ตอนที่ 2 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    10 ต.ค. 61

ตกเย็นหลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทุกคนในครอบครัวชาติศิลาก็มานั่งรวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่น เพื่อพูดคุยและดูทีวีเพื่อดูข่าวสารบ้านเมืองไปด้วย

“ทุกคนคะ แพรวมีเรื่องสำคัญอยากจะปรึกษาค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์เอ่ยออกมา ทุกคนจึงหันมามองหน้าหญิงสาวเป็นตาเดียวกันเพื่อรอฟังสิ่งที่เธอจะพูด

“เอาสิ มีเรื่องอะไรอยากปรึกษาก็พูดมาเลยลูก” ดร. อนุสรณ์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“แพรวอยากจะปรึกษาทุกคนเรื่องงานน่ะค่ะ คือว่าอาจารย์ของแพรวมีงานใหญ่มาให้แพรวทำ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่แพรวอยากทำมากและหากได้ทำมันจะส่งผลดีต่ออนาคตของแพรวเลยล่ะค่ะ”

“ก็ดีสิ งานอะไรเหรอคะพี่แพรว” พิมพ์ประภัทรรีบซักถามอย่างตื่นเต้น ซึ่งทุกคนก็พลอยอยากรู้ไปด้วย พิมพ์พิสุทธิ์จึงเล่าให้ฟัง

“เป็นงานวาดภาพสมบัติของชีคราซัคค่ะ”

“ชีคราซัคเหรอจ๊ะ เขาเป็นใครเหรอลูกแล้วอยู่ที่ไหน” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“คือท่านเป็นชีคอยู่ที่ประเทศทาเกียร์ค่ะแม่ ท่านจะเอาสมบัติเก่าๆ ของท่านไปจัดแสดงโชว์ที่พิพิธภัณฑ์ประจำตระกูลของท่านค่ะ แล้วทีนี้ท่านอยากจะให้มีภาพเขียนโชว์ติดไว้ควบคู่กันไปด้วย ท่านก็เลยมาจ้างอาจารย์ของแพรวให้ไปวาดให้ซึ่งอาจารย์ก็รับปากไปแล้วค่ะ แต่ทีนี้อาจารย์ไฟดันมาเกิดอุบัติเหตุขาหักเสียก่อนก็เลยไปทำงานให้ไม่ได้แล้ว อาจารย์ก็เลยให้แพรวไปทำงานแทนค่ะ”

“แล้วถ้าแพรวไปทำแทน แพรวก็ต้องไปอยู่ที่ประเทศทาเกียร์ใช่หรือเปล่า” พิมพ์นาราผู้เป็นพี่สาวคนโตเอ่ยถามตรงจุด ผู้เป็นน้องสาวคนกลางจึงพยักหน้าให้พลางตอบ

“ใช่ค่ะพี่พริม แพรวก็เลยอยากมาปรึกษาทุกคนว่าแพรวควรรับทำงานนี้ดีหรือไม่น่ะค่ะ”

“แล้วใจแพรวอยากทำหรือเปล่าล่ะลูก” ดร. อนุสรณ์ถาม แต่ถึงลูกไม่พูดท่านก็รู้คำตอบได้เพราะประกายตาของบุตรสาวคนกลางนั้นเปล่งประกายระยิบระยับมากเหลือเกิน

“อยากทำค่ะ แพรวอยากทำงานนี้มากๆ เลย แต่ก็ติดตรงที่ต้องไปทำงานที่ทาเกียร์นี่แหละค่ะ แพรวไม่อยากไปทำงานไกลบ้านเลย”

“แต่พี่ว่าแพรวน่าจะลองดูสักครั้งนะ แพรวจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ดูบ้างไง อีกอย่างแพรวก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่างานนี้อาจส่งผลดีต่ออนาคตการงานของแพรวด้วย พี่สนับสนุนให้แพรวลองไปดูนะ” พิมพ์นาราลงความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งพิมพ์ประภัทรก็พยักหน้าสนับสนุนด้วยอีกคน

“พราวเห็นด้วยกับพี่พริมค่ะ”

“พ่อก็เห็นด้วยนะ”

“แต่แม่ไม่เห็นด้วย แม่ไม่อยากให้แพรวไปทำงานไกลขนาดนั้น ประเทศทาเกียร์อยู่ตรงส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้ แล้วแพรวเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปทำงานไกลขนาดนั้นมันอันตรายออก” พิมพ์พรรณเอ่ยคัดค้านอย่างกังวลใจระคนห่วงใย

“โธ่...แม่ขา” พิมพ์ประภัทรลากเสียงยาว “พี่แพรวอายุยี่สิบเจ็ดแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กๆ ที่จะดูแลตัวเองไม่ได้แล้วนะคะ”

“ต่อให้อายุเยอะแค่ไหนแม่ก็ห่วง เพราะนี่มันเป็นการไปทำงานที่ต่างประเทศครั้งแรกของพี่เรานะ แถมยังต้องไปคนเดียวด้วย” ผู้เป็นมารดาค้อนขวับให้ลูกสาวคนเล็กอย่างไม่พอใจ ท่านเองมีลูกสาวสามคนก็ย่อมเป็นห่วงเป็นธรรมดาต่อให้โตกันมากแค่ไหนแล้วก็ตามเพราะสังคมสมัยนี้มีอันตรายรอบด้าน แม้พิมพ์นาราจะไปทำงานที่ประเทศอียิปต์แต่ท่านไม่ห่วงเนื่องจากมีสามีตามไปอยู่ด้วย แต่สำหรับพิมพ์พิสุทธิ์นั้นต้องไปอยู่ที่ต่างประเทศคนเดียวแถมยังเป็นประเทศที่ท่านไม่เคยรู้จักด้วยก็เลยอดห่วงมากเป็นพิเศษไม่ได้

“แสดงว่าแม่คัดค้านใช่ไหมคะ” พิมพ์นาราถามย้ำ ผู้เป็นมารดาจึงมองหน้าบุตรสาวคนกลางก่อนจะถอนใจออกมาแรงๆ อย่างหนักใจ เพราะจริงอยู่ว่าท่านเป็นห่วงทว่าก็คิดถึงอนาคตของลูกด้วยเหมือนกัน ท่านรู้ว่างานนี้เป็นงานที่พิมพ์พิสุทธิ์อยากทำมากที่สุด และหากทำผลงานได้ดีก็จะส่งผลต่ออาชีพการงานของเธอไปด้วย พิมพ์พรรณมองหน้าทุกคนที่ต่างก็จ้องหน้าท่านเพื่อรอคำตอบยืนยันอีกครั้ง เนื่องจากท่านเป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย ท่านถอนใจออกมาอีกครั้งแล้วตอบอย่างตัดสินใจดีแล้ว

“เปล่า เอาเป็นว่าแม่ให้แพรวตัดสินใจเองก็แล้วกันนะ แม่เคารพการตัดสินใจของลูกเสมอจ้ะ”

“ขอบคุณค่ะแม่ แพรวตัดสินใจแล้วว่าจะลองทำดูค่ะ แพรวจะโทรไปหาอาจารย์เพื่อตอบตกลงแล้วรอว่าทางโน้นจะตอบรับให้แพรวไปทำงานแทนอาจารย์หรือเปล่า”

“อ้าว...นี่เขายังไม่รับพี่แพรวทำงานอีกเหรอคะ พราวนึกว่ารับแล้วซะอีก”

“ยังจ้ะ เขาแค่อยากขอคำตอบจากพี่ก่อนว่าเต็มใจไปไหม ส่วนจะได้ทำหรือเปล่าต้องรอให้ท่านชีคเป็นคนตัดสินใจอีกทีหนึ่ง”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ขออวยพรให้แพรวได้งานนี้แล้วกันนะ”

“ใช่ๆ สาธุ...ขอให้พี่แพรวได้งานนี้ด้วยเถอะ” พิมพ์ประภัทรยกมือขึ้นพนมไหว้เหนือศีรษะ ทุกคนเห็นก็พากันหัวเราะขำก่อนพิมพ์พิสุทธิ์จะขอตัวไปโทรหาอาจารย์ไฟซาลเพื่อตอบตกลง พอคุยเสร็จแล้วก็กลับมานั่งรวมกลุ่มพูดคุยกับทุกคนต่ออีกพักใหญ่ๆ ก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องนอนเพื่อพักผ่อน

“เฮ้อ...ค่อยสดชื่นขึ้นมาหน่อย” พิมพ์พิสุทธิ์เดินเช็ดผมที่เปียกชื้นจากการสระออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างบางที่อยู่ในชุดคลุมผ้าขนหนูสีขาวยาวเทียมเข่าทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ทว่ายังไม่ทันได้หยิบจับอะไรเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นซะก่อน หญิงสาวจึงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูก็พบน้องสาวคนเล็กยืนยิ้มแฉ่งให้ โดยที่ในมือมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กถือไว้อยู่ด้วย “มีอะไรเหรอพราว” เธอถามพลางเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อให้น้องสาวเดินเข้ามาได้

“พราวเอาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศทาเกียร์มาให้พี่แพรวดูค่ะ จะได้ศึกษาไว้เป็นข้อมูลไงคะ” ผู้เป็นน้องตอบเสียงใสแล้วเดินถือโน้ตบุ๊กเข้ามาในห้อง พิมพ์พิสุทธิ์ปิดประตูตามหลังพลางส่ายหน้ายิ้มๆ ให้กับความกระตือรือร้นของน้องรัก

“จะรีบหาไปทำไมกัน พี่ยังไม่รู้เลยว่าจะได้งานนี้หรือเปล่า”

“แหม...ศึกษาข้อมูลประเทศเขาไว้ก่อนก็ไม่เสียหายหรอกค่ะ”

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เดินตามน้องไปนั่งบนเตียง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้งซึ่งคราวนี้เป็นพี่สาวคนโตที่มาเคาะเรียก

“มีอะไรหรือคะพี่พริม”

“อ้าว...ยัยพราวก็อยู่ที่นี่เหรอ ทำไมอะไรกันจ๊ะ” พิมพ์นาราเดินเข้ามาในห้องด้วยความอยากรู้ว่าน้องสาวทั้งสองคนของเธอทำอะไรกันอยู่ พิมพ์พิสุทธิ์ปิดประตูตามหลังแล้วเดินไปนั่งข้างๆ น้องสาวคนเล็กพลางตอบคำถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“ยัยพราวเอาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศทาเกียร์มาให้แพรวดูน่ะค่ะ ว่าแต่พี่พริมมีอะไรหรือเปล่าคะถึงได้มาหาแพรว”

“พี่จะมาขอยืมครีมทาผิวแพรวหน่อยน่ะ พอดีของพี่หมดแล้ว”

“ได้ค่ะ” เจ้าของห้องลุกเดินไปหยิบครีมทาผิวที่เธอกับพี่สาวใช้ยี่ห้อเดียวกันมาส่งให้ พิมพ์นารารับไว้แล้วจัดการเปิดฝาเทครีมใส่ฝ่ามือแล้วทาผิวเสียตรงนั้นเลย ส่วนพิมพ์ประภัทรก็เปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กออกกว้างๆ ให้พี่สาวทั้งสองได้เห็นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่เธอเสิร์ชหาด้วย

“นี่ค่ะประเทศทาเกียร์ที่พี่แพรวจะไปทำงาน” เธอบอกก่อนจะเริ่มอ่านให้พวกพี่ๆ ฟัง “ประเทศทาเกียร์ เป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในตะวันออกกลาง มีพื้นที่น้อยกว่าประเทศไทย ประชากรที่อาศัยอยู่มีประมาณสิบห้าล้านคน แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นชาวทาเกียร์ ส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจที่นั่น ประเทศทาเกียร์มีภูมิประเทศที่หลากหลายเพราะมีทั้งภูเขา ทะเลทรายและชายทะเลที่งดงาม” พิมพ์ประภัทรหยุดอ่านแล้วเปลี่ยนอิริยาบถการนั่งให้สบายมากขึ้น ก่อนจะอ่านต่อ

“ทิศเหนือเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือเมืองซิย่าซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่เมืองหลวงของประเทศทาเกียร์จะผิดต่างไปจากเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ เพราะเมืองซิย่านั้นเป็นเมืองที่ทางการอนุรักษ์สภาพบ้านเรือนในสมัยอดีตเอาไว้ให้เหมือนเดิมเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษา ดังนั้นผังเมืองยังคงเป็นแบบโบราณอยู่ บ้านเรือนของประชาชนก็ยังคงสร้างด้วยอิฐหรือหินทรายแดงอยู่เหมือนเดิม ทว่าก็ยังคงทนแข็งแรงเพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทางการ โดยทุกบ้านจะได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลให้เป็นค่าดูแลบ้าน แต่ก็ยังมีตึกสูงใหญ่และคฤหาสน์หลังงามที่ทำจากหินอ่อนอย่างดีให้เห็นอยู่เหมือนกัน เพราะในเมืองหลวงเป็นที่อยู่ขององค์สุลต่านอับดุลบาห์ซิทและบรรดาเจ้านายทั้งหลายรวมทั้งมหาเศรษฐีอีกมากมายด้วย ทว่าก็ไม่ได้ทำให้ภาพเมืองหลวงเก่าของซิย่าเสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากคฤหาสน์เหล่านั้นก็เป็นทรงโบราณเช่นกัน ดังนั้นเมืองซิย่าจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานของประเทศที่ทางการแนะนำให้เดินเที่ยวชม”

“อืม...น่าสนใจดีเนอะ ทางการเขามีความคิดที่ดีมากเลย ไหน...มีภาพให้พี่ดูบ้างไหม” พี่สาวคนโตขอดูภาพบ้านเมืองเก่าแก่ของซิย่า น้องสาวก็รีบเปิดให้ดูพร้อมกับเอ่ยชื่นชมไปด้วย

“สวยเนอะพี่พริม พราวเห็นแล้วอยากไปเที่ยวถ่ายรูปมากเลย”

“เอาไว้พี่ได้ไปทำงานจริงๆ แล้วจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้” พิมพ์พิสุทธิ์บอกเสียงกลั้วหัวเราะขณะที่นั่งทาครีมบำรุงผิวอยู่

“จริงๆ นะ พูดแล้วห้ามคืนคำเด็ดขาด” พิมพ์ประภัทรรีบคว้าโอกาสไว้ทันทีก่อนจะโผเข้ากอดพี่สาวด้วยความดีใจเมื่อได้รับการพยักหน้ายืนยัน พี่สาวสองคนอมยิ้มเอ็นดูอย่างน้องคนเล็กก่อนพิมพ์พิสุทธิ์จะดันร่างบางออกห่างแล้วบอกให้อ่านให้ฟังต่อ

“อ่านต่อสิ พี่กำลังฟังเพลินๆ เลย”

“ค่า” น้องสาวรับคำแล้วกดเลื่อนอ่านต่อไป “ตรงข้ามกับเมืองใกล้เคียงอย่างเมืองบัลลู ที่มีแสงสีและความทันสมัยมากมาย มีแหล่งท่องเที่ยวแบบตะวันตกผสมกลมกลืนไปกับความงดงามแบบท้องถิ่น เรียกได้ว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจของประเทศก็ว่าได้ อีกเมืองหนึ่งที่มีความเจริญไม่แพ้เมืองบัลลูก็คือเมืองทางตอนใต้ของประเทศที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนคือเมืองยาร์เซรู เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวมากมายภายในเมืองจึงคึกคักเพราะมีสถานที่เริงรมย์ให้เที่ยวหลายแห่ง ส่วนเมืองอื่นๆ ประชาชนก็อยู่กันแบบเรียบง่ายไม่ถึงกับแร้นแค้นมากนัก แต่ก็ยังก้าวไม่ถึงความล้ำสมัยอย่างชาติตะวันตกหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว"

“ทะเลทรายทาเกียร์นั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ กินเนื้อที่พาดยาวลงไปจนเกือบถึงส่วนของภาคใต้ มีระยะทางมากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ในช่วงเวลากลางวันอุณหภูมิของอากาศเหนือทะเลทรายจะสูงเกือบ 45 องศาเซลเซียส แต่ในเวลากลางคืนผืนทรายจะคายความร้อนจนอุณหภูมิอาจลดต่ำถึง 15 องศาเซลเซียส และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลทรายทาเกียร์คือการมีผืนทรายที่ราบเรียบ ดูเวิ้งว้างกว้างขวางและทอประกายสีส้มจ้าเหมือนไฟที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มีแหล่งโอเอซิสมากมาย ซึ่งทำให้เกิดการอาศัยของพวกร่อนเร่กระจายออกเป็นวงกว้าง มีกองคาราวานเดินทางผ่านเป็นประจำ และยังเป็นแหล่งที่นิยมปลูกต้นปาล์ม องุ่น มะกอก ทับทิม ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลีอีกเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศเลยทีเดียว พี่แพรวพี่พริม...ดูรูปทะเลสิคะ น้ำใสน่าเล่นมากเลย”

“อืม...ทะเลสวยมากจริงๆ” พิมพ์พิสุทธิ์ดูรูปที่น้องสาวคลิกให้ดูอย่างชอบใจเช่นเดียวกับพี่สาว ก่อนพิมพ์ประภัทรจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้

“นี่ๆ พราวว่าเราลองมาเสิร์ชหาประวัติของท่านชีคที่จะจ้างพี่แพรวดูกันเถอะ พราวอยากเห็นว่าหน้าตาเป็นยังไง”

“จะมีเหรอ”

“พี่ว่าน่าจะมีนะแพรว เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นชีคก็น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของประเทศพอสมควรล่ะ” พิมพ์นาราให้ความเห็นซึ่งน้องสาวคนสุดท้องก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ก็ลองดูก็ได้” พิมพ์พิสุทธิ์บอกเพราะก็อยากเห็นหน้าว่าที่นายจ้างของตัวเองเหมือนกัน

“ชื่อท่านชีคของพี่แพรวชื่ออะไรนะคะ”

“ชื่อชีคราซัค พี่รู้ชื่อแค่นี้แหละ”

พิมพ์ประภัทรจัดการคีย์ชื่อลงในกูเกิลเพื่อเสิร์ชหาประวัติของชีคราซัค เธอคลิกเปิดดูที่หัวข้อแรกก็ขึ้นประวัติพร้อมกับรูปประกอบขึ้นมา สามสาวพี่น้องจ้องรูปชายแก่ๆ หนวดเคราหนาจนทำให้หน้าตาดุดันนิ่ง ก่อนจะมองหน้ากันเองแล้วอมยิ้มขำออกมา

“หน้าตาท่านดูน่ากลัวแบบนี้พี่แพรวจะรอดไหมเนี่ย”

“ใช่คนนี้แน่เหรอพราว ลองหาดูอันอื่นด้วยสิ บางทีชื่ออาจซ้ำกันได้นะ” พิมพ์นาราแนะนำ

“จริงด้วย ไหน...ลองดูอันนี้สิ โอ้...ว้าว...คนหรือเทพบุตรกันเนี่ย” พิมพ์ประภัทรอุทานออกมาด้วยดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นรูปที่ปรากฏขึ้นมา ส่วนพี่สาวทั้งสองคนก็จ้องรูปตาเขม็งอย่างอึ้งๆ เช่นกัน เนื่องจากผู้ชายในรูปนั้นหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตรก็ไม่ปาน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นคมกริบดูมีอำนาจจนรู้สึกได้ ใบหน้าคมคายมีไรหนวดบางๆ ขึ้นพอให้ดูคมเข้ม ชุดที่คนในรูปใส่นั้นไม่ใช่ชุดที่ชาวอาหรับนิยมใส่กันเหมือนคนในรูปก่อนหน้านี้ที่สวมใส่ชุดโต๊ปสีขาวไว้ด้านในแล้วสวมเสื้อมิชลาฮ์สีดำที่มีแถบผ้าสีทองติดไว้ยาวตรงสาบเสื้อคลุมทับไว้อีกทีหนึ่ง ซึ่งเสื้อคลุมนี้จะทำมาจากผ้าฝ้ายหรือไม่ก็ผ้าขนสัตว์จำพวกขนแกะหรือขนอูฐ บนหัวมีผ้าคลุมศีรษะสีขาวสวมอยู่ด้วยซึ่งเรียกว่ากุตตรา แล้วทับด้วยเชือกสีดำที่เรียกว่าอเกลเพื่อกันไม่ให้ผ้าหลุดเลื่อนลงมา

แต่ผู้ชายรูปหล่อในภาพคนนี้แต่งกายด้วยชุดทหาร ซึ่งทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ดูองอาจและน่าเกรงขามไม่น้อยไปกว่าชายคนแรกเลย สามสาวนั่งมองหน้าจอคอมฯ นิ่งเงียบก่อนพิมพ์ประภัทรจะเอ่ยออกมา เมื่อสายตาไล่อ่านประวัติของผู้ชายในรูป

“ชีคราซัค บิน อับดุลลา อัล ชาร์จาราห์ เป็นนายพลสูงสุดของกรมทหารทาเกียร์ มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เป็นผู้กุมอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากมีธุรกิจอยู่ในมือมากมายทั้งที่มีอายุเพียงแค่สามสิบห้าปีเท่านั้น โอ้โห...สุดยอดไปเลยนะคะคนนี้ ทั้งหล่อทั้งรวยและมีอำนาจ ใครได้เป็นสามีคงโชคดีสุดๆ ไปเลย”

“นั่นน่ะสิ” พี่สาวคนโตพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะหันไปพูดกับน้องสาวคนกลาง “เนอะแพรว”

คนถูกเนอะด้วยไม่ตอบเพราะยังจ้องคนในรูปตาไม่กะพริบ แม้จะเป็นแค่รูปถ่ายแต่พิมพ์พิสุทธิ์เหมือนถูกดึงเอาไว้ด้วยอะไรบางอย่างจากคนในภาพนี้ อาจเป็นหน้าตาที่หล่อเหลาถูกใจแต่จะว่าไปแล้วเธอก็เคยเห็นคนหน้าตาดีแบบนี้มามากมายทว่าก็ไม่เห็นจะสะดุดตาสะดุดใจเธอเลยสักคน นอกจากมองด้วยความชื่นชมเท่านั้น แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เธอสะดุดใจจนไม่อาจละสายตาไปจากภาพนี้ได้ หรือจะเป็นดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มกันนะ คงจะใช่เพราะมันดูสวยและมีเสน่ห์ดึงดูดใจเธอมากกว่าอะไรทั้งสิ้น นี่แค่เพียงรูปถ่ายในอินเทอร์เน็ตเท่านั้นนะ หากเธอได้เจอตัวจริงแล้วได้มองตากันตรงๆ จะเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวนิ่วหน้าก่อนจะส่ายหัวไปมาเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดอะไรบ้าๆ ไปกันใหญ่แล้ว เธอจะไปเจอผู้ชายคนนี้ได้อย่างไรกันเล่า คิดเพ้อเจ้อเสียจริงๆ ยัยแพรวเอ๋ย

ขณะที่พิมพ์พิสุทธิ์นิ่งเฉยนั้น พี่สาวคนโตกับน้องสาวคนเล็กของเธอก็หันไปมองหน้ากันเองยิ้มๆ ก่อนพิมพ์ประภัทรจะใช้ศอกกระทุ้งต้นแขนพี่สาวคนรองทีหนึ่ง แล้วเอ่ยหยอกเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ

“อะไรกันพี่แพรว เห็นรูปคนหล่อแค่นี้ทำเป็นตะลึงไปเลยเหรอ อย่าบอกนะว่าหลงรักเข้าแล้วน่ะ”

“จะบ้าเหรอ” พิมพ์พิสุทธิ์ตีไหล่น้องสาวแก้เขิน “พี่ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะ”

“ไม่คิดแล้วจ้องเหมือนโดนมนต์สะกดทำไมล่ะ เนอะพี่พริมเนอะ”

“ใช่”

“พูดจาเพ้อเจ้อ ไม่ได้จ้องรูปซะหน่อย พี่อ่านประวัติเขาอยู่ต่างหากล่ะ” เธอพูดจากลบเกลื่อน แต่ใบหน้านวลนั้นร้อนผ่าวด้วยความอับอาย บ้าจริง เพราะอีตาบ้าในรูปนี้คนเดียวที่ทำให้เราโดนพี่น้องล้อ หญิงสาวคิดอย่างขุ่นเคืองนิดๆ ในใจ

“อิอิ ถ้าคนในรูปนี้เป็นคนจ้างพี่แพรวก็ดีสิเนอะ มีนายจ้างหล่อๆ แบบนี้บางทีอาจจะ...” สีหน้ากรุ้มกริ่มของน้องสาวทำเอาพิมพ์พิสุทธิ์ยิ่งรู้สึกอายเข้าไปใหญ่ หญิงสาวจึงกดหน้าจอโน้ตบุ๊กปิดลงแล้วบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย

“หยุดพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว เขาอาจไม่ใช่คนที่จะจ้างพี่ก็ได้ พี่ว่าคนที่น่าจะใช่มากที่สุดน่าจะเป็นคนแรกมากกว่า เพราะดูลักษณะแล้วน่าจะรวยมากและมีสมบัติเก็บไว้เยอะ”

“แหม...ทำไมชอบว่าน้องว่าเพ้อเจ้อนักนะ” พิมพ์ประภัทรต่อว่าหน้ามุ่ย เพราะคำพูดนี้ดูเหมือนจะเป็นโลโก้ประจำตัวเธอที่พี่สาวพูดติดปากไปเสียแล้ว

“ก็มันจริงนี่ เรามันชอบพูดจาไปเรื่อยเปื่อย” พิมพ์พิสุทธิ์ว่าให้ยิ้มๆ แล้วยีผมน้องสาวเล่นด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะหันไปถามพี่สาวเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย “พี่พริมคะ พี่พริมกับพ่อจะกลับอียิปต์กันวันไหนคะ”

“วันมะรืนนี้จ้ะ เอาล่ะ ดึกมากแล้วพี่ขอตัวไปนอนก่อนนะ พวกเธอก็สมควรนอนพักผ่อนกันได้แล้วเหมือนกันนะ” พิมพ์นาราลุกขึ้นยืนพลางเตือนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย สองสาวขานรับก่อนพิมพ์ประภัทรจะลุกลงจากเตียงพร้อมกับหอบโน้ตบุ๊กส่วนตัวติดมือไปด้วย

“พราวกลับห้องแล้วดีกว่า ฝันดีนะคะพี่พริมพี่แพรว โดยเฉพาะพี่แพรว...พราวขอให้คืนนี้ฝันเห็นท่านชีคราซัครูปหล่อคนนี้นะคะ” พูดจบก็รีบวิ่งหัวเราะร่าออกจากห้องนอนไปก่อนที่จะโดนพี่สาวเล่นงาน พิมพ์นาราหัวเราะขำแล้วเดินตามน้องสาวออกไปบ้าง โดยมีพิมพ์พิสุทธิ์ลุกขึ้นเดินตามไปปิดประตู พอปิดประตูได้หญิงสาวก็ถอนใจออกมาแล้วหัวเราะเบาๆ ด้วยความขบขันกับคำเย้าแหย่เล่นของน้องสาว จากนั้นก็เดินไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนก่อนเดินมาทิ้งตัวลงบนเตียงหลังจากดับไฟหมดแล้วจนเหลือเพียงโคมไฟข้างหัวเตียงให้แสงสว่างสลัวๆ เท่านั้น

พิมพ์พิสุทธิ์นอนหลับตานิ่ง แต่ในหัวกลับมีภาพของชายหนุ่มสุดหล่อในชุดทหารกล้าเข้ามารบกวน จนหญิงสาวต้องสบถออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วบ่นพึมพำว่า “เรานี่ท่าจะบ้าไปแล้ว” จิตรกรสาวพยายามข่มตาให้หลับและไม่คิดถึงอะไรอีก สุดท้ายก็หลับสนิทได้สมใจไปในที่สุด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3 ความคิดเห็น