RABBIT LAND. [Yaoi] #หยุดอัพชั่วคราว

ตอนที่ 7 : RABBIT 07 (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    18 มี.ค. 62


RABBIT 07



            “ถ้าคิดว่าหนีได้...ก็ลองดู”
            คำพูดของโคบอลต์ยังคงวนเวียนไปมาในหัวสมองของผม แม้ว่าตอนนี้ร่างสูงจะหายลับจากห้องไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยผมไป หลักฐานก็คือเชือกเส้นเดิมที่ยังคงมัดข้อมือผมอยู่
            ผมมองเชือกเส้นนั้นที่มัดกับข้อมือของตัวเอง โดยเชื่อมต่อกับราวตรงหัวเตียงเอาไว้ ความรู้สึกตอนนี้คือแย่มากครับ เขาทิ้งผมยังไม่พอ นี่ยังจะกักขังผมเอาไว้ด้วยอีกต่างหาก บอกตามตรงครับว่ารับไม่ได้ แถมคำพูดของเขาเมื่อกี้นี้อีก
            คิดว่าผมจะอยู่ที่นี่ให้รกพื้นที่ส่วนตัวของเขาหรือเปล่าละครับ? แน่นอนว่าไม่
            ผมไปแน่ ผมจะหนีออกจากเกาะบ้าๆ นี่ให้ดู แล้วก็จะไม่มีวันกลับมาแตะที่นี่อีกเป็นครั้งที่สองด้วย เพราะแค่ครั้งเดียวก็ขยาดแล้ว
            ขวับ
            ผมมองไปรอบๆ ห้อง มองหาของที่พอจะเอามาแก้มัดเชือกที่รัดข้อมือของตัวเองออกได้ ก่อนจะออกจากเกาะนี้ ผมคงต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ซะก่อน เก็บแค่ของที่จำเป็นก็พอ ส่วนของที่เขาซื้อให้...ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ใช้ แต่ผมก็คงไม่เอาไปด้วยหรอกนะครับ เกะกะเปล่าๆ
            ผมหันไปมองคัตเตอร์ที่อยู่ตรงโต๊ะหัวเตียง ระยะห่างจากเตียงคือหนึ่งข้อศอก มันก็ดูไม่ไกลนั่นแหละ แต่ถ้าผมไม่ถูกมัดมือเอาไว้ทั้งสองข้างแบบนี้จะเป็นอะไรที่ดียิ่งกว่า
            “ฮึบ!” ผมรวบรวมความกล้าของตัวเอง ก่อนจะเลือกที่จะยื่นขาออกไปเพื่อเอาคัตเตอร์ตรงนั้น บอกเลยว่าพยายามมาก และกว่าจะเอาคัตเตอร์มาได้โดยไม่ให้มันตกพื้นนี่ก็ยากทีเดียว
            ขวับ
            ผมลอบมองประตูนิดหน่อย เพราะกลัวว่าใครบางคนจะเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงอีกครั้ง ในขณะที่คัตเตอร์ได้มาอยู่บนมือผมแล้ว...
            ฉึบๆ
            ผมเลื่อนใบมีดขึ้นมาก่อนจะค่อยๆ ตัดเชือกที่รัดข้อมืออยู่อย่างใจเย็น ใช้เวลาราวๆ สามถึงสี่นาทีเชือกจะหลุดจากมือ
            ฟู่ว ต่อไปก็...
            ผมค่อยๆ ย่องไปทางกระเป๋าเป้ของตัวเอง มันเป็นกระเป๋าใบเดิมของผมที่พกมาตั้งแต่อยู่เกาะนั่นแหละครับ ข้างในก็ยังพกพวกข้าวของที่จำเป็นอยู่เหมือนกัน แต่ก็เอาของที่จำเป็นบางอย่างใส่เข้าไปเพิ่มด้วย
            แอด
            ผมค่อยๆ แง้มประตูดูว่ามีใครอยู่ไหม ถึงผมจะมั่นใจก็เถอะว่าโคบอลต์ไม่ได้อยู่ห้องแน่ๆ ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะว่าหลังจากที่อีกฝ่ายมัดมือผมเสร็จ ก็มีคนมาเคาะประตูเรียกนะสิ เขาออกไปดูอย่างหัวเสียนิดหน่อย และเวลาต่อมาห้องก็เงียบลง
            ไฟในห้องดับสนิท เป็นสัญญาณที่บอกว่าโคบอลต์ออกไปแล้วจริงๆ ผมแบกกระเป๋าเป้ของตัวเองเอาไว้เล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออกไป
            แอด
            คราวนี้เป็นประตูห้องครับ ผมก็ชะเง้อมองดูเล็กน้อยว่ามีใครอยู่หรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงเอาหมวกผ้าใบที่อยู่ในกระเป๋ามาสวมปกปิดใบหน้าเอาไว้
            วันนี้ผมจะออกไปแล้วจริงๆ ครับ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปชีวิตผมคงจะไม่มีวันหนีจากผู้ชายคนนั้นได้แน่ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องรีบหนีก่อน มีโอกาศดีๆ ก็ต้องรับไว้ เพราะถ้าพ้นจากวันนี้ไป...ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถหนีไปจากเขาได้อีกหรือเปล่า
            ผมรีบเดินออกจากห้องไปทันทีก่อนจะลงลิฟต์ออกจากอาคารอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางออกมียามเฝ้าอยู่เหมือนกัน แต่ผมเอาหมวกปิดหน้าเอาไว้ก่อนจะเดินผ่านหน้าลุงแกไปอย่างเนียนๆ
            “เดี๋ยวไอ้หนู”
            เอือก!
            ผมสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อจู่ๆ ลุงยามก็ทักขึ้นมา เขามองผมคล้ายกับสงสัยอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเมาๆ
            “ดึกขนาดนี้จะออกไปไหนวะ”
            ดูจากท่าทางเหมือนเขาจะไปดื่มมาเยอะนะครับ แล้วแบบนี้จะเผ้าประตูรอดเหรอวะ?
            “พอดี...มีคนเรียกให้ออกไปนะลุง” ผมพยายามใช้คำพูดให้ดูน่าสงสัยน้อยที่สุด เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่พักของคนธรรมดาๆ แต่เป็นที่อยู่ของพวก
Guardian Rabbits ถามว่าทำไมถึงรู้? ผมอ่านคู่มือมาอีกทีนะครับ การจะพูดจาอะไรก็ต้องให้สมกับเป็นพวก Guardian Rabbits ด้วย จะได้ไม่ถูกสงสัย
            “เหรอ เออๆ อย่าตายละ”
            “ครับ”
            ว่าจบผมก็เดินออกไปทันที
            เฮ้อ...เกือบไป
            ผมเดินออกจากอาคารด้วยความรู้สึกโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองสถานที่ที่เคยอยู่มาก่อน
            ผมอยากจะขอบคุณเขานะที่อุตส่าห์ช่วยผมเอาไว้ แต่...ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของผม
            ผมหันตัวเดินกลับไปอีกทาง ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเจออะไรอีกบ้าง คงต้องระวังตัวเอาไว้กว่าเดิม เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่ถ้าไม่ระวัง...อาจจะตายได้
            ผมเดินทางมาเรื่อยๆ จนถึงถนนโคเวลสายที่หก เดินมาถึงตรงนี้ก็ค่ำพอดี ซึ่งพอตกค่ำร้านบาร์หรือผับก็จะเปิดกันให้ทั่ว โดยเฉพาะที่นี่ ดูเหมือนว่าจะเป็นแหล่งรวมพวกร้านประมาณนี้เอาไว้เพียบเลยละครับ
            ผมมองหาที่พักให้อยู่สักคืน เพราะเวลานี้คงจะหนีออกไปจากเกาะบ้าๆ นี่ไม่ได้แน่ๆ
            “เฮ้อ จะมีที่ให้พักไหมเนี่ย”
            “เอ๊ะ? นาย...หน้าตาคุ้นๆ นะ”
            หือ?
            ขวับ
            ผมหันไปทางซ้ายตามเสียงเรียก ก่อนจะพบเข้ากับร่างของผู้หญิงที่ใส่ชุดบิกินี่หน้าผับแห่งหนึ่ง เธอมองผมคล้ายๆ กับเคยเจอกันมาก่อน ซึ่งผมก็พอจะจำเธอได้เหมือนกัน
            “นาย...คนที่มาเกาะเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่น่า”
            “เชอร์รี่...?”

            หากยังจำกันได้ เชอร์รี่ก็คือพนักงานร้านที่ผมไปใช้บริการในช่วงที่มาเกาะนี่แรกๆ ดูเหมือนว่าหลังจากเหตุการณ์ที่โคบอลต์ไปบุกร้านวันนั้น จะทำให้เธอต้องหางานอื่นทำแทน ซึ่งงานที่ว่าก็คือ...
            “เด็กเสิร์ฟที่ผับ?” ผมเอ่ยท้วนงานของเธอด้วยความเหลือเชื่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าหงึกๆ
            ขณะนี้ผมอยู่ในผับแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเชอร์รี่ ทั้งแสง สี เสียง บอกตามตรงเลยละกันว่าผมไม่ชอบเอามากๆ แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีเหมือนกันหลังจากเธอพูดอาชีพของตัวเอง
            ก็...ที่นี่เด็กเสิร์ฟก็ไม่ได้ทำงานแค่เสิร์ฟอาหารนี่
            “ว่าแต่นายยังหาที่อยู่ไม่ได้อีกเหรอ?” คราวนี้เธอเอ่ยถามผม เชอร์รี่อยู่ในชุดธรรมดาแล้วครับ ดูเหมือนว่าวันนี้เธอจะเลิกเร็วหน่อยมั้ง
            “ก็นิดหน่อย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
            จะให้บอกว่าเพิ่งหนีออกจากบ้านมาก็ไม่ใช่เรื่องปะวะ
            “จะไปอยู่บ้านฉันก่อนไหมละ? แต่บอกก่อนนะว่าไม่ได้ใหญ่อะไรมาก”
            “อ่า...” ผมว่าพลางคิด ความจริงก็ไม่อยากจะรบกวนเธอหรอก แต่ตอนนี้ผมก็ไม่มีที่จะไปจริงๆ นั่นแหละ อีกอย่าง...ถ้าผมไม่มีที่ซ่อนดีๆ อาจจะถูกโคบอลต์ตามตัวได้ก็ได้ “ถ้าไม่รบกวนอะไรก็ขออยู่ด้วยสักพักได้หรือเปล่า?”
            “ได้สิ ไม่มีปัญหา ฉันก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วละ ดีซะอีก มีเพื่อนนอนด้วย” เชอร์รี่ว่าอย่างยิ้มๆ “แต่รอแป๊บนะ ขอฉันไปทำธุระนิดหน่อย”
            “นานไหม?”
            “ไม่นานๆ” ว่าจบเธอก็รีบเดินออกไปทันที ผมมองตามเธอด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนจะยืนอยู่เฉยๆ ในผับ สายตาก็จ้องมองคนที่มาด้วยท่าทางเรียบเฉย บางคนก็กระหนุงหระหนิง บางคนก็เหมือนจะถูกพามาอย่างขัดขืนไม่ได้
            เป็นสถานที่ที่ไม่น่าเข้าจริงๆ เลยนะ
            อะ นั่นมัน...
            “อ้าว วันนี้มาด้วยเหรอไอ้วา”
            “ไง”
            ผมมองไปยังผู้ชายร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาในผับด้วยท่าทางยิ้มๆ ใบหน้ากวนโอ๊ยก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปเหมือนเดิม ถามว่าใคร?
            วาเนเดียมไง...
            ให้ตายสิ ผมนี่จะโชคดีเจอพวก
Guardian Rabbits ไปถึงไหนวะ
            ผมหันหลังให้กับร่างสูงที่เดินเข้ามาใหม่ พยายามไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น ดีหน่อยที่มีหมวกปิดเอาไว้ เขาคงจะจำผมไม่ได้หรอกนะ...
            “รอนานไหม?” เสียงของเชอร์รี่ดังขึ้น พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่มาพร้อมกับกระเป๋าสะพายใบหนึ่ง
            “ไม่...ไปกันเถอะ”
            ขืนอยู่ที่นี่นานกว่านี้ ความลับคงแตกกันพอดี...

            เชอร์รี่เดินนำผมมาเรื่อยๆ โดยที่รอบข้างเริ่มน้อยผู้คนลงไป ผมมองรอบข้างที่มันดู...แปลกไป
            ทำไมถึงดูเปลี่ยวขนาดนี้นะ ชักรู้สึกใจไม่ดีแล้วสิ
            “เอ่อ คือ...”
            “หือ มีอะไรเหรอ?”
            “ที่นี่ที่ไหนเหรอ?” ผมเอ่ยถามออกไปในที่สุด มองร่างของผู้หญิงที่หยุดเดินแล้วหันกลับมามองผมด้วยรอยยิ้ม
            “อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ทนหน่อยนะ”
            ไม่...แบบนี้ไม่ดีแน่
            ผมมองเชอร์รี่ด้วยความคิดแบบนั้น ทำไมผมถึงเชื่อเธอแล้วเดินตามมาง่ายๆ แบบนี้ได้นะ รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่เป็นที่แบบไหนก็ยัง...
            “ผมว่า...ผมไม่ไปแล้วดีกว่า” ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาๆ ก่อนจะถอยหลังเตรียมจะเดินไปอีกทาง
            หมับ!
            “เดี๋ยวสิ ทำไมต้องหนีด้วยล่ะ” แต่เชอร์รี่กลับคว้าแขนผมเอาไว้แน่น “แบบนี้ไม่ดีนะ อย่างนี้ฉันก้แย่สิ”
            เอือก!
            ตึกๆๆ
            กึก!
            นี่มัน...อะไร
            “...เชอร์...รี่...” ผมเอ่ยชื่อของเธอด้วยความงุนงง มองรอบกายที่มีผู้ชายสิบกว่าคนเดินออกมาจากที่ซ่อนด้วยความตกใจ
            นี่มันหมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้นกัน!?
            ผู้ชายร่างใหญ่เดินออกมา พวกมันยกยิ้มคล้ายพึงพอใจเมื่อเห็นผม ผมหันไปมองเชอร์รี่อย่างไม่เข้าใจ โดยที่เธอเองก็ทำเพียงแค่ยกยิ้มอย่างไม่แคร์
            “กว่าจะหาเหยื่อได้นี่ทำเอาแย่เลยนะ ถ้านายหนีไปคงจะไม่ดีเอามากๆ เลยละ”
            “เธอ...หลอกฉันสินะ”
            “มันก็ต้องโทษความโง่เง่าของนายเองนะ” เธอว่าก่อนจะปล่อยมือจากผม อีกฝ่ายคว้าอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง มันคือโทรศัพท์วิทยุเหมือนของที่คลอรีนเคยใช้จนผมได้แต่ถอยห่างออกมา “ฮัลโหล ได้ของมาแล้วนะ จะให้ส่งไปเลยไหม?”
            แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ
            แต่จะถอยก็ไม่ได้ ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะล้อมผมเอาไว้ทุกทิศทุกทางแล้ว...
            อึก! โธ่เอ๊ย! ไม่น่าโง่เลยเรา...
            หมับ!
            เอือก!
            “จะไปไหนล่ะ อยู่ก่อนสิ”
            ผมสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อถอยหลังมาก็เจอเข้ากับร่างใหญ่ของใครบางคน พร้อมกับมือหนาที่คว้าแขนด้วยความแรง ซึ่งผมก็ตอบโต้ด้วยการสะบัดแขนอีกฝ่ายทิ้งทันที
            “เฮ้ย ดูดิ ไม่ยอมซะด้วย หึๆ...”
            พวกมันหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่เมื่อเห็นว่าผมขัดขืน นั้นยิ่งทำผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้า...หัวเราะทำห่าอะไรวะ
            “อยู่เฉยๆ จะดีต่อตัวนายมากกว่านะ” เสียงของเชอร์รี่ดังขึ้นด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน ผมมองไปยังร่างของหญิงสาวที่ยกยิ้มร้ายขึ้นมา “นายต้องโทษตัวเองนะ ทั้งที่ฉันเตือนเอาไว้แล้วแท้ๆ ว่าที่นี่เป็นที่แบบไหน แต่ก็ยังหลงเชื่อคำหลอกหลวงง่ายๆ ซะได้ เฮ้อ...”
            “โห้ พูดจาดูดีจังนะ” ผมว่าพลางยกยิ้มสมเพศเล็กน้อย สมเพศที่ตัวเองดันหลงเชื่อผู้หญิงคนนี้ไปซะได้
            “ทำเป็นพูดดีนะ ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ส่งนายไปค้าอวัยวะมนุษย์ รู้เอาไว้ซะด้วยว่าพวกค้าอวัยวะมนุษย์นะ น่ากลัวกว่าพวกที่ฉันส่งนายไปซะอีก”
            “จะส่งไปให้ใคร” ผมเอ่ยด้วยความงุนงง มองผู้หญิงที่ยกยิ้มอย่างสะใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
            “พวกค้าประเวณี”
            ค้าประเวณี...
            หา...
            ผมมองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ ค้าประเวณี? บ้าหรือเปล่า ส่งผู้ชายไปค้าประเวณีเนี่ยนะ? คิดบ้าอะไรของเธออยู่เนี่ย
            “แต่ผมเป็นผู้ชาย” ผมว่าด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ในขณะที่เชอร์รี่หัวเราะออกมาเหมือนสิ่งที่ผมพูดเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร
            “ไม่เกี่ยงหรอกนะ อย่าลืมสิว่าที่นี่คือที่ไหน แค่เรื่องเพศน่ะ พวกนั้นไม่สนหรอก”
            พวกนั้นเหรอ...
            “ผมไม่ไป”
            “นายมีสิทธิ์ที่จะไม่ไปได้ด้วยงั้นเหรอ?”
            สิ้นสุดคำพูดของเชอร์รี่ พวกผู้ชายมากมายก็ขยับเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา ผมรับรู้แล้วว่าสถานที่นี่มันเป็นแบบไหน
            ทั้งน่ากลัวและสกปรก...ถ้าจะอยู่รอดจากที่นี่ มีแต่ต้องทำตัวสกปรกงั้นสิ
            รับไม่ได้วะ...
            “อยู่นิ่งๆ ดีๆ อย่าซนจะดีกว่านะ เพราะถ้านายขัดขืน”
            “...”
            “คนพวกนี้จะทำอะไรลงไปบ้าง ฉันไม่รู้ด้วยนะ”
            อึก!
            เป็นสถานการณ์ที่โคตรแย่จริงๆ
            “อ่า แล้ว...ถ้าผมคิดจะหนีล่ะ?”
            กึก
!
            คำถามของผมทำให้เชอร์รี่ชะงักไปเล็กน้อย เธอมองผมคล้ายไม่อยากจะเชื่อว่าจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมา ในสถานการณ์ที่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าไม่มีทางรอด
            “ยอมไปกับพวกเราจะดีกว่านะ ถ้านายทำตัวดีๆ อาจจะไม่ต้องเจ็บตัวมากก็ได้ อีกอย่าง งานพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไปซะหน่อย แค่ยอมอ้าขาให้ลูกค้านิดๆ หน่อยๆ ก็ได้เงินมาใช้แล้ว แถมนายอาจจะรู้สึกสนุกด้วยนะ” ผมมองผู้หญิงที่พูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย ความรู้สึกตอนนี้ก็คือ...รังเกียจครับ
            เธอพูดว่าอะไรนะ?
            ยอมอ้าขาให้เขาเอาเพื่อแลกกับเงินเนี่ยนะ?
            นี่ค่าตัวผมมันถูกขนาดนั้นเลยรึไง?
            เหอะ น่าขำสิ้นดี
            “เก็บคำพูดอุบาทของเธอเอาไว้เถอะนะ”
            กึก
!
            “นี่นาย
! พูดว่าอะไรน่ะ!?” ผมแสยะยิ้มขึ้นมาทีหนึ่ง มองผู้หญิงที่กำลังร้อนรนกับคำพูดเพียงไม่กี่คำของผม โดยที่พวกผู้ชายร่างยักษ์ยืนดูสถานการณ์อย่างไม่ใส่ใจ
            “คิดได้แต่เรื่องแบบนี้ สติปัญญาของเธอคงจะต่ำน่าดู หรือไม่ก็เป็นนิสัยของเธอเองมากกว่าที่ทำให้ตัวเองต่ำซะยิ่งกว่าพวกขอทานข้างถนน เอ๊ะ? หรือจะให้ผมบอกว่ามันเป็นที่สันดานดีล่ะ?” ว่าจบผมก็ยิ้มไปให้หน่อยๆ อีกฝ่ายกำมือแน่นโดยที่สายตาของเชอร์รี่มองมาด้วยความเกรี้ยวกราด
            “นี่แก
! จะมากไปแล้วนะ!
            ใบหน้าสวยเริ่มแหยแกอย่างไม่พอใจขึ้นมาทันที ผมอาจจะเลวก็ได้นะที่ว่าผู้หญิงแบบนี้ แต่ผมยอมรับไม่ได้จริงๆ วะ เธอคิดว่าคุณค่าของชีวิตมันมีแค่นั้นหรือไง แค่เศษเงินไม่กี่บาท กับการต้องยอมให้ใครต่อใครเขาเอา
            แค่คิด...ก็รับไม่ได้แล้ววะ
            “ร้อนตัวเหรอ? แสดงว่าที่พูดมาเมื่อกี้เธอคงจะยอมรับสินะว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยปนเหยียดๆ เชอร์รี่เบิกตากว้าง มองผมอย่างเหลืออด ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ พลางเงื้อมมือขึ้น
            “หุบปากไปซะ
!
            หมับ
!

            ก่อนที่เธอจะทำร้ายผมไปมากกว่านี้ ผมก็รีบคว้าเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายทันที เชอร์รี่ดูตกใจมากทีเดียว แต่พอเธอตั้งสติได้ก็ตวัดสายตามามองผมทันที
            บอกไปหรือยังว่าถึงผมจะเป็นคนอะไรก็ได้...แต่ก็ไม่ได้ยอมคนนะครับ
            “ถ้าคุณตบผม”
            “...”
            “ผมจะทำคุณ...มากกว่าตบอีก”
            บางทีถึงเวลาสู้...ผมก็ควรจะลุกขึ้นมาบ้างสินะ




________



            “เหอะ! เก่งแต่ปากละสิไม่ว่า!” เชอร์รี่เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ในขณะที่วินาทีต่อมาอีกฝ่ายเงื้อมมืออีกข้างเตรียมที่จะตบหน้าผมอีกครั้ง แต่ผมเร็วกว่า กว่าแขนอีกข้างของเธอเอาไว้ “ปล่อยนะ!”
            พรึบ!
            ตุ้บ!
            “โอ๊ย...!” ผมก้มมองร่างของผู้หญิงที่ล้มไปนั่งกับพื้นด้วยความแรง ในขณะที่เจ้าตัวเบ้ปากแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา ผมก็ทำเพียงยิ้มขำๆ เล็กน้อย “หน๊อย...จับมันเอาไว้สิ! รออะไรล่ะ!?”
            สิ้นเสียงของเชอร์รี่ พวกผู้ชายร่างกำยำก็เริ่มเดินเข้ามาใกล้ผม สถานการณ์ตอนนี้คงต้องบอกว่าไร้หนทางหนี เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไร้วี่แว่วทางออก
            แบบนี้มีหวังผมได้ถูกส่งไปค้าประเวณีแน่ๆ!
            “หึ ปากกล้า...แถมยังใจกล้าด้วยนี่”
            กึก
            ขวับ!
            ผมชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคน โดยที่เชอร์รี่มีท่าทางตกใจเมื่อหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาตกใจ
            “คราย...!” เชอร์รี่เอ่ยชื่อของคนมาใหม่ ในขณะที่ผมทำเพียงมองไปยังร่างสูงของคนไม่รู้จักซึ่งเขากำลังยกยิ้ม...มาทางผม
            อะไรของมันวะ...
            ว่าแต่ครายนี่ชื่อคุ้นๆ นะ...
            “หึ ไม่เจอกันตั้งนานนี่ นึกว่าตายไปแล้วซะอีก”
            หา?
            ผมเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ มองคนตรงหน้าที่อยู่ๆ ก็พูดจาเหมือนว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งครายก็ทำแค่แสยะยิ้มออกมาพลางหันไปมองพวกผู้ชายที่กำลังล้อมรอบผมเอาไว้
            “สถานการณ์แบบนี้คงจะหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว...จริงไหม”
            “...”
            “มิน”
            กึก!
            มิน...
            ผู้ชายที่เคยเป็น...คนรักของโคบอลต์นะเหรอ?
            ผมยิ่งเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเข้าไปใหญ่ มองร่างสูงที่จ้องมาคล้ายกำลังดูถูกอะไรสักอย่างในตัวผม เชอร์รี่ที่ลุกขึ้นมายืนตั้งหลักได้ก็ทำเพียงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ พลางมองผมกับครายด้วยความงุนงง
            “นี่บอส...รู้จักคนๆ นี้ด้วยเหรอคะ?”
            จะไปรู้จักได้ยังไงเล่า ในเมื่อผมไม่ใช่คนที่ชื่อมิน...
            ครายมองผมคล้ายขำกับปฏิกิริยาของเชอร์รี่ อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ผมช้าๆ ในขณะที่ผมเองก็ถอยหลังออกมาห่างๆ จากคนๆ นี้
            อะไรบางอย่างกำลังบอกผม...ว่าคนๆ นี้ไม่น่าไว้ใจ
            “ผมไม่ใช่มิน” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรายเรียบ มองคนตรงหน้าที่เลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยอย่างแปลกใจ “และผมจะไม่ไปค้าประเวณีอะไรนั้นด้วย”
            “หือ?” ครายมองผมคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่ผมบอก อีกฝ่ายเพียงแค่แค่นหัวเราะออกมาก่อนจะว่าต่อ “ไม่เอาน่า ไม่เห็นต้องโกหกก็ได้นี่ หรือว่าโดนไอ้โคบอลต์มันทิ้งจนเพี้ยนไปแล้ว”
            “ผมไม่ได้โดนทิ้ง”
            หนีออกมาต่างหากเล่า...
            “หึ...เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงนายก็ต้องไปกับฉันอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอกนะ สัญญาว่าจะขายนายไปให้คนดีๆ เลย”
            ขยะแขยงชะมัด...
            นั้นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผม ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกขยะแขยงผู้ชายคนนี้จริงๆ
            “ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ไป” ผมยืนยันคำของตัวเองอีกครั้ง ครายทำท่าทางไม่เชื่อก่อนจะว่าต่อด้วยท่าทางเฉยเมิน
            “ขอโทษทีนะ แต่นายน่าจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนได้”
            จึก
            “อยู่นิ่งๆ”
            เอือก
!
            ผมสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงปลายแหลมของอะไรบางอย่าง มันจ่อเอาไว้ที่กลางหลังของผมโดยมีร่างสูงกำยำของใครบางคนกำลังยืนประกบอยู่
            เสร็จกัน เผลอแป๊บเดียวเอง...
            ผมคิดพลางลอบมองคนตัวสูงด้านหลัง ก่อนจะมองรอบๆ ที่ตอนนี้กำลังถูกล้อมรอบไปด้วยศัตรู สายตาก็กวาดมองหาหนทางหนีทีไล่ ในขณะที่ครายเพียงแค่ยกยิ้มอย่างมีความสุข
            “ฮ่าๆๆ นายเปลี่ยนไปเยอะเลยนะมิน แต่ก่อนถ้าเป็นในสถานการณ์แบบนี้คงจะทำตัวไม่ถูกแน่ๆ แถมยังสั่นเป็นลูกนกด้วย สงสัยว่าจะชินกับการอยู่ในด้านมือของพวก
Guardian Rabbits นายละสิ ถึงได้ดูห้าวหาญกว่าแต่ก่อนเยอะ”
            หา?
            ผมมองครายด้วยความสุดจะทน รู้สึกว่าเขาชักจะเข้าใจผมผิดไปทุกทีๆ แล้วนะ ว่าแต่...ด้านมือของ
Guardian Rabbits...หมายความว่าไง?
            “เอาเถอะ ถึงนายจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่หน้าตาก็ยังสวยสดงดงามเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิด รู้ไหมว่าตอนที่ได้ข่าวว่านายตายไปแล้วแทบจะตกจเลยละ อุตส่าห์คิดว่าเป็นสินค้าเกรดเอบวกแท้ๆ”
            ไอ้สินค้าเกรดเอบวกของมันนี่ดูท่าจะอยากบวกกับตีนของผมนะ
            “ผมไม่ใช่มิน แล้วก็ไม่ใช่คนรักของใครทั้งนั่น ถ้าคุณคิดว่ารู้จักคนที่ชื่นมินดีจริงๆ ก็น่าจะรู้นี่หว่าผมคือมินที่คุณรู้จักหรือเปล่า?”
            กึก
!
            อีกฝ่ายชะงักไปทันทีเมื่อจบประโยคของผม ดวงตาที่ฉายแววตกใจแปรเปลี่ยนไปเป็นอารมณ์โมโหในเวลาต่อมา พร้อมกับบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มทะมึนตึงลงอีกครั้ง
            “ปากดีเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิดเลยนะ มิน...”
            “โว้ย
! ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่มิน กูคือริทไอ้สัด!
            เป็นไม่กี่ครั้งที่ผมจะพูดหยาบขนาดนี้ แต่ตอนนี้รู้สึกสุดจะทนจริงๆ ครับ ก็บอกอยู่ว่าไม่ใช่มิน นี่ก็ยังจะให้ผมเป็นให้ได้ น่าโมโนจริงโว้ย
!
            “สามหาว
!
            ผลัก
!
            อุ้ก
!
            ผมส่งเสียงร้องในใจทันทีเมื่อคำพูดของผู้ชายที่จ่อมีดอยู่ด้านหลังดังขึ้น พร้อมกับมือแกร่งที่กระแทกเข้าที่ท้ายทอบจนผมต้องล้มลง
            อึก
! รู้สึก...มึน
            ตุ้บ
!
            “เฮ้ย
! ถ้าของมีรอยขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่นะเว้ย ทำอะไรของมึงวะ!?” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมตะโกนใส่คนที่ลงมือกับสิ้นค้าที่กำลังฟุ่บตัวลงอยู่กับพื้น โดยมีสายตาอำมหิตของใครบางคนก้มมองมาด้วยสายตาโหดเหี้ยม
            เป็นผู้ชายที่สามหาวซะจริงนะ เหอะ...
            ครายหลุบตาลงต่ำ มือที่กำลังชะชักปืนที่กางเกงก็พลันหยุดลงทันที ถือว่าลูกน้องของเขาทำดีแล้ว เพราะถ้าไม่...เขาคงจะทำอะไรที่โคตรจะเสียผลประโยชน์ลงไป
            “เก็บมันขึ้นมาซะ”
            ครายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มองคนที่นอนด้วยสายตาเย็นชา ทั้งที่คิดว่าจะใจดีด้วยสักหน่อย เพราะเป็นว่าเป็นคนที่น่าสนใจดีตั้งแต่เจอกันครั้งแรกๆ เมื่อสามปีก่อน แต่...
            หึ ทำขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องหวังความใจดีกับเขาแล้วละมั้ง
            ทามกลางกลุ่มของผู้ชายที่กำลังแบกร่างบางขึ้นบ่า พลางมองซ้ายทีขวาทีเพื่อไม่ให้ใครจับสังเกตได้ ก็แหงละ ขืนมีคนเอาเรื่องนี้ไปบอกโคบอลต์เข้าคงแย่แน่ เพราะคนในเมืองส่วนใหญ่ต่างก็รู้ว่า
มินสำคัญต่อโคบอลต์แค่ไหน
            หากแต่ประตูมีตาหน้าตามีช่อง ดวงตาสีเข้มในซอกมืดกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนดังกล่าว ในขณะที่มือข้างหนึ่งถือถ้วยพุดดิ้งจากร้าน
Sunny Poon และอีกข้างกำลังตักพุดดิ้งเข้าปาก เมื่อร่างบางของเด็กสาวทอดมองไปยังคนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานก็ต้องยกยิ้มอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในซอกลึกโดยไม่คิดจะช่วยอะไร
            ก็แหงละ ผู้หญิงอย่างเธอจะไปทำอะไรผู้ชายเป็นฝูงแบบนั้นได้ ขืนไปช่วยก็มีแต่จะทำให้เรื่องมันแย่ลง แต่ก็นะ...
            “หึ...”
            เสียงหัวเราะในลำคอของร่างบางดังขึ้น พลางงับพุดดิ้งของโปรดตัวเองด้วยท่าทางสนุก ดูเหมือนว่าริทจะทำให้เสียเรื่องอีกแล้วสินะ แต่ก็คงจะโทษอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะเธอเองก็พอเข้าใจความรู้สึกเหมือนกัน
            “ปล่อยคนสำคัญของตัวเองไปอีกแล้วสินะ พี่ชาย...”
            ให้ตายสิ พี่ชายของเธอนี่มัน...บ้าของแท้เลย





__________

ตอนนี้รอไปก่อนนะคะ แต่งออกมาได้แค่นี้จริงๆ T^T
ถ้าแต่งได้เมื่อไหร่จะมาต่อให้อีกทีนะคะ

__________


ขอบคุณนักอ่านที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

และขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกคนเลย

อาจจะไม่ได้มาบ่อยก็จริง แต่จะพยายามมาให้บ่อยเท่าที่จะทำได้นะคะ

ช่วงนี้ใกล้สอบอีกแล้วค่ะ ขอโทษล่วงหน้าก่อนหากมีวันที่หยุดอัพนะคะ

และสุดท้ายนี้คือขอบคุณทุกคนที่ยังคงติดตามเรื่องนี้กันอยู่ มีฟิลลิ่งเหมือนกันค่ะว่าเราดองขนาดนี้จะยังมีคนติดตามอยู่ไหม แต่ตอนนี้ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาแล้วค่ะที่ยังมีคนที่รออยู่จริงๆ


ต้องขอบคุณมากๆ นะคะที่ยังไม่ทิ้ง และยังให้กำลังใจอยู่เสมอ จะพยายามมาบ่อยๆ นะคะ T^T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #32 wwwweeeeee (@wwwweeeeee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 11:09
    อยากรู้เบื้องหลังของนายเอกจังเเต่ก็เเอบอยากไห้นายเอกเจ้าเลห์โหดๆบางๆ
    #32
    0
  2. #31 Kagerou Project (@99664811) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 10:37
    สามห้าว=สามหาว รึเปล่า เขียนผิดน้าาา
    #31
    1
    • #31-1 lo001 (@08880) (จากตอนที่ 7)
      18 มีนาคม 2562 / 11:08
      น้อมรับเลยค่ะ T^T
      #31-1
  3. #30 Kagerou Project (@99664811) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:58

    ฆ่ามันเลยลูก ฆ่ามันนนนน
    #30
    0