นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[Fic Black Clover] ความคิดถึง <Yuno × Asta>

โดย SARI

ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ความคิดถึงที่ทวีคูณขึ้นทุก ๆ วัน ภาพความทรงจำแสนสุขที่ย้อนมาทำร้ายตัวเองเมื่อได้ระลึกถึงสิ่งเหล่านั้น และความเชื่อมั่นที่ไม่สูญเปล่า [Yuno × Asta]

ยอดวิวรวม

277

ยอดวิวเดือนนี้

20

ยอดวิวรวม


277

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


23
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 ธ.ค. 63 / 20:26 น.
นิยาย [Fic Black Clover] Դ֧ <Yuno × Asta>

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




ภาษาญี่ปุ่น




ภาษาไทย

ขอบคุณเนื้อเพลงบางส่วนที่ใช้ประกอบนิยายจากเพลง Lemon แปลไทยโดย SmeAce

----------------------------------------------------------------------------------------

b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ธ.ค. 63 / 20:26


 

Warning - occ , Angst , Suicidal Thoughts , Au

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

ความรู้สึกที่โหยหาซึ่งกันและกัน ระลึกถึงและเพรียกหาแค่สิ่งสิ่งนั้นอย่างแรงกล้า..สิ่งนั้นก็คือความรู้สึกหนึ่งของมนุษย์ที่เรียกว่าความคิดถึง

ความคิดถึงนั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว บุคคลที่รักใคร่ หรือสิ่งสำคัญที่ต้องห่างไกลออกไป

แค่ทว่าก่อนที่จะเกิดความคิดถึง..เราจะต้องมีความผูกพันกับสิ่งสิ่งนั้นเสียก่อน

ความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าความสัมพันธ์ใด ๆ แล้วจึงจะเกิดความคิดถึงเมื่อยามต้องห่างไกลกันออกไป

ระยะทางที่ใกล้ชิดความสัมพันธ์ก็จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไป แต่เมื่อระยะทางห่างกันออกไปความผูกพันซึ่งกันและกันที่พึ่งมีก็จะก่อกำเนิดความรู้สึกที่เรียกว่าความคิดถึงขึ้นมา

ความคิดถึงที่อยากจะเจอกับสิ่งสิ่งนั้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะระยะทางที่พรากเราออกจากกัน...ความรู้สึกเลยสามารถทำได้แค่คิดและระลึกถึงอยู่เสมอ

บัดนี้จะออกเล่าถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์คู่หนึ่งที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ทว่าพวกเขาก็ต้องพรากจากกันไปเพราะโชคชะตา

..

.

“นี่...ไม่หนาวงั้นหรอ?”

“..ไม่เลย..เตาผิงอุ่นจะตายไป”

“ขอโทษนะ”

“จะขอโทษทำไมเล่า! ”

ดวงตาสีอำพันส่องประกายในความมืดจ้องมองไปยังร่างที่กำลังผิงเตาผิงท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เปลวเพลิงสีแดงส่องสว่างในห้องที่มืดมิด ความอบอุ่นของมันช่วยบรรเทาความหนาวเย็นของทั้งสองร่างที่อยู่ในห้องท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจากพายุหิมะที่โหมกระหนํ้าด้านนอก

“มาอยู่ในผ้าห่มด้วยกันก็ได้นะ”

“แต่แบบนั้นนายก็จะหนาวเอานะ”

“ไม่เป็นอะไรหรอก มาสิมาห่มด้วยกัน”

เจ้าของดวงตาสีทองอร่ามคลี่ยิ้มอ่อนโยนที่จะปรากฏให้เห็นนาน ๆ ครั้ง พร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนไปใกล้กับคนที่ทนหนาวอยู่ ผ้าห่มสีขาวถูกแบ่งให้อีกฝ่ายเข้ามาห่มด้วยกัน

ไออุ่นจากอีกร่างแผ่เข้ามาจนรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เพิ่มยิ่งขึ้น ร่างของคนสองคนที่อยู่ในผ้าห่มสีขาวผืนเดียวกันกำลังค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ชิดกัน ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองไปยังเปลวไฟที่กำลังลุกโชนข้างในเตาผิงตรงหน้า เปลวไฟสีแดงนั้นสะท้อนอยู่บนอัญมณีทั้งสองคู่

“...อีกไม่นานแล้วนะ”

“...อือ! ”

“ฉันไม่อยากให้นายไปเลย…”

“เจ้าบ้า! โอกาสดี ๆ มาก็ต้องไขว่คว้าเอาไว้สิ”

“คนที่ไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องคอยคิดถึงน่ะ ไม่เข้าใจหรอก”

ดวงตาสีมรกตเอียงไปยังคนที่ร่วมผ้าห่ม ใบหน้าของเขากำลังเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายดูจะไม่อยากจะให้เขาไปตามที่ได้ถูกเชิญ

“...นายไม่ใช่คนที่คอยคิดถึงอยู่ฝ่ายเดียวสักหน่อย”

“....?”

ใบหน้ากลมนวลหันมาจดจ้องกับดวงตาของคนข้างกาย ดวงตาแพรวพรายที่เต็มไปด้วยความความนุ่มนวลมองไปยังคนที่กำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

“......ฉันก็คงจะคิดถึงนายเหมือนกัน”

ใบหน้างดงามราวกับภาพวาดที่ถูกรังสรรค์อย่างประณีตหลบสายตาของคนเบื้องหน้าไปด้านข้างแทน ใบหน้าคมคายนั้นแอบมีสีแดงปรากฏขึ้นจาง ๆ อาจจะเพราะอาการที่เริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

ริมฝีปากเรียวขบเม้มอย่างชั่งใจ ก่อนที่จะเอ่ยประโยคต่อไปกับคนข้าง ๆ เมื่อตัวเขาตัดสินใจได้แล้ว

“ช่วยไปดูโลกที่กว้างใหญ่ไปนี้ด้วย”

“แล้วฉันจะรอรูปถ่ายสถานที่ที่นายไปนะ”

“ขอบคุณนะ! --”

ทว่ายังไม่ทันจะพูดจบริมฝีปากเย็นเฉียบก็ค่อย ๆ แนบลงบนริมฝีปากบางอีกคู่ สัมผัสเบาบางราวขนนกที่กดทับลงมาเป็นแค่ริมฝีปากที่สัมผัสกันเพียงเท่านั้น แต่อัสต้ากลับรู้สึกถึงความรักที่ถูกถ่ายทอดผ่านจูบในครั้งนี้

ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะค่อย ๆ ถอนออก มีเพียงควันสีขาวที่ออกมาจากปากของทั้งคู่ผ่านการหายใจ อากาศที่หนาวเย็นทำให้ใบหูและจมูกเล็กแดงระรืนขึ้น

“และห้ามลืมฉันเด็ดขาดนะ”

เจ้าของมรกตคู่โตมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะว่าสิ่งนี้คือการแสดงความรักของอีกฝ่าย อัสต้าคิดแบบนั้นก่อนที่จะใบหน้ากลมจะปรากฏรอยยิ้มกว้างให้แก่คนข้าง ๆ

“ไม่มีทางลืมหรอกน่า! ”

“ให้มันจริงเถอะ”

“จริง ๆ นะ ก็นายเป็นคนสำคัญของฉันนี่นา ไม่มีทางลืมเด็ดขาด! ”

..

.

 

“ซุปจะเย็นหมดแล้ว ไม่รีบกินเดี๋ยวไม่อร่อยนะ”

ยูโน่เอ่ยกับคนที่กำลังตั้งใจศึกษาแผนที่ของสถานที่ที่ต้องเดินทางไปอย่างตั้งอกตั้งใจ แววตาสีเขียวชอุ่มเป็นประกายเหมือนได้ศึกษามันอย่างจริงจัง

“งั้นเดี๋ยวฉันอุ่นเอง ขอบใจมากเลยนะ! ”

ดวงตาสีทองอำพันมองดูคนที่กำลังตั้งใจทำบางสิ่งบางอย่างผ่านเงามืดในมุมหนึ่งของห้อง แววตานั้นเป็นแววตาที่ยากจะอ่านออก

ยูโน่คิดมาสักพักแล้วว่าถ้าถึงวันที่อัสต้าจะต้องไปจริง ๆ เขาจะอยู่คนเดียวยังไง?

...ก็ตัวเขาอยู่กับอัสต้ามาตั้งแต่จำความได้จนถึงตอนนี้ พวกเราไม่เคยที่จะต้องแยกจากกันนานขนาดนี้มาก่อน

นี่เป็นครั้งแรกและยูโน่ขอภาวนาให้มันเป็นครั้งสุดท้าย

เขาชอบการอยู่คนเดียวก็จริง แต่การมีอยู่ของอัสต้าเป็นเพียงแค่ข้อยกเว้นเดียวที่เขาสามารถอยู่ด้วยได้

ถ้าเป็นอัสต้าล่ะก็ไม่ว่าอะไรเขาก็จะยอมทั้งนั้นแหละ

“เสร็จสักที! ”

ร่างเล็กตะโกนขึ้นพร้อมกับบิดขี้เกียจไปมาหลังจากนั่งติดโต๊ะทำงานมาเป็นเวลานาน ก่อนที่อัสต้าจะหันมาด้านหลังและลุกขึ้น

แต่แล้วร่างเล็กก็ต้องแปลกใจเพราะยูโน่ยังยืนอยู่ที่เดิม ทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาจนต้องเอ่ยถาม

“ทำไมนายยังไม่ไปอาบนํ้าอีกล่ะ? ปกติเวลานี้นายจะเตรียมเข้านอนแล้วนี่”

เมื่อโดนถามแบบนั้นคนตัวสูงก็เบนหน้าหนี ก่อนที่จะเดินออกไปโดยไร้การตอบกลับ ทำให้สมองของอัสต้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร

“ยูโน่เป็นอะไรกันนะ? ดูจะเคร่งเครียดมาสักพักแล้วด้วยสิ”

“หรือว่าเราจะคิดมากไปเองรึเปล่า...อืม..ชั่งเถอะรีบไปอุ่นซุปดีกว่า”

อัสต้าคิดว่าที่ยูโน่ดูเคร่งเครียดอาจจะมาจากเหตุผลอื่นซะมากกว่า ก็ตอนนั้นเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว เขาคงไม่เก็บเรื่องพวกนั้นเก็บมาคิดให้ปวดหัวหรอก

.

หลังจากที่อาบนํ้าและเปลี่ยนชุดนอนเสร็จยูโน่ก็เปิดประตูเข้ามา เขาขึ้นนั่งบนเตียงนอนก่อนที่จะล้มตัวลง

เตียงยุบลงเนื่องจากนํ้าหนักที่ทับลงมาบนเนื้อผ้า ผ้าปูที่นอนสีเทาที่ถูกจัดอย่างเนี๊ยบเริ่มมีรอยยับเกิดขึ้นแต่ก็เป็นเรื่องปกติเมื่อมีนํ้าหนักกดทับลงไป

 

...ทว่าคืนนี้ออกจะแปลกไปซะหน่อยเพราะยูโน่เขารู้สึกหนักอึ้งที่เปลือกตาอย่างแปลกประหลาด

ทำให้ดวงเนตรสีทองค่อย ๆ ปิดลงเพื่อที่จะหลับใหลในคืนนี้

และความฝันก็ได้ริเริ่มขึ้น..

 

ยูโน่”

เสียงเรียกอันคุ้นเคยทำให้เจ้าของชื่อหันไป นัตน์ตาเกิดความประหลาดใจกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ร่างเล็กที่ใส่ชุดที่แปลกตากำลังส่งยิ้มมาให้กับเขา หมวกหนังที่ถูกใส่บนหัวและชุดที่เหมือนกับนักสำรวจทำให้ยูโน่รู้สึกใจไม่ดี

“เป็นไง! ชุดฉันเท่ไหม?”

“....ก็ดูดีนะ”

“งั้นฉันไปก่อนนะ! ยูโน่ ”

“ไปไหน?”

ยูโน่ในความฝันอันเลือนลางเอ่ยถามกับคนตรงหน้าที่มอบรอยยิ้มสว่างไสวให้แก่เขา ดวงตาคู่นั้นฉายแววร่าเริงเอาไว้เด่นชัดจนปวดใจ

“ก็ไปสำรวจภูเขานํ้าแข็งไง”

“ไปแค่สองสามปีก็จะกลับมาแล้ว”

“...จะกลับมาใช่ไหม?”

“แน่นอน! ”

“...จะต้องกลับมานะ”

ร่างสูงเอ่ยกับคนเบื้องหน้า ในความฝันไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยทำได้แค่เฝ้ามองดูมันผ่านมุมมองหนึ่งเพียงเท่านั้น

ทว่าใบหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้กลับเริ่มเบลอจนไม่สามารถมองเห็นรอยยิ้มสว่างไสวเมื่อครู่ได้อีกแล้วและไม่ทราบเหตุผล แต่มันทำให้เขายิ่งรู้สึกไม่ดีขึ้นไปใหญ่

“..แต่ว่า...ฉันอาจจะไม่ได้กลับมาก็ได้”

“...ทำไมถึงพูดแบบนั้น”

“ถ้าฉันหายไปนายจะเสียใจไหมนะ?”

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้รู้สึกใจหาย ดวงตาสีทองอร่ามหรี่ลงอย่างไม่เข้าใจในคำพูดของคนตรงหน้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเพราะความกลัวที่เริ่มกัดกินจิตใจ

หายไป? ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?

นายคงจะไม่--

ภาพตรงหน้าตัดไปราวกับหนังฟิล์ม ดวงตาสีทองอำพันลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ลมหายใจเข้าออกอย่างถี่ช่วงเพียงเพราะความฝันเมื่อครู่นี้

ถึงจะจำไม่ได้ทุกส่วนแต่ยูโน่ก็พอจะจับใจความได้...มันทำให้เขารู้สึกไม่ดี..ราวกับว่าเมื่ออัสต้าไป...พวกเราจะไม่มีทางได้กลับมาเจอกันอีก

อัสต้าล่ะ! ? อยู่ที่ไหนกันนะ?

ใบหน้าหล่อเหลารีบหันไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อมองหาคนที่กำลังคำนึงถึง แววตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไว้ไม่มิด แต่ก็ต้องชะงักเพราะร่างที่เขาตามหากำลังนอนหลับพริ้มด้วยลมหายใจที่สมํ่าเสมออยู่ข้าง ๆ เขา

เมื่อเห็นแบบนั้นยูโน่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ความไม่สบายใจเมื่อครู่ถูกบรรเทาไปค่อนหนึ่ง แต่ก็ยังมีความกังวลที่คงเหลือเอาไว้

“ได้โปรดอย่าหายไปไหนเลยนะ”

มือเรียวยื่นไปจับเส้นผมชี้ฟูเบา ๆ ไล่สัมผัสไปยังแก้มสีชมพูระรืนอย่างนุ่มนวลเพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่กับเขา ไม่ได้หายไปไหนอย่างที่ได้ฝันไป ก่อนจะค่อยล้มนอนลงข้าง ๆ ร่างร่างนั้น

ความฝันเมื่อครู่นี้ทำให้เขาไม่กล้าข่มตาหลับแต่ถ้าเขาไม่หลับล่ะก็….พรุ่งนี้เขาจะไปซื้อของกับอัสต้าได้ยังไงล่ะ

จะว่าไป….เร็วจังนะ...รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะถึงวันที่อัสต้าต้องไปแล้ว

เขายังไม่อยากให้อัสต้าไปเลย...ไม่อยากให้ไปจริง ๆ

แต่การจะห้ามคนที่พยายามไขว่คว้าโอกาสมาโดยตลอดไม่ให้คว้าโอกาสนั้นไว้…มันชั่งเป็นความเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพช

เขายอมที่จะต้องเป็นกังวลกับตัวเองเสียดีกว่า

ถ้าไปพรากโอกาสนั้นของอัสต้าเขาก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว...ที่นึกถึงเพียงแค่ตัวเอง

..

.

“ว้าวไม่ได้เข้าเมืองมานานเลยเนอะ น่าตื่นเต้นจัง! ”

“อย่าเดินไปเรื่อยจนหลงทางละ ฉันไม่ตามหาหรอกนะ”

“นายก็แค่พูดไว้กันฉันหายเฉย ๆ ใช่ไหมล่ะ ฉันรู้นะถ้าฉันหายไปนายก็คงตามหาแน่ ๆ ”

กึก

ร่างที่เดินเคียงข้างกันตามทางเท้าในเมืองหยุดชะงักอย่างไม่ทราบสาเหตุ มือขาวซีดทั้งสองข้างกำหมัดแน่นราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

เด็กหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็ต้องแปลกใจ ร่างเล็กที่สวมผ้าพันคอสีขาวบริสุทธิ์หันหลังไปหาคนที่จู่ ๆ ก็หยุดเดินแบบไม่บอกกล่าวกัน

“ยูโน่?”

“นายเป็นอะไรเหรอ?”

อัสต้าเดินไปหาคนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ร่างที่เตี้ยกว่าเงยหน้ามองคนที่กำลังก้มหัวจนผมปรกหน้าทำให้ไม่สามารถเห็นสีหน้าของเขาได้

“ยูโน่?”

“นาย! เป็นอะ---”

แขนสองข้างของคนเบื้องหน้าถูกยื่นเข้ามาโอบกอดอัสต้า ใบหน้ากลมนวลสัมผัสกับอกของอีกฝ่ายและมือเรียวซีดสัมผัสกับเส้นผมสีเทาก่อนจะกอดแนบเอาไว้

เสียงหัวใจที่เต้นระรัวของอีกฝ่ายดังขึ้นมาจนอัสต้าสามารถรู้สึกได้ มันเป็นจังหวะของหัวใจที่เต้นเร็วกว่าปกติ..แต่ไม่ใช่จากอาการเขินอายหรือสิ่งใด...มันเหมือนกับท่วงทำนองของคนที่กำลังหวาดกลัวกับอะไรบางสิ่ง

“ยูโน่? ..นายกำลังกลัวอยู่งั้นหรอ?”

“....อือ”

ควันสีขาวลอยมาจากปากของคนทั้งคู่ เพราะสภาพอากาศรอบด้านที่หนาวเย็น หิมะเริ่มตกลงมากจากฟากฟ้าสีครามเกร็ดหิมะล่องลอยลงตามกระแสของลมหนาวจนตกลงสู่พื้นดินอันเย็นเฉียบ

ดวงตาสีทองอำพันค่อย ๆ เงยขึ้น ริมฝีปากแห้งเหือดไร้การดูแลขบเม้มเข้ากันและความเจ็บปวดที่แสดงออกมาผ่านนัยน์ตาสีทองมัวหมองอย่างเด่นชัด

“อย่าพูดแบบนั้นจะได้ไหม?”

“ฉันกลัว..ว่านายจะหายไปจริง ๆ ”

“ข-ขอโทษนะ! ”

ดวงตาสีมรกตฉายแววสำนึกผิดทันที เมื่อเห็นอีกฝ่ายดูจะเจ็บปวดกับคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้อย่างมาก

แย่จริง ๆ อัสต้าทำไมนายถึงพูดไม่คิดแบบนี้!

“ฉ-ฉันไม่รู้ว่านายจะคิดมากขนาดนั้น”

มือทั้งสองข้างของคนที่ถูกสวมกอดค่อย ๆ สวมกอดอีกฝ่ายกลับราวกับว่าต้องการจะปลอบโยนคนตรงหน้าที่ดูจะรู้สึกแย่กับสิ่งที่เขาได้พูดออกไปโดยไร้การไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน

“...ฉันไม่หายไปไหนหรอกนะ เราสัญญากันแล้วไม่ใช่หรอว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปน่ะ! ”

“ฉันไม่มีทางหายไปไหนหรอก! จะอยู่กับยูโน่ตลอดไปเลย”

“...นายพูดแล้วนะ...ห้ามผิดคำพูดเด็ดขาด”

อัสต้ายิ้มกว้างเพื่อยืนยันคำพูดของตนเองและส่งมอบความรู้สึกดี ๆ ให้แก่ยูโน่..คนขี้กลัวตรงหน้าของเขา ก่อนที่มือเล็กจะยื่นไปบัดเกร็ดหิมะสีใสที่ตกลงบนเส้นผมสีนิลของอีกฝ่ายอย่างเบามือ

“ถ้าผิดคำพูดฉันจะ….”

“จะอะไรหรอ?”

ดวงตาสีทองเรืองอร่ามจดจ้องกับมรกตคู่โต แววตาของคนตรงหน้าอ่านไม่ค่อยออกนักและมันทำให้อัสต้ารู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด

แต่แล้วใบหน้าคมคายนั้นก็เคลื่อนเข้ามาซบที่ไหล่เล็กอย่างอ้อยอิ่ง ความอบอุ่นจากอีกฝ่ายส่งผ่านอ้อมกอดที่แนบชิดในครั้งนี้

“ยูโน่?”

“อยู่แบบนี้ไปอีกสักพักจะได้ไหม?”

เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบกับใบหูเล็กอย่างนุ่มนวล สายลมอ่อน ๆ สัมผัสกับใบหูของอัสต้าจนรู้สึกจักจี้ไม่น้อย ก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีเทาจะพยักหน้าเบา ๆ แทนการตอบรับ

หิมะสีขาวที่ตกลงมาเพิ่มพูนจำนวนยิ่งขึ้น ละอองเกร็ดหิมะสีขาวล่องลอยลงมาราวกับขนนกที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ดวงอาทิตย์ที่ทำมุมเฉียงกับองศาของโลกตอนนี้ถูกเมฆผืนใหญ่บดบังเอาไว้

“...ยูโน่เนี่ย...อ่อนไหวง่ายกว่าที่คิดรึเปล่า?”

“....ก็แค่กับนายคนเดียวเท่านั้นแหละ”

ใบหน้าที่ซุกอยู่กับไหล่ของคนตัวเล็กกว่าเคลื่อนใบหน้านั้นแนบชิดกับร่างของอีกฝ่ายยิ่งขึ้น มือสัมผัสแนบชิดกับแผ่นหลังนั้นราวกับต้องการจะยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด

“...ฉันน่ะ..ไม่รู้ว่าตอนนี้ยูโน่เป็นอะไรไป..แต่ฉันไม่อยากให้นายต้องมานั่งกังวลกับเรื่องของฉันขนาดนั้น”

“...การที่นายกำลังกลัวอยู่แบบนี้มันจะทำให้ฉันเป็นกังวลไปด้วยนะ”

“ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันจะกลับมาแน่นอน...จะไม่มีวันทอดทิ้งนายเอาไว้คนเดียวเด็ดขาด! ”

มือของอัสต้าลูบเส้นผมสีนิลสลวยเพื่อปลอบโยนคนที่อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ใบหน้าที่มักจะประดับรอยยิ้มสว่างไสวราวกับดวงตะวันเผยแววตาอ่อนโยนออกมา

“.....ฉันรู้แล้วละ..นายไม่ใช่คนที่จะผิดคำพูดกับคนอื่น”

ยูโน่ที่เริ่มจะอุ่นใจขึ้นแม้ไม่ได้มากอะไรแต่มันก็เพียงพอสำหรับตอนนี้ ทำให้เขาถอนอ้อมกอดออกมา ใบหน้างดงามราวตุ๊กตาคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินไปอยู่ข้าง ๆ กับคนที่ได้มอบอ้อมกอดแสนอบอุ่นให้แก่เขา

“เราไปซื้อของกันเถอะ”

“อืม! แล้วซื้อของไปทำหม้อไฟกันด้วยนะ”

..

.

และทั้งคู่ก็ได้เริ่มจับจ่ายซื้อของกัน ตั้งแต่ของใช้ที่อัสต้าต้องนำไปใช้ในการเดินทางจนกระทั่งวัตถุดิบเพื่อมื้อเย็นมื้อใหญ่นี้

ช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุด

เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรู้สึกเบิกบาน ความผ่อนคลาย และความสุข

ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไป

แต่ความสุขมักจะอยู่ไม่ได้นาน

มันเหมือนกับสายลมอันแสนจะอบอุ่นที่ผ่านเข้าในช่วงเวลาหนึ่งแล้วจึงผ่านพ้นออกไป

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่กับที่ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์

..

.

หม้อไฟจากเตาตรงหน้าเริ่มสุกได้ที่แล้ว ผักสีเขียวชอุ่มอุดมไปด้วยวิตามินและเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดที่ใส่ลงไปกลายเป็นสีแดงนํ้าตาลบ่งบอกว่าสามารถทานได้แล้วและยังมีเต้าหูสีขาวที่เป็นจานหลักลอยอยู่ในนํ้าซุปที่เดือดเป็นฟอง

“น่ากินจัง! ”

“ทานเยอะ ๆ นะ”

“อือ! ”

หม้อไฟเริ่มถูกตักออกไปเรื่อย ๆ จากที่มีวัตถุดิบเต็มหม้อก็เริ่มหายไปทีละนิดทีละนิดจนหมด ระหว่างทานอาหารร่วมกันก็มีเสียงพูดคุยกันบ้างเป็นประปราย

ชามที่ถูกตักอาหารนำไปใส่เหลือเพียงแค่นํ้าซุปที่เย็นชื่นไปแล้ว แก้วนํ้าส้มอุ่น ๆ ถูกนำซ้อนกันเพื่อนำไปเช็ดล้าง

ยามเมื่อบนโต๊ะทานอาหารถูกทำความสะอาดเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของตัวเอง

อัสต้าเข้ามาที่ห้องเพื่อเก็บกระเป๋าใบใหญ่สำหรับการเดินทางครั้งนี้ กระเป๋าใหญ่นั้นเริ่มถูกใส่ของจำเป็นที่ต้องนำไป ผ้าห่ม เสื้อผ้า เสื้อกันหนาว อาหารแห้ง ถุงมือ ของใช้ที่จำเป็น หมวกและผ้าพันคอ….พันคอสีขาวที่ถูกใช้เป็นประจำถูกนำออกมาจากลำคอ ดวงตาสีมรกตจ้องมองผ้าพันคอผืนนี้พลางคิดถึงความทรงจำต่าง ๆ ที่ได้พบเจอมาจนถึง ณ ตอนนี้

ทุกความทรงจำล้วนมีคุณค่า เพราะมันช่วยหล่อเลี้ยงตัวเขาจนได้กลายเป็นทุกอย่างที่เป็นตัวเขาในตอนนี้

ผ้าพันคอผืนนี้เป็นของขวัญที่อัสต้าได้จากยูโน่เมื่อ 6 ปีก่อนในสมัยที่พวกเราทั้งคู่ยังเยาว์วัย มันเป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่ยูโน่มอบให้เขา

“อันนี้เก็บไว้ดีกว่า! ”

และเพราะอายุของมันที่ถูกใช้งานอย่างยาวนานทำให้สภาพของผ้าพันคอผืนนี้ค่อนข้างที่จะเก่าและมีบางจุดที่เริ่มขาด

อัสต้าคิดว่าเขาควรจะเก็บไว้ที่นี่ ถ้าเอาไปแล้วเกิดทำหายคงจะหาคืนกลับมาไม่ได้ง่าย ๆ แน่

ผ้าพันคอสีขาวนั้นเลยถูกพับเก็บใส่ตู้ไป ซิปของกระเป๋าใบใหญ่กำลังจะถูกรูดแต่ทว่ามือนั้นก็ต้องชะงัก เพราะรู้สึกได้ว่าเขาลืมอะไรบางอย่าง

นัตน์ตาสีมรกตสดสว่างมองไปยังรูปถ่ายของเขาและยูโน่ที่ถูกตั้งบนโต๊ะ ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ มือเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายใบนั้นออกมาจากกรอบรูปเนื้อไม้

“งั้นฉันขอรูปนี้ไปแล้วกันนะ”

รูปถ่ายถูกเก็บใส่ลงช่องในกระเป๋าใบใหญ่ ก่อนที่ซิปจะถูกรูดปิดลงเฉกเช่นกัน

“ที่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว! ”

“พรุ่งนี้แล้วสินะ! อ่าตื่นเต้นชะมัด”

ดวงตาคู่โตเป็นประกายระยิบระยับอย่างตื่นเต้น ในที่สุดการเดินทางที่เขาเฝ้ารอมาโดยตลอดก็จะมาถึงแล้ว

...ในที่สุดหนึ่งในความฝันของเขาก็จะเป็นจริงเสียที

เอาละ! ตอนนี้ก็รีบไปอาบนํ้าแล้วเตรียมตัวเข้านอนดีกว่า!

เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างเล็กก็ลุกขึ้นคว้าผ้าขนหนูและชุดนอนเพื่อที่จะไปทำธุระก่อนเข้านอนให้เรียบร้อย

ทว่าเมื่อร่างนั้นเดินเข้าห้องนํ้าไป คนที่แอบเฝ้ามองอยู่ครู่นึงก็เดินมาที่ตู้ใบใหญ่ มืดขาวซีดเปิดตู้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง

“ไม่ได้เอาไปจริง ๆ ด้วยสินะ”

“ทำไมไม่เอาไปกันล่ะ?”

“หรือว่ามันไม่สำคัญพองั้นหรอ?”

เมื่อได้เห็นผ้าพันคอสีขาวที่ถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ความรู้สึกขุ่นมัวบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในจิตใจ

มันเหมือนกับ...อาการน้อยใจเลยรึเปล่า?

ดวงเนตรสีทองหลุบตํ่าลง แต่ก็พยายามไล่ความคิดฟุ้งซ่านเล่านั้นออกไป

พรุ่งนี้เขาจะต้องไปส่งอัสต้าด้วยรอยยิ้ม ความคิดน้อยใจไร้สาระแบบนี้น่ะมันมีแต่จะทำให้บรรยายกาศอึดอัดไปซะเปล่า ๆ

…...จะว่าไปพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วสินะ ต่อจากนี้ก็จะไม่ได้เจอกับอัสต้าไปอีกเกือบปีสองปีหรืออาจจะมากกว่านั้น

แต่ถึงจะห่างไกลกันแค่ไหน ตราบใดที่อัสต้ายังมีความสุขดี..ตัวเขาก็โอเคแล้ว

..

.

ร่างของคนสองคนที่ล้มตัวนอนลงบนเตียงใหญ่ เส้นผมสีเทาเปียกหมาด ๆ พึ่งถูกไดร์จนเสร็จวางลงบนหมอนใบใหญ่ ดวงตาสีมรกตคู่แพรวพรายจดจ้องกันแผ่นหลังของร่างที่นอนอยู่ข้าง ๆ

“ยูโน่?”

มันออกจะแปลกไปจากปกติเพราะโดยปกติแล้วพวกเราจะนอนหันหน้าเข้าหากัน แต่วันนี้พอล้มตัวนอนยูโน่ก็นอนหันหลังให้เขาและไม่พูดจาอะไรเลย

ทั้ง ๆ ที่ปกติเราจะคุยกันเรื่อยเปื่อยก่อนนอนแท้ ๆ

“นี่..ยูโน่”

“มีอะไร?”

“วันนี้จะไม่ทำสิ่งนั้นหน่อยหรอ?”

“....อยากให้ฉันทำอะไร?”

“ก็คุยกันไง”

“.......”

“แล้วจะคุยอะไรล่ะ”

อีกฝ่ายค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อหันมาหาคนที่กำลังพูดคุย อัญมณีสองคู่สะท้อนใบหน้าซึ่งกันและกัน ใบหน้านวลคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันออกมา

“...พรุ่งนี้ฉันจะได้ไปที่ภูเขานํ้าแข็งแล้วละ น่าตื่นเต้นไปเลยเนอะ! ”

“อือ..”

“ยูโน่นายง่วงรึเปล่าเนี่ย?”

“ไม่ง่วงเลย”

“เอ๊ะ!? แต่เสียงนายมันดูงัวเงียจังนะ”

“...อัสต้า ฉันมีเรื่องจะถาม..”

“..ตอนที่พวกเราห่างกัน..นายคงจะคิดถึงฉันใช่ไหม?”

“แน่นอนสิ! ”

“..ฉันจะคิดถึงนายแน่นอน! ”

“....อัสต้า”

มือหนาสัมผัสเบา ๆ กับฝ่ามือของอีกฝ่าย ก่อนที่มือของทั้งสองจะค่อย ๆ สัมผัสจนบรรจบกัน นิ้วทั้งสิบแนบชิดซึ่งกันและกันไร้ช่องว่างใด ๆ 

แววตาสีมรกตฉายแววอ่อนโยน มองดวงตาอีกคู่ผ่านความมืดมิดในห้องแห่งนี้

ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างเริ่มดึงดูดพวกเขาทั้งสอง มันเป็นแรงดึงดูดที่ชวนหลงใหล ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมา แม้จะใช้เวลาชั่วชีวิตเรียบเรียงมัน

...สิ่งนั้นทำให้ใบหน้างดงามเคลื่อนเข้าหาอีกฝ่ายเรื่อย ๆ มือที่สัมผัสกันแนบแน่นกันยิ่งขึ้น

และแล้วริมฝีปากที่เคลื่อนเข้ามาก็ทาบลงบนริมฝีปากสีแดงระรืนตรงหน้า เมื่อริมฝีปากสัมผัสกันเหมือนกับว่าความรู้สึกที่อยู่ลึกในจิตใจถูกปลดปล่อยออกมา

ใบหน้าของคนที่นอนอยู่ถูกมือเย็บเฉียบประคองเอาไว้ เรือนร่างของเขาค่อย ๆ ขยับขึ้นคร่อมอีกฝ่ายโดยที่ยังคงละเลงรสจูบลงบนริมฝีปากสีเชอร์รี่ระรืนนั้น

ลิ้นเรียวแทรกเข้าไปเมื่อคนตัวเล็กเผลอ มันเริ่มควานหาความหวานจากโพรงปากของคนใต้ล่าง ลิ้นของคนเบื้องบนสัมผัสในโพรงปากไปทั่วอย่างกับนึกสนุก

ทว่าตอนนี้ในสมองของอัสต้ามันว่างเปล่าไปหมด ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลนเพียงเพราะจูบอันหนักหน่วงนี้

มือคนเบื้องบนเริ่มอยู่ไม่นิ่ง มือข้างที่สัมผัสกันก็ยังคงแนบชิดเฉกเช่นเดิมแต่มืออีกข้างที่ว่างมันเริ่มสัมผัสเรือนร่างของคนใต้ล่างไล่ตั้งแต่ คาง ไหล่ปลาร้า ยันแฝงอกที่เสื้อถูกเลิกออกไป

“อือ”

“....แฮก ๆ ”

เมื่ออีกฝ่ายเริ่มขาดลมหายใจ ริมฝีปากเรียวก็ผละออกเพื่อให้ร่างเล็กได้พักหายใจ

“...นาย…”

“.........”

ทว่ายังไม่ทันที่อัสต้าจะได้พูดอะไรต่อ ริมฝีปากที่สัมผัสกันเมื่อครู่แนบลงบนเปลือกตาทำให้มรกตคู่โตต้องปิดลง มันเคลื่อนไปที่สันจมูกไล่ไปยังแก้มนวล เส้นผมสีเทาและหน้าผากกว้าง

จุ๊บ

จุ๊บ

จุ๊บ

จุ๊บ

...จุ๊บ….

“..อือ”

คนใต้ล่างหลุดที่ครางออกมาอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากของอีกฝ่ายที่สัมผัสไปทั่วทำให้รู้สึกเหมือนมีประกายไฟอะไรบางอย่างในอก

ริมฝีปากสีเชอร์รี่ต้องกับแสงจันทร์จนเป็นเงา แววตาที่ดูล่องลอยนั้นทำให้คนด้านบนยิ่งหักห้ามใจตัวเองยากเข้าไปใหญ่ มือที่แนบชิดกันถูกดันให้แนบแน่นขึ้นไปอีกหลังจากที่เริ่มเคลื่อนหลุดออกมา

“...อยากจะให้ต่อหรือให้หยุดแค่นี้?”

“น-นายมาทำให้มีอารมณ์แล้วก็จะบอกให้หยุดแค่นี้เนี่ยนะ?”

“นายเป็นคนเริ่มก่อนเองนิ”

“เริ่มบ้าอะ--”

“ฉันถือว่าอนุญาตแล้วนะ”

ริมฝีปากของทั้งสองถูกประกบกันอีกครั้ง และแล้วบทเพลงแสนหวานก็เริ่มบรรเลง มันเป็นบทเพลงที่ถูกรังสรรค์จากความสัมพันธ์ของของพวกเขาทั้งคู่

มันถูกบรรเลงในคํ่าคืนสุดท้ายที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกัน

..

.

“...ขอบคุณที่มาส่งนะ”

“..ฉันต้องมาส่งนายอยู่แล้วจริงไหม?”

“แหะ ๆ แต่มันก็ดีใจนี่นา”

ร่างทั้งสองมาอยู่ที่ท่าเรือขนาดใหญ่ เรือลำที่จอดอยู่ริมท่าคือเรือที่อัสต้าต้องใช้เดินทางในครั้งนี้

“อัสต้า”

“หืม? อะไรเหรอ”

“นายยังเปลี่ยนใจไม่ไปทันนะ”

เมื่อโดนเอ่ยแบบนั้นใบหน้ากลมได้รูปก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับนํ้าตาที่คลอเบา ๆ ที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นออกมาด้วยสีหน้าปลาตาย

“ฮะฮะฮะ เจ้าบ้ามาพูดแบบนี้ตอนจะไปแล้วเนี่ยนะ!”

“ก็…..”

“ลึก ๆ ฉันก็ไม่อยากให้นายไป”

“ถ้านายไปวัน ๆ ของฉันก็คงจะนั่งคิดถึงแต่นายแน่ ๆ ”

“....ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เป้าหมายของฉันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก! ”

“ยังไงฉันจะคิดถึงยูโน่เสมอเลยนะ! ”

อัสต้ากล่าวกับคนตรงหน้า รอยยิ้มสว่างไสวเสมือนดวงตะวันยามส่องแสงอุทัยทำให้คนยูโน่ถอนหายใจเบา ๆ

อย่างไรก็ตามใบหน้างดงามนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่เรียกว่าหาดูได้ยากนับตั้งแต่พวกเขาทั้งสองเติบโตมาเลยก็ว่าได้ และรอยยิ้มนี้ก็ได้ถูกมอบแทนคำบอกลาให้แก่คนสำคัญของเขา

“ฉันจะรอนายนะแล้วก็จะคิดถึงนายเสมอ”

“อืม! รอฉันด้วยนะ! ”

หมัดของคนสองคนแตะกันเบา ๆ เสมือนแทนคำสัญญาของพวกเขาทั้งคู่

บู๊ บู๊

เสียงสัญญาณดังขึ้นเพื่อบ่งบอกว่าถึงเวลาที่เรือใกล้จะออกแล้ว เหล่าสมาชิกในการเดินทางครั้งนี้ก็รีบบอกลาบุคคลที่มาส่งกัน ก่อนจะขึ้นเรือลำนี้ไป

และเมื่ออัสต้าได้ยินเสียงสัญญาณ เขาก็รีบสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่วางกับพื้นไว้ กระชับมันให้แน่นก่อนจะหันมาบอกลาคนสำคัญของเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้มสดใสจนแสบตา

“แล้วเจอกันนะ! ”

“เดี๋ยวก่อน! ”

“หืม?”

ร่างเล็กเอียงคอเล็กน้อยเพราะอีกฝ่ายเรียกเอาไว้ และเขาต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสิ่งที่ยูโน่เอาออกมาจากระเป๋า

ผ้าพันคอผืนใหม่แกะห่อถูกกางออกและพันคอให้แก่คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเบามือ

ดวงตาสีเขียวชอุ่มกะพริบตาอย่างมึนงงที่จู่ ๆ อีกฝ่ายก็เอาผ้าพันคอมาพันให้กับเขา

“ผืนเก่ามันคงจะเก่าแล้ว ฉันเลยซื้อมาให้ใหม่”

เมื่อยูโน่กล่าวอย่างนั้น อัสต้าก็เข้าใจจุดประสงค์ทันที รอยยิ้มกว้างตาหยี่ปรากฏขึ้นอีกครั้งและมันถูกมอบให้แก่คนที่สูงกว่าตรงหน้า 

“ขอบใจมากเลย! ”

“อือ”

“ไปดีมาดีละ”

“อือ! ไปก่อนนะ! ”

คนตัวเล็กเดินไปพร้อมกับโบกมือ เขาโบกมืออยู่สามสองครั้งก่อนที่จะหันหน้าไปเดินดี ๆ เพราะถ้ายิ่งบอกลากันมากเท่าไร..

….อัสต้าเองก็อาจจะรู้สึกไม่อยากไปขึ้นมาก็ได้ เขาจึงต้องรีบมุ่งหน้าไปยังทางผ่านของเป้าหมาย

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

ทว่าจู่ ๆ หัวใจในอกของยูโน่มันก็เต้นแรง มันเต้นระรัวจนรู้สึกปวดระบมไปหมดและความรู้สึกใจหายปรากฏขึ้นต่อมา จนเผลอยื่นมือออกไปเพื่อจะคว้าคนที่เดินออกไปแล้ว

แต่เพราะระยะห่างก็ไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้ทัน

“....อัสต้า”

และเขาก็ทำได้เพียงเรียกชื่ออีกฝ่ายเบา ๆ

..

.

สายลมพัดผ่านเส้นผมสีนิลจนปลิ้วไปตามแรงลม ดวงเนตรสีทองเรืองอร่ามทอดมองไปยังเรือที่เคลื่อนออกไปได้สักพัก เส้นผมนั้นถูกเสยขึ้นหลังจากที่ปลิวปรกใบหน้ามาครู่นึง

“ไปแล้วสินะ”

“เราจะไม่ได้เจอกันอีกเป็นปีหรือมากกว่านั้น….”

“คงจะไม่ได้ยินเสียงน่าหนวกหูให้รำคาญไปอีกนานเลย”

ร่างสูงโปร่งยามกล่าวจบก็เผยความเจ็บปวดออกมาผ่านสีหน้า แต่ก็ยังประดับรอยยิ้มเย็นเอาไว้ ก่อนจะหันหลังและเริ่มขยับฝีเท้าของตนเดินออกจากท่าเรือไป

..

.

กึก

เสียงประตูห้องถูกปิดลง ร่างสูงถอดรองเท้าเก็บใส่ตู้ให้เรียบร้อยต่อด้วยเดินเข้ามาในห้อง ไฟในห้องถูกเปิดขึ้น เขาวางกระเป๋ากับเสื้อคลุมสูทลงบนโต๊ะพร้อมกับถุงข้าวกล่องที่พึ่งจะซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ

มือเรียวหนาค่อย ๆ ปลดเนคไทสีเงินของตัวเองก่อนจะพาดกับราวที่อยู่ไม่ไกลมือ กระเป๋าถูกรูดซิปออกเพื่อนำไอแพดออกมาวางบนโต๊ะ

“อะ! กลับมาแล้วหรอ วันนี้จะทำอะไรกินเป็นมื้อเย็นกันดี?”

มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบสมุดชะงักเมื่อเขาได้ยินเสียงของคนคนหนึ่งลอยเข้าหู มันเป็นนํ้าเสียงที่คุ้นชินและยากที่จะลืมได้

….เพราะว่าเมื่อก่อนจะได้ยินเป็นประจำ….แต่ตอนนี้ไม่ใช่

ยูโน่ส่ายหัวเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดไร้สาระพวกนี้ออกไปให้พ้น นอกจากจะทำให้ฟุ้งซ่านมันยังทำให้เขาคิดถึงคนที่อยู่แสนไกลอีก

ใช่ คิดถึง

เขายอมรับอย่างไม่กระดากอายใด ๆ ว่าเขาคิดถึงอัสต้า

การอยู่คนเดียวมันไม่ชินเลยสำหรับเขา ถึงตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียวมาได้เกือบ 4 เดือนเต็มแล้วก็ตาม

อัสต้าเป็นคนที่สอนให้เขาได้รับรู้ถึงความสุข ความอบอุ่นและความรัก

และในตอนนี้อัสต้าก็สอนให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกเดียวดายกับความคิดถึงแล้วว่ามันเป็นเช่นไร

ตั้งแต่ตอนไหนก็จำไม่ได้ แต่ยูโน่มักจะเห็นความหลอนและเสียงของอัสต้าปรากฏหรือดังขึ้นตลอด..และมักจะเป็นสถานที่ที่พวกเรามีความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน

 

ถ้าหากเรื่องทั้งหมด นั้นเป็นแค่เพียงความฝันคงดีเหลือเกิน

แม้ว่าฉันตอนนี้ก็ยังคงฝันถึงเธออยู่เหมือนเช่นดังเดิม

ปัดฝุ่นความทรงจำของเรื่องวันวานที่เคยได้หล่นหายไป

เหมือนกับเก็บของที่ได้เคยทำลืมเลือนเอาไว้นั้นกลับมา

 

ภาพความทรงจำต่าง ๆ มักจะวนปรากฏขึ้นรอบตัวเขาโดยตลอด

มันอาจจะเป็นจิตใต้สำนึกของตัวเขาที่สร้างภาพเหล่านั้นเพื่อเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของตัวเองอยู่กระมั้ง

ความรู้สึกโดดเดี่ยวนับวันมันยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น...แต่มันก็ไม่แพ้กับความคิดถึงที่เขามีให้แก่คนที่อยู่แสนไกลเลยแม้แต่น้อย

…..ว่าแต่อัสต้ากำลังทำอะไรอยู่นะ? คงจะดูแลตัวเองใช่ไหม?

..และ...นายก็คงจะกำลังคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงนายอยู่ใช่ไหม?

..

.

“อัสต้า พรุ่งนี้ก็พยายามเข้าละ! ”

“ครับ! พรุ่งนี้เราก็จะไปสำรวจภูเขาหิมะลูกแรกแล้วสินะครับ”

“อ่าใช่เพราะงั้นพักผ่อนเยอะ ๆ จะได้มีแรง ฝันดีนะ!”

“ครับคุณฮิโกะก็ฝันดีนะครับ”

อัสต้ากล่าวกับคนที่เป็นเพื่อนร่วมการเดินทางในครั้งนี้จบ เขาก็แยกตัวออกไปจากหน้าห้องของอัสต้า

นี่ก็ผ่านมาเกือบ 6 เดือนแล้วที่เขาจากบ้านของตัวเองมาเพื่อทำตามความฝัน

หลังจากผ่านการฝึกฝนต่าง ๆ เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก็ผ่านมานานพอสมควร และวันพรุ่งนี้เขาจะได้ไปสำรวจภูเขาหิมะลูกแรกในชีวิตแล้ว!

น่าตื่นเต้นชะมัด!

อัสต้าคิดพลางทำตาเป็นประกาย ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนที่นอนแบบพับเก็บ ข้าวของต่าง ๆ ถูดจัดอย่างเป็นระเบียบในห้องแคบ ๆ

บนโต๊ะเตี้ยเล็ก ๆ ที่ถูกใช้เป็นโต๊ะทำงานมีรูปรูปหนึ่งวางไว้อยู่ คราวนี้มันถูกใส่ในกรอบพลาสติกสีขาวกันนํ้าอย่างดีเพื่อป้องกันนํ้าที่จะรั่วซึมมาจากเพดานเมื่อไรก็ได้

การใช้ชีวิตอยู่บนเรือไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงแรก ๆ อัสต้ามีหลาย ๆ อย่างที่ไม่สะดวกแต่พอนานวันเข้ามันก็เริ่มเคยชินไปเอง

ครือ ปัง!

สายลมที่พัดมากระทบกับผนังเรือทำให้อัสต้ากะพริบตาเบา ๆ

ลมหนาวคงเปลี่ยนกระแสมาทางนี้แล้วสินะ

ถึงในห้องจะมีเครื่องให้ความอุ่นอยู่..แต่สำหรับอัสต้าสิ่งที่ให้ความอบอุ่นเขาได้ดีที่สุดก็คือ….สิ่งนี้

มือเล็กหยิบผ้าพันคอสีขาวออกมาจากตู้ขนาดกลาง พลางผันมันรอบลำคอของตัวเองอย่างระมัดระวัง

ใบหน้ากลมนวลคลอเคลียกับเนื้อผ้านิ่ม ๆ ของผ้าพันคอผืนโปรด

เจ้านี้มันช่วยเขาทั้งเวลาที่รู้สึกหนาวจนถึงกระดูกหรือว่าเวลาที่เหนื่อยล้า พอได้พันผ้าพันคอผืนนี้เขาก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยนเลยละ

และมันก็ทำให้เขาคิดถึงบุคคลซึ่งเป็นคนที่มอบผ้าพันคอผืนนี้ให้กับเขา

ถ้าไม่ได้เจ้านี้..อัสต้าคงจะแย่แน่ ๆ ที่ต้องรับมือกับความกดดัน ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้

มันทั้งเหนื่อย กดดันและเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด แต่ก็เป็นเรื่องปกติเพราะความรู้สึกพวกนี้มันมีอยู่ทุกที่ราวกับว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับจิตใจของมนุษย์ไปเสียแล้ว

“...เอาละ! รีบนอนดีกว่าพรุ่งนี้เราจะต้องไปสำรวจภูเขานํ้าแข็งนะ! ”

เมื่อคิดได้แบบนั้น เปลือกตาคู่กลมโตก็ค่อย ๆ ปิดลง แสงจากตะเกียงไฟฟ้าในห้องดับลงเพราะมือที่เอื้อมไปปิดมัน

“ฝันดีนะ ยูโน่”

และก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา ริมฝีปากเล็กก็เอ่ยฝันดีกับคนที่อยู่แสนไกลเหมือนทุก ๆ คืนได้อยู่ด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยแล้วกันก็ตาม…..

แต่อัสต้าก็จะบอกฝันดีแบบนี้ทุก ๆ คืน

เพราะมันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาก่อนนอนไปเสียแล้วละ

..

.

“ยูโน่คุง ไตรมาสคราวนี้เป็นยังบ้าง?”

เสียงเรียบของบุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยกับร่างสูงที่นั่งคีย์รายงานในโน๊คบุ๊คด้วยท่าทีเหม่อลอย แต่มือของเขาก็ยังคงกดแป้นพิมพ์ได้อย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ

“ยูโน่คุง! ”

“ค-ครับ?”

“ไตรมาสคราวนี้เป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”

หญิงสาวที่เป็นหัวหน้าแผนกเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะลูกน้องของเธอดูจะเหม่อลอยแปลก ๆ และช่วงนี้เขามักจะเป็นแบบนี้เป็นประจำ ถึงจะไม่มีผลกับงานเท่าไรนักแต่การเหม่อลอยแบบนี้มันจะทำให้ต้องเรียกซํ้า ๆ มันจะไม่ดีกับภาพลักษณ์ของตัวยูโน่เอง

“ไตรมาสครั้งนี้…….”

และหลังจากนั้นยูโน่ที่เหมือนจะได้สติกลับมา เขาก็รีบสรุปรายงานเกี่ยวกับไตรมาสงบประมณการเงินครั้งนี้จนเสร็จด้วยนํ้าเสียงคล่องแคล่ว อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่สะสมมาโดยตลอดทำให้เขาสามารถสรุปออกมาได้อย่างครอบคลุม

“......ก็มีเท่านี้ครับ”

“โอเคจ้ะ เอาละงั้นวันนี้ก็มีเท่านี้ ยังไงทุกคนไปทำสรุปการประชุมครั้งนี้มาด้วยละ”

เมื่อการประชุมจบลงทุกคนในห้องประชุมก็แยกย้ายออกไป ยูโน่พาตัวเองกลับมาที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยท่าทีเรียบนิ่ง

แก้วกาแฟที่เย็นชื่นถูกวางไว้บนโต๊ะ ตัวเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองชงมันตั้งแต่เมื่อไร..แต่ก็ชั่งมันเถอะ

“....”

ดวงเนตรสีทองเรืองอร่ามหันไปมองกรอบรูปสีขาวของตัวเองด้วยดวงตาเฉยชา บางทีความเดียวดายที่สะสมมามันทำให้เขาอาจจะตายด้านไปเสียแล้ว

รูปที่เต็มไปด้วยความสุข ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเมื่อได้มองกี่ครั้ง ๆ ก็รู้สึกมีพลังขึ้นมา ราวกับว่าเขาได้รับพลังงานบวกมาจากแค่รูปภาพของคนคนหนึ่ง

แต่พวกเราก็ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว อัสต้าส่งจดหมายมาหาเขาล่าสุดก็สองเดือนก่อน..และตอนนี้ก็ยังไม่มีจดหมายถูกส่งตอบกลับมา

ชีวิตของเขา ณ ตอนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินเพื่อจะรอคนที่ไปทำตามความฝันกลับมา

ถึงตอนนี้ยูโน่จะไม่ค่อยเห็นภาพหลอนหรือเสียงของอัสต้าอีกแล้ว...อาจจะเพราะเขาเริ่มเคยชินกับการอยู่คนเดียวไปแล้วรึเปล่านะ?

แต่ทว่าความคิดถึงมันก็ยังคงอยู่..และยิ่งนานวันยิ่งทวีคูณขึ้น

มันก็ทำให้เขาได้เข้าใจอะไรบางอย่าง..มันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นเมื่อได้ห่างกันไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ยูโน่ได้รับรู้ว่าความรักที่เขามีให้กับอัสต้า มันมีมากมายจนซะไม่สามารถประเมินค่าได้เลยละ...

 

เธอผู้เป็นคนที่ฉันรักมากเกินกว่าที่เคยคาดคิด

ตั้งแต่นั้นเมื่อหวนนึกถึงก็หายใจไม่เป็นเช่นเดิม

ทั้งที่เราเคยอยู่เคียงข้างกันมาแต่ทุกอย่างราวกับเรื่องหลอกหลวง

ฉันไม่อาจจะลืมเลือนมันได้เลย

 

และ...ราวกับว่าวันวานที่พวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันกลายเป็นเรื่องหลอกลวงไปซะแล้ว

วันเวลาที่ผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ ยูโน่รู้สึกว่าพวกมันเดินไปอย่างเชื่องช้า พอลืมตาตื่นขึ้นข้างกายที่เคยมีสัมผัสอุ่น ๆ อยู่ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า แปรงสีฟันที่มีสองอันและมักจะถูกใช้พร้อมกันโดยตลอด ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่อันเดียวอยู่ในแก้วอย่างโดดเดี่ยว ชุดจานชามที่จะถูกล้างทีละสองชุดตอนนี้มันแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้

 

เสียงที่มักจะเอ่ยว่ายินดีต้อนรับกลับ ตอนนี้ก็เหลือแค่ความเงียบเหงาและว่างเปล่าเฉกเช่นกัน

“...เมื่อไรนายจะกลับมานะ..ฉันคิดถึงนายจนแทบจะบ้าแล้ว อัสต้า”

ยูโน่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ริมฝีปากแห้งขบเม้มอย่างแรง ก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะเพื่อพักสายตาจากอาการเหนื่อยล้า…

ในช่วงนี้ยูโน่ไม่ได้กลับไปที่บ้านหรือห้องที่พวกเราอาศัยอยู่ด้วยกันสักเท่าไร อาจจะเพราะพอกลับไป เขามักจะเห็นภาพความทรงจำต่าง ๆ ผุดขึ้นมาทำให้ความคิดถึงย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง

เขาเลยมักจะไปดื่มจนดึกดื่นแล้วนอนโรงแรมแคปซูลที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทแทน

...อ่านี่เขากลายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ?

อย่างกับเด็กน้อยขี้เหงาที่ไม่ยอมกลับบ้านเลย

.

“ยินดีด้วยนะ ยูโน่ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บริหาร! ”

“ขอบคุณทุก ๆ ครับมากเลยนะครับ”

“ได้เป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุเท่านี้สุดยอดไปเลยนะคะ”

“งั้นมาชนแก้วกัน คืนนี้ก็สนุกให้เต็มที่”

“คัมไป! ”

แก้วเครื่องดื่มกระทบกันจนเป็นเสียงดังกังวาล เหล่าผู้คนเริ่มดื่มดํ่ากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามคํ่าคืนของฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มต้นมาได้สักพัก

ตอนนี้ยูโน่ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บริหารแล้ว

..เขาไต่เต้าจากตำแหน่งพนักงานบริษัทธรรมดาเลื่อนขั้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่รองหัวหน้าแผนก หัวหน้าแผนกจนได้มาเป็นผู้บริหาร

ตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมาราว ๆ 4 ปีได้แล้ว

ใช่ 4 ปี….

ตอนนี้เขาไม่ได้เจอกับอัสต้ามา 4 ปี….

จดหมายฉบับล่าสุดถูกส่งมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว..และหลังจากนั้นก็ไม่มีจดหมายอะไรถูกส่งกลับมาอีกเลย

เอาจริง ๆ ยูโน่ตอนนี้เขาไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองรู้สึกยังไง ถึงบางครั้งจะรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองมันด้านชาเข้าไปแล้วจริง ๆ

แต่พอนึงถึงอัสต้าขึ้นมา..ความรู้สึกคิดถึงและกังวลจนหายใจไม่ออกมันก็กลับมาอีกครั้งและอีกครั้ง

เขาเลยเลือกที่จะพยายามไม่นึกถึงอัสต้า

ชีวิตตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาแทบไม่ได้กลับไปบ้านหรือห้องที่เคยอาศัยกับอัสต้าเลยสักครั้ง

ตอนนี้เขาซื้อตอนโดใจกลางเมืองเพื่อให้สะดวกต่อการเข้าบริษัทมากที่สุด ครั้งล่าสุดที่เข้าไปก็คงจะเป็นตอนที่ย้ายของบางส่วนออกมา

ตอนนี้หายใจเข้าก็งานหายใจออกก็งาน

ที่เขาทุ่มเทกับงานมากมายขนาดนี้….อาจจะเพราะเมื่อได้ทำงานจะทำให้เขาไม่ต้องมานั่งคิดฟุ้งซ่านในเรื่องต่าง ๆ ก็ได้

อาจจะเป็นการเลี่ยงความรู้สึกโหยหาที่มักจะประทุขึ้นทุกครั้งเมื่อเขานึงถึงรอยยิ้มที่สว่างไสวนั่น

และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไหมอัสต้าถึงยังไม่กลับมาสักที….มันนานมากแล้วนะ..ทั้งที่บอกว่าให้รอแค่ไม่กี่ปี...แต่ตอนนี้มันเข้าปีที่ 4 ไปแล้ว

เบียร์ในแก้วถูกจิบไปทีละนิด ความขมค่อยๆ แผ่ซ่านในลำคอแต่มันก็เป็นรสชาติที่ตัวเขาชินชา

ความขมของเบียร์เหมือนกับเป็นรสชาติของชีวิตยังไงอย่างนั้นเลยละ

 

[ขอแทรกข่าวด่วนนะคะ]

เสียงจากทีวีทำให้เหล่าผู้คนที่กำลังสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานต้องหันไปสนใจกับข่าวด่วนที่ถูกแทรกกลางคันละครหลังข่าวที่กำลังตบตีกันอย่างดุเดือดด้วยความสนอกสนใจ

[เมื่อสามเดือนก่อนได้มีภูเขานํ้าแข็งลูกใหม่ที่ถูกค้นพบในบริเวณที่มีอากาศหนาวอยู่ตลอดทั้งปีค่ะ โดยทีมสำรวจได้เข้าไปทำการสำรวจเมื่อสามเดือนก่อน]

[แต่เมื่อเข้าไปสำรวจดันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นค่ะ มีนักสำรวจคนหนึ่งถูกหิมะหล่นทับจนไม่สามารถค้นหาร่างพบ ไม่ทราบว่าชะตากรรมของนักสำรวจคนนั้นจะเป็นเช่นไร แต่คณะสำรวจก็ได้ทำการค้นหามาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ทว่าก็ต้องถอนกำลังออกมาเพราะพายุหิมะที่โหมกระหนํ้าอย่างหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ]

[นักสำรวจที่โดนหิมะทับเป็นนักสำรวจที่ถูกรับเชิญมาในโครงการสำรวจภูเขาหิมะ ซึ่งทางเจ้าของโครงการเร่งค้นหาตัวญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักเดินทางที่สูญหายเพื่อจะจ่ายค่าชดเชยอยู่ค่ะ]

[เพราะทางนักสำรวจไม่ได้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับญาติมาเลยทำให้ทางเจ้าของโครงการไม่ทราบความเป็นมา ท่านใดที่รู้จักกับบุคคลในภาพนี้รบกวนติดต่อทางเจ้าของโครงการด้วยค่ะ]

 

แค่ได้ยินข่าวยูโน่ก็รู้สึกใจหาย แต่ภาพที่ปรากฏบนจอ…

...มันทำให้หัวใจเขาแตกสลายชิ้น ๆ ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาโถมกระหนํ้าในครั้งเดียวจนอยากจะขอให้สิ่งที่เขาเห็นเป็นแค่ภาพลวงตา

แก้วเบียร์ในมือหล่นลงพื้นและแตกกระจาย

เพล้ง!

เสียงของแก้วที่แตกกระจายทำให้ผู้คนหันมา ดวงตาสีอำพันต้องเบิกกว้างเพราะภาพที่ปรากฏบนจอเป็นรูปภาพของคนที่เขารู้จักดีที่สุด

เป็นคนที่บอกว่าจะกลับมาหาเขา และเป็นคนที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ความเจ็บปวดเจียนตาย ความทรมาณแสนสาหัส และหัวใจที่หยุกชะงักราวกับได้หยุดเต้นไปแล้ว

ในชีวิตนี้อาจจะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวดไปมากกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นได้

มันยากที่จะอธิบาย...แต่มันเป็นความรู้สึกที่ว่าอยากขอให้ทุกอย่างที่กำลังรับรู้ตอนนี้ เป็นเพียงแค่ความฝันที่พอตื่นขึ้นทุกอย่างก็จะหายไป

“อัสต้า!! ”

 

และในท้ายที่สุด เธอก็ช่วยสอนให้ฉันนั้นได้รับรู้

ว่ายังคงมีความสุข ที่ไม่อาจจะย้อนคืนกลับมา

อดีตแสนมืดหม่นที่ปิดซ่อนไว้ ไม่กล้าจะเปิดเผยใคร

หากไม่มีเธอฉันคงอยู่ภายในความมืดนี้ตลอดกาล

ฉันรู้ดีว่าต่อจากนี้ไปคงไม่มีวันจะเป็นเหมือนเดิม

คงไม่มีทางที่จะทำให้เจ็บปวดมากกว่านี้

 

……

 

“เราต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะครับ เงินค่าชดเชยทั้งหมดจะถูกโอนเข้าบัญชีของคุณ ส่วนนี่เป็นสิ่งเดียวที่เราค้นหาพบ”

 

กล่องสีเทามนถูกยื่นมาตรงหน้าด้วยความสั่นกลัว ดวงเนตรสีทองอร่ามจ้องมองมายังบุคคลตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชาราวกับนํ้าแข็งที่เย็นยะเยือก มือรับกล่องสีเทามาก่อนจะสะบัดฝ่ามือที่ยื่นกล่องใบนั้นให้แก่เขาอย่างแรง

เพียะ!

“รีบไสหัวไปซะ”

“ค-ครับ! เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกเราจะมารับไปค้นหานักสำรวจท่านนั้นอีกครั้งนะครับ”

ปัง!

ร่างสูงปิดประตูดังปังด้วยความโกรธใส่คนของโครงการสำรวจที่มาเจรจากับเขามาเกือบสามวันพลางเก้าฝีเท้าเดินเข้ามาในห้อง

กล่องสีเทามนที่ได้รับมาถูกเปิดออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ขอบตาของดวงตาคู่สวยร้อนผ่าวและมีนํ้าสีใสเอ่อล้นออกมา

ริมฝีปากของเขาไม่สามารถกลั้นเสียงสะอื้นได้เลยแม้ว่าจะพยายามเท่าไร

“ฮึก…”

ผ้าพันคอสีขาวถูกหยิบออกมาจากล่องอย่างระมัดระวัง ดวงตาสีทองมัวหมองไร้ประกายมองมันอย่างปวดเจ็บและทรมาณแสนสาหัส ความรู้สึกโศกเศร้าโถมเข้าใส่อย่างมหาศาลเพียงเมื่อได้เห็นผ้าพันคอผืนนี้

มือของเขาสั่นไปชั่วขณะเมื่อหยิบยกผ้าพันคอผืนนี้ขึ้นมาจากกล่อง มันถูกยกขึ้นมาแนบใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดนํ้าตา ความอบอุ่นจากผ้าพันคอและกลิ่นกายประจำตัวทำให้ความคิดถึงคนที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยทวีคูณยิ่งขึ้น

“...ท-ทำไมโชคชะตาถึงได้โหดร้ายกับทั้งนายและฉันแบบนี้นะ?”

ทั้งจิตใจและร่างกายต่างพรํ่าบอกกับตัวเองว่าไม่ไหว ไม่ไหวที่จะต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

ความจริงที่แสนโหดร้าย มันเกินกว่าที่คน ๆ เดียวจะรับไหว

ถ้าปาฏิหาริย์มีจริงล่ะก็..ได้โปรดช่วยให้เขาค้นหาตัวอัสต้าจนเจอด้วยเถอะ…

เขายอมทุกอย่างจะเอาอะไรจากเขาไปก็ได้...แต่เขาขอแค่คืนอัสต้าให้เขาก็พอ…

ขอเพียงแค่นี้เท่านั้น

ขอแค่อัสต้ากลับคืนมา….ได้ไหมครับ?

เนื้อผ้านุ่มนวลที่แนบชิดกับหน้าผากกว้าง ความอบอุ่นของมันเหมือนกับกำลังปลอบโยนชายหนุ่มที่จิตใจแตกสลายไปนักต่อนักเพราะสิ่งที่ยังคงหลงเหลือเอาไว้

สองมือของเขาแนบชิดกันผ่านผืนผ้าสีขาวราวกับว่ากำลังภาวนาอย่างแรงกล้ากับปาฏิหาริย์ตรงหน้าที่แม้ว่าจะเลือนลางเพียงแค่ไหน

 

เดินตามแผ่นหลังเธอที่แสนคุ้นเคย จากภายในความมืดมิด

ภาพของเธอ ฉันยังจดจำเค้าโครงทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

ทุกครั้งที่พบเจอกับเรื่องที่มันเกินกว่าจะแบกรับไหว

ก็มีเพียงหยดน้ำตาเหล่านั้นที่มันเอ่อล้นไม่ยอมหยุด

 

..

.

หิมะที่โหมกระหนํ้าทำให้ดวงตาพร่ามัว ภาพตรงหน้าเลือนลางจนยากที่จะมองเห็น มือที่ถูกหิมะแสนหนาวหน็บกัดกินจนเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน

สีแดงของเลือดเปรอะเปื้อนเต็มฝ่ามือทั้งสองข้างที่พยายามจะค้นหาบุคคลอันเป็นที่รัก

ไม่ว่าจะพยายามตามหาสุดขอบฟ้าก็ยังไม่พบคนที่เขาพยายามตามหา....ก็ไม่มีแม้แต่ร่องรอยใด ๆ ทั้งข้าวของ รอยเท้า หรือร่างกาย

ไม่มีอะไรเลย

..

ผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีอำพันไร้ประการความหวังนั่งพิงกำแพงอยู่คนเดียว ผ้าพันคอสีขาวถูกพันคอเอาไว้ราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาในตอนนี้เอาไว้ได้

มือของเขาถูกผ้าพันแผลพันเอาไว้ แต่ก็ยังมีของเหลวสีแดงที่ซึมออกมาเรื่อย ๆ ความเจ็บระบมไปทั่วผ่ามือแต่มันก็ไม่สามารถเทียบเท่าจิตใจตอนนี้ของเขาได้เลย

การค้นหารอบที่สองที่ยูโน่เดินทางเข้ามาร่วมด้วย ตอนนี้เดินหน้ามาได้มาเกือบสองเดือนแล้ว

แต่ก็ยังไม่พบ

ไร้ร่องรอยใด ๆ ที่จะสืบสาวไปถึงอัสต้าได้เลย บริเวณจุดที่สูญหายเมื่อทำการขุดลงไปก็ไม่พบร่างของสิ่งของใด ๆ มีแค่เพียงหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณนั้น

“......นายอยู่ที่ไหนกันนะ?”

อัสต้า นายทำให้ฉันคิดถึงมาตลอดเกือบ 5 ปี แต่นายก็..ยังไม่ยอมกลับมา…สักที

ที่นายเคยถามว่าถ้านายหายไปแล้วฉันจะเสียใจไหม?

ฉันขอตอบให้เลยแล้วกันนะ

...ฉันไม่ได้แค่เสียใจ..แต่เหมือนกับตายทั้งเป็นเลยละ...จิตใจที่ปวดร้าวไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็ไม่สามารถรักษาหรือเยียวยามันได้เลย...

ความเศร้าโศก ความโหยหา ความเจ็บปวดแสนสาหัส...และความกลัว

ภาพความทรงจำที่มีอยู่ราวกับต้องการตอกยํ้าความรู้สึกเหล่านั้น

ความหวังที่ริบหรี่ในการที่จะได้พบกันอีกครั้ง แต่มันก็ทำให้ยูโน่หลอกตัวเองมาโดยตลอดว่าอัสต้ายังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ที่ไหนสักแห่งที่เขาไม่สามารถไปเจอได้….

 

ถ้าตัวเธอในยามนี้อยู่ไหนสักแห่ง

จะเป็นเหมือนกับตัวฉัน ตอนนี้รึเปล่า

ที่กำลังจมอยู่กับ รอยหยาดน้ำตาที่ท่วมท้นเพราะความเหงานี้

อยากจะวอนขอให้เธอ ช่วยลืมเรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉันทั้งหมดไป

คือคำที่ฉันได้แต่วอนขอมาจากส่วนลึกของหัวใจ

แม้ในยามนี้เธอก็ยังคงเป็นแสงสว่างส่องให้ฉัน

 

แต่ในส่วนลึกของจิตใจยูโน่ก็ยังคงเชื่อ..เชื่อว่าอัสต้ายังมีชีวิตอยู่

และเขาก็จะเชื่อแบบนี้..เชื่อต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เจอกับอัสต้าอีกครั้ง

ถ้าเขาเชื่อว่าอัสต้าไปอยู่ในที่ที่เขาไม่สามารถไปเจอได้ แปลว่าเขาก็จะไม่ได้เจอกับอัสต้าอีกต่อไป...

...มนุษย์ถ้าปักใจเชื่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ

.....เพราะงั้นถึงความจริงมันเป็นเช่นไร…

ยูโน่ก็จะขอเชื่อแบบนี้ตลอดไป แม้ว่าจะต้องโกหกกับตัวเองอีกกี่ครั้งก็ตาม

..

.

“....วันนี้ไปดื่มต่อกันไหม?”

บุคคลคนอาวุโสตรงหน้าเอ่ยชวนกับชายหนุ่มด้วยนํ้าเสียงเป็นมิตร บรรยายกาศหลังการประชุมครั้งใหญ่จบก็ครึกครื้นเพราะผู้มีอำนาจของหลาย ๆ ที่มารวมกัน

คนเหล่านั้นต่างฝ่ายต่างเริ่มชวนกันไปทานอาหารต่อในตอนเย็นคํ่า

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภา ก่อนจะตอบปฏิเสธคำเชิญนั้นนั้นด้วยนํ้าเสียงทุ้ม

“....ต้องขอโทษด้วยครับ พอดีหลังจากนี้ผมมีธุระต่อแล้ว”

“อ่า..น่าเสียดายจังเลย ไม่เป็นไรงั้นเดี๋ยวไว้วันหน้าแล้วกันนะ”

“ครับไว้โอกาสถ้าผมจะเป็นฝ่ายส่งคำเชิญไปเองครับ”

“ฮะฮะ ฉันจะรอแล้วกันนะ! พ่อหนุ่มไฟแรง”

 

เมื่อขอแยกตัวออกมาแล้ว ร่างสูงโปร่งก็เดินออกมาจากห้องประชุม เขาเดินมาที่รถคันหรูที่จอดไว้ด้านล่างและขับมันออกไปจากตึกใหญ่ใจกลางเมือง

อากาศหนาวเย็นของฤดูหนาวทำให้ต้องเร่งฮีตเตอร์ให้ความร้อนในรถยนต์ ดอกไม้ช่อใหญ่ถูกวางไว้บนเบาะสีนํ้าตาลด้านหลัง มันเป็นช่อดอกไม้ที่ถูกสั่งทำอย่างประณีตและงดงาม

ดอกไม้สีฟ้าดอกเล็ก ๆ ดอกสีม่วงและดอกไม้สีขาวสั่นเบา ๆ ตามแรงของรถยนต์ที่กำลังแล่นไปบนท้องถนน

รถยนต์คนนั้นมาจอดที่หน้าแมนชั่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ร่างสูงเอื้อมไปหยิบช่อดอกไม้ช่อใหญ่จากหลังรถออกมา

เขาเดินไปที่ชั้นสองของแมนชั่น มือหยิบกุญแจสภาพเก่าจากกระเป๋าและไขประตูห้องเข้าไป

ห้องที่ถูกทำความสะอาดอย่างดีไร้ฝุ่นหนาเกาะถูกเปิดไฟจนสว่างจ้า ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความทรงจำที่แสนจะคิดถึง

เขาเดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่งในห้อง บนโต๊ะมีกรอบรูปของคนคนหนึ่งที่กำลังยิ้มแย้มอย่างสดใสในสวนดอกทานตะวัน ด้านหน้ากรอบรูปนั้นมีผ้าพันคอผืนหนึ่งและซองจดหมายที่ถูกถนอมเก็บใส่กล่องแก้วใสเอาไว้เป็นอย่างดี

“อัสต้า ฉันกลับมาแล้วนะ”

 

ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ผ่านไปราว ๆ 7 ปีแล้ว แม้ว่าจะพยายามค้นหาอีกฝ่ายยังไงก็ไม่พบ..ทางเจ้าของโครงการเลิกยกเลิกการค้นหาและบันทึกไว้ในเอกสารระบุตัวตนว่าอัสต้าคือบุคคลสูญหาย

เงินจำนวนมหาศาลถูกโอนเข้าบัญชีของยูโน่เพียงเพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับบุคคลผู้สูญหาย

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เขาก็ไม่ได้พบกับอัสต้ามาเป็นเวลาเกือบ 12 ปีและอาจจะไม่ได้พบกันอีก...ตลอดกาล

ยูโน่เลยต้องหลอกตัวเอง …..หลอกตัวเองว่าอัสต้ายังมีชีวิตอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้

พวกเราในตอนนี้ก็แค่อยู่ห่างกันเฉย ๆ ใช่ แค่อยู่ห่างไกลกัน…อัสต้ากำลังมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งแต่เป็นเพียงสถานที่ที่ห่างไกลออกไป

แค่นั้นจริง ๆ

 

และ…..ถ้าเขาไม่หลอกตัวเองมาโดยตลอด..ไม่แน่เขาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ได้

อดีตไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขใด ๆ ได้..เขาเลยทำได้แค่เพียงต้องเดินหน้าต่อไปในเกมที่ชื่อว่าชีวิต

แม้ว่าทุก ๆ วันจะต้องทุกข์ทนกับความทรมาณในการมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวมากมายแค่ไหน..เขาก็จะอยู่ต่อไป

..อยู่โดยที่ต้องโกหกตัวเองต่อไป….

…และแสงสว่างหนึ่งเดียวที่ส่องแสงเป็นแสงแห่งความหวังให้แก่เขา

 

สิ่งที่ยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจเหมือนกับกลิ่นเปลือกเลม่อนที่รสขม

ฉันไม่อาจย้อนคืนกลับไปหากฝนยังคงสาดโปรยลงมา

เฉกเช่นเดียวกับผลไม้ครึ่งซีกที่ถูกผ่าแบ่งออกไป

แม้ในยามนี้เธอก็ยังคงเป็นแสงสว่างส่องให้ฉัน

 

ดวงตาที่ไร้แววความหวังคลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นแอบแฝงความปวดร้าวมหาศาลเอาไว้ ช่อดอกไม้ที่ประกอบไปด้วยดอกดอกฟอร์เก็ตมีนอต ดอกสแตติสและดอกคัตเตอร์พวกมันก็แฝงความหมายมากมายเอาไว้เช่นกัน ดอกไม้เหล่านี้ถูกจัดอย่างงดงามในช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์

 

มันค่อย ๆ ถูกวางบนโต๊ะข้างกับกล่องผ้าพันคออย่างเบามือ แสงแดดยามเย็นส่องสะท้อนแผ่นกระจกใสที่อยู่ทับบนรูปภาพอันแสนสำคัญของชายหนุ่ม

 

เธอกำลังทำอะไรอยู่นะ เธอกำลังเฝ้ามองหาสิ่งใด

ด้วยใบหน้าด้านข้างที่ฉันนั้น ไม่เคยรู้จักมัน

 

“........ตอนนี้นายคงจะมีความสุขใช่ไหม?”

 

แม้วันนั้นฉันจะต้องโศกเศร้าเสียใจ

แม้วันนั้นฉันจะต้องทุกข์ทรมาน

แต่เพื่อได้อยู่กับเธอฉันจะยอมรักหมดทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเธอ

 

แต่เขาจะรักทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่สักวัน…..ในอีกสักวันพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง

 

“.....ตอนนี้ฉัน..มีเกือบทุกอย่าง..มีทุกอย่างที่สามารถตอบรับความต้องการของตัวเองได้..แต่ความสุขที่แท้จริงของฉันมันกลับใช้เงินที่หามาซื้อมันไม่ได้”

“....ช่วงชีวิตที่ผ่านมา...ฉันไม่เคยมีความสุขเลย…”

“เพราะฉะนั้นได้โปรดกลับมาหาฉันเถอะนะ”

“ได้โปรด..อัสต้า”

 

และแม้ว่ายูโน่จะเฝ้าภาวนามากมายเท่าใด ความต้องการของเขาก็ไม่เคยได้การตอบรับ

ใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วหยดนํ้าตาแห่งความเศร้าโศก เผยรอยยิ้มขมขื่นและเจ็บปวดออกมาอย่างไร้การปิดบัง

“ถ้าโชคชะตาจะแย่งสิ่งสำคัญและทำให้ฉันต้องเฝ้าแต่คิดถึงนานแสนนานแบบนี้…ทำไมไม่รีบ ๆ ทำให้เขาไปหาหมอนั่นสักทีนะ...”

“....ได้โปรด..ช่วยพาเขา...พาอัสต้ากลับมาทีเถอะ..ฮึก”

 

จิตใจของคนที่แตกสลายมานับครั้งไม่ถ้วนกล่าวกับตัวเอง มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นและเล็บค่อย ๆ จิกเนื้อตัวเองเพื่อเป็นการระบายความเจ็บปวดเจียนตายนี้

ทว่าแต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีสายลมแสนอบอุ่นพัดผ่านเข้ามาหาเขา ผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ สายลมนั้นพัดหยาดนํ้าตาที่เอ่อล้นรอบขอบดวงตาคู่งามให้ล่องลอยไปตามสายลมอันอ่อนโยน ราวกับต้องการจะปลอบโยนคนที่กำลังสิ้นหวัง

“...โชคชะตาคงจะเกลียดฉันมาก ๆ เลยสินะ”

 

ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ใบหน้าที่หลุบตํ่าเมื่อครู่นี้ค่อย ๆ เงยขึ้น หยดนํ้าตาที่ยังคงหลงเหลือบนใบหน้าต้องกับแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าไปจนส่องแสงเป็นประกายความเจ็บปวด

 

“โชคชะตาไม่ได้เกลียดนายหรอกนะ”

 

กึก

 

สายลมอันแสนอบอุ่นพัดผ่านร่างสูงนั้นอีกครั้ง ความอบอุ่นที่ถูกมอบผ่านสายลมและเสียงแสนเลือนลาง แต่ร่างกายกับจิตสำนึกก็ยังคงจดจำมันได้เป็นอย่างดี

“....ขอโทษที่ทำให้ต้องรอซะนานเลยนะ”

“ฉันกลับมาแล้ว ยูโน่”

เจ้าของชื่อที่ถูกเอื้อนเอ่ยรีบหันไปทางประตูห้องต้นตอของเสียงนั้นทันทีทันใด และเมื่อเขาได้หันไปก็ต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ความทุกข์ทรมาณและความปวดร้าวที่เคยมีมาทั้งหมดหายไปเป็นปลิดทิ้ง

“อัสต้า….”

ร่างของคนที่อยู่หน้าประตูส่งยิ้มสว่างสดใสให้กับเขา ใบหน้าที่ไม่ต่างจากครั้งล่าสุดที่ได้พบกันมากซะเท่าไรแต่ร่างกายกลับซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด

แต่ตอนนี้ยูโน่ไม่สนใจหรอก….เขา...เขา..ขอแค่อัสต้ากลับมา..แค่กลับมา..ก็พอแล้ว

“....แต่ตอนนี้ฉันต้องทำกายภาพบำบัดไปอีกสักพักเลยกว่าจะเดินได้..คงจะต้องรบกวนนายช่วยดูแลฉันอีกซะแล้วสิ แหะ ๆ ”

คนที่ยืนนิ่งเพราะช็อกไป คำพูดเหล่านั้นแทบไม่ได้เข้าหัวของเขาเลยแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาที่เฝ้ารอคอยมา...เขาเชื่อ...เชื่อมาตลอดว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่

และตอนนี้เขาก็ไม่ต้องหลอกตัวเองต่อไปอีกแล้ว

“....ขอบคุณที่กลับมานะ..ฮึก..อัสต้า”

“...ฉันก็ต้องขอบคุณนายที่รอฉันเหมือนกัน..ฉันคิดถึงนายมาโดยตลอดเลยนะ”

 

“ขอบคุณที่ยังเชื่อว่าฉันมีชีวิตอยู่”

“ขอบคุณที่ยังคงรอฉันมาเสมอ ยูโน่”

 

เมื่อเริ่มประคองสติของตัวเองได้แล้ว ยูโน่ก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดคนที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ สัมผัสแสนอบอุ่นในอ้อมกอดนี้ก็บ่งบอกแล้วว่าทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ความฝัน

ไม่ใช่ความฝัน

..มันคือความจริง

“ยูโน่ตัวสูงขึ้นเยอะจังเลยนะ...ตอนนี้ฉันคงต้องเงยหน้าคุยกับนายแล้วสิ”

“ฮึก ๆ เจ้าบ้า..มันใช่เวลามาพูดแบบนั้นรึไง”

“...ก็..ฉันไม่ได้เจอกับนายนานเลยนี่นา….แต่วันนี้จะยอมให้บ่นวันหนึ่งนะ ยังไงฉันก็ผิดเต็ม ๆ เลย...เพราะฉะนั้นจะยอมให้ทุกอย่างหนึ่งวัน..”

สัมผัสชื้น ๆ ที่เต็มไหล่ของอัสต้าทำให้ไม่ต้องเดาว่าอีกฝ่ายอัดอั้นตันใจมามากมายขนาดไหน

แต่อัสต้าก็ทำได้เพียงยื่นสองแขนออกไปและกอดอีกฝ่ายกลับไปเท่านั้น...เขาไม่สามารถทำอย่างอื่นได้แล้วจริง ๆ

“....ฉันขอโทษนะ..ที่ทำให้นายต้องทุกข์ทรมาณมามากมายขนาดนี้”

“ต่อจากนี้พวกเราก็มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อนกันเถอะนะ! ”

“...คราวนี้พวกเราจะไม่มีวันแยกจากกันอีกแล้ว”

“ให้ฉันได้ชดเชยทั้งความรู้สึกของนายและช่วงเวลาที่พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันเถอะนะ คราวนี้ฉันจะชดใช้ด้วยทุก ๆ อย่างที่มีเลย”

“ความเจ็บปวดของนายมันคงจะมหาศาล...ชนิดที่ว่าความเจ็บปวดของฉันอาจจะเทียบไม่ได้เลยละเนอะ”

“จะมาพูดอะไรเอาปานนี้ล่ะ? ...”

“...ก็นายเล่นร้องไห้อย่างกับเขื่อนแตกแบบนี้...คงจะเจ็บปวดมาก ๆ เลยใช่ไหม?”

มือของอัสต้ายกปาดนํ้าตาให้กับคนที่อยู่ในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีมรกตเองก็เผยความเจ็บปวดออกมาเช่นกัน

“ถ้าหากความเจ็บปวดทั้งหมดของนายเป็นแค่ฝันร้ายได้ก็คงจะดีนะ”

“...นายก็พูดได้สิ...ฮึก....นายไม่ใช่คนที่ต้องเป็นฝ่ายคิดถึงและเจ็บปวดแบบนี้อยู่ตลอดซะหน่อย..เจ้าบ้า”

“....ก็คงจะเป็นอย่างที่นายพูดนั้นแหละ..ความเจ็บปวดของฉันมันเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับนาย”

“แต่ฉันก็คิดถึงนายนะ..คิดถึงมาก ๆ ...คิดถึงจนอยากจะเจอแทบใจจะขาด”

“อยากจะเจอ..อยากจะเข้ามากอด อยากได้รับอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความรักของนายอีกสักครั้ง”

“และในที่สุดวันนี้มันก็มาถึง….ขอบคุณอีกครั้งนะ..ที่ยังรอฉัน”

ดวงตาสีทองที่เต็มไปด้วยประกายแห่งชีวิตเผยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกมหาศาลที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ มือทั้งสองข้างกระชับอ้อมกอดนี้ให้แนบแน่นขึ้นไปอีกครั้ง...และอีกครั้ง

 

….อย่างน้อยความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่า ความพยายามตลอด 12 ปีที่ไม่ได้เจอกัน..ความพยายามและความเชื่อมั่นทั้งหมด...มันไม่สูญเปล่าอีกแล้ว

และสุดท้ายนี้เขาอยากจะขอบคุณโชคชะตาหรือสิ่งใดก็ตามที่พาคนสำคัญที่สุดของเขากลับมา

 

ขอบคุณจริง ๆ นะ

 

ขอบคุณที่กลับมาหาเขาอีกครั้ง อัสต้า

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ SARI

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 AquaTarget (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 23:30
    ซึ้งมากๆค่ะตอนแรกนึกว่าจะBad end ซะแล้วววว
    #3
    0
  2. #2 nekosang (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 23:33
    ว่างๆก็มาต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ การบรรยายดีมากค่ะชอบมากๆ♡〒_〒♡
    #2
    0
  3. #1 Lunafreaya (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 16:51
    งื้อออ ตอนแรกนึกว่าน้องจะตายซะแล้ว น้ำตาแตกเลยค่ะ // ดีใจสุดๆเลยที่น้องได้กลับมาเจอกัน แงงงงงง
    #1
    1
    • #1-1 SARI(จากตอนที่ 1)
      10 ธันวาคม 2563 / 17:11
      ดีใจที่ชอบนะคะ 💓
      #1-1