนท่วมไหล่ ส่วนบิลนั้นนั่งอยู่ข้างๆ อ่างอาบน้ำ มือของเขาที่ถือฟองน้ำกำลังบรรจงขัดผิวเธออย่างตั้งใจ เขาเป็นคนรักความสะอาดมาก ๆ และมักจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นระเบียบและสะอาดอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเธอเองก็ตาม


ของขวัญงั้นเหรอ?”


เด็กสาวเอ่ยโดยไม่ปกปิดความสงสัยบนใบหน้า ความจริงเธอยังไม่แน่ใจเท่าไรนักด้วยซ้ำว่าได้ยินถูกต้องหรือเปล่า จนกระทั่งบิลหยุดมือของตัวเองลงแล้วหันมาสบตากับเธอ


ใช่ มันเป็นของขวัญชิ้นพิเศษ เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยปาก ฉันว่าเธอต้องชอบมันแน่


มันคืออะไรล่ะ?”


คำพูดอันมีลับลมคมในบางอย่างบีบให้โดโลเรสยิ่งอยากรู้มากยิ่งขึ้น และก็ดูเหมือนว่าจะเข้าทางของเด็กหนุ่มพอดิบพอดี เขายิ้มออกมาเล็ก ๆ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเธอ


ฉันบอกเธอตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่ฉันจะพาเธอไปดูมันด้วยตัวเอง


และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่บิลได้พาเธอออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนี้...


โดโลเรสตัวเกร็งด้วยความตื่นเต้นยามเมื่อก้าวเท้าออกมาจากประตู เพราะเธอไม่เคยออกจากห้องนี้เลยนับตั้งแต่ถูกจับมาขังที่นี่ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้มีโอกาสเห็นสภาพแวดล้อมภายนอกห้องขังของเธอ แสงสว่างจากหลอดไฟเก่า ๆ สีเหลืองที่กวัดแกว่งไปมาช้า ๆ พอจะให้เธอสามารถเห็นรายระเอียดต่าง ๆ  ได้บ้าง ข้างนอกห้องคุมขังนั้นเป็นเหมือนห้องใหญ่ๆ อีกห้องที่ถูกสร้างด้วยไม้ และห้องนี้ค่อนข้างจะสกปรกกว่าในห้องที่เธออยู่มาก กลิ่นเหม็นคาวและอับชื้นปะปนเป็นส่วนหนึ่งในอากาศอย่างแยกไม่ออก ข้าวของถูกวางระเกะระกะพร้อมฝุ่นที่เกาะตัวอย่างหนาแน่น มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่คนรักความสะอาดอย่างบิลกลับไม่ใส่ใจที่จะทำความสะอาดของพวกนี้เลย


ตอนนี้บิลกำลังจับข้อมือเธอแน่น ไม่สิ มันคงจะเรียกว่าเป็นการบีบเสียมากกว่า เขาคงกลัวว่าเธอจะใช้โอกาสนี้หลบหนี โดโลเรสเจ็บแต่ไม่อาจเอ่ยปากออกไปได้ เธอเพียงแต่ตีสีหน้าตัวเองให้เรียบเฉยในขณะที่สายตาก็คอยสำรวจภายนอกอย่างเงียบ ๆ โดโลเรสยังคงไม่เข้าใจเท่าไรว่าเขาพาเธออกมาข้างนอกทำไม และเขากำลังจะพาเธอไปที่ไหนกันแน่


ในช่วงที่กำลังกวาดสายตามองทุกอย่าง เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างกับข้างนอกนี้ เหมือนกับว่าเธอเคยเห็นมันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความทรงจำนั้นช่างเลือนรางเหมือนสีบนภาพวาดที่ถูกปนเปื้อนไปด้วยน้ำจนเจือจางแทบมองไม่เห็น ไม่ว่าจะพยายามขบคิดเท่าไรก็ไม่อาจคิดออกได้เสียที


แต่ไม่นานนักดวงตาของเธอก็พบเข้ากับคำตอบของสิ่งที่เธอกำลังตามหาอยู่จนได้


กระดานไม้อันใหญ่แสนคุ้นตาตั้งเด่นตระหง่าตรงมุมห้อง บนกระดานแปะภาพของคนคุ้นเคยที่เธอเคยพบเจอมาสมัยยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนจนแน่นขนัด และใต้รูปทุกใบถูกเขียนตัวเลขกำกับด้วยปากกาเมจิกสีแดงสด เมื่อได้จ้องมองกระดานนั่นร่างบอบบางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ โดโลเรสจำได้เป็นอย่างดีว่ากระดานไม้ตรงนั้นเป็นกระดานอันเดียวกับที่เธอเคยเห็นตอนที่ลงมาห้องใต้ดินบ้านบิลเป็นครั้งแรก


นั่นแสดงว่าที่ผ่านมาเขาก็กักขังเธอเอาไว้อยู่ใต้บ้านของตัวเองมาตลอดเลย?


นั่นไงล่ะ


เสียงของบิลฉุดดึงสติที่ล่องลอยของโดโลเรสให้กลับมาเป็นดั่งเดิม เธอพึ่งรู้ตัวว่าเขาได้พาเธอมาที่เตียงเหล็กเก่า ๆ เตียงหนึ่ง ซึ่งบนเตียงนั้นไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไปเมื่อมีร่างของใครคนหนึ่งถูกมัดอยู่แน่นหนา ทั่วทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ถุงขยะสีดำที่ถูกสวมคลุมหัวทำให้เธอไม่อาจรู้ได้ว่าเหยื่อที่น่าสงสารคนนี้คือใคร แต่โดโลเรสรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือเจ้าของเสียงร้องที่เธอได้ยินมาตลอดสามวันที่ผ่านมานี้


เธออยากจะดูหน่อยมั้ย?”


ท่าทางของบิลยามนี้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างน่าประหลาด และนั่นก็ทำให้โดโลเรสเริ่มหวั่นวิตกขึ้นมา เธอพึ่งเริ่มคิดได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างของบิล เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่เขายิ้มอย่างเช่นตอนนี้ มันไม่ใช่รอยยิ้มบางเบาเหมือนปกติ แต่เป็นรอยยิ้มที่มีความสาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูก


จู่ ๆ เธอก็รู้สึกไม่อยากจะได้ของขวัญชิ้นนี้เสียแล้ว


ร่างบอบบางยังคงไม่ยอมขยับเขยื้อน และนั่นก็ดูเหมือนจะสร้างความขัดใจให้กับคนที่ยืนอยู่ข้างกายในเวลานี้ เขากระตุ้นเธอด้วยการบีบมือเล็ก ๆ นั่นแรงขึ้นอีก โดโลเรสสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความกลัว เธอไม่กล้าที่จะขัดใจบิลจึงจำใจดึงถุงดำที่คลุมหน้าตาของคนบนเตียงออก


ยามเมื่อได้เห็นใบหน้าคนบนเตียงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง โดโลเรสแทบอยากจะเป็นลมเสียให้ได้


ใบหน้าของคนใกล้ตัวที่แสนจะคุ้นเคย ใบหน้าของคนที่เธอไม่คาดคิดว่าในชีวิตนี้จะได้เจออีกครั้งในนรกแห่งนี้ หล่อนกำลังถูกมัดอย่างแน่นหนา น้ำเสียงอู้อี้เล็ดรอดออกมาจากเทปกาวสีดำที่ปิดปากอยู่ ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างเมื่อจ้องมองมาที่เธอ


...และใบหน้าภายใต้ถุงดำใบนั้นก็ได้กลายมาเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอไปอีกหลายปีถัดมา


แม่


น้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนแรงราวกับเสียงกระซิบหลุดออกมาจากปากบาง เด็กสาวพึ่งสำนึกได้ว่าตัวเองนั้นโง่เง่าเหลือเกินที่ไม่รู้เลยว่าแม่อยู่ใกล้ตัวมากแค่ไหน อาจเพราะการถูกกักขังโดดเดี่ยวอยู่เนิ่นนานทำให้เธอได้หลงลืมอะไรหลายอย่างในชีวิตไป จนไม่ได้ตระหนักเลยว่าเจ้าของเสียงร้องไห้ที่เธอได้ยินเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้นจะเป็นเสียงแม่แท้ ๆ ของเธอเอง


เป็นยังไง ชอบของขวัญชิ้นนี้ไหม เสียงข้างหูดึงสติที่กระจัดกระเจิงให้กลับมาอีกครั้ง โดโลเรสหันไปมองคนข้างกายอย่างไม่ไว้วางใจ


ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะรู้สึกหวาดกลัวเขาได้มากเท่าครั้งนี้เลย


นายจะทำอะไรกันแน่


ฉันไม่ได้ทำอะไรหรอก เธอต่างหากที่เป็นคนทำ


รอยยิ้มอันคลุมเครือปรากฏบนใบหน้าอันขาวซีด เด็กหนุ่มยกมือของคนข้างกายขึ้นมาช้า ๆ ก่อนจะวางบางสิ่งไว้บนมือของเธอ วัตถุนั้นสะท้อนแสงจากโคมไฟสีส้มบนเพดานจนเจิดจ้า มันเย็นเฉียบประดุจเนื้อหนังของคนตาย ความเย็นนั้นคล้ายกับจะชอนไชไปถึงชั้นกระดูกจนทำให้ทั่วทั้งร่างของเธอต้องหนาวสั่น


บิลให้มีดกับเธอ


โดโลเรส เสียงกระซิบยังไม่ห่างไปจากหู เสียงนั้นทะลุทะลวงเข้ามาในจิตใจราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจ ฉันรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในชีวิตเธอ และทั้งหมดนั้นเกิดมาจากผู้หญิงคนนั้น


เขาชี้นิ้วไปที่ร่างบนเตียง เด็กสาวมองเห็นว่าดวงตาของแม่ยังคงเบิกโพล่งในขณะที่จ้องมองมาที่เธอ เสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ช่างเป็นเสียงที่โหยหวนเหลือเกินในความคิดของโดโลเรส ดูคล้ายกับว่าหล่อนนั้นกำลังกรีดร้องอยู่


เธอจำได้ไหมถึงสิ่งที่แม่ทำกับเธอ แม่ของเธอทำร้ายจิตใจเธอ แม่ของเธอไม่ได้รักเธอเลย แม่ของเธออยากจะให้เธอตาย


โดโลเรสหลับตาลงเพราะไม่ต้องการจะดวงตาคู่นั้นของแม่ตัวเอง ชั่วขณะนั้นภาพความทรงจำอันหลากหลายที่มีต่อแม่ก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทุกเรื่องราวอันเลวร้ายและย่ำแย่ที่เธอได้ประสบพบเจอจากผู้เป็นแม่ราวกับตอกย้ำให้คำพูดของบิลนั้นแจ่มชัดในความคิดเข้าไปอีก



เธอฆ่าตัวตายครั้งแรกเพราะแม่


เธอต้องเข้าสถานบำบัดจิตเพราะแม่


เธอหนีออกจากบ้านเพราะแม่


เพราะแม่ทำให้ชีวิตของเธอต้องกลายเป็นแบบนี้



ฉันเข้าใจดี เพราะชีวิตของฉันเองก็ไม่ต่างกับเธอเลยเสียงกระซิบนั้นราบเรียบและแฝงด้วยคลื่นอารมณ์บางอย่างที่ไม่อาจบอกได้แน่ชัด ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


โดโลเรสลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่บิลพูด ประโยคนี้เขาเคยพูดกับเธอครั้งแรกที่เขาจับเธอมาขังไว้ที่นี่ และมันก็ส่งอิทธิพลต่อโดโลเรสได้อย่างมหาศาล เธอไม่ได้ขัดขืนเลยยามที่อีกฝ่ายจับมือข้างที่ถือมีดของเธอเคลื่อนไปหาคนที่อยู่บนเตียง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเธอเอง


พวกพ่อแม่มักจะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของชีวิตของลูก คิดว่าจะทำอะไรกับลูกก็ได้ แต่พวกเขาคิดผิด เราไม่ใช่ทาสของเขา เรามีชีวิตเป็นของตัวเอง และเราจะไม่ยอมถูกคนพวกนี้กดหัวอีกต่อไป!”


คราวนี้มันไม่ใช่เสียงกระซิบอันราบเรียบอีกต่อไป คลื่นอารมณ์อันเกรี้ยวกราดทำให้โดโลเรสกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว


เธอรู้ดีว่าควรต้องทำยังไง สิ่งที่เธอต้องทำก็แค่ทำเหมือนที่ฉันเคยทำเท่านั้น มันไม่ยากเลย


บิลปล่อยมือออกจากมือเธอไปแล้ว แต่โดโลเรสยังคงกำมีดในมือแน่นดุจดังฝ่ามือถูกบีบรัดด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น เธอจ้องมองไปที่ร่างของแม่อีกครั้ง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงสิ่งที่บิลต้องการ


จัดการซะ แล้วชีวิตของเธอจะเป็นอิสระ


โดโลเรสสั่นไปทั้งตัว เธอมองไปที่แม่ตัวเองสลับกับมีดในมือ เด็กสาวไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดของบิลไม่ถูกต้อง แม่คอยทำร้ายจิตใจเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต หลายสิ่งหลายอย่างที่แม่ทำกับเธอมันช่างเลวร้ายจนเธอสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเกลียดแม่ตัวเองมากแค่ไหน และเธอเองก็รู้ดีว่าแม่ก็เกลียดเธอไม่ต่างกัน แม่เห็นเธอเป็นภาระเสมอมา แม่เคยพยายามทำแท้งด้วยซ้ำเพราะอยากให้เธอได้มีชีวิตอยู่


แล้วมันจะแปลกอะไรถ้าหากเธอจะไม่อยากให้แม่มีชีวิตอยู่เช่นกัน?


ความคิดผุดเข้ามาในหัวแค่ชั่ววูบนั้นรุนแรง บีบคั้น และครองงำได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นเองโดโลเรสก็ได้ยื่นคมมีดเข้าใกล้ร่างตรงหน้า นั่นเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดและยาวนานเหลือเกินสำหรับเด็กสาว ดูเหมือนกับว่ามือของเธอเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าเสียเต็มประดา


ชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตาย สายตาของเธอก็ประสานเข้ากับสายตาของเหยื่อตรงหน้า ดวงตาเบิกโพล่งของแม่ยังคงจ้องมองเธออย่างไม่ลดละ นัยน์ตาของหล่อนแดงก่ำพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมา มันไม่ใช่สายตาของความเกลียดชังอย่างที่เธอเคยพบเจอ แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แล้วสายตาคู่นั้นก็ได้สะกิดบางสิ่งที่หลับไหลอยู่ในใจเธอให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง


นั่นเป็นครั้งแรกที่แม่มองเธอด้วยสายตาเช่นนี้ สายตาของความรู้สึกผิด...


โดโลเรสชะงักมีดในมืออย่างฉับพลันอย่างคนได้สติ เธอก้มมองมีดในมือด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ตอนนั้นเองประโยคก่อนหน้านี้ของบิลก็ดังก้องเข้ามาในหัวอีกครั้ง



“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”


“ฉันบอกแล้วว่าเธอกับฉันเหมือนกัน”



ไม่!”


เด็กสาวตะโกนลั่นราวกับจะให้เสียงของตัวเองกลบเสียงในหัว ร่างเล็กหอบหายใจถี่รัวในขณะที่ความคิดบางอย่างในหัวได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้งกลายเป็นความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เธอหันกลับไปมองบิลทันควันโดยที่ยังคงกำมีดในมือแน่น เป็นครั้งแรกที่เธอจ้องมองเขาได้เต็มตาโดยปราศจากความกลัวเกรงดังเช่นทุกครั้ง


ฉันจะไม่มีทางเป็นเหมือนนาย


โดโลเรสยิ้มอย่างโล่งใจก่อนที่จะใช้มีดในมือตัวเองปาดเข้าที่คอทันที ความเย็นเฉียบของใบมีดถูกกลืนกินด้วยความอุ่นจัดของเลือดที่ทะลักออกมา ร่างบอบบางทรุดลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว ประสาทสัมผัสค่อยๆ ถูกตัดไปทีละส่วน เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เธอไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบข้าง เธอไม่ได้กลิ่นเลือด เธอไม่ได้ยินเสียง และความมืดก็กำลังกลืนกินเข้ามาในดวงตาเธอ


ภาพสุดท้ายที่โดโลเรสได้เห็นคือใบหน้าของบิลที่กำลังตกใจสุดขีด


และเธอก็หวังว่านั่นจะเป็นภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นในชีวิตนี้



_____________________






เรื่องราวในตอนนี้ได้ inspiration บางส่วนจากหนังสือ 'เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็นฆาตกร' โดยสรจักร ศิริบริรักษ์





Talk:พอดีว่ามีการแก้ไขเนื้อหาบางส่วนในบทของหมอไอเบิร์ตที่จะเกี่ยวพันกับฉากจบด้วย ผู้เขียนจึงอยากให้นักอ่านย้อนไปอ่าน>> ตอนที่9:Secrets[Re] ในส่วนของหมอไอเบิร์ตกันใหม่อีกรอบ เพื่อความเข้าใจตรงกันจะได้ไม่งง ต้องขออภัยกับความยุ่งยากด้วย



            
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

359 ความคิดเห็น

×