ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

สีพื้นหลัง

ระยะห่างบรรทัด

คืนค่า

Sweet Serial Killer.

ตอนที่ 14 : What's In Your Mind?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 29 ส.ค. 62

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง





ฝนตก เธอได้ยินเสียงฝนตก


โดโลเรสเงยหน้าขึ้นมองเพดานอย่างแปลกใจ เธอพยายามฟังเสียงของฝนที่ดังลอดเข้ามาอย่างแผ่วเบา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กสาวอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ แห่งนี้ด้วยความเงียบงันเป็นส่วนใหญ่ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงที่แตกต่างซึ่งไม่ใช่ของบิลและของตัวเอง และมันก็ทำให้เด็กสาวตระหนักได้ว่านานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลย


โดโลเรสหลับตาลง จินตนาการถึงโลกที่อยู่ด้านนอกนั่น ท้องฟ้าที่คงกลายเป็นสีเทาหมองหม่น หยดน้ำที่ไหลพรั่งพรูไปทั่วทุกที่ ต้นหญ้าและใบไม้ที่เขียวชอุ่มดูดซับน้ำเข้าหล่อเลี้ยงตัวเอง อาจจะมีกบหรือแมลงที่ออกมาสัมผัสฝนและผลัดกันส่งเสียงร้องระงม เด็กสาวจำได้ว่าตอนเด็กๆ เธอชอบตากฝนเอามากๆ ในตอนนั้นโดโลเรสคิดว่าการอยู่กลางสายฝนคือความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลบเลี่ยงมันมากกว่าจะเผชิญหน้ากับมัน เธอจึงรู้สึกว่าตัวเองเจ๋งสุดๆ ยามที่วิ่งเล่นท่ามกลางสายฝนและปล่อยให้ตัวเองเปียกโชกโดยไม่หวาดกลัวเหมือนพวกผู้ใหญ่คนอื่นๆ


เธอกำลังโหยหายความรู้สึกเหล่านั้น ความรู้สึกของสายฝน เสียงของมันยามที่หล่นกระทบกับผืนดินและพื้นปูน โหยหายกลิ่นของดินและหญ้าที่เปียกไปด้วยน้ำฝน โหยหายเสียงของแมลงและกบ เธออยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง อยากจะวิ่งเล่นท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อยากจะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องเจ็บปวดอะไรอีก


แต่เธอคงไม่มีโอกาสที่จะกลับไปเป็นเด็กที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาอีกแล้ว ไม่มีวัน


น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงหล่นไม่ต่างจากสายฝน แต่เด็กสาวก็ต้องรีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงประตูถูกเปิดขึ้น เธอมองเห็นร่างอันคุ้นเคยเดินเข้ามาในห้อง โดโลเรสแสร้งกดหน้าลงกับหมอน พยายามจะไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นว่าเธอพึ่งร้องไห้ไป


บิลไม่ชอบให้เธอร้องไห้


มือใหญ่แตะลงบนหัวของเธอแผ่วเบา ซึ่งโดโลเรสก็ไม่ได้สะดุ้งหรือขัดขืนอย่างเช่นแต่ก่อน คนตัวสูงกว่าขึ้นมาบนเตียงก่อนจะวาดแขนโอบกอดเธอไว้ เธอพลิกตัวเขาหาเขาอย่างเคยชินและปล่อยตัวไปตามสัมผัสของเขา เด็กสาวรู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังจากนี้ และเธอก็รู้ดีว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้


บทลงโทษที่เกิดขึ้นครั้งนั้นทำให้โดโลเรสเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอตระหนักได้ดีถึงสถานภาพอันต่ำต้อยของตัวเองที่นี่ เธอรู้แล้วว่าเธอไม่สามารถต่อต้านบิลได้ เพราะเขาคือจ่าฝูง เขาคือบุคคลที่มีอำนาจ ในตอนนี้เขาคือเจ้าชีวิตของเธอและมีสิทธิที่จะทำอะไรกับเธอก็ได้ ส่วนเธอก็เป็นเพียงแค่ทาสของเขาเท่านั้น


เขาได้ทำลายเธอไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทางร่างกายแต่ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ เหลือทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ว่างเปล่าปราศจากความรู้สึก หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง ความกลัว ความโกรธแค้น และความเศร้าโศก ทุกอย่างในตอนนี้ช่างมืดมัวและหมองหม่น ไม่มีหนทางที่เธอจะหนีพ้น บิลทำให้เธอรู้ว่าเธอจะต้องตกอยู่ในนรกแห่งนี้ไปตลอดกาล


โดโลเรสรู้ว่าหนทางเดียวที่เขาจะไม่ทำร้ายเธอคือการไม่ขัดขืนต่อต้าน เธอทำตัวเป็นเสมือนทาสที่ดีที่ไม่ปฏิเสธเจ้านายตัวเอง เธอพูดแทบจะนับคำได้และจะไม่เปิดปากเด็ดขาดถ้าหากเขาไม่ถาม เพราะเด็กสาวรู้ดีถึงบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นหากขัดใจเขา บิลจึงเริ่มทำดีกับเธอมากขึ้น เขาให้เธอกินอาหารดีๆ ทั้งสามมื้อ ซื้อหนังสือมากมายให้อ่านแก้เหงา ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ และยังปลดล็อกโซ่ที่ล่ามขาของเธอเอาไว้อีกต่างหาก เธอสามารถมีอิสระที่จะเดินไปได้ทั่วทั้งห้องโดยไม่ต้องมีโซ่หนักๆ คอยถ่วงขาอีกแล้ว


ทุกสิ่งที่บิลทำให้เธอนั้นทำให้โดโลเรสซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เขาไม่ใจร้ายกับเธออีกแล้ว เธอคิดว่าเขาช่างเป็นเจ้านายที่มีเมตตาเสียจริงๆ


ถอดเสื้อผ้าออกสิ


เขาสั่ง และโดโลเรสก็ทำตามคำสั่งของเจ้านายเป็นอย่างดี เด็กสาวถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกทันที และปล่อยให้เขาพรมจูบไปตามร่างกายที่เปลือยเปล่าของตัวเอง เขาไม่ได้รุนแรงกับเธอ นั่นก็ทำให้เธอดีใจเป็นอย่างมากเพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่บิลจะใจดีกับเธอเช่นนี้ และเธอก็ควรจะตอบแทนเขาด้วยการเป็นเด็กดีของเขา


เด็กสาวหลับตาลงอีกครั้งแล้วปล่อยใจตัวเองไปกับเสียงของสายฝนด้านนอก จินตนาการถึงตัวเองในวัยเด็กที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานกลางสายฝนและปล่อยให้หยดน้ำตกกระทบร่างจนเปียกปอน เพราะจินตนาการเป็นเสมือนเพื่อนแท้หนึ่งเดียวของโดโลเรสในที่แห่งนี้ เหมือนกับน้ำบ่อเล็กๆ ในทะเลทรายที่แห้งแล้ง ซึ่งเธอก็วิ่งเข้าหาบ่อน้ำนั้นแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาจากอากาศร้อนจัดของทะเลทรายเท่านั้น



...........................



ค่ำคืนนี้หนาวเหน็บเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะฝนที่ตกอยู่ตลอดเวลา หรืออาจเป็นเพราะว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวอีกครั้งแล้ว โดโลเรสไม่อาจทราบได้เลย เพราะเธอไม่มีโอกาสได้เห็นโลกข้างนอกมานานมากแล้ว


ร่างบอบบางขดตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ให้ความอบอุ่นจากผืนผ้าครอบคลุมตัว เหมือนงูกะปะทะเลทราย[1]ที่กำลังซุกซ่อนตัวตนอยู่ใต้ผืนทรายอันร้อนระอุ มันแตกต่างการตรงที่งูกะปะทะเลทรายซ่อนตัวเองเพื่อล่าเหยื่อให้ตัวเองอิ่มท้อง แต่เธอซ่อนตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกล่าต่างหาก


เธอไม่กล้าแม้กระทั่งจะขยับตัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ เพราะเธอไม่ใช่เพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ มีคนอยู่บนเตียงร่วมกับเธอ เจ้าชีวิตของเธอ วงแขนของเขาตวัดรัดรอบตัวเธอประหนึ่งเด็กน้อยที่นอนกอดหมอนข้างในยามค่ำคืน โดโลเรสทั้งรู้สึกอึดอัด หวาดกลัว ยำเกรง และขยะแขยงในเวลาเดียวกัน แต่เธอไม่อาจทำอะไรได้นอกจากนอนอยู่เฉย ๆ เพียงเท่านั้น


ในความมืดมิดที่กลืนกินทั่วทั้งห้องเล็ก ๆ ความอบอุ่นจากร่างกายของใครอีกคนและสัมผัสแผ่วเบาของลมหายใจที่เป่ารดแผ่นหลังของเธอเป็นตัวบ่งชี้ถึงการมีตัวตนของเขาอย่างชัดเจน แม้อากาศจะหนาวเย็นเพียงใดแต่ความกดดันกลับทำให้ร่างกายของโดโลเรสเต็มไปด้วยเหงื่อ ไม่บ่อยนักที่บิลจะลงมานอนที่ห้องใต้ดินแห่งนี้ เขาจะมาเฉพาะเวลาที่อากาศหนาวเย็นเท่านั้น เขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง เขาเพียงแค่นอนหลับนอนเคียงข้างเธอและกอดเธออย่างแนบแน่นราวกับกลัวว่าร่างกายของเธอจะสลายหายไป เธอไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเขาเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะตั้งคำถามแต่อย่างใด อย่างไรเสียบิลก็เป็นคนที่เข้าใจยากเสมอ และเธอไม่เคยเข้าใจความคิดในหัวของเขาได้เลยสักครั้งเดียว


เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืน เหมือนกับเสียงสวดมนต์ในโบสถ์วันอาทิตย์อันแสนคุ้นเคย เป็นเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่องว่ากำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร แต่เป็นน้ำเสียงที่ฟังแล้วปวดร้าวอย่างน่าประหลาด โดโลเรสยังคงลืมตาโพลงในความมืด เธอรู้ดีว่าเสียงนี้มาจากไหน มันมาจากบิลเอง ทุกครั้งที่เขานอนกับเธอ เด็กสาวจะได้ยินเขามักจะละเมอถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่อาจเข้าใจ ร่างสูงใหญ่ที่สวมกอดเธออยู่นั้นกำลังสั่นสะท้าน แล้วหยดน้ำอุ่น ๆ ก็ค่อย ๆเปียกชื้นบนแผ่นหลังของเธอ


เขากำลังร้องไห้


โดโลโรสไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอยังคงรักษากิริยาอันเงียบเชียบได้เป็นอย่างดีในขณะที่คนข้างกายยังคงร้องไห้อยู่ อย่างที่บอกไปว่าอาการเช่นนี้ของบิลไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเจอ เขาเป็นแบบนี้เสมอมา เมื่อก่อนเธอเคยตกใจอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้พบเจอบ่อยครั้งเข้าเด็กสาวก็เรียนรู้วิธีที่จะรับมือกับอาการอันแปลกประหลาดของเขาได้ในที่สุด


ในยามปกติบิลไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอให้ใครได้เห็น เขามักจะแข็งกร้าวและเย็นชาอยู่เสมอ มีเพียงเวลาหลับเท่านั้นที่โดโลเรสจะสัมผัสได้ถึงความเปราะบางและอ่อนแอของชายผู้นี้ ใครเล่าจะรู้ว่าฆาตกรเลือดเย็นก็จะสามารถฝันร้ายและละเมอออกมาได้ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป โดโลเรสนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าความฝันอันใดหนอที่ทำให้คนเลวร้ายเฉกเช่นบิลสามารถหลั่งน้ำตายามหลับไหลได้เช่นนี้


เด็กสาวยกมือของตนขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมไปสัมผัสที่ใบหน้าของชายผู้นอนอยู่ข้างกายอย่างระมัดระวัง เพราะเธอไม่ได้ต้องการให้เขาตื่นในเวลานี้ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ลูบไปบนในหน้าชื้นน้ำตาของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา เพียงไม่นานนักร่างกายที่สั่นสะท้านในคราวแรกก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ริมฝีปากที่พร่ำเพ้อบางสิ่งพลันหยุดส่งเสียงลง หยาดน้ำตาก็หยุดหลั่งไหล ร่างสูงใหญ่ผ่อนลมหายใจอย่างเชื่องช้าและผ่อนคลาย ทุกอย่างกลับสู่ความปกติราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ


โดโลเรสยังคงลูบใบหน้าของเขาต่อไปเรื่อย ๆ ชั่วครู่หนึ่งเธอนึกถึงตอนที่ตัวเองยังคงเป็นแฟนกับผู้ชายคนนี้ ตอนที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอยังดีอยู่ และตอนที่เธอยังไม่รู้ว่าเขาเป็นฆาตกร นั่นทำให้โดโลเรสอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเธอหรือเปล่าที่ได้บังเอิญได้รับรู้เบื้องหลังอันเลวร้ายของชายคนนี้เข้า ถ้าหากในตอนนั้นเธอยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดและยังคงคบกับเขาต่อไปเรื่อย ๆ ชีวิตของเธอจะยังมีความสุขดีอยู่ต่อไปเช่นเดิมหรือเปล่า? บางทีเหตุการณ์ทั้งหมดอาจจะไม่ย่ำแย่เช่นนี้ก็ได้หากว่าเธอไม่ได้รู้ความจริงเสียก่อน


ความเป็นจริงมักโหดร้ายเสมอ นี่คงเป็นเหตุผลที่พระเจ้าสร้างสิ่งที่เรียกว่าจินตนาการขึ้นมา เพราะจินตนาการคือสิ่งเดียวที่จะเยียวยาความร้าวรานในจิตใจของมนุษย์ได้


เด็กสาวแย้มรอยยิ้มในความมืดก่อนจะละมือออกจากหน้าของอีกฝ่าย โดโลเรสค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงก่อนจะปล่อยความคิดของตนเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์อีกครั้งในอีกค่ำคืนหนึ่ง ค่ำคืนที่เธอยังคงถูกคุมขังอยู่ภายในห้องใต้ดินแห่งนี้



.........................



วันเวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้าและยาวนาน จากหน้าฝนแปรเปลี่ยนเป็นหน้าหนาว จากหน้าหนาวแปรเปลี่ยนเป็นหน้าร้อน โดโลเรสไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับมาอยู่ที่นี่ได้กี่วันแล้ว แต่เธอคิดว่ามันคงจะนานพอดู อาจจะสักหลายเดือน หรืออาจจะสักเป็นปีแล้วก็ได้


โดโลเรสใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียนจดหมายลงในสมุดเล่มเล็กของตัวเอง สมุดเล่มนี้เป็นหนึ่งในของรางวัลที่บิลมอบให้เธอเพราะเธอเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังเขาเสมอ เด็กสาวเขียนมักจะเขียนจดหมายถึงผู้คนที่เธอคิดว่าไม่อาจจะพบเจอได้อีกแล้วในชีวิตนี้ เธอเขียนจดหมายถึงแม่ของตัวเอง เขียนจดหมายถึงหมอไอเบิร์ต เขียนจดหมายถึงเซบาสเตียน โดโลเรสมักจะคอยจินตนาการอยู่เสมอว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพวกเขาและบอกเรื่องราวหลายอย่างที่เธออยากจะเล่าให้แก่พวกเขาฟัง แม้จะรู้ดีว่าจดหมายที่เธอเขียนไปล้วนแต่เป็นจดหมายที่เธอจะไม่มีวันได้รับการตอบกลับจากพวกเขาเลยก็ตาม


แต่วันนี้พิเศษกว่าทุกที เพราะคนที่เธอจะเขียนจดหมายถึงไม่ใช่แม่ หมอไอเบิร์ต และเซบาสเตียนเหมือนกับทุกที แต่กลับเป็นใครคนหนึ่งที่โดโลเรสได้เคยพบเจอเมื่อนานมาแล้ว คนที่เป็นเสมือนเพื่อนคนแรก ๆ ในชีวิตของเธอ และก็นับได้ว่าเป็นคนแรกที่ได้ห่างหายจากชีวิตเธอไปไกลแสนไกลเสียแล้ว


สเตซี่ เด็กสาวผมแดงในสถานบำบัดจิตคนนั้น ผู้ที่เสียชีวิตไปนานแล้วด้วยโรคอะนอเร็กเซีย


เธอยังจดจำความคิดแรกตอนที่ได้เจอกับสเตซี่ หล่อนเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวเสียจริง รูปร่างผอมแห้งจนเหมือนโครงกระดูกเดินได้ เส้นผมสีเพลิงบนหัวบางจนดูเหมือนจะล้านในอีกไม่ช้านาน สภาพของเธอไม่ต่างอะไรกับศพเลยสักนิดเดียว สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้หญิคนนี้ยังดูเหมือนมีชีวิตอยู่คือรอยยิ้มสดใสของเธอต่างหาก


สเตซี่ไม่ใช่คนประเภทหดหู่กับชีวิตจนคิดฆ่าตัวตายเหมือนกับคนอื่นในสถานบำบัดจิต หล่อนตลกและน่ารักเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หล่อนเลยสักคนเพราะสภาพอันน่าเกลียดน่าชัง โดโลเรสเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่เริ่มต้นที่ตรงไหน แต่รู้ตัวอีกทีก็เหมือนจะกลายเป็นเพื่อนกันไปเสียแล้ว


ฉันไม่อยากกินไอ้นี่เลย สเตซี่บ่นอุบระหว่างนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารในช่วงมื้อเย็น มือหนึ่งเขี่ยซุปฟักทองพร้อมทำท่าทางเหมือนจะอ้วกอยู่ตลอดเวลา "เธอช่วยกินมันได้ไหม"


ทำไมเธอถึงไม่กินมันหน่อยล่ะโดโลเรสเอ่ยในขณะที่ยังกินซุปฟักทองของตัวเองยู่ มันเป็นแค่ซุปเองน่า ไม่ทำให้เธออ้วนขึ้นมาหรอก


ฉันไม่กินมันเด็ดขาดแม่สาวผมแดงกล่าวเสียงแข็ง มันดูยังกับขี้เหลว ๆ อย่างนั้นแหละ


สเตซี่มีข้อดีหลายอย่าง แต่ข้อเสียของการมีหล่อนเป็นเพื่อนก็คือการรังเกียจอาหารของสเตซี่ทำให้เธอพลอยไม่เจริญอาหารไปด้วยนี่แหละ หล่อนช่างติและช่างวิจารณ์เสียเหลือเกิน ชอบเปรียบเทียบสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ไปเรื่อย บางทีมันก็ทำให้โดโลเรสแอบหงุดหงิดอยู่เหมือนกันเวลาเธอพูดอะไรแหวะ ๆ ทำนองนี้กลางวงอาหารขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องอื่นแล้วล่ะก็ เธอจะชอบฟังสิ่งที่สเตซี่บ่นมาก เพราะเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้ช่างตรงไปตรงมาและตลกจริง ๆ


หมอไอเบิร์ตบอกว่าฉันควรไปบำบัดจิตแบบกลุ่มค่ำวันนั้นเรานั่งเล่นกันในห้องนอนของสเตซี่ และหล่อนก็เริ่มเปิดประเด็นสนทนาขึ้นมา โดโลเรสที่กำลังนอนเล่นบนเตียงผงกหัวขึ้น


แล้วเธอคิดว่ายังไง ความจริงตอนนั้นเธอไม่ได้สนใจเท่าไรนักเพราะกำลังง่วนกับการแก้รูบิคในมือ แต่ก็แสร้งทำเป็นว่าสนใจเสียเต็มประดา อย่างที่เคยบอกไปว่าเรื่องการแสดงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอทำได้เก่งที่สุดแล้ว


ทั้งไร้สาระและปัญญาอ่อนสุด ๆ เจ้าของเรือนผมสีแดงพูดอย่างมีอารมณ์ ถามจริงเถอะ ใครจะอยากเล่าเรื่องแย่ๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟังกัน แถมต้องมาอยู่ท่ามกลางคนประสาทแดกเหมือนกันอีกต่างหาก เหมือนถูกจับโยนกลางดงงูพิษ มันช่วยให้ดีขึ้นตรงไหนกันเนี่ย ฉันยอมตายดีกว่ายอมบำบัดจิตแบบกลุ่มอะไรนั่นเสียอีก


อีกครั้งสำหรับคำเปรียบเปรยของสเตซี่ ถ้าหล่อนไม่ได้เป็นอะนอเร็กเซีย หล่อนคงจะกลายเป็นนักกวีชื่อดังไปเสียแล้ว โดโลเรสคิดแล้วแสร้งพยักหน้าราวกับเข้าอกเข้าใจก่อนจะพูดอีกครั้ง "ถ้าเธอไม่อยากบำบัดกลุ่ม แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ


ก็ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ฉันก็จะอยู่เฉย ๆ นี่แหละ สเตซี่กอดอก ท่าทางของเธอดูดื้อรั้นเหมือนเด็ก ๆ


แล้วเธอไม่กลัวหมอไอเบิร์ตว่าหรือไง


ฉันพูดกับหมอเรื่องนี้ไปแล้ว


พูดว่าอะไรนี่เป็นครั้งแรกที่โดโลเรสสนใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ โดยไม่ได้เสแสร้ง เธอโยนรูบิคในมือทิ้งไปบนเตียงอย่างไม่ไยดี


ฉันบอกเขาเกี่ยวกับความคิดของฉันที่มีต่อการบำบัดกลุ่มว่ามันน่าขยะแขยงเพียงไร และฉันก็บอกเขาไปว่าบางทีฉันอาจจะฆ่าตัวตายหลังจากได้รับการบำบัดกลุ่มก็ได้


นั่นเป็นครั้งแรกที่โดโลเรสระเบิดหัวเราะออกมานับตั้งแต่ที่ถูกจับเข้าสถานบำบัดจิต สำหรับเธอแล้วสเตซี่ช่างเป็นเด็กสาวที่กล้าหาญมากกับการพูดอะไรแบบนี้ใส่จิตแพทย์ตัวเอง ลองคิดว่าถ้าหากเธอพูดแบบเดียวกับสเตซี่ในตอนที่หมอไอเบิร์ตให้เธอไปบำบัดแบบกลุ่ม เธอคงจะไม่จำเป็นต้องติดแหง่กอยู่ในห้องบ้า ๆ นั่นทุกวันอาทิตย์เสียหรอก แต่มันคงเป็นไม่ได้เสียหรอกเพราะโดโลเรสไม่ใช่คนที่กล้าหาญขนาดนั้น เธอรู้ดีว่าเธอไม่ใช่สเตซี่ เธออ่อนแอเกินกว่าจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้


โดโลเรสคิดว่าการที่เธอตกหลุมรักบิลอาจเป็นเพราะว่าเขาทำให้เธอนึกถึงสเตซี่ขึ้นมาในหลาย ๆ ครั้ง ทั้งในเรื่องของความกล้าหาญและความตลกร้าย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธออยากจะเป็นมาตลอดแต่ไม่เคยได้เป็นเลยสักครั้งเดียว สำหรับเด็กสาวแล้วบิลนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของสเตซี่เพื่อนรักของเธอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกจะเข้าหาเขา


และนั่นก็กลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอเอง


ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคล้ายคลึงกันก็จริง แต่ก็มีบางสิ่งที่บิลกับสเตซี่ไม่เหมือนกันอยู่ บิลนั้นแข็งกร้าวและดูเหมือนคนที่เฉยเมยต่อทุกสิ่งบนโลก แต่กับสเตซี่แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นคนกล้าหาญ แต่จริง ๆ แล้วเด็กสาวผู้นั้นเป็นคนที่อ่อนไหวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างของตัวเอง หล่อนหมกมุ่นกับมันมากเสียจนไม่เป็นอันกินอันนอน แม้ว่าทางสถานบำบัดจิตจะพยายามรักษาเท่าไรก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยสักนิด สุดท้ายแล้วหล่อนก็ได้จากไปด้วยโรคขาดสารอาหารอย่างรุนแรง


เพราะความตายของสเตซี่ทำให้โดโลเรสเกลียดชังโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก เกลียดค่านิยมความงามตามสมัยที่ยัดเยียดเข้าไปในหัวของสาว ๆ ทั่วโลกว่าความผอมคือสิ่งที่ดีสิ่งที่สวยงาม เกลียดการสร้างมายาคติที่ทำให้ผู้หญิงทั้งหลายอยากจะสวยเหมือนนางแบบในนิตยสารทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ โดโลเรสเชื่อว่าสเตซี่ไม่ใช่คนเดียวที่กลายเป็นเหยื่อของโลกแห่งทุนนิยมแฟชั่น ยังคงมีเด็กสาวอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ต้องทุกข์ทรมานเพื่อความสวยงามจอมปลอมและตายลงไปเหมือนผลไม้ที่โรยราและค่อย ๆ ร่วงหล่นจากต้นไม้ พวกเจ้าของแบรนแฟชั่นหรือพวกบรรณาธิการนิตยสารเคยตระหนักบ้างหรือเปล่าว่าตัวเองคือฆาตกรใจโฉดที่คร่าชีวิตผู้หญิงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน?


ในวันที่สเตซี่ตายทุกอย่างนั้นดูเงียบเชียบ ไม่มีใครประหลาดใจกับการตายของหล่อน ราวกับรู้แน่ว่ายังไงเสียหล่อนก็ต้องอดข้าวตายในสักวันหนึ่งอยู่แล้ว มีเพียงโดโลเรสคนเดียวเท่านั้นที่นั่งร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังในห้องนอนตัวเอง จนกระทั่งมีพยาบาลเดินเข้ามาแล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เธอ บอกว่ามันคือโน้ตที่สเตซี่ทิ้งไว้บนโต๊ะ และเป็นโน้ตที่จ่าหน้าถึงตัวเธอเอง



ถึงโดโลเรสเพื่อนรัก

ถ้าเธอได้อ่านจดหมายนี้นั่นแปลว่าฉันตายแล้ว ฉันตั้งใจเขียนมันตอนที่ยังมีแรงเหลืออยู่ ฉันแค่อยากบอกเธอว่าได้โปรดอย่าร้องไห้กับการตายของฉันเลย เพราะฉันรู้สึกโชคดีมากจริง ๆ ที่สุดท้ายก็ได้ตายเสียที



โดโลเรสไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่สเตซี่เขียนไว้ในโน้ต เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดสเตซี่ถึงอยากตายในเมื่อหล่อนไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นอยู่ในหัวเลยสักนิดเดียว แต่ตอนนี้เธอเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าสเตซี่นั้นแสนจะโชคดีจริง ๆ ที่ได้ตายไปก่อนแล้ว ในขณะที่ตัวเธอเองยังคงต้องทนทรมานอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไปอย่างไร้ซี่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งอนาคต


สตรีร่างบอบบางยังคงนั่งจับเจ่าอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ นิ้วมือยังคงจับดินสอไว้แน่น เธอนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงได้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าควรจะเขียนอะไรให้เพื่อนรักที่จากไปของตัวเองดี เมื่อก่อนเธอมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่อยากจะพูดกับสเตซี่ แต่ในตอนนี้หัวสมองของเธอมันว่างเปล่าเหลือเกิน ว่างเปล่าเหมือนหน้ากระดาษสมุดขาว ๆ บนโต๊ะนั่นแหละ


และเด็กสาวก็คงจะนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นไปอีกนาน ถ้าหากว่าหูของเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเข้าเสียก่อน


ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงฝน แต่ครั้งนี้มันเป็นเสียงที่แตกต่างออกไป เป็นเสียงเหมือนอะไรสักอย่างที่กระแทกลงบนพื้นแข็งๆ ซ้ำไปซ้ำมา แม้จะไม่ใช้เสียงที่ดังมากนัก แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางความเงียบงันมายาวนาน เสียงอันแปลกประหลาดนั้นดังกึกก้องไม่ต่างจากมีคนตะโกนใส่หูเลยทีเดียว


เสียงประหลาดปลุกเธอให้หลุดจากห้วงภวังค์ โดโลเรสตัวแข็งทื่อ ดินสอในมือร่วงหล่นไปโดยไม่รู้ตัว ความแปลกใหม่ที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันทำให้เธอรู้สึกกลัวและใคร่รู้ในเวลาเดียวกัน


มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ?


คำถามผุดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในจิตใจ สุดท้ายแล้วความสงสัยก็เอาชนะความหวาดกลัว ขาเล็กๆ ค่อยๆก้าวเข้าไปทางประตูอย่างระมัดระวัง พยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ แต่ก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่าเสียงนั้นหายไปแล้ว...


พร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว!


ร่างบางสะดุ้งเฮือก ทั่วทั้งหัวจรดปลายเท้าเย็นวาบ พึ่งเข้าใจคำว่าตกใจจนขนหัวลุกเป็นเช่นไรยามปะทะเข้ากับใบหน้าของผู้เป็นเจ้าชีวิตของเธออย่างซึ่งๆ หน้า โดโลเรสรีบถอยหลังกรู เธอกำลังหวาดกลัวเหมือนตัวเองกำลังทำความผิดอะไรบางอย่างลงไป และบิลก็ไม่ชอบให้เธอทำผิดเสียด้วย


ดวงตาสีดำเหลือบมองเธออยู่ครู่หนึ่ง โดโลโรสไม่เคยคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้เลย เธอจึงทำได้แต่ยืนนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ท่วมท้นอยู่ในใจ แต่ในตอนนั้นเองบิลก็กลับละความสนใจจากเธอไปเสียเฉยๆ เขาเดินผ่านเลยเธอไปนั่งบนเตียง ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน


และโดโลเรสก็พึ่งจะสังเกตเห็นเลือดหยดเล็กๆ ที่เปื้อนอยู่บนฝ่ามือของเขา


เด็กสาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ และเธอก็ไม่โง่พอที่จะเอ่ยปากถามด้วย โดโลเรสได้แต่ยืนนิ่งอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี จนกระทั่งนัยน์ตาสีดำคู่นั้นสบตากับเธออีกครั้ง


มานี่สิ”


โดโลเรสทำตามคำสั่งอย่างร้อนรนเล็กน้อย เธอกลัวว่าหากตัวเองชักช้าอาจจะทำให้อีกฝ่ายโมโหได้ แต่เพียงชั่วอึดใจเดียวที่เธอเลือกจะนั่งลงข้างๆ เขา ฝ่ามือใหญ่ก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าของเธอเข้าอย่างจัง


ฉันไม่ชอบคนสอดรู้” เขาพูดอย่างเฉยชาเหมือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เขาจะสามารถทำร้ายร่างกายเธอได้ตามใจชอบ “อย่าทำตัวแบบนี้อีก เข้าใจไหม”


ขอโทษค่ะ”


เด็กสาวตอบรับเสียงแผ่วเบา ข้างแก้มที่ถูกตบนั้นแสบร้อนและเธอก็รู้สึกได้ถึงรสของเลือดที่อยู่ในปาก โดโลเรสฝืนกลืนมันลงคอ พยายามทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก การถูกตบเป็นเพียงการลงโทษที่เล็กน้อยเท่านั้น โดโลเรสคิดว่าบิลมีเมตตาต่อเธอมากแล้วที่ลงโทษเธอเพียงเท่านี้


บิลไม่พูดอะไรอีก เขาลุกขึ้นก่อนจะออกไปจากห้อง ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้โดโลเรสยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง เธอไม่กล้าแม้แต่จะลุกขึ้นด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าบิลจะโผล่เข้ามาอีก แต่เสียงตึงตังก็ยังคงดังไม่หยุด มันคอยรบกวนสมองของเธอเป็นระยะและเป็นดั่งเสียงเชิญชวนให้เข้าไปหา สุดท้ายเด็กสาวก็กลั้นใจลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พยายามจะเคลื่อนที่ให้เงียบที่สุด สองมือคลำไปที่กำแพงก่อนจะแนบหูตัวเองชิดกับกำแพง ตั้งอกตั้งใจกับการฟังเสียงประหลาด ๆ นั่น


แล้วเธอก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้น ไม่ใช่เสียงร้องของหนูและแมลงที่เคยได้ยินในบางครั้งตอนกลางคืน แต่มันคือเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง


มีใครอีกคนอยู่ที่นี่?!



______________________



[1] งูกะปะ เป็นงูพิษที่มีพิษรุนแรงมาก ชอบอาศัยในดินปนทรายที่มีใบไม้หรือเศษซากไม้ทับถมกันเพื่อซ่อนตัว ด้วยสีสันและลวดลายจึงทำให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม จัดเป็น 1 ใน 7 งูพิษที่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์และพิษวิทยา

            
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง
นิยายแฟร์ 2022

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

356 ความคิดเห็น

×