ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 52 : แรดน้อยอกหัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 358 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

52.แรดน้อยอกหัก

 

                เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นขณะนั่งกินมื้อเช้าอยู่ด้วยกันทำให้ผู้พันคีรินทร์หันมามองทางเธอเป็นระยะๆ เมื่อเขาเห็นว่าหมอเอื้อยกดตัดสายทิ้งตลอดไม่ยอมแม้แต่จะดูเบอร์เลยด้วยซ้ำว่าใครโทรมา จะว่าไปสีหน้าของเธอก็เหมือนกับคนกำลังมีเรื่องกังวลใจอะไรซักอย่างอยู่เสียด้วยสิ นี่เธอมีปัญหาอะไรรึเปล่านะ

                “กิ๊กโทรมาหรอ แอบนอกใจฉันรึไง” ผู้พันคีรินทร์ถาม แต่เธอกลับเพียงแค่ถอนหายใจออกมาแทนที่จะเถียงเขาเหมือนอย่างเคยแล้วก็กดตัดสายไปอีก อยากจะปิดเครื่องหนีเสียด้วยซ้ำแต่ก็เผื่อว่าจะมีคนที่โรงพยาบาลโทรมาก็เลยจำต้องเปิดเครื่องเอาไว้

                “ใช่ ฉันมีกิ๊ก อาจจะแต่งงานหนีผู้พันไปเร็วๆ นี้แหละ” เธอบอกตามจริง แต่เขากลับแค่นยิ้มออกมาเพราะคิดว่าเธอพูดเล่น

                “บนโลกนี้ก็มีแค่ฉันนี่แหละที่ตาถั่วมองเธอ” เขาว่าแล้วก็กินข้าวต่อ แม้จะอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงไม่เถียงแล้วก็เหวี่ยงใส่เขาอีก หรือว่าจะมีปัญหาจริงๆ

                พอหลังมื้อเช้าผู้พันคีรินทร์ก็ให้หมอเอื้อยไปอาบน้ำและพักอยู่ที่ห้องของราชาวดี ซึ่งเขาอาศัยจังหวะที่เธออาบน้ำอยู่นี้แอบหยิบโทรศัพท์ของเธอมาดู สงสัยนักว่าใครกันที่มันโทรมาหาเธอบ่อยขนาดนี้ ซึ่งพอเปิดเช็คดูก็เห็นชื่อที่เมมเอาไว้ว่าเป็นพ่อกับแม่ แล้วก็มีเบอร์ที่ไม่ได้เมมชื่อเอาไว้อีกโทรมา แต่ละเบอร์นี่โทรหาเธอหลายสายมาก หรือว่าเธอจะแอบมาหาเขาแล้วไม่ได้บอกทางบ้านกันนะ ป่านนี้พ่อกับแม่ของเธอคงจะเป็นห่วงแย่

                ตื๊ดดดด ตื๊ดดดดด

                โทรศัพท์ของเธอที่ตั้งสั่นเอาไว้ดังขึ้นอีก เป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมชื่อเอาไว้ ใครกันนะ หรือว่าจะเป็นคนในครอบครัวของเธอกัน หนอย...ยัยแรดน้อย เกเรหนีมาหาแฟนไม่ยอมบอกพ่อกับแม่หรอ เดี๋ยวเขาจะจัดการรายงานพ่อกับแม่ของเธอเอง ผู้พันคีรินทร์คิดก่อนจะกดรับสายนี้

                (“น้องเอื้อย พี่มาหาที่โรงพยาบาลทำไมเขาถึงบอกว่าน้องเอื้อยลางาน น้องเอื้อยอยู่ที่ไหน ก็ไหนแม่น้องเอื้อยนัดพี่มาจะให้พาน้องเอื้อยไปดูชุดวันหมั้นของเราไง”)

                ว่าไงนะ!!! หมั้นงั้นหรอ ยัยแรดน้อยคิดจะสวมเขาให้เขาหรอเนี่ย

                “หมั้นอะไร” ผู้พันคีรินทร์ถามอีกฝ่ายกลับเสียงเข้ม ซึ่งพอได้ยินเสียงเขาอีกฝ่ายก็มีท่าทีตกใจไม่น้อย

                (“เออ...นี่ใช่เบอร์น้องเอื้อยรึเปล่าครับ คุณเป็นใคร มารับสายแฟนผมได้ยังไง”)

                แฟนงั้นหรอ...เพิ่งคบเป็นแฟนกับเขาหยกๆ นี่เธอกล้าคบซ้อนอย่างนั้นหรอ ยัยหมอแรด! เธอนี่มันแรดของจริงเลย เสียแรงที่เขารัก เสียแรงที่เขาเห็นว่าเป็นเพื่อนของน้องสาวและมองว่าเธอเป็นเด็กดีมาโดยตลอด ก็เคยได้ยินอยู่หรอกว่าเป็นทหารนั้นพอห่างแฟนไปนานๆ แฟนจะนอกใจ เขาไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องมาพบเจอกับสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ซ้ำมันยังเป็นการนอกใจทั้งๆ ที่เขากับเธอเพิ่งจะคบกันด้วย

                “ผมพันตรีคีรินทร์ วัฒนกุล เป็นทหารพรานอยู่ที่กรมทหารพรานที่ 35 พอดีผมเก็บโทรศัพท์เครื่องนี้ได้ ถ้ายังไงคุณช่วยมารับคืนก็แล้วกันนะครับ ผมติดงานคงเอาไปส่งคุณไม่ได้”

                (“อ้าว หรอครับ จะให้ผมไปรับคืนที่ไหนหรอครับ”)

                “กรมทหารพรานที่แม่สอด”

                (“ห๊า!!! แม่สอดเลยหรอ ทำไมแฟนผมถึงไปอยู่ที่แม่สอดได้ล่ะ”)

                “มาหาชู้มั้ง” ผู้พันหนุ่มตอบอย่างไม่พอใจ “เอาเป็นว่าถ้ามาถึงแล้วก็แจ้งทหารที่หน้าทางเข้ากรมได้เลยนะว่ามาหาผู้พันคีรินทร์ เดี๋ยวเขาจะบอกทางคุณมาเองแหละ รีบมาวันนี้เลยก็ดีนะเดี๋ยวผมก็จะกลับฐานแล้ว คงอยู่รอคุณไม่ได้”

                (“ครับๆๆ เดี๋ยวผมจะรีบไปตอนนี้เลย ขอบคุณมากนะครับผู้พัน”) ปลายสายรีบขอบคุณเขาก่อนจะวางสายไป ผู้พันคีรินทร์จึงวางโทรศัพท์ของหมอเอื้อยลงที่เดิมก่อนจะเดินหนีกลับเข้าห้องของตัวเองไปด้วยความหงุดหงิดใจ เธอกล้ามากที่มาหลอกเขายัยหมอแรด ถ้าแฟนของเธอมาตามถึงที่นี่ดูซิว่าเธอจะทำหน้ายังไง จะแก้ตัวต่อหน้าเขายังไง ยัยผู้หญิงหลายใจ!!!

                หมอเอื้อยเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วก็รีบแต่งตัวทันที พอได้อาบน้ำแล้วค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย ร่างบางเลือกที่จะสวมชุดเดรสเกาะอกสั้นสีแดงสุดเซ็กซี่แล้วม้วนผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นลอนคลื่น แต่งหน้าทาปากนิดๆ เพียงแค่นี้ก็สวยเซ็กซี่สมใจเธอแล้ว วันนี้จะเป็นวันที่เธอได้อยู่กับคนรักของเธออีก เธออยากจะสวยที่สุดเพื่อให้เขามองคนเดียว อยากให้ใครๆ ได้รู้ว่าแฟนของผู้พันคีรินทร์สวยมากแค่ไหน

                เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วหมอเอื้อยที่ตอนนี้สวยเซ็กซี่สุดๆ ก็มานั่งรอเขาอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก กำลังนั่งคิดว่าวันนี้จะไปเที่ยวที่ไหนกับเขาอยู่เพลินๆ ร่างสูงในชุดทหารพรานสีดำก็เดินลงมาจากบ้าน อ้าว นี่เขาจะไปทำงานหรอ

                “ผู้พัน จะไปทำงานหรอ” เธอรีบเดินเข้าไปหาเขาแล้วกอดแขนของเขาเอาไว้เหมือนอย่างเคย แต่จู่ๆ เขากลับแกะตัวเธอออกห่างจากเขา พอเธอจะเดินเข้าไปหาอีกเขาก็เดินหนีไปเธอเสียดื้อๆ

                “ผู้พันเป็นอะไร”

                “เป็นคนโง่”

                “โง่อะไร” พูดอะไรของเขากันล่ะเนี่ยตาทึ่มนี่ “ฉันนึกว่าวันนี้เราจะไปเที่ยวกันซะอีก อุตส่าห์แต่งชุดสวยเอาไว้รอเลยนะเนี่ย สวยมั้ย” เธอยิ้มพลางหมุนตัวให้เขาดู แต่เขากลับไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย ครั้งพอเธอจะเดินเข้าไปกอดเขาอีกเขากลับผลักเธอหนีอย่างไม่ใยดี

                “เธอรออยู่ที่บ้านนี่แหละ ไว้ตอนเที่ยงฉันจะกลับมา” ว่าจบเขาก็เดินออกจากบ้าน ขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปทิ้งให้หมอเอื้อยได้แต่มองตามอย่างสงสัยว่าเขาเป็นอะไร ตอนกินข้าวด้วยกันก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่นา แล้วนี่เขาเป็นอะไรอีก โกรธเรื่องอะไรกัน หรือว่าไม่ชอบที่เธอแต่งตัวเซ็กซี่แบบนี้ แต่เธอก็แต่งเพื่อเอาใจเขานะ

 

                หมอเอื้อยได้แต่นั่งเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จะดูอะไรดีจนเริ่มเบื่อจึงได้กลับขึ้นไปบนห้องนอนของราชาวดีอีกครั้ง เพราะเป็นเพื่อนสนิทและตัวติดกันตลอดจึงมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายๆ กันนั่นก็คือความชอบอ่านหนังสือ ที่นี่ราชาวดีเก็บหนังสือของตัวเองเอาไว้เยอะอยู่พอควร น่าจะช่วยฆ่าเวลาให้เธอได้ หมอเอื้อยคิดก่อนจะหยิบตำราแพทย์ของราชาวดีมาเปิดอ่านอยู่บนเตียง เธอจำหนังสือแต่ละเล่มของราชาวดีได้ดีว่าแต่ละหน้านั้นเมื่ออ่านเสร็จแล้วราชาวีจะเขียนโน้ตสรุปเอาไว้ตลอด เพื่อนของเธอคนนี้เรียนเก่งและหัวดีมากๆ สมแล้วล่ะที่ได้เป็นศัลยแพทย์ชื่อดังมือหนึ่งของประเทศ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนที่แสนจะเรียบร้อยและเปราะบางอย่างราชาวดีจะใจกล้ามาทำงานที่ชายแดนเสี่ยงอันตรายแบบนี้ แต่ถึงจะเสี่ยงแล้วได้อยู่กับคนที่รักมันก็คุ้มไม่ใช่รึไง นึกๆ ไปแล้วเธอก็อิจฉาราชาวดีนักที่ได้อยู่คนรักทุกวัน ต่างจากเธอ นี่ขนาดเธอลางานมาหาเขาถึงที่นี่นะเขายังไม่สนใจเธอเลย ใจร้ายจริงๆ เลยผู้พัน

                เพราะเธอขับรถมาที่แม่สอดเมื่อคืนนี้จนแทบจะไม่ได้หลับได้นอน เปิดอ่านหนังสือได้ไม่ทันไรร่างบางก็เผลอหลับไป จะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันที่ชั้นล่างของบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะบ่ายโมงแล้ว ตายจริง! นี่เธอเผลอหลับไปนานขนาดนี้เลยหรอ ป่านนี้ผู้พันคงจะกลับมาแล้วแน่ๆ แล้วนี่เสียงเขากำลังพูดคุยอยู่กับใครกันนะ หมอเอื้อยสงสัยก่อนจะรีบลุกออกจากห้องนอนลงไปยังชั้นล่างของบ้านเพราะเธอได้ยินเสียงอีกฝ่ายเป็นเสียงของผู้หญิง

                ซึ่งเมื่อลงบันไดมาถึงเธอก็ถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าตอนนี้ผู้พันคีรินทร์กลับมาแล้ว และเขากำลังนั่งกินข้าวเที่ยงอยู่กับเด็กสาวคนหนึ่ง หน้าตาสวยน่ารักทีเดียวล่ะ ทั้งสองคนกินข้าวและพูดคุยกันอย่างออกรส ท่าทีที่สนิทสนมกันทำให้หมอเอื้อยไม่พอใจเลยสักนิด นี่อะไร เขากลับมาแล้วแต่ทำไมถึงไม่ปลุกเธอล่ะ หรือทำไมไม่รอกินข้าวกับเธอ นี่ขนาดเธอยืนอยู่ตรงนี้แล้วแต่เขาก็ยังทำเป็นมองไม่เห็นเธอด้วยซ้ำ เขาเป็นอะไรของเขาไป

                “เออ...สวัสดีค่ะ” เด็กสาวที่นั่งกินข้าวอยู่กับเขาหันมายิ้มและยกมือไหว้เธอ เธอจึงรับไหว้ตามมารยาทก่อนจะเดินเข้ามาหาผู้พันคีรินทร์ที่เขายังกินข้าวอยู่อย่างไม่สนใจเธอ

                “อ้อ ลงมาแล้วหรอ นี่มินนี่นะ เป็นลูกสาวคุณนายอรอนงค์ที่มาเมื่อเช้านี้น่ะ” เขาหันมาบอกเธออย่างเฉยชาก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กสาวที่ชื่อมินนี่

                “นี่คุณหมอเอื้อยนะมินนี่ เป็นเพื่อนสนิทของหมอแก้มน้องสาวพี่น่ะ หมอเอื้อยแวะมาหาเพื่อนแต่คลาดกัน เดี๋ยวก็จะกลับแล้วล่ะ”

                “อ้าว เห็นแม่บอกว่าเป็นเมียผู้พันนี่คะ” เด็กสาวว่าแล้วมองหมอเอื้อยพลางคิดว่าตกลงผู้หญิงคนนี้ใช่หมอนวดเหมือนกับที่แม่ของเธอบอกรึเปล่า

                “เมียอะไร พี่ยังโสดนะ” ทันทีที่ผู้พันคีรินทร์ตอบแบบนี้หมอเอื้อยก็สุดจะทนแล้วเธอจึงเดินเข้าไปกระชากตัวเขาให้ลุกขึ้นมา

                “ผู้พันพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง!!!” เธอโกรธเขาจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว เขาพูดมาได้ยังไงว่ายังโสด ถ้าเขาโสดแล้วเธอเป็นอะไรสำหรับเขา เป็นผู้หญิงบ้าโง่ๆ คนหนึ่งที่รักเขามากน่ะหรอ นี่เขาเล่นอะไรของเขาอยู่

                “ตอบฉันมาสิว่าที่พูดน่ะหมายความว่ายังไง พูดมาได้ยังไงว่าโสด แล้วฉันล่ะ ที่ผ่านมามันคืออะไร ก็ไหนผู้พันบอกว่า...” หมอเอื้อยพยายามควบคุมไม่ให้เสียงตัวเองสั่นทั้งๆ ที่เจ็บปวดจนแทบจะพูดอะไรไม่ออกอยู่แล้ว สีหน้าเขาไม่ได้มีความรู้สึกผิดอะไรเลยนอกจากนิ่งเฉย ก่อนที่เขาจะแค่นยิ้มออกมา

                “ฉันต่างหากที่ควรจะเป็นคนถามเธอ เธอทำบ้าอะไรของเธออยู่”

                “ทำอะไร ฉันก็แค่คิดถึงผู้พัน พอรู้ว่าผู้พันออกจากฐานมาฉันก็รีบลางานมาหาเลย ฉันอยากอยู่กับผู้พันนะ”

                “แล้วก่อนจะมาเธอได้บอกแฟนของเธอด้วยรึเปล่าว่ามาหาชู้ที่นี่ ตกลงฉันหรือมันใครกันที่เป็นชู้ของเธอ”

                “ชู้...ชู้อะไร นี่ผู้พันพูดถึงอะไรกันฉันไม่เข้าใจ” เขาพูดถึงอะไรกัน นี่เขาคิดว่าเธอนอกใจเขางั้นหรอ เปล่านะ เธอไม่เคยมีใครเลยนอกจากเขา ถึงเธอจะเคยตามจีบหนุ่มๆ เพื่อนฝูงและเหล่าลูกน้องทหารของเขาตอนงานแต่งของราชาวดีกับผู้กองกรันณ์ แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะจับพวกเขาเป็นแฟนจริงๆ เสียหน่อย เธอแค่คุยตามประสาเพื่อน มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เธอตามตื้อและแกล้ง เป็นคนเดียวที่เธอตามตอแยจนเขายอมมาคบด้วย แล้วตั้งแต่ตกลงเป็นแฟนกับเขาทั้งตัวและหัวใจของเธอก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

                “เดี๋ยวเธอก็เข้าใจเองแหละ อ้อ! นู่นไงผัวเธอมาตามแล้ว” เขามองไปทางหน้าบ้านพัก ซึ่งขณะนี้มีรถเบนซ์คันสวยขับเข้ามาจอด หมอเอื้อยได้แต่มองตามแล้วหัวใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นร่างสูงของใครลงมาจากรถแล้วก็กำลังเดินเข้ามาในบ้าน นี่เขามาได้ยังไงกัน...

                “พี่ธนา...” หมอเอื้อยเรียกชื่อหนุ่มหน้าตี๋ที่กำลังเดินเข้ามาที่บ้านพักของผู้พันคีรินทร์ ซึ่งพอเห็นเธอเขาก็รีบยิ้มให้ทันที แต่หมอเอื้อยกลับยิ้มไม่ออกเลยสักนิดนอกจากได้แต่หันกลับมามองผู้พันคีรินทร์น้ำตาคลอ ซึ่งเขาก็ยังทำหน้านิ่งอย่างไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย นี่มันเรื่องอะไรกัน

                “น้องเอื้อย พี่เป็นห่วงแทบแย่ แล้วนี่มาทำอะไรตั้งที่แม่สอดกัน” หนุ่มหน้าตี๋ที่ชื่อธนาถามเธอขึ้น ก่อนที่เขาจะหันมาทางผู้พันคีรินทร์

                “คุณคือผู้พันคีรินทร์ใช่มั้ยครับ” ธนาถามชายร่างสูงหุ่นกำยำในชุดทหารพรานสีดำแลดูน่าเกรงขามคนนี้

                “ใช่ ผมพันตรีคีรินทร์ คนที่นัดให้คุณมาที่นี่เมื่อเช้านี้น่ะครับ พอดีคุณผู้หญิงคนนี้มาถามหาโทรศัพท์ของเธอ ผมกำลังจะคืนให้เธอพอดีเลย” ทันทีที่เขาตอบ หมอเอื้อยก็ยิ่งจ้องหน้าเขาน้ำตาร่วง นี่เขาเป็นคนนัดพี่ธนามาที่นี่เองงั้นหรอ หรือว่าเขาจะเป็นคนแอบรับสายโทรศัพท์ของเธอกัน ต้องใช่แน่ๆ ก่อนหน้าที่เธอจะอาบน้ำเขายังดีๆ อยู่เลย แต่พอเธอเผลอเขาก็มาแอบรับสายโทรศัพท์แทนเธอ

                “ผู้พัน...ผู้พันเป็นคนนัดพี่ธนามาหรอคะ”

                “ใช่แล้วน้องเอื้อย ผู้พันเขาบอกว่าเก็บโทรศัพท์ของเราได้น่ะเลยนัดให้พี่มารับคืน นี่น้องเอื้อยยังไม่ได้ตอบพี่มาเลยนะว่ามาทำอะไรที่นี่ ก็วันนี้เรามีนัดดูชุดสำหรับงานหมั้นกันไม่ใช่หรอ” ธนาถามอย่างซื่อๆ ซึ่งมันก็ทำให้หมอเอื้อยพอจะเรียบเรียงเรื่องราวทุกอย่างออกแล้ว ผู้พันคีรินทร์รับสายโทรศัพท์แทนเธอ แล้วคนที่โทรมาก็คือธนา เขาคงบอกผู้พันคีรินทร์ถึงเรื่องหมั้นไปผู้พันคีรินทร์ก็เลยเข้าใจว่าเธอนอกใจเขา คิดไปเองคนเดียวโดยไม่ถามอะไรเธอก่อนเลย

                “ผู้พันกำลังเข้าใจฉันผิดนะ ฉันไม่เคยมีใครนอกจากผู้พัน ฉันไม่เคยคิดจะหมั้นกับใครเลยเพราะฉันจะรอแค่ผู้พันคนเดียว” เธอเข้าไปจับแขนเขาเอาไว้ทั้งน้ำตา แต่ผู้พันคีรินทร์กลับถอยหนีจากเธอ

                “อยู่ต่อหน้าว่าที่คู่หมั้นของตัวเองแท้ๆ ยังจะมาพูดแบบนี้อีกหรอ”

                “ก็แล้วทำไมผู้พันถึงไม่ถามฉันก่อนว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง!!!” หมอเอื้อยว่าเสียงดังทั้งน้ำตาเพราะความเจ็บปวด ไม่คิดว่าเขาจะทำกับเธอแบบนี้ นัดธนามาที่นี่ทั้งๆ ที่เธอพยายามหนีธนามาแทบตาย เธอหนีคนที่เธอไม่ได้รักเพื่อมาหาเขา แต่เขากลับผลักไสเธอไปให้คนอื่น

                “ทำไมต้องถาม หรือที่เธอจะหมั้นกับเขามันไม่ใช่เรื่องจริง” ผู้พันคีรินทร์ถามกลับแล้วมองหน้าธนา ไอ้ตี๋ตัวแห้งนี่น่ะหรอแฟนของเธอ เธอนี่มันตาต่ำพอๆ กับราชาวดีตอนโง่ไปหลงรักหมอไตรทศไม่มีผิด

                “กลับบ้านเธอไปได้แล้วไป แล้วไม่ต้องมาเหยียบที่นี่หรือมาให้ฉันเห็นหน้าอีก! ผู้หญิงหลายใจจะไปไหนก็ไปเลยไป กลับไปอยู่กับว่าที่ผัวของเธอเลยไป!!!

                เพี๊ยะ!!! ผู้พันคีรินทร์ถึงกับหน้าหันเมื่อถูกตบที่หน้าเต็มแรง หมอเอื้อยยืนมองเขาทั้งน้ำตาด้วยความโกรธและน้อยใจ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าชี้นิ้วไล่เธอไปแบบนี้พร้อมกับคำขับไล่ที่มันบาดหัวใจของเธอ

                “ถ้าอยากให้ฉันไปฉันก็จะไป ผู้พันไล่ฉันขนาดนี้ฉันก็ไม่หน้าด้านจะอยู่ต่อหรอก แต่ก่อนที่จะไปฉันอยากจะบอกให้ผู้พันรู้เอาไว้ว่าทั้งตัวและหัวใจของฉันมันไม่เคยมีใครเลยนอกจากผู้พันเพียงคนเดียว ฉันรักแล้วก็คิดถึงผู้พันมากก็เลยมาหา ฉันอยากอยู่กับผู้พันเพราะนานๆ ทีเราถึงจะได้เจอกันซักครั้ง ฉันไม่เคยคิดจะนอกใจหรือหลอกผู้พันเลย ฉันพยายามหนีการคลุมถุงชนมาโดยตลอดจนได้มาเจอผู้พัน แต่ผู้พัน...กลับทำร้ายฉันได้ลงคอ ผู้พันผลักไสฉันกลับไปหาสิ่งที่ฉันพยายามวิ่งหนีมาแทบตาย ใครทำร้ายฉัน ฉันก็ไม่เจ็บเท่ากับคนที่รักฉันมาทำร้ายฉันแบบนี้หรอก ผู้พันบีบขยี้หัวใจของฉันจนมันแตกสลายแล้วรู้ตัวบ้างมั้ย” ว่าจบหมอเอื้อยก็หยิบกระเป๋าของตัวเองที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างโซฟาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ก่อนจะเดินออกไปจากบ้านแล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเสียงเรียกของธนาเลยแม้แต่น้อยจนเขาต้องหันกลับมาหาผู้พันคีรินทร์อีกครั้ง

                “นี่คุณ...คุณกับน้องเอื้อยคบกันหรอ”

                “ตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว” ผู้พันคีรินทร์ว่าก่อนจะเดินหนีกลับขึ้นไปบนบ้านอย่างไม่สนใจใคร ทั้งธนาและมินนี่ที่ยังยืนเงียบอยู่ด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                ผู้พันคีรินทร์ได้ยินเสียงรถของธนาขับออกไปจากบ้านพักของเขาในเวลาต่อมาเมื่อเขาทรุดตัวลงไปนั่งอยู่ที่ปลายเตียงในห้องนอนตัวเอง ร่างสูงยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเครียดจัดและสับสน นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกัน น้ำตาของหมอเอื้อยมันทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกเลยตอนนี้ แววตาของเธอตอนที่มองมายังเขามันมีแต่ความเจ็บปวดและผิดหวัง เป็นเขาหรอ เขาใช่มั้ยที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดแบบนั้น

                ตื๊ดดดดดดด ตื๊ดดดดดดดด

                เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ครั้งพอเห็นชื่อและภาพของคนที่โทรมาผู้พันคีรินทร์ก็ต้องรีบรับสายทันทีเพราะความเป็นห่วง ไม่ว่าเธอจะโทรมาหาเขาด้วยเรื่องอะไรก็ตาม เขาก็ต้องรับสายของเธอให้ได้ไม่ว่าตอนนั้นเขาจะทำอะไรอยู่

                (“พี่ภู”)

                “ที่ฐานยังปลอดภัยดีอยู่ใช่มั้ย”

                (“ค่ะ ปลอดภัยดีไม่มีเรื่องอะไรตั้งห่วงหรอกนะคะ ถ้าจะห่วงก็คงห่วงเรื่องเดียวคือพี่รันยังเขม่นใส่ผู้หมวดไกรจักรไม่เลิก นี่จะฆ่ากันหลายรอบแล้วค่ะ”) ปัญหางี่เง่าเรื่องน้องเขยขี้หึงของเขาอีกสิเนี่ย ให้ตายเถอะ อะไรมันจะหวงเมียขนาดนั้น

                (“แก้มมาคิดๆ ดูแล้ว แก้มว่าแก้มไม่กินผัดไทยดีกว่าค่ะ เอาสปาเก็ตตี้ตามเดิมละกัน พี่ภูไม่ต้องซื้อถั่วคั่วมาแล้วนะคะ”) กำลังเครียดๆ อยู่ผู้พันคีรินทร์ก็หลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อรู้ว่าน้องสาวของเขาโทรมาสั่งซื้อของกินอีกแล้ว นี่ทำไมเธอถึงได้แต่คิดเรื่องของกินกันนะช่วงนี้

                (“พี่ภูซื้อมันฝรั่งมาด้วยนะคะ แก้มจะทำมันบด พี่รันก็บอกว่าอยากกินมันบดเหมือนกัน”) อ๋อ ใช้พี่ซื้อของไปให้ผัวตัวเองกินนี่เองยัยเด็กนี่

                “แค่โทรมาสั่งพี่ซื้อของกินใช่มั้ย”

                (“ใช่ค่ะ พี่ภูเป็นอะไรรึเปล่าคะ น้ำเสียงเครียดๆ เชียว งานที่กรมยุ่งมากหรอคะ”)

                “ก็...ก็ยุ่งนิดหน่อย” แต่ไม่ใช่เรื่องงานที่กรมหรอกที่ยุ่ง แต่เป็นยุ่งเรื่องหัวใจของเขามากกว่า

                (“ผู้หมวดนทีบอกว่ายัยเอื้อยโทรมาถามหาพี่ภูจากเขา ยัยเอื้อยไปหาพี่ภูรึเปล่าคะ”) น้ำเสียงของน้องสาวฟังดูห่วงใยเขาไม่น้อย เรื่องที่หมอเอื้อยมาหาเขาเธอก็คงจะรู้แล้วสินะ จริงสิ เธอกับหมอเอื้อยสนิทกันมากนี่นา เพื่อนสนิทเขาก็ต้องคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้วสิ

                “ช่วงนี้หมอเอื้อยเป็นอะไรรึเปล่าแก้ม เขามีปัญหาอะไรรึเปล่า” เขาตัดสินใจถามน้องสาว ราชาวดีได้ฟังคำถามของพี่ชายก็พยักหน้ารับทันทีอย่างลืมตัวว่าเขามองไม่เห็น

                “ยัยนั่นแอบมีคนอื่นใช่มั้ย”

                (“เปล่านะคะ”) ราชาวดีรีบออกตัวแทนเพื่อนรักของตัวเอง (“ยัยเอื้อยไม่ใช่คนแบบนั้นซักหน่อยแก้มรู้ดี คนทั้งโลกนี้ไม่มีใครจะรู้จักยัยเอื้อยดีไปกว่าแก้มอีกแล้วล่ะค่ะพี่ภูเชื่อแก้มได้ ถึงยัยเอื้อยจะเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง อัธยาศัยดีคุยกับคนง่าย แต่ยัยเอื้อยไม่ใช่คนหลายใจแน่นอน ยัยเอื้อยรักพี่ภูจริงๆ นะคะ ทำไมพี่ภูถึงใจร้ายคิดแบบนี้กับยัยเอื้อยกันล่ะ”)

                “ก็แฟนเขามาตามหาถึงที่แม่สอดเลยนี่ นี่ก็เพิ่งจะขับรถตามกันออกไปเอง”

                (“แฟน...อ้าว พี่ภูกับยัยเอื้อยเป็นแฟนกันไม่ใช่รึยังไง”) ราชาวดีถามกลับอย่างงงๆ เวลามีเรื่องอะไรหมอเอื้อยจะเล่าให้เธอฟังทั้งหมด ไม่เคยมีเรื่องปิดบังกันเลย เอ...หรือว่าจะเป็นพี่ผู้ชายคนนั้น

                (“คนที่พี่ภูพูดถึงน่ะชื่อพี่ธนาใช่มั้ยคะ”) ราชาวดีถามกลับ แล้วก็ต้องยิ้มเจื๋อนๆ เมื่อผู้กองกรันณ์ที่อยู่กับเธอด้วยหันควับมามองทันทีเมื่อได้ยินเธอเอ่ยชื่อผู้ชายคนอื่น อะไรจะหึงขนาดนั้น เธอคิด

                (“พี่ภูฟังแก้มดีๆ นะคะ ถ้าแฟนยัยเอื้อยที่พี่ภูพูดถึงเนี่ยชื่อพี่ธนา พี่ภูไม่ต้องคิดมากเลยเพราะว่าเขาสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน”) ราชาวดียืนยัน ก่อนที่จะเล่าเรื่องของธนาให้พี่ชายตัวเองฟัง (“พี่ธนาเป็นลูกชายเจ้าของร้านทองที่ใหญ่มากๆ ในตัวเมืองอุทัยธานี ครอบครัวของพี่เขาสนิทกับครอบครัวของยัยเอื้อยมานานแล้วเพราะว่าพ่อกับแม่เป็นเพื่อนกัน ยัยเอื้อยกับพี่ธนาเลยถูกจับคู่กันมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไรเพราะอยากจะให้ยัยเอื้อยตั้งใจเรียนให้จบก่อน ทีนี้พอเรียนจบเพื่อนๆ ในกลุ่มก็มีแฟนกันหมดแล้ว บางคนก็แต่งงานแล้ว ยัยเอื้อยที่เป็นสาวโสดคนเดียวในกลุ่มเพื่อนก็เลยถูกทางบ้านกดดัน ยิ่งแก้มที่สนิทกับยัยเอื้อยที่สุดแต่งงาน ยัยเอื้อยก็เลยยิ่งถูกกดดันเข้าไปใหญ่จนทางบ้านต้องจัดการหาเจ้าบ่าวที่เหมาะสมให้ แต่ว่ายัยเอื้อยไม่ได้รักพี่ธนาก็เลยหาทางเลี่ยง หาทางหนีพี่ธนามาโดยตลอด จนมาคบกับพี่ภูนี่แหละแก้มถึงได้เบาใจว่ายัยเอื้อยจะไม่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับพี่ธนาอีก นี่อย่าบอกนะว่าพี่ภูเข้าใจยัยเอื้อยผิดน่ะ”)

                เข้าใจผิดงั้นหรอ...ยัยแรดน้อยไม่ได้นอกใจเขาจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย

                (“ตอนงานแต่งของแก้มที่พี่ภูเห็นยัยเอื้อยทำทีเหมือนไปคุยกับคนนู้นคนนี้ จริงๆ แล้วยัยเอื้อยไม่ได้คิดจะจีบผู้ชายเหล่านั้นหรอกนะคะ ยัยเอื้อยแค่อยากหาแฟนไปบังหน้ากับพ่อแม่ตัวเองเท่านั้น เพื่อที่ว่าต่อไปจะได้ไม่ถูกคลุมถุงชนจนได้มาคบกับพี่ภูนี่แหละ ยัยเอื้อยบอกกับแก้มเองเลยนะว่ารักพี่ภู รักจริงๆ แล้วก็อยากจะอยู่ใกล้ๆ พี่ภูด้วย แก้มว่าถ้าพี่ภูกับยัยเอื้อยเข้าใจผิดอะไรกันก็ควรปรับความเข้าใจกันนะคะ ยัยเอื้อยรักพี่ภูขนาดนี้แต่ถ้าพี่ภูใจร้ายปล่อยให้ยัยเอื้อยถูกคลุมถุงชนกับคนที่ไม่ได้รักแบบนี้ยัยเอื้อยก็น่าสงสารแย่สิคะ”)

                พอได้ฟังน้องสาวเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังผู้พันคีรินทร์ก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่เขาปล่อยให้ความหึงและความโกรธมามีอำนาจเหนือจิตใจแบบนี้ ถึงว่าสิทำไมหมอเอื้อยถึงได้โกรธเขาแล้วก็เสียใจมากแบบนี้ เขาน่าจะถามเธอก่อนว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ ไม่ใช่ไปต่อว่าเธอ หาว่าเธอมีชู้หลายใจต่อหน้าคนอื่น เธอคงทั้งเจ็บแล้วก็อายมากที่ถูกเขาต่อว่าแบบนี้ ความหึงนี่มันทำให้คนเราขาดสติได้จริงๆ ต่อไปเขาคงไม่กล้าว่าผู้กองกรันณ์อีกแล้ว

 

                หมอเอื้อยขับรถออกจากกรมทหารพรานด้วยน้ำตาที่นองหน้า เสียใจและผิดหวังที่เขามองแล้วก็ดูถูกความรักของเธอแบบนี้ เธอไม่น่ามาหลงรักคนใจร้ายอย่างเขาเลย ทำไมเขาถึงทำกับเธอได้ลงคอ เรียกผู้ชายคนอื่นมาหาแล้วก็ผลักไสเธอให้เขาทั้งๆ ที่เธออุตส่าห์ขับรถมาหาเขาตั้งไกล มาทำมื้อเช้าให้ ลางานหนีคนไข้มาก็เพื่อเขาคนเดียว เธอขนเอาหัวใจทั้งดวงมาให้เขาแต่กลับถูกเขาไล่หนีมาแบบนี้หรอ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!!! ไหนว่าเป็นทหารแล้วจะสุภาพ เป็นถึงผู้พันแล้วทำไมไม่รู้จักแยกแยะถามความจริงให้รู้ก่อน เขาเห็นเธอเป็นอะไรกัน เป็นผู้หญิงร่านรักมั่วไม่เลือกหรือยังไง!!!

                เอี๊ยดดดดดดด ปี๊นนนนนน

                “กรี๊ดดดดดด” เพราะร้องไห้มาตลอดทางทำให้มองถนนหนทางแทบจะไม่เห็น หมอเอื้อยรีบหักพวงมาลัยหลบทันทีเมื่อเกือบจะไปประสานงากับรถสิบล้อที่สวนมาทำให้รถของเธอพุ่งออกข้างทาง หากว่ายังดีที่เหยียบเบรกทันก่อนที่รถของเธอจะพุ่งเข้าไปชนกับต้นไม้ใหญ่ ร่างบางนั่งนิ่งตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว หัวใจของเธอเต้นรัวแรงและช็อคอยู่กับที่ น้ำตาที่รินไหลพลันแห้งเหือดเมื่อความเป็นความตายเมื่อครู่นี้ทำให้เธอตกใจกลัวมากจนคิดอะไรไม่ออก ทั้งหูอื้อตาลายไปหมดได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัวไปไหน

                ก๊อกๆๆ

                “คุณครับ คุณ เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นทำเอาหมอเอื้อยตกใจขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีชายสองคนกำลังส่องเข้ามาในรถของเธออยู่ แต่งชุดทหารพรานสีดำด้วย น่าจะเป็นทหารจากในกรมที่ขับรถผ่านมาเจอเธอเข้า

                “อ้าว แฟนผู้พันนี่” ทหารสองนายว่าเมื่อเธอลดกระจกรถลง ซึ่งหมอเอื้อยจำพวกเขาได้ว่าเป็นคนเปิดประตูที่จุดตรวจให้เธอเข้ามาที่กรมเมื่อเช้านี้ ซึ่งพอเธอบอกว่าเป็นแฟนผู้พันคีรินทร์พวกเขาก็รีบเปิดประตูให้เธอเข้าไปในกรมอย่างง่ายดายเลย

                “พวกผมเพิ่งไปกินข้าวข้างนอกกรมมาน่ะครับ เห็นรถคุณเกือบประสานงาจนพุ่งออกข้างทางเลยรีบมาดูว่าเป็นอะไรรึเปล่า” ทหารนายที่เคาะกระจกรถเธอในตอนแรกบอก

                “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจเฉยๆ” หมอเอื้อยตอบทั้งๆ ที่ยังหน้าซีดอยู่

                “แต่เหยียบเบรกกะทันหันแบบนี้เมื่อกี้นี้รถอาจพลิกคว่ำได้นะครับ ดีนะที่เป็นพื้นหญ้า ให้ผมโทรตามผู้พันให้มั้ยครับ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” ถึงเธอจะตกใจกลัวมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่อยากจะเห็นหน้าของเขาหรอก จะตามเขามาทำไม ตามให้เขามาดูถูกเธอ มาสมน้ำหน้าเธองั้นหรอ

                แต่นายทหารทั้งสองกลับไม่คิดแบบนั้นเพราะเห็นเธอยังหน้าซีดและตัวสั่นอยู่ งานนี้จะไม่ให้รายงานผู้พันได้อย่างไง ก็ทั้งกรมเนี่ยผู้พันคีรินทร์ใหญ่รองลงมาจากผู้การเลยนะ

                “ผู้พันครับ คุณหมอแฟนผู้พันประสบอุบัติเหตุขับรถประสานงากับสิบล้อครับ” เขารีบหยิบวิทยุขึ้นมารายงานกับผู้พันคีรินทร์ทันที ในขณะที่ปลายสายถึงกับหัวใจกระตุกวูบ มือไม้อ่อนแรงเมื่อได้ยินลูกน้องวิทยุมาบอกว่าหมอเอื้อยขับรถประสานงากับสิบล้อ นี่เขา...เขาเพิ่งจะไล่เธอไปแล้วเธอก็มาประสบอุบัติเหตุอย่างนั้นหรอ เขาไล่เธอไปตายใช่มั้ย ผู้พันคีรินทร์ถึงกับทำวิทยุในมือร่วงลงพื้น ปวดหนึบไปทั้งใจก่อนจะรีบขับรถออกไปจากบ้านทันทีและภาวนาขออย่าให้เธอเป็นอะไรไปเลย เขาขอโทษ เขาผิดไปแล้วที่ทำกับเธอแบบนี้

                “อ้าว ทำไมรายงานผู้พันแบบนี้วะ เดี๋ยวผู้พันก็เข้าใจผิดคิดว่าแฟนตัวเองขับรถประสานงาจริงๆ หรอก วิทยุไปบอกผู้พันใหม่เลยว่าแฟนผู้พันปลอดภัยดี” เพื่อนทหารอีกคนว่าเข้าให้ ทหารนายเดิมจึงได้วิทยุกลับไปอีกรอบ แต่คราวนี้กลับไม่สามารถติดต่อผู้พันคีริทร์ได้เลย

                “ติดต่อไม่ได้ว่ะ สงสัยผู้พันช็อคจนเป็นลมแล้วมั้ง” เสียงนายทหารสองคนคุยกัน หมอเอื้อยเลยได้แต่แค่นหัวเราะตัวเองออกมา ที่ติดต่อเขาไม่ได้ก็เพราะเขาไม่อยากจะเห็นหน้าเธอยังไงล่ะ ก็เขาไล่เธอขนาดนั้นแล้วเขาจะมาห่วงเธอทำไมกัน ถ้ารู้ว่าเธอตายเขาคงจะดีใจด้วยซ้ำมั้ง

                “ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ ไม่รบกวนพวกคุณหรอกนะคะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” เธอหันมาบอกนายทหารทั้งสองก่อนจะเลื่อนกระจกรถขึ้นแล้วถอยรถกลับขึ้นไปบนถนนอีกครั้ง ซึ่งพอรถของเธอขับออกไปรถจิ๊บคันสวยของผู้พันคีรินทร์ก็แล่นเข้ามายังจุดที่นายทหารทั้งสองคนยังคงยืนกันอยู่ สีหน้าผู้พันหนุ่มซีดเผือดและตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาลงมาจากรถ ยิ่งเห็นรอยเบรกของล้อรถบนถนนเขาก็ยิ่งใจไม่ดี

                “หมอเอื้อยล่ะ แฟนผมอยู่ไหน เธอเป็นอะไรมากรึเปล่า รถประสานงากันได้ยังไง” ผู้พันคีรินทร์รัวคำถามใส่ลูกน้องทั้งสองพลางมองไปรอบๆ ตัวเพื่อหาร่องรอยของอุบัติเหตุในครั้งนี้

                “เธอไปแล้วครับ”

                “ไปไหน โรงพยาบาลใช่มั้ย”

                “เปล่าครับผู้พัน คือ...คุณหมอแฟนผู้พันเธอปลอดภัยดีครับ พอดีช่วงจะประสานงากับสิบล้อเธอหักหลบได้ทัน ทั้งรถทั้งคนตอนนี้ปลอดภัยดีครับ เธอเพิ่งจะขับรถออกไปเมื่อกี้นี้เอง ขอโทษนะครับที่ผมรายงานไม่เคลียร์”

                ผู้พันคีรินทร์ถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นทันที โล่งอกขึ้นมาทั้งๆ ที่หัวใจยังสั่นไหวอยู่ ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมาเขาจะไม่ยอมให้อภัยตัวเองเด็ดขาดเลย เขาผิดเองที่ไล่เธอไปแบบนี้แทนที่จะรอฟังเหตุผลของเธอก่อน ไม่ได้การแล้ว เขาจะปล่อยให้เธอหนีไปแบบนี้ไม่ได้ เกิดเธอน้อยใจเขาจนกลับบ้านไปหมั้นกับไอ้กุ้งแห้งนั่นเขาจะทำยังไง เธอรักเขามากไม่ใช่หรอ ถ้ารักเขาก็ควรจะอยู่กับเขา เป็นของเขาสิไม่ใช่ของไอ้กุ้งแห้งนั่น!

 

                หมอเอื้อยจอดรถที่ข้างถนนห่างจากตัวเมืองออกมา สองข้างทางเป็นทุ่งนาปลูกข้าวนาปรังเขียวขจีไปทั่วสุดตาตัดกับถนนลาดยางสีดำสายเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีรถสัญจร ดวงหน้าหวานสวยเฉียวซึมเหงาอย่างไม่ยินดีกับธรรมชาติที่งดงาม มือบางข้างหนึ่งรวบเส้นผมเป็นลอนสลวยของตัวเองเอาไว้เมื่อยามสายลมพัดผ่านมา ส่วนมืออีกข้างยกขวดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มอย่างไม่สนใจว่าฤทธิ์ของมันจะทำให้เธอมึนเมามากน้อยแค่ไหน พอหมดขวดเธอก็ปาขวดเครื่องดื่มทิ้งลงไปกับพื้นทั้งน้ำตาแล้วพิงกระโปรงรถร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดเสียใจ ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยรักใครแบบนี้เสียที่ไหน จากที่เคยตามตอแยเขาเล่นๆ หวังแค่จะกวนประสาทเขาเฉยๆ แต่เธอกลับรักเขาจริงๆ จนได้คบกับเขาเธอถึงได้รู้ว่าชีวิตของเธอมันมีความสุขมากแค่ไหน เขาอบอุ่นกับเธอและดีกับเธอมากแต่ตอนนี้...เขาเกลียดเธอแล้ว นี่เธอจะทำยังไงดี เธอรักเขามากเหลือเกินจนไม่อาจตัดใจกลับออกไปจากแม่สอดได้ เขาจะรู้บ้างรึเปล่าว่าเธอเจ็บปวดมากแค่ไหน เธออยากจะกอดเขาเอาไว้แน่นๆ อยากบอกว่ารักดังๆ แค่ต้องห่างกันมันก็เจ็บปวดมากแล้ว แล้วนี่ยังต้องมาเลิกกันทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างนั้นหรอ

                “แก้ม...ฉันจะทำยังไงดี ถ้าแกอยู่กับฉันด้วยก็ดีสิ” ราชาวดีมักจะเป็นคนเดียวเสมอที่เธอนึกถึงยามมีเรื่องไม่สบายใจแบบนี้ เธอสองคนเป็นเพื่อนที่รักและสนิทกันมาก พวกเธอไม่เคยมีความลับต่อกันเลย และในยามที่เธอเจ็บปวดหรือร้องไห้ ราชาวดีจะเป็นคนที่ปลอบใจเธอได้ดีที่สุด

                (“ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก...”) ได้แต่กดวางสายทิ้งทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าการจะติดต่อกับราชาวดีเวลาเธออยู่ที่ฐานนั้นยากมากแค่ไหน น่าอิจฉาราชาวดีเหลือเกินที่ป่านนี้ก็คงจะมีความสุขอยู่กับผู้กองกรันณ์ ได้เห็นหน้า ได้กอดกันทุกวัน ต่างจากเธอ ได้เห็นหน้า ได้กอดแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถูกบอกเลิกซะแล้ว เมื่อไม่มีเพื่อนปลอบใจก็คงต้องพึ่งแอลกอฮอล์อย่างเดียวเท่านั้น ปกติหมออย่างเธอก็ไม่ใช่นักดื่มอยู่แล้ว แต่พอได้ลองดื่มไปขวดแรกเมื่อกี้นี้แล้วรู้สึกมึนๆ พอจะลืมผู้ชายใจร้ายได้หมอเอื้อยจึงหยิบขวดที่สองมาเปิดดื่มอีก

                ร่างบางในชุดเดรสเกาะอกสุดเซ็กซี่นั่งพิงรถคันสวยอยู่ริมถนน ทั้งร้องไห้และดื่มสลับกันไปมาจากช่วงบ่ายกลายเป็นบ่ายคล้อย ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแดงส้มเมื่อพระอาทิตย์จะลับภูเขาลูกใหญ่เบื้องหน้า ลมเย็นพัดแรงขึ้น หมอสาวสวยสุดเซ็กซี่จึงเกาะตัวรถยืนขึ้นอย่างยากลำบาก หมดเครื่องดื่มมึนเมาไปสี่ห้าขวดได้แต่ก็ยังพอมีสติว่านี่จะเย็นแล้ว เธอควรไปหาที่พักสำหรับคืนนี้ ร่างบางซวนเซขณะเกาะประตูรถเอาไว้และปรือตามองดูรถกระบะคันใหญ่ที่แล่นผ่านมา สติที่มีอยู่เพียงน้อยนิดไม่ได้ช่วยให้คิดอะไรได้มากมายรวมถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วยเมื่อรถกระบะคันนั้นเหมือนจะขับเลยเธอไป แต่แล้วก็ย้อนกลับมาจอดอยู่ข้างๆ รถของเธออีกครั้ง

                หญิงสาวแสนสวยในชุดสุดวาบหวิวอยู่คนเดียวแบบนี้ ซ้ำยังดูเหมือนจะเมาอีกด้วย หากขับผ่านเลยไปเฉยๆ ก็น่าเสียดายเต็มทนแล้ว ดูจากรถที่เธอขับและการแต่งตัวต้องเป็นคนที่มีฐานะดีระดับหนึ่งแน่ๆ ชายฉกรรจ์สี่คนในรถกระบะมองหน้าอย่างรู้กันก่อนจะเดินลงจากรถเข้ามาหาหญิงสาวที่กำลังเปิดประตูรถตัวเองออก

                “คุณครับ เมารึเปล่า”

                “อย่ามายุ่งกับฉัน” หมอเอื้อยว่า ตาปรือเพราะความเมาแล้วจะขึ้นไปนั่งบนรถตัวเอง ชายทั้งสี่คนเห็นว่าเธอแทบจะไม่มีสติอะไรแล้วจึงเข้ามาจับแขนของเธอเอาไว้คนละข้าง

                “นี่จะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันนนะ!” หมอเอื้อยพยายามดิ้นหนี สติเริ่มกลับมาทีละน้อย แต่ก็ควบคุมตัวเองได้ยากเหลือเกินเมื่อถูกลากตัวออกมาจากรถ

                “ปล่อยฉันนะ มาจับฉันทำไม ปล่อย!!!” เธอพยายามจะดิ้นหนี แต่พอถูกปล่อยตัวจริงๆ กลับล้มพับลงไปกับพื้นถนนอย่างหมดสภาพ ทั้งกลัวชายสี่คนนี้เมื่อรู้แน่ว่าพวกมันประสงค์ร้าย แต่ครั้งจะลุกขึ้นก็ทำไม่ไหวเพราะเวียนหัวมากจนจับทิศทางไม่ถูก

                “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!!” เสียงหัวเราะของผู้ชายทั้งสี่คนดังขึ้นอย่างน่ารังเกียจ แต่ละคนพูดจาแทะโลมเธออย่างหยาบคาย จ้องมองเหยื่อไร้ทางสู้ตรงหน้าอย่างย่ามใจ ทั้งขาวทั้งสวยมากขนาดนี้ถ้าได้ซักครั้งคงตายตาหลับแน่ๆ งานนี้คงต้องถ่ายคลิปเอาไว้ด้วยจะได้แบล็กเมล์แล้วขู่ให้เธอมาหาอีก

                “สวยอะไรแบบนี้วะเนี่ย ของดีขนาดนี้มาอยู่ข้างทางได้ยังไงกัน” หนึ่งในนั้นว่าแล้วเข้ามาดึงเอาหมอเอื้อยขึ้น สองแขนกอดรอบเอวบางเอาไว้แล้วจะยื่นหน้ามาหอมแก้มเธอกลางถนนอย่างไม่เกรงหรืออายใครๆ เรียกเสียงหัวเราะให้กับชายที่เหลือได้ไม่น้อยเมื่อเห็นหญิงสาวไร้ทางสู้พยายามดิ้นหนีและผลักเขาออกอย่างรังเกียจ

                “อย่ามาแตะตัวฉันนะ ออกไป! ปล่อยฉันนะไอ้บ้า!!!

                “บ้าอะไรกันคนสวย ปะ ไปกับพวกพี่ เดี๋ยวคืนนี้พวกพี่จะพาสนุกจนหายเมาเลยล่ะ” ถูกฉุดแน่ๆ หมอเอื้อยคิดแล้วก็พยายามดิ้นหนี ไม่คิดว่าพอถึงคราวซวย ความซวยมันจะยิ่งซ้ำเติมเธอหนักแบบนี้ ถูกแฟนทิ้งไม่พอยังจะมาถูกฉุดอีกหรอ นี่ฟ้าดินรังเกียจเธอนักรึไงถึงได้กลั่นแกล้งเธอแบบนี้

                “อย่านะ! อย่าทำอะไรฉันเลย พวกแกอยากได้เงินมั้ย ถ้าอยากได้ก็เอาไปแต่อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” เธอว่าพลางยื่นกระเป๋าให้ แต่ชายทั้งสี่คนที่จะฉุดเธอขึ้นรถของพวกมันกลับพากันหัวเราะออกมาอีกครั้ง

                “เงินน่ะพวกพี่เอาแน่ๆ อยู่แล้วคนสวยไม่ต้องห่วง ทั้งเงิน ทั้งรถพวกพี่ไม่ปล่อยทิ้งให้เสียของหรอก รวมถึงตัวคนสวยด้วย ฮ่าๆๆๆ”

                ได้ฟังแบบนี้แล้วหมอเอื้อยก็แทบจะล้มพับลงไปกับพื้นอีกรอบ เธอกลัวจนน้ำตาร่วงแต่ก็ไม่คิดที่จะยอมพวกมันง่ายๆ จึงได้ออกแรงดิ้นหนีอย่างสุดชีวิต คิดว่าหากหนีขึ้นรถตัวเองแล้วล็อกประตูได้ก็คงจะปลอดภัย แต่ยิ่งเธอดิ้นหนีพวกมันก็ยิ่งจับเธอแน่นแล้วออกแรงฉุดกระชากเธอไปที่รถของพวกมัน วินาทีนี้หมอเอื้อยได้แต่หลับหูหลับตาดิ้นหนี ไม่ได้ดูเลยว่าขณะนี้ได้มีรถอีกคันขับมาจอดขวางทางรถกระบะของพวกมันเอาไว้ เธอยังพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง จิกเท้ายันประตูรถของพวกมันเอาไว้ไม่ยอมขึ้นไปง่ายๆ

                “ไอ้หน้าตัวเมีย! กล้าดียังไงมาฉุดผู้หญิงกลางวันแสกๆ” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้การยื้อยุดฉุดกระชากชะงักไปทันที หมอเอื้อยที่กลัวจนตัวสั่นล้มพับลงไปกับพื้นอีกครั้งแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัวจนคนที่เข้ามาช่วยตกใจไม่น้อยที่เห็นเธอ ทั้งๆ ที่ช่วงบ่ายนี้เขาขับรถตามหาเธอไปทั่วแม่สอดเลย

                “เฮ้ย ทหารพรานว่ะ” ชายฉกรรจ์ทั้งสี่มองหน้ากันทันที ลังเลว่าจะสู้หรือจะหนี แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายมาคนเดียวจึงตัดสินใจเล่นหมาหมู่บุกเข้าไปเล่นงานผู้พันหนุ่มทันที

                “ไอ้พวกกระจอก กล้าดียังไงมาฉุดแฟนกู!!!

                ผลัวะ!!! ผู้พันคีรินทร์เหวี่ยงเท้าหนักๆ ขึ้นเตะก้านคอชายคนแรกที่วิ่งเข้ามาหาอย่างสุดแรงเกิดจนเหยื่อรายนั้นร่วงลงไปกับพื้นในทันทีแล้วก็แน่นิ่งไปจนอีกสามคนถึงกับชะงัก

                “คะ...ค่อยๆ พูดกันก็ได้นี่พี่ทหาร พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรผู้หญิงเลยนะ” พอเห็นฝีมือการต่อสู้ของอีกฝ่าย ชายสามคนที่เหลือก็ไม่กล้าหืออีก ได้แต่ยกไม้ยกมือขอโทษ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีทหารพรานอีกสองนายขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาหลังจากที่พวกเขาช่วยผู้พันคีรินทร์ตามหาหญิงสาว

                “เจอตัวคุณหมอแล้วหรอครับผู้พัน”

                “พะ...ผู้พัน” ชายทั้งสามยิ่งหน้าซีดเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินทหารพรานคนที่ขับมอเตอร์ไซค์มาเรียกทหารพรานคนที่เพิ่งจะเล่นงานเพื่อนของตนไปว่าผู้พัน ตายห่าล่ะ ทหารยศใหญ่ขนาดนี้

                “พวกมึงรู้มั้ยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนกู” ผู้พันคีรินทร์ไม่สนใจตอบลูกน้องเมื่อเขาเดินเข้าไปกอดประคองหมอเอื้อยขึ้น ซึ่งเธอยืนแทบจะไม่ไหวแล้วเพราะเมาและกลัวจนตัวสั่นไปหมด

                “แก้ม แก้มอยู่ไหน แก้มช่วยฉันด้วย” เธอร้องไห้เรียกหาเพื่อนไม่หยุด จนพี่ชายของคนที่เธอเรียกหาได้แต่มองเธออย่างเอ็นดู ไม่คิดว่าเธอกับน้องสาวของเขาจะเป็นเพื่อนรักที่ผูกพันกันมากขนาดนี้

                “รออยู่นี่ก่อนนะ” เขาบอกแล้วให้เธอยืนรออยู่ข้างรถของเธอเองก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปหาชายสามคนที่ได้แต่ก้าวถอยหนีจากเขาด้วยความกลัว

                “ฉุดผู้หญิงว่าเลวแล้ว แล้วนี่ยังมาเป็นแฟนกูอีก อย่าอยู่เลยพวกมึง!” ว่าจบผู้พันคีรินทร์ก็จัดการซ้อมโหดชายทั้งสามทันทีอย่างเจ็บแค้น นี่ดีแค่ไหนที่เขาขับรถมาเจอเธอก่อน ถ้าเขาไม่นึกเอะใจจะมาทางนี้ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง ถ้าเขามาช่วยเธอไม่ทันป่านนี้ชีวิตของเธอไม่ต้องพังย่อยยับเพราะเขาหรอ

                ผู้พันคีรินทร์ปล่อยทั้งหมัด ศอกและเข่าเล่นงานเหยื่อสารเลวทั้งสามจนแต่ละคนเลือดอาบไปทั้งตัวให้ทหารพรานอีกสองนายได้แต่มองตามอย่างสยองๆ เมื่อเพิ่งจะได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองว่าผู้พันคีรินทร์ คนที่เดียวที่สามารถปราบผู้กองกรันณ์ได้นั้นฝีมือการต่อสู้เยี่ยมยอดมากแค่ไหน ถ้าสามารถปราบขาโหดอย่างผู้กองกรันณ์ได้ ก็ไม่มีใครหน้าไหนจะล้มผู้พันคีรินทร์ได้แล้วล่ะ

                “เอาพวกมันทั้งสี่ตัวไปยัดใส่ห้องขังเอาไว้นะ บอกตำรวจด้วยว่าผู้พันคีรินทร์สั่งมา จัดการให้หนัก” เขาหันมาสั่งทหารพรานนายแรกก่อนจะหันไปทางอีกนาย

                “ขับรถของหมอเอื้อยไปไว้ที่บ้านให้ผมด้วย” พอสั่งลูกน้องทั้งสองเสร็จเขาก็เดินกลับมาหาหมอเอื้อยอีกที สำรวจเนื้อตัวของเธอว่ามีแผลหรือบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ก็เธอเล่นแต่งตัวล่อเสือล่อจระเข้แบบนี้ไงถึงได้ถูกฉุด ดีนะที่ไม่ได้เป็นอะไร

                “เมาหรอแรดน้อย” เขาถามคนที่ยังร้องไห้ตัวสั่นอยู่ก่อนจะก้มลงมาและแตะจมูกเข้าที่ริมฝีปากของเธอเล่นเอาลูกน้องของเขาสองคนได้แต่มองหน้ากันยิ้มๆ

                “โห นี่กินหมดไปกี่ขวดกันล่ะเนี่ย ทั้งแต่งตัวหวิว ทั้งเมา จะโดนฉุดก็ไม่แปลกแล้ว เป็นหมอใครสั่งใครสอนให้กินเหล้าฮะ!” พอเขาดุเสียงดังเธอก็จะล้มพับลงไปอีกจนเขาต้องรีบกอดประคองเอาไว้

                “...ฉันถูกแฟนทิ้ง คนใจร้ายคนนั้นเขาทิ้งฉันทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย คุณรู้มั้ยว่าฉันรักเขามากแค่ไหน ฉันอดหลับมาทั้งคืนก็เพื่อขับรถมาหาเขา แต่งตัวสวยๆ เอาใจเขา อยากอยู่กับเขาแต่เขากลับทิ้งฉันได้ลงคอ ทำไมเขาถึงทำกับฉันแบบนี้ ถ้าไม่ได้รักฉันแล้วมาคบกับฉัน มาให้ความหวังฉันทำไม เขาเห็นฉันเป็นอะไร ไม่รักฉันไม่พอยังผลักไสฉันไปให้คนอื่นอีก เขายังมีหัวใจอยู่รึเปล่า ถ้าเกลียดฉันนักก็ฆ่าฉันทิ้งเลยสิ จะทิ้งฉัน ให้ฉันต้องเจ็บปวดแบบนี้ทำไม” เธอว่าแล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่าคนที่เธอต่อว่ายืนอยู่ตรงหน้าเธอนี่แล้ว เธอยังคงร้องไห้ออกมาไม่หยุดก่อนที่จะค่อยๆ แน่นิ่งไปและหมดสติไปในที่สุดจนผู้พันคีรินทร์ต้องรีบช้อนอุ้มตัวเธอขึ้นมาอย่างห่วงใย

                “...ขอโทษนะฉันผิดไปแล้ว ไว้เธอตื่นก่อนนะแล้วฉันจะให้เธอลงโทษคืน” ผู้พันคีรินทร์กระซิบบอกเธอเบาๆ ก่อนจะพาเธอไปที่รถจิ๊บของเขาแล้วขับกลับบ้านพัก เห็นทีงานนี้ราชาวดีจะได้เพื่อนเป็นพี่สะใภ้ซะแล้วสิ

****************************************************************************************

แล้วก็ว่าแต่น้องเขยขี้หึง ตัวเองก็ขี้หึงเหมือนกันแหละ



ตอนหน้ามีฟินกับคู่นี้แน่นอนจ้า เตรียมหมอนเอาไว้จิกกันด้วยนะ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 358 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1487 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 20:43
    หัวร้อนกับผู้หญิงในเรื่องอีกแล้ว
    #1487
    0
  2. #206 pimjaiCH (@pimjaiCH) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 07:23

    เกาะขอบเตียงรอที่บ้านผู้พันจ้าา
    #206
    0
  3. #203 Nu_ORN (@1461100042533) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 11:44
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าไปเมาจ้างทาง เพราะชีวิตจริงไม่มีผู้พันจ้า
    #203
    1
  4. #202 จีจี้ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 19:42

    เค้าชอบผู้พันนนนนนนนนนนนนนนนนนน

    #202
    0
  5. #201 49040264 (@49040264) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 16:04
    รอค่ะรอ
    #201
    0
  6. #200 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 15:42
    แล้วจะลงจบไหมคะอยากอ่านต่อมาก
    #200
    1
  7. #199 Jamilah (@jamilah) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 15:35
    รอนะคะๆ
    #199
    0
  8. #198 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 14:21
    มีหนังสือไหมคะอยากได้ชอบมากๆๆ
    #198
    5
  9. #197 0806747907 (@0806747907) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 12:08
    ชอบคู่นี้มากๆลงเยอะๆน้าาา
    #197
    0
  10. #196 kunnipa61 (@kunnipa61) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 10:38
    รออออออคร้าาาา#ขอวันนี้เลยได้มั้ยงื้อออค้างสุดๆ
    #196
    0
  11. #195 Kapom (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 09:51

    โอ้ยผู้พันตัวเองก็หึงหน้ามืดเหมือนกันนั่นหละ

    #195
    0
  12. #194 poungkwun (@poungkwun) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 08:25
    อัพไวๆนะคะ ตอนนี้ติดงอมแงมเลย❤️
    #194
    0
  13. #193 Whatup Katay (@whisqerx_) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 08:24
    รออค่ารักคู่นี้
    #193
    0