ร้อนรักเสน่หา

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    10 ต.ค. 61

             ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีสันสดใส มีเด็กชายและหญิงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสองขวบจำนวนสิบคนกำลังนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลมใหญ่ๆ โดยที่ในมือของทุกคนมีสมุดสำหรับวาดภาพอยู่ในมือด้วย ซึ่งเด็กๆ ต่างเหลือบตามองไปยังจุดกึ่งกลางของวงนั่ง เพราะที่ตรงนั้นมีวัตถุอย่างหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ทรงกลมรูปร่างนาฬิกาทราย เพื่อเป็นแบบให้ทุกคนได้วาดรูป

“หนูปุ้ม...ครูว่าตรงใต้ฐานตะกร้าตรงนี้หนูน่าจะแรเงาให้มากขึ้นกว่านี้อีกสักนิดหนึ่งนะจ๊ะ จะได้ดูมีมิติมากขึ้นหรือว่าหนูคิดเห็นว่ายังไงจ๊ะ”

“อืม...หนูเห็นด้วยกับครูแพรวค่ะ”

ครูแพรวยิ้มรับแล้วเดินไปดูเด็กคนอื่นๆ ต่อไปพร้อมกับชี้แนะตรงจุดบกพร่องให้ได้รู้ด้วย จากนั้นก็กลับไปนั่งยังเก้าอี้ของตนเองแล้วหยิบสมุดวาดภาพขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาวาดรูปสิ่งเดียวกันกับพวกเด็กๆ ต่อ ซึ่งก็คือภาพตะกร้าผลไม้นานาชนิดนั่นเอง

“เอาล่ะจ้ะเด็กๆ พอกันแค่นี้ก่อนนะ หมดเวลาเรียนแล้วจ้ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นหลังจากที่ก้มดูนาฬิกาบนข้อมือของตนเองแล้วเห็นว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว เธอวางสมุดลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะหันไปพูดกับเด็กๆ ต่อ “ใครที่วาดเสร็จแล้วและมั่นใจว่าผลงานของตนเองดีที่สุดแล้วก็ส่งครูได้เลยนะจ๊ะ ส่วนใครที่ยังวาดไม่เสร็จก็เอาไว้มาวาดต่อในวันพรุ่งนี้ได้จ้ะ”

“ค่า/ครับคุณครู” เด็กๆ พร้อมใจกันขานรับเสียงใส

“ครูแพรวครับ ของผมเป็นยังไงบ้างครับ” เด็กชายน็อตเดินถือสมุดวาดรูปเข้ามาถาม หญิงสาวรับมาดูพลางยิ้มอย่างชื่นชม

“วาดได้เกือบเหมือนจริงมากจ้ะ นี่ถ้าน็อตหมั่นฝึกฝนวาดเรื่อยๆ นะ ครูรับรองเลยว่าน็อตจะต้องวาดได้ดีกว่านี้อีกหลายเท่า น็อตมีพรสวรรค์อยู่แล้วนะจ๊ะ ขอเพียงมีใจรักและหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ รับรองว่าน็อตจะต้องเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน”

“จริงเหรอครับ ผมจะขยันฝึกวาดให้มากๆ เพราะผมอยากเป็นจิตรกรระดับโลกครับ”

“จ้ะ ครูเอาใจช่วยนะ”

หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ ที่เห็นลูกศิษย์ตัวน้อยของตนเองมีความมุ่งมั่นถึงขนาดนี้ เธอจึงอยากเอาใจช่วยเด็กชายน็อตให้ทำตามความฝันที่หวังไว้ได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากเด็กๆ กลับไปหมดแล้วครูสอนศิลปะสาวที่อยู่ในชุดกางเกงยีนขายาวกับเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว คว้ากระเป๋าจักสานใบโตลวดลายเวียนหัวของตนเองมาคล้องบ่าแล้วเดินออกจากห้องเรียนไป

“กลับแล้วเหรอแพรว” เพื่อนสาวที่สอนอยู่ที่นี่ด้วยเอ่ยทักยิ้มๆ เมื่อเดินสวนกันตรงบันได

“จ้า” แพรวหรือพิมพ์พิสุทธิ์ ชาติศิลา ครูสอนพิเศษศิลปะรายชั่วโมงแค่ช่วงวันเสาร์และอาทิตย์เอ่ยตอบเพื่อนร่วมอาชีพด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส ก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินลงบันไดจากไป หญิงสาวเดินไปขึ้นรถเต่าคันเก่าของตนเองที่จอดอยู่ตรงหน้าโรงเรียนสอนศิลปะเอกชนชื่อดังแล้วขับออกไป รถเต่าคันเก่าแต่สภาพเครื่องยนต์ยังดีเยี่ยมอยู่แล่นไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยไปเรื่อยๆ เป็นเวลานาน จนกระทั่งแล่นเข้าไปในรั้วบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเธอนั่นเอง

“อ้าว...วันนี้ไม่ออกไปไหนเหรอพราว” พิมพ์พิสุทธิ์เอ่ยถามพิมพ์ประภัทรผู้เป็นน้องสาวคนสุดท้องของบ้าน เมื่อเดินเข้าบ้านมาแล้วเห็นน้องรักนั่งอ่านนิตยสารอยู่ที่ห้องรับแขก

“ไม่ค่ะ รู้สึกเบื่อๆ ก็เลยไม่อยากออกไปไหน จริงสิ พี่แพรววาดรูปพราวเสร็จแล้วหรือยังคะ พราวจะได้เอาไปติดโชว์ในห้องนอนเลย” พิมพ์ประภัทรเอ่ยถามตาเป็นประกายด้วยรอยยิ้มแจ่มใส หญิงสาวเป็นคนร่าเริงและออกจะขี้อ้อนตามประสาน้องนุชคนสุดท้อง ซึ่งผิดกับผู้เป็นพี่สาวอย่างพิมพ์พิสุทธิ์นัก ที่ออกจะห้าวๆ ขี้โวยวายไปสักหน่อยหากมีอะไรไม่ถูกใจ และค่อนข้างพูดจาโผงผางไปบ้างทว่าเนื้อแท้แล้วเธอเป็นคนขี้อาย แถมยังค่อนข้างอ่อนไหวง่ายกับเรื่องความรู้สึก จึงมักปกปิดตัวเองด้วยการทำตัวเฉยๆ เหมือนไม่แคร์ แต่ความจริงแล้วเธอแคร์ทุกคนมาตลอด ซึ่งนิสัยส่วนนี้ทุกคนในบ้านจะรู้ดี

“ยังเลย แต่เหลือลงสีแค่นั้นเอง พี่คิดว่าคืนนี้คงเสร็จแล้วล่ะ อย่าใจร้อนสิ ของดีต้องรอนานหน่อย” พิมพ์พิสุทธิ์ยักคิ้วให้น้องรักพร้อมกับแย้มยิ้มน้อยๆ ด้วยกิริยาที่แสดงความมั่นใจออกมา พิมพ์ประภัทรจึงหัวเราะร่าแล้วชูนิ้วโป้งให้พี่สาวทั้งสองมือเป็นการการันตีว่าเยี่ยมจริงๆ

พิมพ์พิสุทธิ์กับพิมพ์ประภัทรนั้นแม้อายุจะห่างกันถึงสามปี แต่ทั้งสองก็สนิทสนมกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่มีพี่สาวอีกหนึ่งคนคือ ดร. พิมพ์นารา ซึ่งมีอายุห่างจากพิมพ์พิสุทธิ์สองปี พี่สาวคนโตนั้นเป็นนักโบราณคดีที่เชี่ยวชาญทางด้านโบราณวัตถุของอียิปต์เป็นอย่างดี ทำงานเจริญรอยตามผู้เป็นบิดาคือ ดร. อนุสรณ์ ชาติศิลา ซึ่งท่านก็เป็นนักโบราณคดีที่เชี่ยวชาญด้านนี้เช่นกัน ส่วนมารดาของพวกเธอนั้นเป็นอดีตแอร์โฮสเตสผู้งดงาม แต่ปัจจุบันนี้เป็นแม่บ้านผู้ใจดีของลูกสาวทั้งสามคนแทน

ในบรรดาลูกสาวทั้งสามคนนั้นมีเพียงพิมพ์นาราเท่านั้นที่เจริญรอยตามบิดา ส่วนพิมพ์พิสุทธิ์นั้นหันเหไปทางด้านศิลปะเพราะรักในการวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ หญิงสาวจึงเลือกเรียนคณะจิตรกรรมและได้เป็นจิตรกรสมใจ ซึ่งปัจจุบันนี้เธอได้ทำงานที่ตัวเองรักโดยการเป็นครูสอนพิเศษวาดรูปช่วงเสาร์อาทิตย์ และรับวาดรูปโฆษณาหรือแผ่นป้ายต่างๆ อย่างอิสระร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ร่ำเรียนด้วยกันมา โดยที่เธอมีความใฝ่ฝันที่อยากจะมีแกลเลอรีเป็นของตัวเอง และได้โชว์ผลงานสู่สายตาชาวโลกสักวันหนึ่งให้ได้

ส่วนพิมพ์ประภัทรน้องสาวคนสุดท้องนั้น ตอนนี้เรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจอยู่ซึ่งก็เปรยๆ กับครอบครัวว่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจน้ำหอม ดูท่าเรียนจบแล้วคงจะทำธุรกิจด้านนี้เป็นแน่แท้ พี่น้องแต่ละคนต่างมีเส้นทางเดินเป็นของตัวเอง ซึ่งไม่มีใครก้าวก่ายกันและกัน มีแต่จะให้กำลังใจกันให้สู้ต่อไปมากกว่า

“พราวรอได้เสมอแหละค่า ว่าแต่เมื่อไรพราวถึงจะได้เห็นพี่แพรววาดรูปผู้ชายสักคนน้า” พิมพ์ประภัทรถามด้วยนัยน์ตาล้อเลียน ผู้เป็นพี่ยักไหล่ให้แล้วตอบอย่างไม่แคร์เท่าไรนัก

“ไม่รู้สิ อยากเห็นไปทำไมกัน”

“แหม...ก็อยากรู้ว่าใครเป็นผู้โชคดีน่ะสิคะ”

“ทำไมถึงโชคดี” พิมพ์พิสุทธิ์ถามขำๆ อย่างไม่เข้าใจ

“อ้าว...จะไม่โชคดีได้ยังไงกันล่ะคะ” พิมพ์ประภัทรลุกขึ้นเดินไปเกาะแขนพี่สาว พลางยิ้มอย่างหยอกเย้าเมื่อเอ่ยต่อว่า “ก็ในเมื่อพี่สาวพราวคนนี้ไม่เคยวาดรูปผู้ชายคนไหนมาก่อนเลย”

“แล้วพ่อไม่ใช่ผู้ชายเหรอ” พิมพ์พิสุทธิ์ถามสวนกลับเสียงกลั้วหัวเราะ จึงได้รับค้อนจากน้องสาวมาวงโต เธอจึงหัวเราะขำออกมาแล้วฟังอีกฝ่ายพูดต่อโดยไม่ขัดคออีก

“อย่าเพิ่งขัดคอสิคะ คุณพ่อไม่นับค่ะเพราะเป็นคนในครอบครัว ที่พราวจะสื่อก็คือพี่แพรวน่ะไม่ค่อยชอบวาดรูปคนเท่าไร ถ้าจะวาดก็มักจะวาดแต่รูปผู้หญิงเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากพี่แพรววาดรูปผู้ชายขึ้นมาเมื่อไรล่ะก็ พราวฟันธงได้เลยว่าผู้ชายคนนั้นจะต้องเป็นคนพิเศษสำหรับพี่แพรวแน่นอน”

“พูดจาเพ้อเจ้อ” หญิงสาวส่ายหน้าทันทีแต่แก้มนวลกลับค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้นฟ้องความรู้สึกข้างใน ซึ่งพอน้องสาวเห็นปุ๊บก็ชี้หน้าล้อทันที

“นั่นแน่...ว่าเค้าเพ้อเจ้อแล้วตัวเองหน้าแดงทำไมกันฮึ เขินล่ะสิท่า” พูดพร้อมกับใช้ไหล่ตัวเองกระแทกกับไหล่ของพี่สาวเบาๆ จนคนถูกล้อขยับตัวออกห่างแล้วโวยวายกลบเกลื่อน

“เขินบ้าเขินบออะไรกันเล่า อากาศมันร้อนหน้าพี่ก็เลยแดงต่างหากล่ะ ไม่เอาแล้ว ไม่พูดกับเราแล้ว พี่ไปวาดรูปต่อดีกว่า” พูดจบพิมพ์พิสุทธิ์ก็รีบเดินจากไปโดยมีเสียงหัวเราะสดใสของน้องสาวดังตามไล่หลังมาให้ได้ยิน หญิงสาวเดินมาทางด้านหลังของบ้านแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นห้องทำงานศิลปะส่วนตัวของเธอโดยเฉพาะ

ดร. อนุสรณ์สร้างห้องนี้ขึ้นให้ลูกสาวคนรองตั้งแต่สมัยที่พิมพ์พิสุทธิ์ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เนื่องจากท่านรู้ว่าเธอต้องการความสงบและพื้นที่ส่วนตัว แต่ท่านก็ไม่อยากให้ทำงานในห้องนอน จึงได้สร้างห้องนี้ไว้ให้ทางด้านหลังของบ้าน โดยที่ด้านหนึ่งทำผนังเป็นกระจกทั้งหมดเพื่อให้เห็นทิวทัศน์ข้างนอกได้ ห้องนี้เลยเป็นห้องที่หญิงสาวรักและหวงมากซึ่งก็มักจะมาขลุกตัวอยู่ในห้องนี้เป็นประจำทุกวัน

พิมพ์พิสุทธิ์วางกระเป๋าจักสานใบโตของตนเองลงบนโซฟาตัวยาว แล้วเดินไปหยุดอยู่ที่กระดานวาดรูปที่เสียบอยู่บนขาตั้งขนาดพอเหมาะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับผนังกระจก ในกระดานแผ่นนั้นมีรูปวาดเสมือนจริงของพิมพ์ประภัทรที่ถูกลงรายละเอียดหมดเรียบร้อยแล้ววางอยู่ จะเหลือก็เพียงการลงสีอย่างที่เธอบอกไว้เท่านั้น

หญิงสาวกวาดตามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกพึงพอใจ แล้วหันไปหาสีที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ เพื่อหาสีที่เหมาะสมจะแต่งแต้มมันลงไป เมื่อผสมสีได้ตามที่ต้องการแล้วจิตรกรเอกของบ้านชาติศิลาก็เริ่มลงมือระบายสีสันลงบนภาพอย่างตั้งใจ ภาพนี้พิมพ์พิสุทธิ์ถูกน้องสาวขอร้องให้วาดให้เพราะอยากได้รูปวาดเสมือนจริงของตนเองไปติดในห้องนอน ไม่ใช่แค่รูปนี้เท่านั้นที่เธอวาด แต่ทุกรูปที่ติดอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปครอบครัวทั้งสี่คน รูปเดี่ยวหรือแม้แต่รูปวิวทิวทัศน์ที่ติดผนังโชว์อยู่นั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือวาดของเธอทั้งสิ้น

หญิงสาวชอบวาดรูปธรรมชาติหรือสิ่งของมากกว่ารูปคน ดังนั้นบุคคลที่เธอจะวาดรูปให้ส่วนมากมักจะเป็นคนในครอบครัวที่เธอรักเท่านั้น จะมีวาดให้คนอื่นบ้างก็เพราะสนิทสนมกันแต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงและเด็กเล็กๆ มากกว่า และด้วยเหตุนี้เองพิมพ์ประภัทรจึงได้ล้อเธอเล่นอยู่เสมอๆ ว่าอยากเห็นรูปผู้ชายที่เธอวาด

พิมพ์พิสุทธิ์หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความขบขันน้องสาวสุดที่รัก ก่อนมือที่ระบายสีอยู่นั้นจะหยุดชะงักเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หญิงสาววางพู่กันลงแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมากดรับสาย

“สวัสดีค่ะอาจารย์ไฟ” เธอกรอกคำทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะหน้าตาตื่นอย่างตกใจ “อะไรนะคะ! แล้วอาจารย์เป็นยังไงบ้างคะ ค่ะๆ ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะรีบไปหาอาจารย์ที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์กดตัดสายแล้วรีบเดินไปคว้ากระเป๋าประจำตัวของตนเองมาคล้องบ่า จากนั้นก็เดินลิ่วๆ ออกจากห้องไปอย่างร้อนใจ

พอขับรถมาถึงโรงพยาบาลได้ พิมพ์พิสุทธิ์ก็รีบขึ้นไปยังห้องพักฟื้นที่อาจารย์ของเธอนอนพักรักษาตัวอยู่ทันที หญิงสาวเคาะประตูห้องสองสามครั้งก่อนจะเปิดเข้าไปก็เห็นคนเจ็บนั่งดูทีวีอยู่บนเตียง โดยที่มีภรรยาคอยปอกผลไม้ให้ทานอยู่ใกล้ๆ เธอจึงส่งยิ้มให้พร้อมกับยกมือไหว้คนทั้งคู่ไปด้วย

“สวัสดีค่ะอาจารย์ไฟ”

“มาไวดีนี่ ซิ่งมารึไง” อาจารย์ของเธอรับไหว้พร้อมกับเอ่ยแซวเล่น หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พลางเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงคนเจ็บก่อนตอบเสียงใส

“เกือบซิ่งมาแล้วค่ะ ถ้าเจ้าเต่าของหนูมันไหว”

“ฮ่าๆๆ ไม่ซิ่งน่ะดีแล้ว ถ้าเธอซิ่งคงได้เป็นแบบอาจารย์แน่ๆ”

พิมพ์พิสุทธิ์มองสำรวจอาจารย์หนุ่มใหญ่วัยเกือบสี่สิบปีที่เธอเคารพรักด้วยความสงสารระคนเห็นใจ ขาขวาของอาจารย์ถูกใส่เฝือกไว้จนเกือบถึงหัวเข่า ส่วนใบหน้าหล่อเหลาก็มีรอยถลอกและรอยฟกช้ำบางแห่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งโชคดีที่ไม่มีบาดแผลร้ายแรงอะไร ไม่อย่างนั้นได้เสียโฉมเป็นแน่ อาจารย์ไฟซาลแต่พวกเธอและนักศึกษาคนอื่นๆ เรียกกันแค่อาจารย์ไฟสั้นๆ นั้น เป็นอาจารย์หนุ่มลูกครึ่งไทย-ทาเกียร์แต่อาศัยอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่เกิด ท่านเป็นขวัญใจของนักศึกษาทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะท่านเป็นคนอารมณ์ดี ใจกว้างและชอบช่วยเหลือนักศึกษาเสมอเวลาเดือดร้อน

พิมพ์พิสุทธิ์เองก็รักและเคารพอาจารย์ไฟของเธอเช่นกัน เพราะเธอชื่นชมในนิสัยใจคอและฝีมือการวาดรูปของอาจารย์มาก จึงมักขอคำแนะนำจากท่านเสมอตั้งแต่สมัยเรียนจวบจนจบออกมาแล้วก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ แถมยังมีชวนกันไปสังสรรค์เฮฮาในกลุ่มกันบ่อยๆ ตอนที่อาจารย์ไฟแต่งงานนั้นทำเอาสาวๆ อกหักกันเป็นทิวแถว เธอกับเพื่อนๆ ก็ได้ไปร่วมงานแต่งด้วยเหมือนกัน

“ทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุได้ล่ะคะ”

“มอเตอร์ไซค์มันวิ่งตัดหน้ารถน่ะสิ อาจารย์ก็เลยหักหลบแต่เอาไม่อยู่รถก็เลยพุ่งลงข้างทางไป ถือว่ายังโชคดีอยู่ที่อาจารย์ไม่ขับรถเร็วเกินไปนัก ไม่อย่างนั้นคงได้เจ็บหนักกว่านี้แน่”

“ใช่ค่ะ หรือไม่บางทีอาจได้ไปนอนวัดแทนโรงพยาบาล”

“เธอนี่มันปากเสียไม่เลิกเลยนะยัยแพรว หัดเกรงใจเมียอาจารย์หน่อยสิ” อาจารย์ไฟซาลยกมือขึ้นเขกกะโหลกลูกศิษย์สาวที่เขารักใคร่เอ็นดูอย่างหมั่นไส้ พิมพ์พิสุทธิ์ยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ภรรยาของอาจารย์พร้อมกับยกมือไหว้ขอโทษไปด้วย

“หนูขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นจ้ะ ที่น้องแพรวพูดก็จริงอยู่เหมือนกัน ถ้าขืนคุณยังขับรถเร็วแบบนี้อยู่สักวันคงได้ไปนอนวัดแทนโรงพยาบาลแน่” ภรรยาสาวสวยว่าเข้าให้มั้งเพราะหนักใจกับการขับรถเร็วของสามีมาตลอด

“โธ่...ไหงมาลงที่ผมล่ะที่รัก คราวนี้ผมไม่ได้ขับรถเร็วจริงๆ นะ” อาจารย์ไฟซาลโอดครวญขอความเป็นธรรม แต่ภรรยาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ พิมพ์พิสุทธิ์มองสองสามีภรรยากระเง้ากระงอดใส่กันอย่างน่ารักยิ้มๆ จวบจนไฟซาลหันมาถามเธอด้วยสีหน้าที่ดูเป็นการเป็นงานมากขึ้น “แพรว...ตอนนี้เธอทำงานประจำหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ ทำไมเหรอคะ อาจารย์มีงานอะไรจะให้หนูทำเหรอ” ที่หญิงสาวถามเช่นนี้เพราะอาจารย์ไฟซาลมักหางานมาให้เธอกับเพื่อนๆ ทำเสมอ ซึ่งก็ตามแต่ว่าใครจะมีเวลาว่างรับงานไปทำให้ได้

“ใช่”

“งานอะไรเหรอคะ” เธอถามอย่างสนใจ

“งานวาดรูปอย่างที่เราชอบนั่นล่ะ แต่งานนี้เป็นงานที่ใหญ่มากและก็คุ้มค่าเหนื่อยมากที่สุดเลยล่ะ”

“ว้าว...งานอะไรคะ บอกหนูเร็วๆ สิอาจารย์” พิมพ์พิสุทธิ์ถามอย่างตื่นเต้น พลางจ้องหน้าอาจารย์เขม็งอย่างลุ้นสุดตัวทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นงานอะไร แต่แค่บอกว่าได้ทำงานที่เธอรักเธอก็ดีใจแล้ว

“งานวาดภาพสมบัติของชีคราซัค”

“งานวาดภาพสมบัติของชีคราซัค” หญิงสาวทวนคำพลางเลิกคิ้วสูง “ใครเหรอคะ หนูไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย”

“จะเคยได้ยินชื่อได้ยังไงกันล่ะ ก็ในเมื่อท่านไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ท่านอยู่ที่ประเทศทาเกียร์โน้น” อาจารย์ไฟซาลบอกด้วยรอยยิ้มขบขัน ก่อนจะเล่ารายละเอียดให้ลูกศิษย์สาวฟัง “คืออย่างนี้นะ อาจารย์ได้รับการติดต่อจากคนของท่านชีคให้ไปวาดภาพสมบัติของท่านที่ท่านจะนำออกมาจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ของตระกูลท่าน ซึ่งท่านจะเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมเพื่อศึกษาประวัติของสิ่งของเหล่านั้น ท่านก็เลยอยากให้วาดภาพสมบัติทุกชิ้นเก็บเอาไว้ด้วย เพื่อนำเอาไปติดไว้ใกล้ๆ กับสมบัติชิ้นนั้นๆ ท่านชีคท่านเห็นผลงานของอาจารย์ก็เลยเลือกให้อาจารย์ไปทำงานนี้ ซึ่งอาจารย์ก็ได้ตกปากรับคำไปแล้ว”

“ว้าว...ดีใจด้วยนะคะอาจารย์ แบบนี้ผลงานของอาจารย์ก็ต้องได้จัดแสดงโชว์อยู่ที่นั่นด้วยน่ะสิคะ”

“ใช่ ถ้าอาจารย์จะไม่เกิดอุบัติเหตุซะก่อน” ไฟซาลถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเสียดาย เพราะงานชิ้นนี้เป็นงานใหญ่จริงๆ ซึ่งหากได้ทำก็อาจได้งานชิ้นใหญ่แบบนี้อีกหลายงานเลยทีเดียว และที่สำคัญคือได้เงินดีอีกด้วยแต่ก็ดูเหมือนโชคจะไม่ได้เป็นของเขาถึงได้เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน พิมพ์พิสุทธิ์เห็นสีหน้าอาจารย์แล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ ก่อนจะทำตาโตเมื่อได้ยินคำพูดประโยคต่อมาของไฟซาล “และเพราะอาจารย์ขาหักเดินไม่ได้แบบนี้ไง อาจารย์ก็เลยเลือกที่จะให้เธอไปทำแทน”

“อะไรนะคะ! น่ะ...หนูเหรอคะ” เธอชี้ที่ตัวเองอย่างตกใจระคนคาดไม่ถึง

“ใช่”

แทนที่จะยิ้มร่าอย่างดีใจพิมพ์พิสุทธิ์กลับทำหน้าแหยๆ ออกมาเพราะไม่รู้ว่าจะดีใจหรือว่าร้องไห้ดี เนื่องจากรู้สึกกังวลว่าตัวเองยังมีฝีมือไม่ดีพอที่จะได้ทำงานใหญ่ขนาดนี้ได้ ทั้งที่ก็ฝันมาตลอดว่าอยากมีโอกาสได้ทำแท้ๆ

“เอ่อ...อาจารย์แน่ใจเหรอคะว่าจะให้หนูไปแทน หนูว่าฝีมือหนูยังไม่ดีพอเลยนะคะ”

“ฮื้อ...อย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลยน่า เธอน่ะฝีมือดีสุดในรุ่นที่อาจารย์สอนแล้ว ถ้าฝีมือเธอไม่ดีจริงอาจารย์ไม่ตัดสินใจให้เธอมารับงานนี้แทนหรอก มั่นใจในตัวเองเหมือนที่ผ่านๆ มาหน่อยสิแพรว นี่อาจารย์ก็ส่งผลงานของเธอไปให้ทางโน้นดูแล้วนะ และเขาก็พอใจในฝีมือของเธอมากด้วย”

“จริงเหรอคะอาจารย์” เธอถามกลับอย่างตื่นเต้นดีใจ

“จริงสิ แต่เขายังไม่ได้ให้ท่านชีคดูหรอกนะ เธอจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน แต่ก็มีอยู่อีกอย่างที่อาจจะทำให้เธอไม่ได้งานนี้เหมือนกัน” อาจารย์หนุ่มเอ่ยอย่างกังวลใจแทนลูกศิษย์สาว

“อะไรคะ”

“ก็อาจติดตรงเธอเป็นผู้หญิงนี่แหละ”

พอฟังแล้วใบหน้าสวยเก๋ของพิมพ์พิสุทธิ์ก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าสะเอวฉับอย่างลืมตัว

“เป็นผู้หญิงแล้วยังไงคะอาจารย์ ผู้หญิงทำงานแบบนี้ไม่ได้หรือไง”

“เดี๋ยวก่อนๆ อย่าเพิ่งโกรธสิ” ไฟซาลรีบเบรกเอาไว้เพราะรู้จักนิสัยลูกศิษย์สาวดี “ทางนั้นเขามีเหตุผลนะไม่ได้คิดจะดูถูกผู้หญิงหรอก ที่เขาติงเรื่องนี้เพราะต้องไปทำงานที่โน่นเป็นเดือนๆ ซึ่งเขากลัวว่าจะไม่ไหว กลัวว่าจะมีปัญหางอแงอยากกลับบ้านขึ้นมา อีกอย่างเขาก็ให้มาถามความสมัครใจของเธอก่อนด้วยว่าจะรับทำไหม ถ้าทำเขาจะลองส่งให้ท่านชีคพิจารณาดูว่าจะให้ผ่านหรือเปล่า”

พอรู้เหตุผลแบบนี้แล้วหญิงสาวก็นิ่งเงียบไป ในใจนั้นเกิดความลังเลขึ้นมา ใจหนึ่งเธอก็สนใจงานนี้แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากรับทำเนื่องจากไม่อยากห่างบ้านไปไกลขนาดนั้น เธอไม่เคยใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้วนี่ต้องไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานๆ แบบนั้นเธอจะทนได้ไหวหรือ อาจารย์ไฟซาลมองหน้าลูกศิษย์สาว เมื่อเห็นแววลังเลใจของเธอ เขาก็เอ่ยกระตุ้นออกมาเพราะอยากให้เธอได้ทำงานนี้จริงๆ

“คิดดูให้ดีนะแพรว งานแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาได้ง่ายๆ นะ ถ้าเธอรับทำก็ได้ประโยชน์กับตัวเธอเต็มๆ เลยนะ เธอได้ทำงานที่ตัวเองรักและก็ได้ค่าจ้างที่สูงมากทีเดียว แถมผลงานของเธอยังได้โชว์ให้ชาวต่างชาติได้เห็นอีกด้วย ซึ่งมันเป็นความฝันของเธอไม่ใช่เหรอ”

“หนูก็อยากลองทำนะคะอาจารย์ แต่ยังไงหนูขอปรึกษากับทางครอบครัวดูก่อนก็แล้วกันนะคะ” หญิงสาวตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่าครอบครัวเธอจะเห็นด้วยหรือเปล่า อาจารย์ไฟซาลพยักหน้าอย่างเข้าใจจึงว่า

“อาจารย์เข้าใจและก็อยากให้เธอคิดให้ดีๆ ด้วยเพราะงานนี้ถือเป็นอนาคตของเธอเลยก็ว่าได้ ท่านชีคราซัคร่ำรวยมากและรู้จักคนเยอะ ถ้าท่านพอใจในผลงานของเธอท่านอาจแนะนำลูกค้ารายอื่นๆ ให้เธออีกก็ได้”

“ค่ะ หนูเข้าใจ”

“อาจารย์ให้เวลาคิดแค่คืนนี้ก็แล้วกันนะ เพราะทางโน้นก็เร่งเอาคำตอบอยู่เหมือนกันเพราะเขาต้องส่งเรื่องให้กับท่านชีคพิจารณาอีกที ซึ่งอาจารย์คิดว่าท่านไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหากผลงานของเธอเป็นที่น่าพอใจของท่านชีค”

“ค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่ไว้วางใจหนู หนูจะคิดและตัดสินใจให้ดีที่สุดค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นแต่แววตายังคงมีแววลังเลใจแฝงอยู่ไม่น้อย หญิงสาวอยู่คุยกับอาจารย์ไฟซาลอีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะขอตัวกลับบ้านเพื่อไปปรึกษากับครอบครัวในเรื่องนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

3 ความคิดเห็น