RABBIT LAND. [Yaoi] #หยุดอัพชั่วคราว

ตอนที่ 6 : RABBIT 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    26 ก.พ. 62


RABBIT 06



            “ทำเป็นโกรธไปได้นะ เพิ่งเจอเขาไม่กี่วันเองไม่ใช่เหรอ? หรือพี่จะบอกว่าจะเป็นใครก็ไม่เกี่ยง ถ้าแค่มีใบหน้าแบบนี้ละก็...พี่ก็เอาหมด”
            หือ?
            ผมส่งเสียงในลำคอเล็กน้อยอย่างรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงพูดของใครบางคน รู้สึกปวดที่ทายทอยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ ครั้งล่าสุดที่จำได้ เหมือนว่าจะโดนใครบางคนทำให้สลบ
            จริงสิ ผู้หญิงคนนั้น...
            ผมมองรีบเด้งตัวขึ้นมาทันทีก่อนจะมองไปรอบๆ ฉับพลันสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ใหม่เก่าๆ ที่จะพังแลไม่พังแล ในขณะที่ผมนั่งอยู่บนพื้นคอนกรีต
            โกดังเหรอ?
            “ฉันละสงสัยผู้ชายร่างบางๆ คนนี้จัง ต้องมาเป็นแค่ตันแทนของใครบางคนให้กับพี่ เหอะ...พี่นี่มันโคตรเลวแล้วก็ชั่วไม่มีใครเกินจริงๆ นะ”
            “มันอยู่ไหน”
            เอ๊ะ เสียงโคบอลต์นี่น่า...
            ผมเงยหน้าไปมองร่างของหญิงสาวในชุดเดิมกับที่เจอก่อนหน้านี้ เธอมีสีหน้าเฉยๆ กับบทสนทนาที่ฟังแล้วชวนเครียดตาม
            จะว่าไปแล้ว เมื่อกี้เหมือนได้ยินว่าตัวแทน...
            “ไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงเขาก็เป็นคนของพี่ รับรองเลยว่าจะไม่ทำให้เจ็บปวด”
            “อย่าให้ต้องพูดซ้ำ คลอรีน”
            “เฮ้อ พี่นี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย” เสียงเบื่อหน่ายจากน้องสาวดังขึ้น น้ำเสียงที่บ่งบอกซะเหลือเกินว่าเบื่อกับการต้องทนฟังคำสั่งของเขาแล้ว “ตอนนี้อยู่ที่ท่าเรือในเขตเมืองโคบอลต์ ก็ที่เดิมๆ นั่นแหละนะ อ้อ! ลืมไปเลย ก่อนจะมาฝากซื้อพุดดิ้งที่ร้าน Sunny Poon ด้วยนะ”
            คลอรีนเหรอ? ชื่อของผู้หญิงคนนั้น
            “อ้าว ตัดสายไปซะดื้อๆ อีกแล้ว”
            ผมมองร่างของหญิงสาวที่มุ่ยหน้าเล็กน้อย เธอผละออกจากเครื่องมือสื่อสารดังกล่าวเล็กน้อยก่อนจะหันมามองผมราวกับล่วงรู้ว่าผมตื่นขึ้นมาแล้ว
            “สวัสดีค่ะ ขอโทษที่เสียมารยาทนะ พอดีว่าจำคนผิดนิดหน่อย” เธอพูดขึ้นมาแบบนั้น
            จำคนผิด?
            “ที่ว่าจำคนผิดนี่คือ...?”
            “อ้อ เรื่องนั้น” เธอทำผมอ้อเล็กน้อยก่อนจะหันมามองผมต่อ “พอดีว่านายหน้าตาคล้ายกับใครบางคนนะ อ่า ไม่สิ จะบอกว่าคล้ายก็ยังไงอยู่...”
            เธอมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาใกล้ผม
            “นายมีพี่น้องฝาแฝดหรือเปล่า”
            “...”
            หา...?
            “เอ่อ ถ้าจำไม่ผิด...” ผมมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงงเล็กน้อย พี่น้องฝาแฝดงั้นเหรอ หมายความว่ายังไง แต่พี่น้องฝาแฝดของผมนะเหรอ? “ผมจำได้ว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียวนะครับ”
            “ลูกคนเดียวงั้นเหรอ...”
            “อือ” ผมตอบรับเธอไป คลอรีนมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา เธอเดินเข้ามาหาผมก่อนจะนั่งลงกัลป์พื้นให้ระดับของพวกเราอยู่เท่ากัน
            “นายนี่น่าสงสารชะมัด คงไม่รู้ใช่ไหมว่าทำไมพี่เลวๆ ของฉันถึงเก็บนายมา”
            พี่เลวๆ...
            เอ่อ มีน้องสาวคนไหนในโลกว่าพี่ชายตัวเองด้วยท่าทางเฉยเมินแบบนี้ไหมครับ? ผมชักสงสัยแล้วสิว่าบนเกาะนี้เขาสั่งสอนลูกหลานกันยังไง
            จะว่าไปแล้ว ก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ นั่นแหละ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมโคบอลต์ถึงเก็บผมมาในตอนนั้น แค่คิดว่าเขาคงอาจจะสงสาร ไม่ก็รู้สึกเห็นใจละมั้ง แต่พอเห็นเหตุการณ์เมื่อวานก็ทำเอาทรุดเหมือนกันครับ
            เขาดูเป็นคนที่สงสารใครได้ซะที่ไหนล่ะ...
            “ต้องการจะบอกอะไรกับผมงั้นเหรอ ถึงได้พูดแบบนี้” ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายไปเมื่อคิดหาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้ว ซึ่งร่างบางของหญิงสาวก็ทำเพียงยกยิ้มพลางเอ่ยต่อ
            “โคบอลต์น่ะ อาจจะเก็บนายไว้เพื่อเป็นตัวแทนของใครบางคนก็ได้นะ”
            กึก
            หา...?
            ผมมองคลอรีนที่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มๆ ที่ว่าเก็บผมเอาไว้เพื่อเป็นตัวแทนนี่...หมายถึงใครกัน?
            “ใคร...งั้นเหรอ?” ผมเอ่ยถามในที่สุด รู้สึกว่ามันชักจะงงเข้าไปใหญ่แล้ว ซึ่งคลอรีนก็ตอบกลับมาอย่างง่ายดาย
            “อดีตคนรักของพี่น่ะ อ่า จะพูดว่าอดีตก็ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ได้เลิกกัน แต่จะบอกว่ากำลังคบกันอยู่ก็ไม่ได้ด้วยสิ เพราะยังไงคนๆ นั้นก็เพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเอง”
            เอ๊ะ?
            ตาย?
            “หมายความว่ายังไง” ผมเอ่ยถามพลางเลิกคิ้วอย่างงุนงง ที่ว่าตายนี่หมายถึงคนรักของโคบอลต์งั้นเหรอ? แล้วคนรักของเขาก็ตายไปแล้ว ถ้างั้น...มันเกี่ยวอะไรกับผมตรงไหน
            ดูเหมือนว่าคลอรีนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมสงสัย เธอเพียงแค่ยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะเอามือมาแตะที่ริมฝีปากของตัวเอง พลางทำเสียง ‘ชู่ววว’ เบาๆ
            “เรื่องนี้มีแค่ไม่กี่คนที่รู้น่ะ ความจริงแล้วอดีตคนรักของพี่โคบอลต์น่ะ”
            “...?”
            “มีหน้าตาเหมือนกับนายเลยยังไงล่ะ”
            “...”
            เอ๊ะ?
            ผมมองคลอรีนด้วยความตกใจปนอึ้งๆ เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าที่ยัยนี้พูดมาเป็นความจริง ก็แสดงว่า...ผมมีหน้าตาคล้ายกับอดีตคนรักของโคบอลต์ และที่โคบอลต์เก็บผมมาก็เพราะ...
            เพื่อเป็นตัวแทนของใครอีกคนงั้นเหรอ?
            “เลวชะมัด” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานัก ร่างบางของหญิงสาวที่ได้ยินก็ทำเพียงหัวเราะในลำคอหน่อยๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
            “มันก็ช่วยไม่ได้ละนะ ก็พี่เขาทั้งรักทั้งหลงคนๆ นั้นสุดๆ เลยละ” เธอว่าพลางหยิบอะไรออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ก่อนจะเผยให้ผมเห็นรูปภาพของบุคคลหนึ่ง
            “นี่มัน...!”
            “เป็นไง เหมือนสุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ”
            ผมมองรูปภาพที่เธอเปิดให้ดู ก่อนจะเห็นรูปตัวเอง...ไม่สิ คงต้องบอกว่าอดีตคนรักสุดหวงของโคบอลต์สินะ ก็นั่นแหละ คนในรูปเป็นผู้ชายที่สูงเท่าๆ กับผม แต่บรรยากาศรอบตัวเขาแตกต่างจากผมโดยสิ้นเชิง อีกฝ่ายมีใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งสถานที่ที่ถ่ายภาพนี้ก็คือห้องของโคบอลต์นั่นเอง
            อ่า จะเหมือนกันเกินไปแล้ว ไม่แปลกใจจริงๆ ที่หมอนั้นจะนึกผมอดีตคนรักตอนเห็นหน้าผม...
            “แต่มันก็มีส่วนที่ต่างกันอยู่นะ”
            เอ๊ะ?
            “พี่มินจะมีปานรูปดาวอยู่แถวๆ ไห้ปลาร้า แต่ว่านาย...ไม่มี”
            ปานที่ไห้ปลาร้า จะว่าไปตอนนั้น...
            "ขอโทษที่ถามเสียมารยาทนะครับ แต่ว่า...คุณริท มีปานตรงแถวๆไห้ปลาราหรือเปล่าครับ
?"
            คำถามของคุณดิวในตอนนั้นเองก็เหมือนกัน ที่เขาถามมาแบบนี้ก็เพราะว่ารู้สินะ...เรื่องของผู้ชายในภาพนี้
            “ดูท่าจะตกใจน่าดูเลยนะ” ผมเงยหน้ามองคลอรีนที่จ้องมาด้วยสีหน้าเรียบๆ เธอเก็บรูปภาพใส่ในกระเป๋าก่อนจะหันมามองผมต่อ “ความจริงมันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไปนะน่ะ แต่ที่ฉันจะบอกต่อไปนี้นะ...มันเป็นความลับสุดยอดของพวก
Guardian Rabbits เชียวนะ”
            ความลับสุดยอด?
            ผมมองคลอรีนที่ดูท่าทางสนุกกับการพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่าทางที่ทำเอาผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาตงิดๆ...โคบอลต์อาจจะดูโหดไป แต่เขาก็เป็นคนเปิดเผย ต่างจากคลอรีน
            เธอเดาทางยากเกินไป...
            “สาเหตุที่พี่มินต้องตายนะ”
            “...”
            “มันเป็นเพราะถูกคนใน
Guardian Rabbits ฆ่ายังไงล่ะ”
            อึก!
            ฆ่า!?
            ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจนิดหน่อย ถึงแม้ว่าการฆ่าของพวกเกาะกระต่ายจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันก็น่าแปลกละน่ะ ใครกันที่กล้าฆ่าคนสำคัญของผู้ชายที่ชื่อว่าโคบอลต์
            จะกล้าเกินไปแล้ว...
            “ใครเป็นฆ่าเขา” ผมเอ่ยถามอย่างลุ้นระทึก คลอรีนเองก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เธอจึงเล่าต่อ
            “ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก พวกคนที่นายเองก็น่าจะเคยได้ยินชื่อมาละน่ะ”
            พวก...หมายถึงกลุ่มคนงั้นเหรอ
            เอ๊ะ อย่าบอกนะว่า...
            “จตุรเทพทั้งเจ็ดของ
Guardian Rabbits ยังไงล่ะ”
            ผมเลิกตาขึ้นมาทันที ทั้งตกใจและไม่คิดว่าคนที่ทำเรื่องพวกนี้จะเป็น...
            “พวกนั้นทำลงไปทำไม...” ผมถามอย่างไม่เข้าใจ สำหรับ
Guardian Rabbits แล้ว ผมคิดว่าพวกนั้นน่าจะรักษาความเป็นส่วนตัวมากอยู่ในระดับหนึ่งทีเดียว ประมาณว่า ใครไม่มายุ่ง เราก็จะไม่ไปยุ่งด้วย
            “ไม่รู้สิ แต่เรื่องที่ฉันรู้แน่ๆ ก็คือพวกนั้นนะ เกลียดพี่มินเข้าไส้ เกลียดชนิดที่ว่าอยากจะฆ่าให้ตายตั้งแต่ที่พี่มินปรากฎตัวขึ้นมา เกลียดแบบซึมเข้าไปในกระแสเลือด”
            “...”
            “เกลียดจนต้องทำเรื่องเลวๆ ใส่ผู้ชายร่างบางๆ คนนั้นไงล่ะ”
            เอือก!
            ผมนั่งฟังเรื่องราวทุกอย่างด้วยความตกใจจริงๆ ไม่คิดว่าพวกนั้นจะน่ากลัวขนาดนั้น
            “เขาทำอะไรให้พวกนั้นเกลียดนักหนา เพราะอะไรถึงต้องโดนฆ่า” ผมเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ต้องบอกว่าโคตรจะไม่เข้าใจเลยต่างหาก ผมไม่คิดว่าคนในรูปนั้นจะเป็นคนไม่ดี แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าคนๆ นี้จะเลวร้ายอะไร งั้นสาเหตุที่ทำให้พวกนั้นเกลียดล่ะ คืออะไร?
            “คงเพราะว่าเป็นคนดีละมั้ง”
            เอ๊ะ?
            ผมมองคลอรีนที่เอ่ยขึ้นมาอย่างยิ้มๆ เธอลุกขึ้นยืนก่อนอันดับแรก และนั้นทำให้ผมลุกขึ้นยืนตามเธอไป
            “สำหรับคนในเกาะกระต่ายน่ะ ความดีก็คือศัตรู ทุกคนในเกาะนี่น่ะมันเห็นแก่ตัว สิ่งที่พวกเราทำได้ตอนนี้ก็คืออย่าทำตัวเป็นคนดีให้มาก ซึ่งพี่มินน่ะแตกต่าง เขาเป็นคนดีโดยกำเนิด ถึงแม้ว่าในเกาะนี้จะมีคนดีๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างที่มีคนเคยบอกเอาไว้ไง”
            “...”
            “คนดีไม่มีที่ยืนในสังคม”
            ดวงตาสีเทาอ่อนของคลอรีนทอประกายแห่งความน่ากลัวออกมา ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะแปรกเปลี่ยนไป ท่าทางที่ทำเอาผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
            เกาะนี้คือแหล่งรวบรวมคนเลว จะมีคนดีสักกี่คนที่เป็นอย่างผู้ชายคนนั้นกันละ
            “เอาเถอะ ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเหตุผลที่พวกนั้นฆ่าพี่มินมันคืออะไร แต่หลังจากนั้นไม่นานพี่โคบอลต์ก็อาละวาดใหญ่เลยละ เห็นว่าเกือบจะระเบิดโรงงานไฟฟ้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟหลักของเกาะทิ้งเลยทีเดียว”
            ระ..ระเบิดโรงไฟฟ้า!?
            นั้นมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ...
            “ที่ฉันเอาเรื่องนี้มาบอกนายก็ไม่ใช่ว่าเพราะอะไรหรอกนะ ก็ค่อนข้างสงสารหลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากวาเนเดียมมา ก็อย่างที่บอกนะ นายควรจะรีบออกจากเกาะนี้เร็วๆ เพราะถ้าหากช้ากว่านี้ละก็...”
            ถ้าช้ากว่านี้...?
            “บิสมัทอาจจะตามมาฆ่านายได้”
            เอือก!
            บิสมัท ผู้ชายคนนั้น...
            อ่า ดูท่าว่าจะนิ่งนอนใจลอยไม่ได้แล้วสิ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ยิ่งต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผมจะกลับไปได้ยังไงต่างหาก แถมยังไม่รู้ด้วยว่าจะไปที่ไหน...
            ปัง! ปัง! ปัง!
            เอือก!
            “เสียงอะไรน่ะ!?” ผมร้องลั่นพลางสะดุ้งโหยง ก่อนจะมองไปทางประตูโกดังที่มีเสียงปืนขึ้นมา และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา...
            เคร้ง!
            ตึง!
            ประตูโกดังก็พังลงมาทันที...
            “มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ...” คลอรีนว่าอย่างยิ้มๆ พลางมองร่างสูงของโคบอลต์ที่ยืนอยู่หน้าประตู ดวงตาสีเทาในยามนี้ฉายแววคุกรุ่นกว่าครั้งไหนๆ ในขณะที่บรรยากาศรอบข้างแลดูทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด
            อีแบบนี้ไม่ค่อยชอบเลยแฮะ เขาคงไม่คิดจะฆ่าใครใช่ไหม? ไม่สิ ผมอาจจะไม่แน่ แต่เขาจะฆ่าน้องสาวตัวเองได้ลงคอจริงๆ นะเหรอ?
            “หมดเวลาสนุกแล้ว เรื่องที่เราคุยกันอย่าเอาไปบอกใครนะ ฉันคงต้องไปก่อน ไว้เจอกัน” คลอรีนหันมากระซิบข้างๆ ผม อีกฝ่ายทำท่าจะเดินจากไปแต่ผมก็ห้ามเอาไว้ก่อน
            “เดี๋ยว!”
            คลอรีนหยุดชะงักไปทันทีที่ผมพูดขึ้น เธอหันหน้ามามองผมด้วยสายตาสงสัย ในขณะที่ผมนึกแปลกใจเรื่องหนึ่ง
            “เธอเอาเรื่องนี้มาบอก แล้วจะไม่เป็นอะไรงั้นเหรอ ความลับของ
Guardian Rabbits ถ้าคนภายในเอามาบอกแบบนี้...” ผมเอ่ยอย่างนึกหวาดกลัวแปลกๆ เพราะถ้ามันเป็นความลับ การที่คลอรีนเอาเรื่องนี้มาบอกผมมันก็คงจะไม่สมควร หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีตกใจหรืออะไรทั้งสิ้น คลอรีนเพียงแค่ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะเอ่ยความจริงอีกข้อที่ทำเอาผมนิ่งอึ้ง
            “ฉันไม่ใช่สมาชิกของ
Guardian Rabbits หรอกนะ”
            เอ๊ะ?...
            ไม่ใช่
Guardian Rabbits แล้ว...ทำไมเธอถึงรู้
            ปัง!
            เอือก!
            ผมสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ผมหันไปมองคลอรีนที่เอี่ยวตัวหลบกระสุนปืนจากโคบอลต์ด้วยความเร็วสูง และนั้นทำเอาคนนอกอย่างผมนึกอึ้ง
            ไอ้ย่า...โคบอลต์กล้ายิงน้องสาวตัวเองจริงๆ!
            “เป็นพี่ชายที่เลวร้ายจังนะ กล้ายิงน้องสาวได้ยังไงกัน” คลอรีนเอ่ยขึ้นพลางมองไปยังร่างสูงที่ยังไม่ได้ลดรัศมีอาฆาตลงเลย ดวงตาสีเทาดูมีประกายแห่งความโกรธเกรี้ยว ในขณะที่คลอรีนดูสนุกสนานกับการเห็นปฏิกิริยาที่แปลกใหม่ของโคบอลต์
            แต่กราบประทานอภัยอย่างสูง อย่ามายิงกันตอนที่ผมอยู่ได้ไหม เกิดโดนลูกหลงขึ้นมาจะให้ทำยังไง!?
            “ไหนละพุดดิ้ง บอกไปแล้วนะว่าให้ซื้อมาให้ด้วย” ดูเหมือนว่าคลอรีนจะไม่หวาดเกรงอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะนอกจากจะไม่หนี ร่างบางยังไปยั่วโมโหต่อด้วย
            “มีตีนก็เดินไปซื้อเอง”
            โอเค ผมจะไม่พูดอะไรต่อเกี่ยวกับพี่น้องคู่นี้แล้ว เลิกเลย!
            “ใจร้ายจัง แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าหายกันที่ไปขโมยตัวคนของพี่มา ถ้างั้นเอาไว้เจอกันนะ...พี่ริท” ประโยคแรกเหมือนเธอจะพูดกับโคบอลต์ แต่ประโยคถัดมา...คล้ายกับพูดกับผม
            เอ๊ะ เธอรู้ชื่อผมได้ยังไง...
            “อะ อ่า...” ผมว่าพลางโบกมือลาคลอรีน เด็กสาวที่รู้ดีว่าอยู่นี้มีแต่ตายกับตายจึงรีบเดินผ่านพี่ชายไปทางออกทันที
            “...”
            แล้วผมจะทำยังไงกับเหตุการณ์แบบนี้ดี...
            ผมเงยหน้ามองโคบอลต์ที่จ้องมาด้วยสายตาบันดาลโทสะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมจะต้องเจอกับอะไร...
            พรึบ!
            “โอ๊ย...”
            ยังไม่ทันจะได้คิดไปไหนต่อไป ผมก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทันทีเมื่อถูกร่างสูงคว้าเข้าที่แขนของตัวเอง ก่อนจะถูกลากออกจากโกดังโดยไม่มีเสียงอธิบายใดๆ
            โคบอลต์ในตอนที่ไม่พูดอะไรแบบนี้ มันทำให้ผมชักหวั่นๆ แล้วสิ...



            ปัง!
            เอือก!
            ผมสะดุ้งโหยงทันทีหลังจากที่ถูกโคบอลต์เขวี้ยงเข้าไปในห้องอย่างไม่เบาแรง พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ทำเอาร่างทั้งร่างถึงกับผวา
            ถ้าจะปิดแรงเบอร์นี้ไม่เอาปืนมายิงประตูให้พังไปเลยล่ะ
            คำพูดประชดประชันที่ผมอยากจะเอ่ยออกไปเหลือเกิน แต่พอหันกลับไปมองร่างสูงที่เดินเข้าห้องมาก็ต้องชะงักปากทันที
            ไอ้ออร่าชวนให้ถูกไล่ล่านั้นมันอะไร
            โคบอลต์จ้องผมด้วยสายตาน่ากลัว คิ้วทั้งสองข้างของอีกฝ่ายถูกขมวดเข้าหากันอย่างโกรธๆ ในขณะที่ดวงตาสีเทาของอีกฝ่ายกำลังทำให้ร่างทั้งร่างของผมอยู่ไม่สุข
            เขากำลังกดดันผม เพื่อให้อธิบายอะไรบางอย่าง...
            ผมกลืนน้ำลายลงคอหน่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะต้องทำยังไงต่อไปดี จะให้พูดเรื่องที่เพิ่งรู้มากับอีกคนก็ดูจะทำไม่ได้ เพราะถ้าเกิดผมโดนฆ่าปิดปากขึ้นมาจะทำยังไง
            ผมไม่ใช่แฟนเก่าของเขานะ...
            “ผม...ขอตัวไปนอน”
            พรึบ!
            เมื่อพูดอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมในตอนนี้คือหนีครับ บางคนอาจจะคิดว่าการทำแบบนี้มันไม่ใด้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าพูดความจริงเท่ากับตาย ผมเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลยดีกว่า
            แต่อนินจา...พอผมทำท่าจะเดินหนีเท่านั่นแหละ มือหยาบของโคบอลต์ก็คว้าเข้าที่แขนของผมอย่างแรง ก่อนจะบังคับให้หันไปมองอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
            หมับ!
            พรึบ!
            แหม สายตาบ่งบอกมากว่าอารมณ์ไม่ดีแค่ไหน...
            ผมมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังแขนของตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายคว้าแน่นจนมันเริ่มแดง ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากมากครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะอีกฝ่ายแผ่รังสีน่ากลัวออกมาจนผมสะดุ้งไปหลายที กับสายตาที่ชวนให้ผมใจสั่นแปลกๆ
            ไม่ใช่สั่นเพราะหวั่นไหวนะครับ เพราะกลัวต่างหาก...
            “ปล่อย...ทีครับ” ผมเอ่ยออกมาเบาหวิว พลางเงยหน้าค่อยๆ มองอีกฝ่ายที่กำลังจ้องคล้ายจะกินเลือดกินเนื้อผมอยู่ตรงหน้า สายตาของเขาดูดุกว่าทุกที และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
            “ริท...”
            สั้นๆ แต่โคตรกดดัน
            นั้นคือสิ่งที่ผมคิดเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อของผมด้วยน้ำเสียงที่โคตรจะน่ากลัว มันไม่ใช่เสียงเบาๆ ของคนขี้เกียจพูดนะครับ แต่มันเป็นเสียงของคนที่โคตรบ่งบอกมากว่าถ้าผมไม่พูด...วันนี้ผมอาจจะไม่รอด
            “ทำไมผมต้องบอกด้วย” แล้วผมก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมง่ายๆ ซะด้วยสิ “คุณเป็นอะไรกับผมหรือไง ทำไมผมต้องรายงานคุณด้วย อีกอย่าง...”
            “...”
            “ผมจะทำอะไร ไปไหน อยู่กับใคร มันก็เรื่องของผมป่ะ?”
            ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน ถึงตอนแรกจะเห็นว่าผมยอมเขาง่ายๆ แต่ขอโทษที...พอดีผมเป็นพวกดื้อเงียบวะ
            แต่ดูเหมือนว่าตำพูดของผมจะไปจุดชนวนอะไรของเขาเข้าก็ไม่รู้ เพราะพอพูดจบ อีกฝ่ายก็กระตุกยิ้มทีหนึ่งก่อนจะลากผมเดินไปที่ห้องนอนอย่างรวดเร็ว!

            “คุณ...! จะพาผมไปไหน โอ๊ย!” ผมร้องลั่นทันทีเมื่อแขนที่ถูกเขาคว้าเอาไว้ มันถูกเล็บของอีกฝ่ายกดลงมาอย่างแรงจนต้องแบะปาก
            ดึงไม่ว่า ลากไม่โกรธ แต่จิกเล็บลงมาแรงขนาดนี้คือยังเห็นผมเป็นคนอยู่ใช่ปะ!? ผิวหนังคนนะเว้ย!
            ปัง!
            ปึง!
            เอือก!
            “อะ...ไร...” ผมเอ่ยอออกมาด้วยเสียงที่ขากห้วงอย่างชัดเจน เพราะพอถูกลากเข้ามาในห้องนอนปุ๊บ โคบอลต์ก็ปิดประตูซะเสียงดังลั่น พร้อมกับมือหน้าทั้งสองข้างที่กักร่างของผมเอาไว้กับประตูห้องนอน
            มัน...ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลยแฮะ
            อีกฝ่ายจ้องผมด้วยสายตาแปลกๆ แม้จะมีความโกรธปะปนอยู่ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ บางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึก...หวั่น
            “อยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน...” อีกฝ่ายคล้ายจะบ่นพึมพำอะไรสักอย่างอยู่คนเดียว ผมเงยหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ แต่ประโยคต่อมาก็ทำให้ผมนิ่งได้ทันที เมื่อมันแฝงไปด้วยบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวอย่างหามิได้! “หึ...ยังต้องบอกอีกเหรอว่าเป็นอะไรกัน?”
            หา...!?
            “หมายความว่ายังไง...” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดจะไม่พอใจหน่อยๆ มันรู้สึกโกรธวะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไอ้ที่เขาบอกว่าอยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกันนี่คืออะไรวะ? จะบอกว่าผมเป็นเมียเก็บเขาหรือไง ประสาท!
            พรึบ!
            อึก!
            แต่ยังไม่ทันได้คำตอบจากอีกฝ่าย มือหนาข้างหนึ่งก็คว้าเข้าที่คางของผมอย่างแรงจนทำให้ใบหน้าเงยขึ้นไปสบตากับอีกฝ่าย ดวงตาสีเทาที่ในยามนี้...ไร้ซึ่งแววแห่งความปราณี
            “ยังอยากรู้มากกว่านี้ไหม ว่าเราเป็นอะไรกัน ริท...”
            ผู้ชายคนนี้...เป็นโรคจิตรึไง!
            “ไม่!”
            เพี๊ยะ!
            ผมเอ่ยออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะปัดมือของอีกฝ่ายที่คว้าปลายค้างเอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าผมปัดมือเขาออก ดวงตาของโคบอลต์ก็แปรเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับบรรยากาศทมึนที่คืบคลานเข้ามา
            หมับ!
            “โอ๊ย!” ผมร้องขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายคว้าเข้าที่แขนของผมก่อนจะเหวี่ยงร่างให้จมไปกับที่นอน ผมเอาแขนยันที่นอนเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองร่างสูงที่กำลังทาบทับลงมาอย่างว่องไว!

            เฮ้ย! อะไรเนี่ย!?
            “จะทำอะไรของคุณ...อึก!” แน่นอนครับว่าผมขัดขืนสุดชีวิต แต่ไม่รู้ว่าเพราะแรงผมน้อยเกินไปหรือเปล่า อีกฝ่ายถึงได้จับข้อมือผมกดลงบนเตียงได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับดวงตาที่ไร้ซึ่งผิดชอบชั่วดี
            จะรู้ผิดชอบได้ยังไงวะ ในเมื่อตอนนี้เขาเหมือนคนไม่มีจิตใจแล้ว!
            “ปล่อย! อึก...!”
            วินาทีต่อมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อผมยังไม่หยุดดิ้น ร่างสูงก็ยิ่งกดมือผมลงบนที่นอนแรงกว่าเก่า ในขณะที่ใบหน้าของโคบอลต์จะเลื่อนลงมา พลางประกบลงบนปากผมอย่างรวดเร็ว!
            อะ...อ อะไรวะเนี่ย!?
            “อือ! อึก...! อ อย่- ฮึม!” ผมเบี่ยงหน้าหลบการโจมตีแปลกของเขาทันที แต่ก็หนีไม่พ้นเมื่อมือข้างหนึ่งของเขาคว้าละจากข้อมือของผม จากนั้นจึงคว้าหน้าให้หันไปรับจูบอย่างช่วยไม่ได้! “หยุด! อือ!...”
            ผมใช้มือข้างที่ว่างอยู่ดันอีกฝ่ายให้ออกไปห่างๆ เมื่อลิ้นร้อนกวาดเลียไปทั่วโพรงปากอย่างดุดัน ความไม่ปราณีของอีกฝ่ายทำให้ผมหนีไม่ได้ ยิ่งแรงบีบที่ใบหน้าหนักขึ้นเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็รุกรานเข้ามามากเท่านั้น
            ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!
            ผมพยายามขัดขืนอีกฝ่ายทุกวิธีทาง หากแต่ก็ไร้ซึ่งหนทาง ริมฝีปากของอีกฝ่ายบดเบียดเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน โคบอลต์ไม่ปราณีแม้แต่ปลายเสี้ยววินาทีเดียว  ก่อนที่ผมจะรู้สึกเจ็บลิ้นจนต้องร้องออกมา พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดในปากที่ทำให้สติเริ่มเลือนหาย
            ทั้งเจ็บและปวด โคบอลต์ไม่ยอมผละริมฝีปากจากผมจริงๆ เขาไม่คิดจะละมันออกเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเห็นว่าผมหายใจไม่สะดวกอีกฝ่ายอีกลงหนักขึ้นไปอีก จนหยาดเลือดในปากมันเริ่มไหลลงมาจากมุมปากนั่นแหละ อีกฝ่ายถึงจะหยุดแล้วผละออกมา
            “แฮ่ก...” ผมโกยอากาศเข้าปอดอย่างรวดเร็ว เกือบที่จะขาดใจตายไปแล้วจริงๆ แถมลิ้นก็ชาไปหมด เมื่อกี้เหมือนเขาจะกัดมันด้วยสินะ ไม่น่าละเลือดถึงไหลออกมา แถม...ผมยังต้องกลืนเลือดตัวเองลงคออีก ให้ตายสิ ร่างกายของผมคงไม่ขาดธาตุเหล็กแล้วละแบบนี้
            “หึ...” โคบอลต์ไม่พูดอะไรต่อ เขาดูสะใจผมซะมากกว่า ยิ่งผมส่งสายตาไม่พอใจไปให้ เขายิ่งมองมาด้วยความสะใจล้วนๆ
            ไอ้เหี้ยเอ๊ย!
            บอกตามตรงว่าผมไม่เคยด่าใครว่าเหี้ยแบบนี้มาก่อนนอกจากเขาเลย นี่ถ้าไม่เจ็บปากคงได้ด่าไปอีกสักดอกแล้วจริงๆ แต่ตอนนี้มันชาไปหมดจริงๆ ครับ ทั้งปากทั้งเสียงที่กลืนหายลงไปในลำคอ คล้ายกับว่าตอนนี้ผมหาเสียงตัวเองไม่เจอ
            “ตอนนี้คุณเห็นผมเป็นใคร”
            “?”
            โคบอลต์ชะงักไปทันทีเมื่อผมเอ่ยประโยคเมื่อกี้ออกมาอย่างแผ่วเบา ในขณะที่ร่างสูงผละออกมาเล็กน้อยคล้ายสงสัยในคำถามของผม
            ผมหันไปมองโคบอลต์ที่ก้มลงสบตาด้วยความเรียบเฉย ในขณะที่ผมกำมือแน่น พยายามกดอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้
            “หมายความว่าไง”
            “หึ...ก็ลองถามตัวเองดูสิ ว่าสรุปแล้วผมเป็นใคร ระหว่างริท...กับมิน”
            กึก!
            อีกฝ่ายชะงักไปทันทีเมื่อผมพูดจบ ในขณะที่ผมมองหน้าเขาด้วยสายตาโกรธเกลียด
            ไม่ได้โกรธที่เขาอาจจะมองผมเป็นใครอีกคน แต่โกรธที่เขาทำกับผมเหมือนใครอีกคนต่างหาก
            ผมเข้าใจถ้าเกิดว่าเขาจะมองผมว่าเป็น ‘มิน’ เพราะรูปที่น้องสาวของอีกฝ่ายเอาให้ดูก็พิสูจน์ได้แล้วว่าทั้งผมกับคนๆ นั้น หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ แต่...ผมไม่ชอบการต้องเป็นตัวแทนของใครอีกคน
            “ปล่อยผม” ผมเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาแข็งกระด้างเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดว่าผมจะกล้าทำ โคบอลต์เองก็มองมาอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่เท่ากับความรู้สึกโกรธเกลียดของผมตอนนี้หรอก “ผมบอกว่าให้ปล่อย”
            “ทำไมต้องปล่อย?”
            “!”
            นี่สรุปเขาจะไม่ยอมจริงๆ ใช่ไหม!?
            “ปล่อย!!!” ผมพูดขึ้นอย่างดัง แต่นั้นก็คงไม่มีผลต่อกับผู้ชายที่ชื่อโคบอลต์อย่างแน่นอน ร่างสูงไม่รับฟัง ทั้งยังจับผมแน่นกว่าเดิมโขอีก ท่าทางที่บ่งบอกว่ายังไงก็จะไม่มีวันปล่อยผมไปอย่างแน่นอน
            อึก! อะไรกัน นี่เขาต้องการอะไรจากผมกันแน่เนี่ย!?
            โคบอลต์ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เขาไม่ยอมปล่อยผมแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนที่มือของผมจะถูกพันธนาการด้วยเชือกเส้นหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนไว้กับหัวเตียง
            ผมเบิกตากว้าง หันไปมองโคบอลต์ด้วยความไม่เข้าใจ อีกฝ่ายก็ทำเพียงกดตาลงมองผมด้วยความเย็นชา ก่อนที่สุระเสียงเย็นๆ ของอีกฝ่ายจะทำให้ผม...สุดจะทน
            “ถ้าคิดว่าหนีได้...ก็ลองดู”



__________

กี่เปอร์เซ็นไม่รู้ค่ะ เหมือนจะไม่ได้นับ ฮ่าๆๆ

เนื่องจากไปลงสองเรื่องที่เหลือมาแล้ว ยูเมะก็เลยอัพเรื่องนี้ด้วย
แต่อัพลงมาเพื่อให้คนอ่านค้างเล่น ฮ่าๆๆๆ
(ตัดจบละคนไทยอีกแล้วเรา)

มาลองท้ายกันเถอะว่านายเอกกับคนๆนั้นเกี่ยวข้องกันยังไง
อะ! ถามถึงเกี่ยวข้องกันยังไง มีเรื่องมาชี้แจ้งเล็กน้อยค่ะ

ยูเมะจะแต่ง RABBIT SET แบบตอนไม่เยอะนะคะ

ตอนแรกก็คิดว่าจะแต่งเป็นเรื่องยาวอยู่หรอกค่ะ แต่ดูจากจำนวนเรื่องดูท่าจะไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ

อาจจะแต่งแค่สิบตอนนิดๆ มั้ง แต่น่าจะจบเร็วกว่าเรื่องที่ผ่านๆ มา เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้ค้างนานแน่นอนค่ะ

เนื้อหาช่วงหน้าจะมาลงใหม่นะคะ อาจจะวันพรุ่งนี้ เพราะไม่อยากทำให้ค้างนาน ฮะๆๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #28 Love Star (@Coffee2) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:13
    รอจ้าาา
    #28
    0
  2. #27 Xing yè (@arreeya2268812) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:27
    อยากอ่านแบบยาวๆจังค่ะ55555 แต่ไม่เป็นไรแบบไหนเราก็อ่านอยู่ดี อิอิ
    #27
    0
  3. #25 Xing yè (@arreeya2268812) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 21:48
    สู้ๆนะคะ เราจะรอเรื่องนี้เหมือนเดิมมมมมม
    #25
    0