[ Stranger things AU ] Pretty Babysitter Boy : END ( Steve & Billy //Harringrove )

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,043 Views

  • 73 Comments

  • 40 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    86

    Overall
    1,043

ตอนที่ 24 : ‘Cause it isn't just a snowball night

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62


Chapter 22
‘Cause it isn't just a snowball night
15 / 05 / 2562




          เมื่อช่วงฤดูกาลแห่งการสอบปลายภาคใกล้เดินทางมาถึง การสอบย่อยของแต่ละรายวิชาจึงถาโถมเข้ามาไม่เว้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะกับเด็กเกรดสิบสองอย่างสตีฟ แฮร์ริงตันที่กำลังจะเรียนจบในท้ายปีการศึกษานี้


          ใช่แล้ว ชายหนุ่มเกรดสิบสองอย่างสตีฟกำลังจะเรียนจบ หากแต่บิลลี่ที่ยังเรียนอยู่แค่เกรดสิบเอ็ดกลับจริงจังมากยิ่งกว่าเขาซะอีก


          “ไม่ต้องไปก็ได้ม้างงง แค่หนังสือเอง ฉันอ่านคนเดียวได้น่า”


          “ไม่ได้! ฉันต้องติวเนื้อหารายวิชาปีเก่าๆ ให้นาย นายจะได้มีความรู้ไปสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ยังไงล่ะ!”


          “ไม่รู้สิบิลลี่ ฉันถอดใจเรื่องนี้ไปตั้งแต่ที่เขียนเรียงความส่งแล้ว” สตีฟถอนหายใจ ความหวังในการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมันช่างดูริบหรี่เสียเหลือเกิน


          “ให้เขาติวให้เถอะสตีฟ บิลลี่เก่งนะ” แม็กซ์ที่นั่งอยู่บนเบาะหลังรถเสริม ก่อนที่พี่น้องต่างสายเลือดสองคนนี้จะหันมาส่งซิกยิ้มให้กัน ว่าแต่ไปสมานฉันท์กันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?


          “เห็นมั้ยยัยแม็กซ์ยังพูดเลย! ให้ฉันไปติวให้นายเถอะน่า” 


          “ก็ได้” เพราะยังไงซะมันก็ดีกว่าการที่ต้องมานั่งอ่านหนังสือคนเดียวมากเป็นไหนๆ





          .





          “ไปทำอีท่าไหนถึงพูดดีกับแม็กซ์ได้ล่ะนายเนี่ย?” สตีฟถามหลังจากที่พวกเขาขับรถไปส่งสาวน้อยผมแดงกลับจนถึงบ้าน และบิลลี่ก็เก็บเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนโดยที่ไม่ลืมขออนุญาตพ่อก่อนเป็นที่เรียบร้อย


          “ก็...ครั้งล่าสุด แม็กซ์ขอให้ฉันไปส่งที่อาเขต ฉันก็เลยเข้าไปเล่นเกมกับเธอด้วย”


          “งั้นก็แปลว่านายตั้งใจจะสมานฉันท์กับเธอเองสิใช่มั้ย?”


          “ไม่ ที่จริงแล้วฉันตั้งใจจะเข้าไปเล่นเกมที่เคยเล่นกับนายอยู่เป็นประจำ แต่วันนั้นคนเยอะเครื่องเลยเต็ม ฉันก็เลยเดินไปยืนดูยัยแม็กซ์เล่น”


          “แล้ว...?”


          “เครื่องที่แม็กซ์เล่นอยู่ ในวันนั้นเธอก็คงไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเล่นเหมือนกันเพราะมันเหลือเพียงแค่เครื่องเดียวและต้องมีผู้เล่นสองคน ฉันก็เลย...เล่นกับเธอด้วย”


          “โอ้ มิตรภาพระหว่างพี่น้องกำลังเบ่งบานสินะ”


          “เบ่งบานตรงไหน? ฉันก็แค่เล่นเกมกับเธอ แล้วพอกลับมาบ้านทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ใช่รึไง”


          “ถึงจะเหมือนเดิมในตอนนี้แต่เชื่อสิว่ามันจะค่อยๆ ดีขึ้นในวันข้างหน้า ก็เพราะว่าพวกนายเป็นครอบครัวเดียวกันนี่นา จริงมั้ย?”


          อยากปากแข็งพูดว่าไม่จริง แต่จากที่ยัยแม็กซ์ทำให้เขาได้ไปค้างบ้านสตีฟในคืนนี้ได้ก็ขอพูดว่าจริงไปก่อนล่ะกัน


          แต่ว่าจริงไปนานๆ ได้ก็ดี้~


          “สตีฟ นายยังมีอุปกรณ์ทำแผลเก็บไว้อยู่มั้ย?” บิลลี่ถามเมื่อเขารู้สึกแสบขึ้นที่ปลายนิ้ว แต่พอเขาพูดถึงอุปกรณ์ทำแผลขึ้นมาอีกฝ่ายก็ทำหน้าตกใจตาเท่าไข่ห่านใส่เนื้อตัวเขาซะอย่างงั้น


          โดยเฉพาะบนท้องแขนข้างซ้ายของเขาที่บิลลี่สังเกตว่าสตีฟชอบนั่งเหม่อมองมาหลายครั้งแล้ว แต่พอเขามองตามทีไรก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเหมือนอย่างทุกที


          “นายเป็นแผลเหรอ!? โดนอะไรมา คงไม่ได้มีหมาหน้าตาประหลาดมากัดนายหรอกใช่มั้ย!?”


          มะ...หมาหน้าตาประหลาดอย่างงั้นเหรอ ต้องประหลาดแบบไหนกันล่ะ?


          “เปล่า ฉันไม่ได้โดนตัวอะไรกัดมา ก็แค่มีดเหลาดินสอบาดตอนนั่งสอบวิชาฟิสิกส์น่ะ” บิลลี่อธิบาย ทำให้สตีฟถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและเลิกพลิกแขนเขาไปมาเพื่อไปดูรอยบาดที่นิ้วมือแทน


          “แค่นี้เองเหรอ ตกใจหมดเลย”


          “ก็แค่นี้น่ะสิ ทำไม คิดว่าฉันจะโดนกัดแล้วกลายร่างเป็นปีศาจเหมือนในฝันนายรึไง?”


          “บิลลี่! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!” สตีฟพูดเสียงเครียด แต่ก็แฝงแววความวิตกกังวลไว้ในดวงตา บิลลี่ชักอยากจะรู้จริงๆ ซะแล้วว่าวันนั้นแฟนเขาฝันเห็นอะไรกันแน่


          “...”


          “สัญญากับฉันสิว่านายจะระวังตัวให้มากและถ้าเป็นไปได้ก็อย่าออกไปไหนคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ”


          “ถามจริงเถอะว่าฉันต้องระวังอะไร? ในเมืองนี้มันมีตัวอะไรอยู่กันแน่”


          “คือว่าเรื่องนั้นฉัน...ยังบอกนายตอนนี้ไม่ได้ แต่ว่านายต้องสัญญากับฉันว่าจะระวังตัวนายเองให้ดีที่สุดก่อน นะ”


          “สัญญาอยู่แล้ว” บิลลี่ยกมือขึ้นเกี่ยวก้อยตอบสตีฟ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากทำให้คนรักต้องมาไม่สบายใจเพราะตัวเองหรอก


          สตีฟยิ้ม “ดีมากไอสิงโต อ่ะนี่กุญแจ อุปกรณ์ทำแผลฉันอยู่ในรถ ไขเสร็จแล้วเอามาให้ฉันตรงประตูหน้าบ้านนะ”


          “จ้า” บิลลี่รับพวงกุญแจมาจากสตีฟ ก่อนจะลงจากรถตัวเองแล้วเดินไปยังรถคันสีแดงเข้มที่จอดอยู่ข้างๆ บ้านแฮร์ริงตัน บิลลี่ใช้กุญแจไขเปิดประตูรถเข้าไป


          อุปกรณ์ทำแผล อุปกรณ์ทำแผล อุปกรณ์ทำ...หืม?


          ทันใดนั้นสายตาของบิลลี่ก็ไปปะทะเข้ากับเศษกระดาษจำนวนหนึ่งบนพื้นรถที่สตีฟน่าจะเป็นคนฉีกทิ้งเอาไว้ ด้วยความสงสัยบิลลี่จึงเก็บทั้งหมดนั้นขึ้นมาเรียงใหม่ โชคดีที่สตีฟฉีกไม่ละเอียดมาก เขาจึงใช้เวลาไม่นาน


          “Do you think that he really in love with you?” บิลลี่อ่านข้อความนั้นทวนซ้ำไปมาจนกระทั่งเขาแน่ใจว่านี่ต้องไม่ใช่ลายมือของแฟนเขาแน่ๆ ถ้าอย่างงั้นก็แสดงว่า he ที่ว่าในประโยคนี้ก็คงหมายถึงเขา ส่วน you ก็น่าจะหมายถึงสตีฟ


          “ทอมมี่” ต้องเป็นมันแน่ เพราะในฮาวกินส์คงไม่มีใครชอบเสนอหน้ามาเผือกเรื่องของเขากับสตีฟได้เท่ากับไอหมอนี่อีกแล้ว!


          “อ้าวบิลลี่ นายไม่เข้าไปในบ้านเหรอ?” สตีฟถามเมื่อเห็นว่าแฟนหนุ่มของเขายื่นพวงกุญแจกับอุปกรณ์ทำแผลและกระเป๋าสัมภาระมาให้ในเวลาพร้อมๆ กัน


          “ตอนนี้ยังอ่ะ ฉันว่าจะออกไปซื้ออะไรหน่อยแล้วเดี๋ยวกลับมา”


          “อ๋อเหรอ? งั้น...ฉันฝากซื้อฟาร่าห์หน่อยสิ พอดีว่ามันหมดไปตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว” สตีฟส่งเงินให้


          “อืม เดี๋ยวมานะ”


          “เดี๋ยวรอเหมือนกัน รีบกลับมาล่ะ”


          ได้รอไม่นานหรอกจ้ะ ที่รัก





          .





          บิลลี่เร่งเครื่องไปที่หน้าบ้านของทอมมี่ด้วยความเร็วแสง พอๆ กับแรงโทสะที่แล่นพล่านขึ้นมาบนศีรษะ ร่างหนาก้าวลงจากรถแล้วย่างสามขุมไปที่ประตูบ้านของทอมมี่ ใช้แรงทั้งหมดที่มีเคาะมันลงไป


          “ทอมมี่! เปิดประตู! ก่อนที่ฉันจะทำสิ่งที่แกไม่อยากให้ฉันทำ!!!” บิลลี่ตะโกน นานมากแล้วที่เขาไม่ได้โมโหใครจนตัวสั่นได้ขนาดนี้ “ทอมมี่!!!”


          ยังคงไร้ซึ่งเสียงตอบรับ


          “ฉันเตือนแกแล้ว!”


          ปึ้ง! บิลลี่กระแทกเปิดบานประตูบ้านทอมมี่เข้าไป ก่อนที่เขาจะพบว่าเจ้าตัวกับแฟนสาวยืนทำอะไรไม่ถูกกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก บิลลี่พุ่งเข้าไปต่อยทอมมี่ทันที แครอลพยายามตะโกนห้าม แต่มือหนาก็ดึงคอเสื้อคู่กรณีขึ้นมาอย่างไม่ยี่หระ


          “พวกแกใช่มั้ยที่ทำเรื่องงี่เง่านี่!” บิลลี่ปาเศษกระดาษพวกนั้นที่เขาขยำมันจนเป็นก้อนใส่หน้าทอมมี่ ซึ่งน่าจะรู้ดีว่ามันเขียนอะไรไว้


          “ในที่สุดก็ถึงหูแกแล้วสินะ” ทอมมี่ยังคงกล้ายิ้มเยาะใส่ ถึงแม้จะโดนเขาต่อยจนเลือดกำเดาไหลออกมาใต้จมูก


          “กล้าดียังไง!!!”


          “รึว่ามันไม่จริงล่ะ! ที่แกไม่เคยหลงรักไอขี้ขลาดนั่นเลย!”


          “แก...!”


          “คิดดูให้ดีสิบิลลี่”


          “...”


          “คิดดูให้ดีๆ”


          บิลลี่กระพริบตา นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้





          .





          25 ธันวาคม ค.ศ.1984


          หลังจากที่บิลลี่ขับรถไปส่งแม็กซ์ที่งานเลี้ยงสโนวบอล เขาก็ไปฉลองที่ร้านไดเนอร์กับพวกทอมมี่ต่อ คืนนั้นบิลลี่จิบแอลกอฮอล์เข้าไปน้อยมากจนนับแก้วได้ เพราะเขาต้องวนกลับไปรับยัยแม็กซ์ตอนงานเลิกอีก เลยไม่อยากให้มีปัญหา


          หากแต่คืนนั้นเขาดูเหม่อลอยผิดปกติจนแครอลจับสังเกตเห็นได้


          “เป็นอะไรน่ะ Keg king? นั่งเหม่อเชียว รู้สึกเปลี่ยวเหรอ” ถามเสร็จเธอก็หัวเราะ ดูเหมือนว่าจะกรึ่มได้ที่แล้วเหมือนกัน


          “เปล่า ก็แค่...เธอรู้อะไรเกี่ยวกับหมอนั่นบ้าง สตีฟ แฮร์ริงตันน่ะ”


          “ไอขี้ขลาดนั่นน่ะเหรอ!?” ทอมมี่แทรกขึ้น เมาทีไรปากก็เก่งมันซะทุกที


          “ถ้านายหมายถึงแฮร์ริงตัน ก็ใช่” ว่าอีกก็เหม่ออีก ยิ่งพอย้อนกลับไปนึกถึงภาพที่ตัวเองแอบมองคิงสตีฟในเสื้อสเว็ตเตอร์สีแดงบนรถคันเดิม แต่มีเจ้าเด็กที่น่าจะเป็นเพื่อนคนนึงในกลุ่มของแม็กซ์นั่งติดมาด้วย ความคิดที่ว่าอีกฝ่ายดูเหมือนพี่เลี้ยงเด็กก็ยิ่งเพิ่มพูนจนหยุดหัวเราะท้องแข็งไม่ได้ บิลลี่ไม่ได้ยินหรอกว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน แต่มันน่าจะเป็นการพูดให้กำลังใจจนทำให้เด็กนั่นสามารถเดินเข้าไปในงานเลี้ยงพร้อมกับรอยยิ้มที่มั่นใจขนาดนั้นได้


          สตีฟที่มองตามหลังเจ้าเด็กนั่นไปคล้ายกับตาเฒ่าบนเกาะใหญ่มองดูเรือน้อยลอยออกจากฝั่ง บิลลี่เผลอยิ้มมองแววตากับสีหน้าติดทะเล้นนั้นไปโดยไม่รู้ตัว


          ...น่ารัก


          ความคิดนั้นราวกับว่ามีกระแสไฟฟ้าแล่นริ้วขึ้นมาในหัวของบิลลี่ น่ารักบ้าบออะไรกัน!? บนรถนั่นมันผู้ชายมีหางเหมือนอย่างกับแกเลยนะเว่ย! แต่ว่าก่อนที่บิลลี่จะได้ตีอกชกตัวเองด้วยความสับสนมากไปกว่านี้ เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้ากับแววตาขี้ทะเล้นที่ตัวเองซุ่มดูอยู่เมื่อครู่มันได้จางหายไป แต่กลับแทนที่ด้วยสายตาของคนเหม่อมองอะไรซักอย่างตรงแถวๆ บริเวณหน้างานสโนวบอล


          เจ้าหญิงแนนซี่?


          อืม สายตาอาลัยอาวรณ์แบบนี้...งั้นก็แสดงว่าข่าวลือที่ว่าสองคนนี้เลิกกันแล้วมันก็เรื่องจริงน่ะสิ แต่ว่านั่นมันคงไม่สำคัญเท่ากับความคิดประหลาดที่ผุดขึ้นมาในหัวเขาเมื่อกี้นี้หรอก


          คิงสตีฟน่ารัก?


          ไม่อยากจะยอมรับเลย แต่ว่า...ก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ


          “เฮ้ย! จะนั่งเหม่อไปถึงเมื่อไหร่ ฉันไม่อยากนอนค้างที่ไดเนอร์นะ!” ทอมมี่ท้วง ทำให้ทุกคนในกลุ่มพากันหัวเราะ เว้นแต่บิลลี่ที่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับพวกนั้นด้วย


          “ว่าแต่นายอยากรู้เรื่องของสตีฟไปทำไม สนใจหมอนั่นเหรอ?”


          “คิงบีจะเปลี่ยนแนวเเล้วเว้ย!”


          ฮิ้ววว 


          เออ โห่ร้องกันเข้าไป ขอให้เจ้าของร้านหยิบปืนออกมายิงไล่ซักทีนึงเถอะ


          “สมองละลายหายไปกับเหล้ากันหมดแล้วรึไงฮะพวกแก ฉันไม่ได้เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันซักหน่อย” กระดกเหล้าอีกช็อตเข้าปาก พยายามกล่อมตัวเองว่าสิ่งที่คิดเกี่ยวกับสตีฟเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเป็นเพียงแค่ความคิดไร้สาระเท่านั้น


          “แน่ใจอ่ะ หมอนั่นเด็ดนะ ถึงจะเคยผ่านผู้หญิงมาก่อนแต่ก็ไม่เคยต้องมือชายมาเลยซักคน” นั่นมันก็แน่อยู่แล้วป่ะล่ะ ในเมื่อคิงสตีฟเป็นผู้ชายที่แมนทั้งแท่งไม่ต่างจากเขาไม่ใช่หรือไง?


          “แล้วจะทำไม อยากให้ฉันได้กับหมอนั่นรึไง!?” บิลลี่แกล้งถาม แต่แทนที่คนอื่นๆ จะหยุดพูดเพราะกลัวเขา ทุกคนกลับหันไปซุบซิบกันราวกับมีแผนร้ายขึ้นมาแทน


          และก็ร้ายจริงๆ ซะด้วย


          “อย่าบอกนะว่าพวกแก...”


          “เรามาพนันกันเถอะคิงบี ไปหากระดาษกับปากกามาซิ!” แครอลตะโกนแล้วเธอก็ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะเริ่มจดสิ่งที่ตัวเองพูดลงไปในกระดาษ “บิลลี่ ฮาร์โกรฟ พวกเราขอท้าพนันให้นายไปพรากเวอร์จิ้น ไม่สิ...แค่จุมพิตก็พอ กับอดีตคิงจอมขี้ขลาดของพวกเราเพื่อที่นายจะได้เป็นคิงคนต่อไปได้อย่างเต็มตัว”


          แครอลให้ทอมมี่เซ็นชื่อตัวเองไว้ที่ตอนท้าย ก่อนจะไถมันมาให้เขา


         “เซ็นรับพนันสิบิลลี่ ถ้าหากว่านายแน่จริง”


          บิลลี่อ่านทวนทุกข้อความในกระดาษซ้ำอีกครั้ง เป็นคิงคนต่อไปได้อย่างเต็มตัวอย่างงั้นเหรอ? ไร้สาระชะมัด


          แต่ว่าการได้เอาชนะอดีตคิงอย่างสตีฟนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรอกนะ


          “ฉันรับคำท้า”





          .





          นั่นก็คือเหตุผลที่บิลลี่คะยั้นคะยอชวนสตีฟไปงานปาร์ตี้ที่บ้านทอมมี่และขืนจูบอีกฝ่ายไปไม่ต่างจากไอพวกหน้าตัวเมีย การท้าพนันในครั้งนี้บิลลี่จึงกลายเป็นฝ่ายชนะ หากแต่ว่าเขากลับสลัดสตีฟออกไปจากหัวตัวเองไม่ได้ และแล้วทุกอย่างมันก็เลยเถิดและลุกลามจนทอมมี่รู้ พวกเขาจึงไปมีเรื่องกันที่สุสาน พอเอาชนะไม่ได้ ทอมมี่ก็ไปปั่นสตีฟว่าบิลลี่ชอบ เพื่อที่สตีฟจะได้รังเกียจและตีตัวออกห่างจากเขา แต่มันกลับกลายเป็นว่าสตีฟดันใจตรงกันกับเขาซะนี่


          บิลลี่รู้ดีว่าตัวเองถูกใจสตีฟ แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับความรู้สึกที่มันเกินเลยมากไปกว่าคำว่า ‘ชอบ’ ไม่อยากยอมรับความต้องการที่อยู่ภายใน ซึ่งค่อยๆ เริ่มกล่อมเขาว่าการแอบมองและกลั่นแกล้งอีกฝ่ายไปวันๆ มันไม่เคยเพียงพอ บิลลี่รู้ดีว่าถ้าหากปล่อยทุกอย่างให้เป็นอย่างนี้ต่อไปก็มีแต่จะสร้างปัญหาขึ้นมาไม่รู้จบ จึงตัดสินใจไปขอเดทกับมาลีนเพื่อที่จะได้ลบความรู้สึกของตัวเองทิ้งไป จนกระทั่งถึงคืนวันวาเลนไทน์


          และก็นั่นแหละครับ ตั้งแต่คืนนั้นมาจนถึงตอนนี้ มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


          “เอาสัญญามา”


          “แต่ว่านาย…”


          “เอาสัญญามา!!!”


          ทอมมี่นิ่วหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมหันไปพูดกับแครอลที่ยืนตัวสั่นดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ “เธอไปเอาสัญญานั่นมา”


          แครอลพยักหน้าแล้วรีบวิ่งไปหยิบกระดาษสัญญาที่ว่ามาส่งให้บิลลี่ถึงมือ บิลลี่จึงยอมปล่อยคอเสื้อทอมมี่ลงแล้วฉีกกระดาษใบนั้นทิ้งต่อหน้าทั้งสองคน เอาให้รู้กันไปเลยว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธ์มายุ่งกับเขาและสตีฟอีกต่อไปแล้ว


          “อย่าเข้ามาแส่เรื่องของพวกฉันอีก ถ้าหากว่าพวกแกไม่อยากเห็นฉันเอาจริง” บิลลี่ชี้หน้าทิ้งท้ายก่อนจะดิ่งรถออกจากบ้านทอมมี่ไป ในตอนนั้นเองที่แรงโทสะแล่นพล่านขึ้นมาอีกครั้ง


          “จะปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ สองคนนั้นน่ะ” แครอลถามในขณะที่ทอมมี่ยืนมองตามรถคามาโร่คันสีน้ำเงินไปไม่ละสายตา


          “ถ้าจะปล่อยก็คงปล่อยไปตั้งนานแล้ว” 


          ทั้งคู่ยกยิ้ม


          “พรุ่งนี้สนุกแน่”





          .





          “นานแล้วสินะที่ป้ากับเธอไม่ได้คุยกันอีก ตั้งแต่วันที่เธอมาหาสตีฟที่บ้าน” แม่ของสตีฟชวนบิลลี่คุย ตอนแรกที่ท่านรู้ว่าบิลลี่จะมาค้างที่บ้านก็ทำหน้าแปลกใจขึ้นมายกใหญ่เพราะในวันที่พ่อแม่อยู่สตีฟไม่เคยชวนใครมาค้างที่บ้าน โดยเฉพาะมาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกันแบบนี้


          “ครับ ความจริงแล้วหลังจากวันนั้นผมก็มาบ่อย แต่คงไม่บ่อยเท่ากับสตีฟที่ไปบ้านผมเกือบทุกๆ เย็นหรอก จริงป่ะ” บิลลี่กระทุ้งสีข้างใส่คนข้างๆ สตีฟหรี่ตาหันไปมองอีกฝ่ายอย่างหน่ายจิต


          “ก็นายนั่นแหละที่มาลากฉันไป อย่าพูดให้แม่เข้าใจฉันผิดสิ”


          “เข้าใจผิดอะไรกันล่ะจ้ะสตีฟ ดีซะอีกที่ลูกมีบิลลี่คอยอยู่เป็นเพื่อนระหว่างที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ พูดไปแล้วก็ต้องขอโทษลูกด้วยนะ ที่ช่วงนี้พ่อกับแม่มีงานยุ่งมากจนไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน แถมวันนี้พ่อยังมีนัดกับลูกค้าจนมาทานมื้อเย็นกับพวกเราไม่ได้อีก แย่จริงๆ เลย”


          “ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ ผมเข้าใจ”


          “แล้วก็เธอบิลลี่ ฝากดูแลลูกชายของป้าด้วยนะ”


          สตีฟแทบสำลักอาหารที่อยู่ในปาก ชักเริ่มไม่แน่ใจซะแล้วสิว่าวันนี้เขาพาบิลลี่มาร่วมดินเนอร์ในฐานะเพื่อน หรือว่าพามาเพื่อให้บิลลี่ฝากตัวเป็นว่าที่ลูกเขยของแม่กันแน่?


          “ครับคุณป้า ผมจะดูแลเขาเป็นอย่างดี ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้เลย” บิลลี่ส่งยิ้ม ทำให้ทั้งเจ้าตัวกับสตีฟลืมไปเลยว่ากำลังสวมบทบาทเพื่อนรักกันอยู่


          หวังว่าแม่จะไม่ทันได้สังเกตเห็นนะ





          .





          สตีฟพาบิลลี่ขึ้นมาบนห้องก่อนที่พวกเขาจะทิ้งตัวลงนั่งข้างกันที่ปลายเตียง บิลลี่ยื่นถุงบรรจุกระป๋องฟาร่าห์ให้กับเจ้าของห้อง


          “เกือบลืมไปเลย ขอบคุณนะ” สตีฟรับถุงไป ตอนนั้นเองที่ความคิดพิเรนทร์ของบิลลี่ผุดขึ้น


          “นี่ นายทำผมให้ฉันหน่อยสิ ทรงแบบที่ใช้สเปรย์ฟาร่าห์นั่นทำได้น่ะ”


          “เอาจริง? ผมนายเนี่ยนะ” สตีฟหัวเราะแต่ก็ยอมหยิบฟาร่าห์กระป๋องหนึ่งขึ้นมาถือ “ผมนายดูหยิกฟูไปหน่อย แต่ก็น่าจะทำได้ รอแป๊ปนึง ขอไปหยิบหวีมาก่อน”


          บิลลี่นั่งนิ่ง ไปๆ มาๆ แล้วสตีฟกลับกลายเป็นดูตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเขาซะอีก แต่ก็นั่นล่ะ เขาจะยอมเป็นไอหนูทดลองให้ก็ได้ ถ้ามันทำให้คนรักของเขามีความสุข


          “นึกออกแล้วว่าจะทำทรงไหนให้นายดี หยิกๆ ฟูๆ แบบนี้”


          “อย่าเอาผมมารัดรอบคอฉันเหมือนสิงโตนะ ขอร้องล่ะ”


          “ไม่ทำหรอกน่า” เพราะผมของนายมันไม่ยาวพอที่จะทำได้ “เอาล่ะ อีกแป๊บนึงนะ”


          .


          ..


          ...


          “ทาดา! ทรงนี้เป็นไง ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากเจ้าลูกชายของฉันเลยนะเนี่ย” สตีฟพูดกับบิลลี่ผ่านทางกระจกบานใหญ่ของโต๊ะเครื่องแป้ง บิลลี่สตั้นมองภาพตัวเองไปสามวิ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น


          “ฮ่าๆๆๆ นี่มันทรงเดียวกับเจ้าเด็กหัวฟูนั่นเลยนี่หว่า”


          “ก็ใช่น่ะสิ ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าดัสตินทำผมทรงนี้?”


          บิลลี่ยักไหล่ “หน้าต่างมีรู ประตูมีช่อง คนอยู่ในห้องไม่มีทางได้สังเกตเห็น” บิลลี่คว้าเอวสตีฟให้หย่อนตัวลงไปบนตักแล้วยื่นตัวเข้าไปให้หน้าผากของพวกเขาชิดติดกัน “เสื้อสเว็ตเตอร์สีแดงในงานกลางคืนสโนวบอลสีน้ำเงิน ฉันมองเห็นนายหมดทุกอย่าง”


          “แอบถ้ำมองฉันเหรอไอสิงโต” นอกจากจะเป็นพวกชอบใช้กำลังแล้วยังเป็นพวกโรคจิตอีกหรือนี่


          “ก็บนรถนั่นนายทำตัวน่ารักเอง มันช่วยไม่ได้นี่”


          “ความจริงแล้วช่วยไม่ได้ก็ดี จริงมั้ย?” สตีฟบีบจมูกเขา ขณะที่บิลลี่ก็ย้อนกลับไปนึกถึงกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้ง


          ในอีกมุมนึง ถ้าหากว่าบิลลี่กลายเป็นฝ่ายที่ได้รับข้อความนั้นแทน ป่านนี้สตีฟก็คงจะถูกไล่ต้อนจนตัวเขาเองได้คำตอบ ต่างจากสตีฟที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดถึงมันให้เขาฟัง แต่ก็ยังเชื่อใจไม่ทิ้งเขาไปไหนมาจนถึงตอนนี้


          “ฉันรักนายนะ สตีฟ” และฉันจะบอกให้นายเชื่อมันในทุกๆ วันเลย


          “ฉันไม่ลืมหรอกน่า บิลลี่”


         ขอบคุณที่เชื่อใจฉันเสมอมา




----------------------------------------------

บิลลี่เค้าแอบหลงสตีฟมาตั้งแต่คืนสโนวบอลแล้วค่ะ ฮิ้ววว พนันเก่งจริงๆ เล้ยยย คนอะไร!!!

อีกอย่างนึงนายจะต้องสนุกแน่จ้ะทอมมี่ แต่รู้สึกว่าสองคนนี้เค้าจะไม่สนุกกับนายด้วยนะ!!! ดราม่ากำลังจะมาถึงแล้วค่ะ อดใจรอกันอีกนิดนึง > < 

แต๊งส์ฟอร์รีดดิ้งแอนด์คอมเม้นท์เช่นเคยค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่รออ่านอยู่ เตรียมกุมใจอ่านตอนต่อไปกันให้ดีนะจ้ะ : )



TBC

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น