Genshin Impact | My Calendula รักที่ไม่ร่วงโรย [Xaio x OC]

โดย KARLI_LIANNE

I've been known that you're sunlight through the cloud , even without looking.

ยอดวิวรวม

323

ยอดวิวเดือนนี้

58

ยอดวิวรวม


323

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


36
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  2 ธ.ค. 64 / 21:28 น.
นิยาย Genshin Impact | My Calendula ѡǧ [Xaio x OC]


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 ธ.ค. 64 / 21:28


I've been known that you're sunlight through the cloud , even without looking.

 

คาเลนดูลา (Calendula) ดอกไม้สีเหลืองส้มล้อสีของดวงอาทิตย์ ดอกเล็ก ๆ ดอกเดียวดูจืดชืด เเต่มันจะขึ้นเป็นทุ่งอยู่รวมกันมากมายจนย้อมสีของภูเขาได้ครึ่งลูก ดูจากที่ไกล ๆ เป็นภูเขาที่สวยงามมีสีสัน

เหมือนกับที่ย้อมตัวตนของเขาให้หลุดจากความหมองมัว จนมองไม่เห็นสีอื่นนอกจากสีของเธอ ดอกคาเลนดูลาช่อนั้นในอ้อมอกถูกยื่นมาให้อย่างอ่อนโยน ดอกเล็ก ๆ งอกขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว

 


 

ครั้งหนึ่งเธอกับครอบครัวเคยมีชีวิตที่อบอุ่น มีความสุข ในเมืองเล็ก ๆ ของหลี่เย่ว จนกระทั่งคืนหนึ่งในตอนที่เธอสลึมสลือใกล้จะหลับ

เสียงโครมครามดังลงมาจากชั้นล่าง เธอไม่กล้าลงไปดู จึงเปิดพรมขึ้นเเละมองผ่านช่องไม้ที่เเหว่งอยู่นิดหนึ่ง

"อยู่แบบนี้เมื่อไหร่มันจะไปมีเงิน มีทอง ร่ำรวยแบบคนอื่นเขาได้ ?" ผู้เป็นพ่อกระชับถุงย่ามบนบ่า ตอนนี้เขาเเต่งตัวไม่เหมาะที่จะนอนเตียงเอาเสียเลย "ไหนจะยังมีลูกอีก ที่จริงเเค่สองปากก็เหนื่อยมากพอเเล้ว !"

"กล้าพูดมาได้อย่างไร นั่นลูกนะ !" จากบนนี้มองไม่เห็นหน้าเเม่ของเธอเลย เธออยากรู้นักว่าที่พ่อพูดมันมีอะไรตลกจนเเม่ถึงกับไหล่สั่นเหมือนตอนหัวเราะ "อย่ามาพูดถึงอีดิธเเบบนั้นอีก...ไปเสียสิ !"

"ไม่คิดจะอยู่อยู่เเล้ว !" พูดจบ พ่อก็ผลักประตูเดินออกไปโดยไม่ลืมที่จะปิดให้เบาที่สุดเพื่อที่เพื่อนบ้านหลังที่แปดจะได้ยิน

และไม่เคยเห็นพ่อกลับมาเปิดประตูบานนั้นกลับเข้ามาอีกเลย

หลังจากวันนั้นเเม่ของเธอก็เปลี่ยนไป เเม้จะยังยิ้มเเต่ในใจกลับเศร้าโศก ทรมาน ไม่นานก็จากเธอไปทิ้งไว้เพียงคำกล่าวเลื่อนลอย

"ตอนนี้ในใจแม่ มันมีปีศาจคอยกัดกินอยู่ ปีศาจที่เรียกว่าความโกรธแค้น..." เเม่เอามือลูบหัวของเธอเบา ๆ "อีดิธ ลูกอย่าเป็นเหมือนเเม่นะ อย่าปล่อยให้ปีศาจตัวนี้เข้ามาในใจลูก"

"...แม่รักลูกมากนะ จงเข้มแข็งนะ..อีดิธ" มืออบอุ่นที่วางบนหัวเธอตกลงพื้นอย่างเเรง ไร้สัญญาณการมีชีวิตอยู่โดยสิ้นเชิง

ในตอนนั้นเธอไม่เข้าใจ อยู่ ๆ เเม่ของเธอก็หลับไปเเล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เพื่อนบ้านที่เคยมาทักทายกันบ่อย ๆ บอกว่า เเม่ของเธอไปอยู่บนสวรรค์แล้ว

เเม้เเต่ สวรรค์ อีดิธก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร พวกเขาพาเเม่ของเธอไปนอนในหลุมดิน บอกว่าเเม่ของเธอจะต้องอยู่ในนี้ไปตลอด เธอเริ่มร้องไห้เมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นกับเเม่ไม่ได้

ทุกวันต่อจากนั้นจึงมีเพื่อนบ้านเอาอาหารมาให้ในทุกมื้อ มีบางครั้งก็สอนเธอทำอาหารง่าย ๆ สองสามอย่าง เขาบอกว่าเขาจะดูเเลเธอ เเต่ขอโทษที่รับเธอมาอยู่ที่บ้านด้วยไม่ได้ บ้านของเขามันเเคบมากเเละเขามีลูกถึงสี่คน

สามปีต่อมา อีดิธอายุหกขวบ เธอเริ่มเข้าใจเรื่องในอดีตขึ้นทีละนิด ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เเม่พูด เเต่เธอรู้เเล้วว่า ตาย คืออะไร เเละเราต้องจัดการอย่างไรกับคนที่ตายแล้ว

บ่ายวันนี้เธอออกไปในป่าทางรูเล็ก ๆ ที่เเอบขุดไว้ด้านหลังบ้าน เธอเเวะไปที่ทุ่งดอกไม้เเละเก็บมันมากำหนึ่ง ก่อนจะเดินต่อไปยังจุดที่ฝังเเม่ของเธอเอาไว้

มือป้อมลูบเเผ่นหินเย็นเฉียบที่สลักชื่อ 'มาร์กาเร็ต'

"วันนี้หนูมีดอกไม้สวย ๆ มาด้วยนะ หนูจำได้..เเม่ชอบดอกไม้" อีดิธวางดอกไม้ไว้ที่ป้ายหลุมศพเเล้วล้มตัวลงนอน อย่างน้อยตรงนี้ก็ทำให้เธอได้ใกล้เเม่มากที่สุด

อีดิธทำเเบบนี้ทุกวัน จนอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เด็กน้อยกำลังวิ่งอุ้มดอกไม้กองใหญ่จะไปหลุมฝังศพของเเม่ เธอก็เจอเข้ากับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

ที่รู้ว่าเป็นเด็กเพราะเขาตัวเท่าลูกของคุณน้าเพื่อนบ้านที่อาสาดูเเลเธอมาตลอด คุณน้ามีลูกชายสี่คน คนโตอายุ 12 ขวบ เป็นวัยที่เขาจะได้สอบเลื่อนขั้น อะไรสักอย่าง อีดิธจำได้เเต่เกณฑ์การสอบ

เขาใส่หน้ากากเเปลก ๆ เหมือนที่เด็ก ๆ จะชอบใส่วันงานเทศกาล เเม้เเต่อีดิธก็เคยใส่ เเต่หน้ากากลายนั้นไม่เคยเห็นมาก่อน มันก็ดูสวยดีเเต่เลอะเทอะสะส่วนใหญ่

เด็กคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ๆ เเล้วก็หยุดก่อนที่จะถึง เมื่อเห็นว่าอีดิธยังคงยืนนิ่งมองอยู่ที่เดิม เขาก็เดินเข้ามาใกล้อีกจนในที่สุดก็อยู่ตรงหน้าเธอ

การเเต่งตัวแปลกพอกับหน้ากากของเขา ไม่รู้เพราะอะไรเวลาลมลูกใหญ่พัดมามันทำให้อีดิธรู้สึกได้ว่าเขากำลังเศร้า เเม้จะไม่ได้เห็นสีหน้าหรือได้ยินเสียงเขาพูดอะไรสักคำ

อีดิธคิดเอาเองจากประสบการณ์ที่เธอเคยเจอตอนเสียเเม่ไป บางทีเด็กคนนี้อาจเศร้าเหมือนเธอในตอนนั้น เเบบนั้นก็น่าสงสารเเย่

เธอเเบ่งดอกไม้ในอกออกมาหนึ่งกำมือเเล้วยื่นให้เขา อีดิธมองเขาค่อย ๆ ย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกันตาแป๋ว

เขารับดอกไม้จากเธอเเล้วพูดขอบคุณเบา ๆ ครั้งนั้นเองที่อีดิธรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงพ่ออีกครั้ง มันไม่เหมือนเสียงของพ่อจริง ๆ เเค่ฟังดูอบอุ่นจนน่าคิดถึงเหมือนกันก็เท่านั้น อีดิธจำได้ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันเสียงของพ่อมันนุ่มหูขนาดไหน

ถึงเเม่ในคืนที่พ่อเดินจากไปเสียงของพ่อจะเปลี่ยนเป็นคนละคนไปเเล้วก็ตาม

อีดิธฉีกยิ้มจนตาหยี เเล้วยื่นดอกไม้ให้เขาอีกกำ..กำเเรกให้เพื่อปลอบ เเต่กำนี้เธอให้เพราะแอบหวังจะได้ยินเสียงอีกครั้ง

เด็กชายสวมหน้ากากมองเธออย่างไม่เข้าใจนัก เด็กน้อยคนนี้ยื่นดอกไม้ให้เขาอีกกำ เมื่อเห็นเขาไม่ยื่นมือออกมารับ รอยยิ้มก็ค่อย ๆ เเคบลง เเต่แก้มกลมกลับขยายกว้างขึ้นเเทน

"ไม่ชอบดอกไม้แล้วเหรอ ?" อีดิธพองลมในเเก้มเมื่อเห็นว่าเด็กชายไม่รับดอกไม้จากเธอ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ตกลง

เด็กชายเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าเอาไว้ เกรงว่าเดี๋ยวจะทำให้เธอร้องไห้เสียเปล่า ๆ

อีดิธยิ้มร่า เมื่อได้รับคำขอบคุณอีกครั้ง

เธอเอียงคอมอง "มาทำอะไรในนี้เหรอ ?"

เขาใช้เวลาสักพักก่อนจะตอบกลับมา "...กำจัดปีศาจ"

เด็กสาวทำตาโตเเล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ "ถ้างั้นจะช่วยจัดการปีศาจของคุณเเม่ได้ด้วยใช่ไหม ?"

เขาไม่เข้าใจคำถามนัก เเต่ถ้ายังหมายถึงปีศาจงั้นเขาก็คงพยักหน้ารับ

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เขาจะช่วยเธอสักหน่อยก็แล้วกัน "นำทางไปสิ"

เด็กสาวเอียงคอมองอีกรอบ เธอไม่เข้าใจคำพูดของเขา เด็กชายจึงพยามหาคำที่ง่ายขึ่น

"แม่ของเจ้า อยู่ที่ไหน ?" พอใช้คำนี้เธอก็ร้องอ๋อเเล้วเอื้อมมือเล็ก ๆ มาจับนิ้วเขาไว้เเล้วออกเเรงดึงให้มาด้วยกัน

ทีเเรกก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่า ในเมื่องที่สงบสุขแบบนี้ จะมีคนอยากปลีกวิเวกมาอยู่ในป่าลึกที่ดูท่าทางจะเดินทางไม่สะดวกแบบนี้ทำไม เเต่เมื่อขาเล็ก ๆ หยุดเดินหน้าต่อถึงได้เข้าใจ

แผ่นหินขรุขระไม่เป็นรูปทรงถูกปักดินในสภาพที่เอียงจนเหมือนจะล้ม ด้านหน้ามีกองดินที่มีดอกไม้เเห้งวางอยู่บนนั้น ไม่ต้องให้บอกก็เข้าใจว่านั่นคงไม่พ้นเป็นหลุมศพของแม่ของเด็กคนนี้

แต่ประเด็นมันก็คือ "ปีศาจที่ว่า อยู่ไหนล่ะ มันมาทำให้ที่อยู่ของแม่เจ้าเป็นแบบนี้เหรอ"

เด็กน้อยส่ายหัวไปมา

"คุณแม่ป่วยก็เลยตายค่ะ" คำว่า ตาย ที่พูดออกมาจากปากของเด็กน้อยวัยหกขวบได้อย่างง่ายดาย ทำให้ดูน่าแปลกใจเป็นพิเศษ

แปลกใจในความหมายที่ไม่ดีนัก

"แต่ก่อนจะตาย คุณแม่บอกว่ามีปีศาจอยู่ในใจ ปีศาจที่เรียกว่า ความโกรธ" อีดิธพูดพลางทุบตุบ ๆ ที่อก "จะช่วยจัดการได้ไหมคะ ?"

"ปีศาจตัวนั้น ต้องให้ตัวเองจัดการเองเท่านั้น" เด็กชายหลับตาลงใต้หน้ากาก เหมือนการเเสดงความเคารพต่อศพก่อนจะหันหลังเดินจากไป

เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือเล็กกอบกำดอกไม้ที่อยู่ในอ้อมกอดออกมาวางเอาไว้ที่เเผ่นหิน ไม่ลืมที่จะหยิบดอกไม้ชุดเก่าที่เเห้งกรอบออกไปด้วย

เสียงฝีเท้าคู่เดิมเดินย้อนกลับมา

"เร็ว ๆ เข้า ข้าไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวัน" เด็กชายพูดพลางยื่นมือมาตรงหน้าเธอ อีดิธรู้ได้ทันทีว่าพี่ชายใจดีจะเดินไปส่งเธอกลับบ้าน เเก้มกลมยืดออกเพราะยิ้มกว้าง มือเล็ก ๆ รีบยื่นออกมาจับตอบ

ใช้เวลาไม่นาน ก็พาเด็กน้อยกลับมาที่บ้านอย่างปลอดภัย เขามองสำรวจบ้านคร่าว ๆ ก่อนจะถามออกไปว่า "เจ้าอยู่คนเดียว ?"

เด็กหญิงที่กำลังเอื้อมมือเปิดประตูหันกลับมาพยักหน้าหงึก ๆ ให้เป็นคำตอบ ก่อนจะอ้าปากเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก เเล้วก็ผละออกจากประตู วิ่งมาหาเขา

"อ้อ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง อีดิธอยู่ได้สบายมาก ๆ "

"ข้าไม่ได้..." เด็กชายกำลังจะบอกว่าที่จริงไม่ได้เป็นห่วง เเต่พูดไม่ทันจบก็โดนเด็กตรงหน้าเเทรกขึ้นมา

"คุณน้าโดโรธีบอกว่า เวลามีใครถามว่าอยู่คนเดียวหรอ แสดงว่าเขากำลังเป็นกังวลค่ะ อีดิธจำได้"

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ อีดิธไม่สามารถรับรู้ถึงสีหน้าด้านหลังหน้ากากนั้นได้ เเต่การที่เขาเดินเข้ามาใกล้เเล้วลูบหัวเธอเบา ๆ อีดิธตีความได้ว่าไม่ได้เกิดเรื่องอะไรไม่ดี

"ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ให้เรียกชื่อของข้า.." เขามองเด็กตัวจ้อยที่ถูศีรษะไปพร้อมกับมือของเขาที่ลูบอยู่ ดวงตากลมโตเงยขึ้นมา

"ชื่อเหรอ ?" เด็กชายพยักหน้า เขาหยุดลูบหัวทุย ๆ นั่น เเล้วเปลี่ยนเป็นดันตัวเธอกลับไปที่ประตู

พริบตาเดียวที่หันหลัง อีดิธก็ไม่รู้สึกถึงฝ่ามืออุ่น ๆ นั้นอีกต่อไป หลงไว้เพียงสายลมที่พัดรุนเเรงพร้อมกับเสียงที่อยู่ในนั้น

"เซียว คือชื่อของข้า"

 

 

นี่เป็นความทรงจำสุดท้ายของเขา เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย เเละไม่มีสักครั้งที่คนที่เรียกชื่อของเขาจะเป็นเธอ

ไม่ว่าจะเเวะไปดูที่บ้านหรือเเม้กระทั่งป้ายหลุ่มศพของเเม่ ก็เจอเพียงความว่างเปล่า ดอกไม้ที่มักจะนำมาเปลี่ยนตลอดก็เหลือเเต่ซากกรอบเเห้งที่ปลิวไปตามลม

ก่อนหน้านั้นมีอะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น เขาร่วมมือกับนักเดินทางแปลกหน้าผู้มีพลังพิเศษเพื่อช่วยปกป้องเมืองหลี่เยว่เอาไว้

จากนั้นก็ร่วมมือกันตามสืบเรื่องราวของปีศาจที่กำลังแทรกซึมเข้ามา ผ่านไปไม่นานในความคิด ก็ลืมเด็กน้อยไปโดยสมบูรณ์

แต่หลังจากวันศึกวิปโยคนั้น หลี่เยว่กลับมาปลอดภัย เเละเทพเซียนทุกตนได้รับการปลดปล่อย ในจังหวะนั้น สิ่งแรกที่นึกถึงกลับไม่ใช่ใครอื่น เเต่เป็นใบหน้ากลมเกลี้ยง ผู้เป็นเจ้าของดอกไม้ช่อน้อยของเขาในวันนั้นขึ้นมา

และเมื่อจะตามหา มันก็ช้าไปกว่าสิบปีแล้ว

เซียวไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นไปมากกว่า เธอไร้พ่อเเม่ อยู่ตัวคนเดียว เเละชื่ออีดิธ เพราะมักจะเรียกเเทนตัวเองแบบนั้น

เขาถามบ้านที่อยู่ข้าง ๆ หญิงชราคนหนึ่งบอกว่า เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองนี้แล้ว จำไม่ได้ว่าไปไหน เเต่รู้สึกว่าจะติดรถพ่อค้าต่างแดนไป

แค่ข้อมูลเล็ก ๆ ก็เสริมความวุ่นวายในจิตใจได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะหายไปจากเมืองนี้ ก็ยังหายไปกับคนแปลกหน้าที่เขาพนันได้ว่าเด็กน้อยก็คงไม่ได้รู้จัก

เขาเป็นเซียนที่ได้ทำสัญญากับเจ้าแห่งหลีเยว่คนก่อน สัญญาที่ว่าจะอุทิศตนปกป้องเมืองหลีเยว่ให้สงบสุข

ดังนั้นจึงไม่สามารถไปไหนจากที่เเห่งนี้ได้ ราวกับถูกจองจำให้ทั้งร่างกายเเละวิญญาณต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป

และแม้สัญญาจะสิ้นสุด เเต่เขาผู้อุทิศตนไปแล้วก็ไม่สามารถออกจากหลีเยว่ได้อยู่ดี เพราะทำมานานจนนับเป็นเวลาไม่ได้ การออกไปคือสิ่งที่ไม่เคยนึกถึง

เเต่เมื่อคิดจะยอมแพ้ให้กับเรื่องนี้ เมื่อคิดจะปล่อยวางเรื่องนี้ไป ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างผิดพลาด มือล้วงหยิบผลึกแก้วที่ได้เป็นของที่ระลึกจากสหายร่วมรบ

นักเดินทางได้ให้สิ่งเอาไว้ก่อนจะออกจากเมืองไป ผลึกแก้วที่ด้านในดอกไม้แห้งของเด็กคนนั้นอยู่ข้างใน

ให้เหตุผลว่า นั่นน่าจะเป็นของที่สำคัญ เห็นมันหล่นออกมาจากตัวเขาระหว่างต่อสู้ จึงเเอบเก็บไว้ เพราะดอกไม้นั้นมีพลังธาตุของเขาห้อมล้อมวนเวียนไว้ไม่ให้เหี่ยวเฉา

เเต่เมื่อหล่นลงพื้นพลังนั้นก็หายไป ดอกไม้ก็ค่อย ๆ เสื่อมสภาพตามอายุจริงของมัน นักเดินทางจัดการหลอมรวมไว้กับผลึกแก้วได้ทัน เเล้วนำมามอบให้เขาในภายหลัง

เซียวนั่งจ้องผลึกนั้นอยู่นาน ท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปจนครบทุกสีแล้วก็ยังไม่ได้ขยับไปไหน

สัมผัสอุ่น ๆ ที่ฝ่ามือในวันวาน ทำให้เซียนยักษาอยู่ไม่เป็นสุข บางทีสิ่งนี้คงเรียกว่า คิดถึง ที่มีความหมายเดียวกันกับในบทประพันธ์ที่ผู้คนชอบอ่านกัน

ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี สำหรับเขามันเหมือนผ่านไปเมื่อวาน ยกเว้นก็เเต่ความรู้สึก ที่ไม่ว่าจะนานเเค่ไหนมันก็ไม่เคยเปลี่ยนไป

เขาเพิ่งตระหนักได้ถึงความรู้สึกนี้เป็นครั้งแรก การห่วงหาใครสักคน ที่เซียวเเน่ใจว่าไม่ได้รู้สึกมานานมากเเล้ว

ระหว่างที่เหม่อมองอยู่บนจุดสูงสุดในหลี่เยว่ สายลมเเผ่วเบาพัดเอากลีบดอกไม้ลอยขึ้นมา อย่างกับรู้ว่าเขากำลังนึกถึง เเต่อีกสิ่งที่ลอยมาพร้อมกันดึงตัวเขาให้หายไปก่อนที่กลีบดอกไม้จะร่วงลงมาถึงมือ

'เซียว..'

เสียงเรียกสั้น ๆ แผ่วเบาหมือนหยาดน้ำค้างหยดลงบนใบหญ้า

เสียงที่กำลังนึกถึง

บ้านไม้ผุ ๆ ที่เขามาวันละหลายรอบปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง เเต่ครั้งนี้ประตูของมันเปิดออก เเละมีเจ้าของเดินออกมาจากข้างใน

เเม้ส่วนสูงจะไม่เหมือนเดิม เเต่กลิ่นของดอกไม้ยังคงเหมือนเดิม เบื้องหน้า เด็กสาวในวัยแรกแย้ม ผมยาวหยักเป็นลอนสีน้ำตาลปลิวไสว ดวงตากลมโตสุกใสเหมือนตากวางกำลังกระพริบถี่ ริมฝีปากเผยอออกจากกันเหมือนประหลาดใจ

นี่คือ อีดิธ ไม่ผิดอย่างแน่นอน

เนิ่นนานจนสายลมหยุดพัด เธอเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน "เซียว..จริง ๆ หรือ ?"

เธอมองดูเด็กชายที่สูงระดับอกตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา เขาพยักหน้าตอบ เด็กชายไม่เปลี่ยนไปจากวันนั้นที่พบกันเลยแม้สักนิด หน้ากากลวดลายประหลาดที่เธอยังจำได้ไม่ลืมส่องเเสงสีเขียวออกมาเมื่อมือของเธอขยับเข้าไปใกล้

อีดิธมองเข้าไปในดวงตาของหน้ากาก เป็นเชิงขออนุญาต เด็กชายไม่ได้ตอบอะไร เเต่ไม่ได้ขยับหนีไปไหน เมื่อมือยางสัมผัสโดนหน้ากาก เเสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นกว่าเดิมก่อนจะค่อย ๆ สลายไปพร้อมหน้ากาก

ใบหน้าภายใต้หน้ากากที่เธอเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกกำลังมอบยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ในคราวนี้มือของเขาเอื้อมขึ้นมาหาเธอ ลูบศีรษะเธอแผ่วเบาอีกครั้ง

เมื่อก่อนเธอได้ขอติดรถไปกับพ่อค้าดอกไม้จากมอนสแตท เขาเล่าถึงโลกที่สดใส เต็มไปด้วยดอกไม้แห่งอิสระ อีดิธอยากสัมผัสดูสักครั้ง ถึงขอติดไปด้วย หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตใหม่ที่มอนสแตทเรื่อยมา

เเละเมื่อได้สัมผัสรู้ถึงทุกอย่างที่ต้องการ เธอก็กลับมาสู่บ้านเกิด เมืองหลีเยว่ ทั้งที่อันที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องกลับมา เพราะตั้งเเต่เมื่อก่อนก็ไม่มีใครจะรอเธออยู่อีกแล้ว

แต่มันเปลี่ยนไป เธอนึกถึงเด็กชายประหลาดคนหนึ่ง ที่เธอเคยมอบช่อดอกไม้ให้ เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักอย่างนอกจากชื่อ หน้าตาก็ไม่เคยเห็น

แต่กลับเชื่ออยู่ลึก ๆ ในใจ ว่ากลับไปจะเจอเขารออยู่อย่างเเน่นอน

แม้จะไม่ได้เอะใจเลยสักนิด ว่าชื่อของเขาจะไปคล้ายกับ เซียว เซียนยักษา ผู้พิทักษ์เมืองหลี่เยว่ เธอนึกไปว่าพ่อเเม่คงตั้งใจตั้งใจให้คล้าย เพราะเซียนท่านนั้นเป็นเหมือนวีรบุรุษ

และแล้วก็เป็นอย่างที่เห็น

เมื่อกลับมาถึง ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับเธอก็แวบเข้ามา เธอลองเปล่งเสียงเรียงเบา ๆ เพียงครั้งเเรกที่เรียก ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างที่เกิดตอนนี้

เด็กชายที่ชื่อ เซียว คนนั้น คือยักษาที่รอเธออยู่ที่หลี่เยว่นี่ตลอดมา

รอยยิ้มเเบบเดียวกันถูกส่งไปให้ สายลมพันอ่อน ๆ คล้ายจะนำพาความยินดีที่ลอยอยู่ทั่วหลี่เยว่ให้มารวมกัน

เเสงสีเขียวอ่อนลอยไปรอบ ๆ ตัวเธอ อีดิธเห็นความประหลาดใจในตาของเซียว เเต่เพียงเเวบเดียวก็กลับเป็นสายตาที่อบอุ่นอีกครั้ง

เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เงาด้านหลังเขาเห็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของตัวเอง กำลังส่งความยินดีออกมารอบตัวเธอ

ไม่ต้องพูดเซียวก็เข้าใจ ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

จิตใจที่ถูกพันธนาการด้วยบาป กำลังได้รับการปล่อย

"กลับมาเเล้วค่ะ..รออยู่หรือเปล่าคะ ?" แก้มที่ดูตอบลงกว่าตอนเด็กยืดออกเล็กน้อย

เขาเลื่อนมือที่ทาบมือของเธออยู่ล้วงเข้าไปเอาผลึกแก้วออกมา เด็กสาวเบิกตากว้าง น้ำตาแห่งความยินดี คลออยู่ที่หน่วยตา

"เสมอมา.."

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Doggy_C
    18 ม.ค. 65 / 20:27 น.

    แต่งดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ^^

    #2
    1
    • 18 ม.ค. 65 / 20:41 น.
      ดีใจที่ชอบนะคะ ขอบคุณเช่นกันค่า ^∆^
      #2-1
  2. #1 ROSE ROUGE (จากตอนที่ 1)
    31 ธ.ค. 64 / 21:17 น.
    แงงงงงสนุกมากเลยค่ะ
    #1
    1
    • #1-1 KARLI_LIANNE (จากตอนที่ 1)
      31 ธ.ค. 64 / 21:18 น.
      ขอบคุณค่า ดีใจที่ชอบนะคะ ^∆^
      #1-1