ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 3 : แพทย์หญิงราชาวดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,955
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 448 ครั้ง
    11 เม.ย. 62

3.แพทย์หญิงราชาวดี

 

                ร่างบางในชุดผ้าซิ่งสีแดงเลือดนกขิดลายสวยกับเสื้อยืดสีขาวช่างแลดูสวยยิ่งนัก ยิ่งเธอปล่อยผมยาวสลวยลงมาแล้วมายืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่แบบนี้ยิ่งเหมือนนางไม้เหมือนกับที่ผู้กองกรันณ์ว่า เธอรีบตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมารอผู้พันคีรินทร์ด้วยความเป็นห่วงที่เขาออกไปทำภารกิจทั้งคืน จนเมื่อคืนนี้กว่าเธอจะข่มตาให้หลับลงได้ก็ต้องลุกขึ้นมาสวดมนต์เสียตั้งนาน มือบางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วสวยขึ้นไม่คิดว่าจุดที่เธอยืนอยู่ระหว่างทางเดินไปฐานปฏิบัติการนี้จะเกิดมีสัญญาณโทรศัพท์ขึ้นมา นับว่าเป็นโชคดีอีกชั้นที่เมื่อคืนนี้เธอค้นเจอแบตสำรองอีกก้อนอยู่ในกระเป๋าเป้ที่เอาติดตัวมาที่นี่ โทรศัพท์ของเธอจึงพอจะใช้การได้

                ติ๊งๆๆๆ เสียงข้อความที่คั่งค้างมานานเด้งขึ้นรัวราวกับปืนกล ทั้งข้อความจากเพื่อนๆ ที่ถามไถ่ว่าเธอหายไปไหนจู่ๆ ก็ทำเรื่องพักงานแบบไม่มีกำหนด และในบรรดาหลายๆ ข้อความที่ส่งมาทางไลน์ ยังมีข้อความของใครอีกคนส่งมาด้วย ใครอีกคนที่อยู่ในใจของเธอเสมอมาจนเธอไม่อาจตัดใจจากเขาได้

                น้องแก้มหายไปไหน พี่ได้ข่าวว่าเราทำเรื่องพักงานแบบไม่มีกำหนด  ข้อความนี้ถูกส่งมาเมื่อวันแรกที่เธอมาถึงที่นี่ คงจะเพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เธอถึงเพิ่งเห็น แล้วจากนั้นก็มีข้อความอีกข้อความที่ถูกส่งมาล่าสุดเมื่อวานนี้ ข้อความที่มันทำให้ร่างบางแทบล้มทั้งยืนอยู่ตรงนี้

                อีกสองเดือนพี่จะแต่งงานแล้วนะครับ พี่อยากให้น้องแก้มมาร่วมงานแต่งของพี่นะ ส่วนเรื่องของเราที่ผ่านมาพี่ขอให้น้องแก้มลืมมันไป เรายังเป็นพี่ชายกับน้องสาวกันได้อยู่ โทรศัพท์เครื่องสวยราคาแพงถูกขว้างทิ้งออกไปจนเกือบจะโดนหน้าใครอีกคนหากเขาไม่หลบเสียก่อน ราชาวดีทรุดตัวลงกับพื้นอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น คนที่ตั้งใจจะมารับเธอไปกินข้าวเช้าด้วยกันอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรอีกทำให้เธอต้องร้องไห้ออกมาแต่เช้าแบบนี้จึงได้เดินไปเก็บโทรศัพท์ของเธอขึ้นมา นับว่าเป็นโชคดีของเธอที่เคสโทรศัพท์มันช่วยลดแรงกระแทกจนโทรศัพท์ของเธอปลอดภัยดี แต่ข้อความไลน์ที่เปิดค้างอยู่นี่สิทำให้เขารู้แล้วว่าเธอร้องไห้เพราะอะไร ไอ้เวรสารเลวเอ้ย! หักอกเธอไม่พอมันยังจะชวนเธอไปงานแต่งของมันอีก นี่มันยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกมั้ย

                “คุณแก้ม...” เขาเข้ามานั่งลงข้างๆ เธอ อยากจะปลอบเธอเหลือเกินแต่พอเขาเอื้อมมือมาแตะที่แขนเธอเบาๆ เธอกลับโผเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นจนเขาไม่ทันตั้งตัว น้ำตาของเธอหยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงรินมามีเสื้อของเขาคอยซับคราบความเศร้านี้เอาไว้ เขาอยากจะกอดเธอเพื่อปลอบแต่เขาก็ไม่กล้าได้แต่ชะงักมือค้าง ยิ่งเห็นเธอเจ็บเขากลับเจ็บตามขึ้นมาจนหายใจติดขัด เขาไม่อยากให้เธอต้องร้องไห้แบบนี้เลย น้องนางไม้แสนสวยไม่ควรต้องเศร้าหมองแบบนี้

                “เขาจะแต่งงาน อึก...อึก... เขาจะแต่งงานแล้ว” เธอพูดแล้วก็สะอื้นไห้กับอกแกร่งของเขา ผู้กองกรันณ์สงสารเธอยิ่งนัก หากกลับกัน ถ้าเป็นเขา เขาจะไม่มีวันทอดทิ้งให้เธอต้องร้องไห้แบบนี้เด็ดขาด

                “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” เขาบอกก่อนที่จะค่อยๆ กอดเธอเอาไว้อย่างไม่แน่นใจ และยิ่งเขาโอบกอดเธอเอาไว้เธอก็ยิ่งกอดเขาแน่นมากขึ้น

                “เขาไม่เคยรักฉันเลย เขาหลอกฉัน อึก...คนใจร้ายคนนั้น อึก...เขาไม่เคยเห็นค่าของฉันเลย...” เธอว่าแล้วแนบแก้มนวลเข้าซุกกับอกของเขา ผู้กองกรันณ์ก็ยิ่งกอดเธอเอาไว้แน่น อยากจะช่วยแบ่งรับความเจ็บปวดของเธอเอาไว้เหลือเกิน นี่เขาต้องทำยังไงดีน้องนางไม้ของเขาถึงจะลืมเรื่องร้ายๆ พวกนี้

                “เพราะมันโง่ไง” ผู้กองกรันณ์บอกอย่างเจ็บแค้นแทนเธอ “ใครหน้าไหนที่มันไม่เห็นค่าของคุณมันก็โง่จนไม่มีอะไรเทียบแล้ว เหมือนไก่ได้พลอย เหมือนคนที่มีเพชรเม็ดงามอยู่ในมือแล้วไม่เห็นค่า มันอยากแต่งก็ให้มันแต่งไป ถึงยังไงมันก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานหรอก ความสุขที่มันเหยียบหัวคนอื่นขึ้นมา คุณลืมมันไปเถอะนะ ลืมไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมียนั่น ผมเชื่อนะว่าคนที่ทั้งสวยแล้วก็แสนดีแบบคุณสักวันต้องได้พบเจอกับคนที่เขามีรักแท้ให้กับคุณอย่างแน่นอน”

                ราชาวดีไม่ตอบนอกจากได้แต่ร่ำร้องอยู่นานจนอกเสื้อของเขาเปียกชุ่ม แต่เขาก็ยังคงกอดเธอเอาไว้ไม่ปล่อยไปไหน จนร่างบางที่ร้องไห้ฟุบแน่นิ่งไปเขาจึงต้องกอดประคองเธอเอาไว้แล้วหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาอีกครั้ง เปิดไปที่ไลน์ของไอ้สารเลวนั้นแล้วถ่ายภาพของเขาที่กำลังโอบกอดเธอเอาไว้แนบอกส่งไปให้มัน เพื่อให้มันได้รู้ว่านับแต่นี้ไปผู้หญิงคนนี้เธอจะไม่มีวันสนใจมันอีก มันกล้ามีคนอื่นหยามเธอ แล้วทำไมเธอถึงจะมีคนอื่นไม่ได้ ให้มันได้เห็นภาพนี้มันจะได้เลิกลำพองใจและมองว่าเธอเป็นของตายเสียที ภาพที่ถ่ายถูกส่งไปได้ไม่นานก็ขึ้นสัญญาณว่าอีกฝ่ายได้เปิดอ่านแล้ว ผู้กองกรันณ์จึงจัดการลบภาพนี้ออกเพื่อที่ว่าราชาวดีจะได้ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไปก่อนจะปิดสัญญาณโทรศัพท์มือถือแล้วช้อนอุ้มเอาร่างบางที่ร้องไห้จนหลับกลับไปยังบ้านพัก

                ผ้าขนหนูผืนน้อยที่ซับน้ำจนชื้นแตะผะแผ่วลงที่ดวงหน้าหวาน ค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาออกให้เธออย่างอ่อนโยนต่างจากตอนที่เขาทำแผลให้เธอเมื่อคืนนี้ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างบางเอาไว้แล้วจึงค่อยๆ ดึงมือนุ่มนิ่มแสนบอกบางของเธอขึ้นมาจูบเบาๆ นั่งเฝ้าเธออย่างแสนห่วงใยก่อนที่ผู้หมวดคณินจะเดินขึ้นมาบนบ้านพักของผู้พันแล้วหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอนของเธอ

                “ผู้กองครับ มีเรื่องไม่สู้ดีเกิดขึ้น” เขารายงาน ทำให้ผู้กองกรันณ์วางมือนุ่มนิ่มลงแล้วรีบลุกขึ้นไปหาเขาทันที

                “เรื่องอะไร แล้วผู้พันล่ะเมื่อไหร่จะกลับมา”

                “ครับ ก็เรื่องของผู้พันนี่แหละ เมื่อสักครู่นี้ตำรวจตระเวนนายหนึ่งเข้ามาแจ้งข่าวว่ากองกำลังของผู้พันเข้าปะทะกันกับคนร้ายที่กำลังจะขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำเมยมาฝั่งไทย การปะทะทำให้อีกฝ่ายล้มเจ็บและตายก่อนที่พวกมันจะหนีกลับเข้าฝั่งพม่าไป ส่วนทางฝั่งของผู้พันมีทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย ตอนนี้ทุกคนกำลังกลับมาที่ฐานครับ แต่ว่า...”

                “แต่ว่าอะไร”

                “ทางเราขาดหมอน่ะสิครับผู้กอง ทั้งยาทั้งเครื่องมือเรามีพร้อม แต่ก็ไม่มีใครรักษาคนเจ็บได้เลย” นั่นสินะ เขาลืมข้อนี้ไปได้ยังไงกัน

                “แล้วทุกคนจะกลับมาถึงที่นี่เมื่อไหร่”

                “ราวๆ ช่วงบ่ายครับ เพราะมีคนเจ็บเลยทำให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปได้ช้า หากจะออกไปรักษาตัวในเมืองก็คงใช้เวลานานทหารของเราอาจจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว”

                “แต่ถึงจะมาที่นี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะเราไม่มีหมอ เอาอย่างนี้ ผู้หมวดเอารถของผมไปแล้วไปที่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดนะ ไปตามหาหมอหรือคนที่มีความรู้ด้านการรักษาแล้วรีบพาเขามาให้ถึงที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนที่ผู้พันกับทุกคนจะกลับมา” เขายื่นกุญแจรถให้กับผู้หมวดหนุ่ม ซึ่งพอผู้หมวดคณินรีบวิ่งออกไปทำงานตามที่ผู้กองสั่ง ผู้หมวดนทีก็วิ่งสวนเข้ามาหาเขาอีกคน

                “ผู้กองครับ ผมจัดเตรียมห้องพยาบาลเอาไว้พร้อมแล้ว ผู้พันวิทยุมาแจ้งว่าอีกไม่น่าจะเกินสองชั่วโมงคงกลับถึงฐาน”

                “ว่ายังไงนะ! ก็ไหนผู้หมวดคณินบอกว่าจะมาถึงช่วงบ่ายไง”

                “เห็นว่าเจอรถของชาวบ้านน่ะครับเลยขอให้เขาพาคนเจ็บกลับมาก่อน ส่วนที่เหลือก็คงจะมาถึงช่วงบ่าย”

                “บ้าจริง! แล้วแบบนี้จะไปหาหมอที่ไหนทันกัน” ผู้กองกรันณ์สถบออกมาอย่างหัวเสีย ไม่เคยคิดอยากจะเรียนแพทย์เรียนหมอเลยจนมาวินาทีนี้ ถ้าเขามีความรู้เรื่องการรักษาคนก็คงจะดีสิ

 

                ผู้กองกรันณ์เดินวนกลับไปมาเหมือนหนูติดจั่นอย่างร้อนใจอยู่ที่ฐานของเขา มือก็เปิดหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการรักษาคนบาดเจ็บเบื้องต้นอ่าน คิดว่าจะศึกษาวิชาแพทย์ให้จบภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ แต่ด้วยศัพท์ทางการแพทย์ที่มากมายก่ายกอง คนที่เรียนทหารและการสู้รบมาทั้งชีวิตอย่างเขาจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร เขาถนัดแต่งานฆ่าผู้ร้าย แต่เรื่องจะรักษาชีวิตคนนี่ขอบอกว่าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด กลุ้มใจอยู่ได้ชั่วโมงกว่าๆ รถกระบะคันเก่าที่ไม่คุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าห้องพยาบาล ที่กระบะท้ายมีทหารพรานสามนายและ ตชด. สองนายบาดเจ็บนอนแน่นิ่งกันอยู่ ส่วนคนอื่นๆ ที่นั่งรถมาด้วยก็บาดเจ็บกันแต่ก็ไม่ถึงขั้นหนักเหมือนทั้งห้านายนี้

                “รีบพาคนเจ็บไปที่ห้องพยาบาลเร็ว” เขาสั่งลูกน้อง ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีหมอแต่ขอแค่พาคนเจ็บไปที่ห้องพยาบาลก่อนก็พอแล้ว

                “รัน!!! แก้มล่ะ แก้มอยู่ที่ไหน” ผู้พันคีรินทร์รีบถามหาน้องสาวทันทีที่ลงมาจากรถ เขาเองก็บาดเจ็บถูกยิงที่ไหล่แต่ดูๆ จากอาการตอนนี้ก็น่าจะยังพอไหวอยู่

                “คุณแก้มเธออยู่บ้านครับ ปลอดภัยดี” เขาไม่รู้ว่าผู้พันจะมาห่วงน้องสาวอะไรตอนนี้ทั้งๆ ที่คนอกหักแค่นอนหลับเพราะร้องไห้อย่างหนักไม่ได้มีอะไรให้น่าห่วงเท่ากับลูกน้องทหารของเขาเลยแม้แต่น้อย นี่ผู้พันห่วงน้องสาวมากจนลืมลำดับความสำคัญไปแล้วรึยังไง

                “ไปตามแก้มมา ตอนนี้เลย ด่วนเลยนะ!!!

                “แต่ว่าผู้พัน...”

                “ไปตามแก้มมาสิโว้ย!!!” ผู้พันคีรินทร์ตะโกนสั่งอย่างหัวเสีย แต่คนที่หัวเสียยิ่งกว่ากลับเป็นผู้กองกรันณ์ที่ไม่เข้าใจว่าผู้พันจะมาอยากเจอน้องสาวอะไรในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ปกติเขาไม่ใช่คนที่เห็นเรื่องส่วนตัวสำคัญกว่าเรื่องส่วนรวมนี่นา แล้ววันนี้เกิดบ้าอะไรขึ้นมากัน

 

                ราชาวดีตื่นขึ้นมาก็รู้สึกปวดหัวนิดๆ คงเพราะว่าเธอร้องไห้ออกมามาก นาฬิกาข้อมือเธอบอกเป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว นี่เธอหลับไปนานขนาดนี้เลยหรอ ผู้กองกรันณ์คงจะพาเธอกลับมานอนพักที่บ้าน ซึ่งพอนึกถึงเรื่องนี้มันก็ทำให้เธออดคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เธอร้องไห้ไม่ได้ ไม่คิดว่าคนใจร้ายคนนั้นจะกล้าส่งข้อความไลน์มาหาเธอด้วยเรื่องที่เขาก็รู้อยู่แก่ใจดีว่ามันจะทำให้เธอเจ็บ ร่างบางลุกขึ้นอย่างอ่อนแรงออกมาที่นอกห้องนอนแล้วหยิบน้ำดื่มจากในห้องครัวขึ้นมาดื่มไปถึงสองแก้วเมื่อรู้สึกเหมือนร่างกายจะขาดน้ำ เธอเดินอย่างเลื่อนลอยออกมาที่ระเบียงบ้านไม่ทันไรก็เห็นร่างสูงที่คุ้นตากำลังวิ่งมาทางนี้ สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีเอาเสียเลย คล้ายกับว่าโกรธอะไรมาสักอย่างจนแลดูน่ากลัว

                “คุณตื่นแล้วหรอ” เขาถามปนเสียงหอบทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วว่าเธอตื่นจนออกเดินมาที่ระเบียงบ้านพักได้

                “มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ”

                “ไปกับผม”

                “ไปไหนคะ” ราชาวดีไม่เข้าใจที่อยู่ๆ เขาก็เข้ามาคว้าข้อมือของเธออย่างรีบร้อนพร้อมกับพาเธอออกเดินกลับไปที่ฐานอย่างรวดเร็วจนเธอแทบจะปลิวถลาตามแรงดึงของเขา

                “ผู้พันกลับมาแล้ว” เขาบอกขณะเดินจูงมือเธอกลับไปที่ฐาน ราชาวดีกำลังจะยิ้มออกมาที่ในที่สุดพี่ชายของเธอก็กลับมาเสียที แต่สิ่งที่เธอได้ยินต่อจากนี้นี่สิมันทำให้รอยยิ้มสวยๆ ของเธอจางหายไป

                “เขาถูกยิงกลับมา เมื่อคืนเกิดเหตุปะทะกันกับคนร้าย ทหารฝ่ายเรากับ ตชด. บาดเจ็บกลับมารวมถึงผู้พันด้วย เขาให้ผมมาตามคุณไปหา”

                คราวนี้ผู้กองกรันณ์ไม่ต้องออกแรงฉุดเธออีกแต่อย่างใด เมื่อทันทีที่ได้ยินว่าผู้เป็นพี่ชายบาดเจ็บเธอก็ยกชายผ้าซิ่นขึ้นแล้วรีบวิ่งไปที่ฐานทันทีด้วยความเป็นห่วงเขา โดยมีผู้กองกรันณ์ตามมา ทันทีที่มาถึงฐานเธอก็เห็นเหล่าทหารพรานที่ออกไปทำภารกิจกับผู้เป็นพี่ชายเมื่อเย็นวานนี้ต่างก็ได้รับบาดเจ็บกลับมาหลายคน รวมถึงผู้พันคีรินทร์ด้วยที่ถึงแม้เขาจะบาดเจ็บแต่ก็ยังคงดูแลเหล่าลูกน้องของเขาอยู่

                “พี่ภู!!!” เสียงหวานที่ร้องเรียกผู้เป็นพี่ชายทำให้ทหารพรานและ ตชด. อีกหลายนายที่อยู่บริเวณนั้นหันมามองเธอเป็นตาเดียว ก่อนที่ร่างบางแสนสวยจะวิ่งเข้ามากอดผู้พันคีรินทร์เอาไว้แน่น เกิดเป็นภาพสาวงามกับนักรบกำลังกอดกันแน่นด้วยความรักและห่วงใยเป็นที่ประทับใจของหลายคนเมื่อสาวงามกับนักรบที่กอดกันอยู่นี้เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ไม่ใช่คนรัก ความรักที่เกิดขึ้นจึงเป็นความรักที่แสนบริสุทธิ์จนแม้แต่ผู้กองกรันณ์ที่หัวเสียกับเรื่องนี้ยังอดประทับใจไม่ได้

                “พี่ภูขา ผู้กองบอกว่าพี่ภูถูกยิง พี่ภูถูกยิงตรงไหนคะขอแก้มดูแผลหน่อย” เธอถามเขาทั้งน้ำตาพลางสำรวจไปรอบๆ ตัวพี่ชายเพื่อหาบาดแผล ผู้พันคีรินทร์จึงรีบเช็ดน้ำตาให้เธอแล้วยิ้มให้

                “พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก พี่ยังทนได้ แก้มตามพี่มาก่อนนะ” เขาบอกแล้วจูงมือเธอเข้าไปในห้องพยาบาลซึ่งขณะนี้เหล่าทหารหลายนายกำลังช่วยกันดูแลเพื่อนทหารที่บาดเจ็บทั้งห้านายอยู่ ซึ่งการดูแลรักษาก็เป็นไปแบบตามมีตามเกิดอย่างที่ผู้กองกรันณ์เคยบอกกับเธอจริงๆ

                “ช่วยทุกคนได้มั้ยแก้ม” ผู้พันคีรินทร์เอ่ยถามเธอพลางเช็ดน้ำตาออกให้เธออีก ผู้กองกรันณ์ไม่เข้าใจว่าผู้พันจะพาน้องสาวเข้ามาในนี้ทำไม บาดแผลของทหารที่บาดเจ็บอาจจะทำให้เธอกลัวเอาได้จึงจะอาสาพาเธอออกไปจากที่นี่เสียเอง

                “คุณแก้ม ผมว่า...” เขายังพูดไม่ทันพูดจบราชาวดีก็เดินเข้าไปหาทหารพรานนายหนึ่งที่เธอคิดว่าเขาอาการน่าจะแย่มากที่สุดจนทหารทุกคนในห้องพยาบาลหันมามองตามอย่างสงสัยว่าเธอเดินเข้ามาหาพวกเขาทำไม

                “ขอฉันดูอาการคนเจ็บหน่อยค่ะ” เธอบอก แต่ทหารทุกคนที่อยู่ในนี้กลับไม่มีใครหลีกทางให้เธอเลยสักคน เพราะต่างก็คิดว่าหญิงสาวหน้าหวานรูปร่างบอบบางอย่างเธอหรือจะช่วยอะไรคนเจ็บได้ ผู้พันคีรินทร์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ จึงกระแอมเสียงแล้วออกคำสั่งแทน

                “ทุกคน! ช่วยหลีกทางให้แพทย์หญิงราชาวดีดูอาการคนเจ็บด้วย นี่มันเป็นหน้าที่ของหมอ ใครไม่มีความรู้ทางการแพทย์ถอยออกมาให้หมด!” สิ้นคำสั่งของผู้พัน นายทหารทุกคนต่างก็หันมามองเธออย่างอึ้งๆ รวมถึงผู้กองกรันณ์และผู้หมวดนทีด้วย พวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอเป็นหมอ นึกว่าเป็นแค่คนอกหักที่อยากจะตายจนผู้เป็นพี่ชายต้องหนีบมาดูแลถึงกลางป่าด้วยเสียอีก

                “ผู้พัน...คุณแก้มเธอเป็น...”

                “เออ! เป็นหมอ แล้วก็เป็นหมอที่เก่งมากด้วย ผู้กองไม่เคยได้ยินชื่อแพทย์หญิงราชาวดี วัฒนกุล หรอ” พอผู้พันถามกลับผู้กองกรันณ์ก็รู้สึกว่าชื่อของเธอมันฟังดูคุ้นๆ อยู่นะ เขาเองก็ได้ยินข่าวอยู่ว่ามีแพทย์หญิงคนหนึ่งเก่งมากในเรื่องการผ่าตัดจนเป็นที่ยอมรับและนับถือในวงการแพทย์ เขาไม่คิดเลยว่าแพทย์หญิงคนนั้นจะเป็นเธอ เธอยังอายุน้อยอยู่เลยนะ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหมอที่เก่งจนโด่งดังแบบนี้

                “พี่ภูคะ ตอนที่ทหารนายนี้ถูกยิงกระสุนเหมือนจะทะลุผ่านของแข็งก่อนจะฝังเข้าร่างกายเขาก่อนใช่มั้ยคะ” ราชาวดีหันกลับมาถามผู้เป็นพี่ชาย ผู้พันคีรินทร์จึงหันมาทางอาสาสมัครทหารพรานนายหนึ่งที่เป็นคนช่วยพาคนเจ็บหนีมาจากดงกระสุนที่ริมฝั่งแม่น้ำเมย

                “ครับคุณหมอ เหมือนกระสุนมันจะทะลุโทรศัพท์มือถือของเขา” อาสาสมัครทหารพรานนายนั้นตอบพลางส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องแบนๆ ที่ตอนนี้มีรูโหว่ของกระสุนปืนให้เธอดู

                “แล้วมันยังไงแก้ม” ผู้พันคีรินทร์ไม่เข้าใจ เธอจึงหันมาหาเขา

                “บาดแผลจากกระสุนปืนจะมีลักษณะเหมือนกับถูกของแข็งมีคมหรือไม่มีคมก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพของหัวกระสุนที่มากระทบกับร่างกายค่ะ โดยทั่วไปหัวกระสุนที่ไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างจะมีลักษณะหัวกลมมน บาดแผลที่เกิดขึ้นรอบๆ รอยกระสุนจะมีการถลอกและช้ำค่ะ แต่จากบาดแผลของทหารนายนี้ การที่กระสุนปืนยิงทะลุโทรศัพท์ทำให้หัวกระสุนเกิดการบี้แบนเปลี่ยนรูปร่าง บาดแผลที่เกิดขึ้นเลยไม่ต่างอะไรกับถูกของมีคมแทงค่ะ แก้มต้องผ่าตัดเขาด่วน มีใครจะเป็นผู้ช่วยให้แก้มได้มั้ยคะ”

                “พี่เอง/ผมเอง” ผู้พันกับผู้กองรีบยกมือขึ้นอาสา ราชาวดีหันมามองทางผู้เป็นพี่ชายแล้วก็ต้องส่ายหน้าให้

                “พี่ภูบาดเจ็บนั่งพักก่อนเถอะนะคะ เดี๋ยวแก้มจะจับพี่ภูขึ้นเขียงผ่าตัดเป็นรายต่อๆ ไปแน่ค่ะไม่ต้องห่วง” เธอบอกผู้เป็นพี่ชาย ก่อนจะเดินกลับมาที่คนไข้ของตัวเองอีกครั้ง

                “อ๊ะ!” เธอสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีใครสักคนเข้ามายืนซ้อนหลังเธอก่อนจะค่อยๆ รวบเส้นผมยาวสลวยของเธอขึ้นให้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำงานของเธอ จนแก้มสาวแดงระเรื่อ ผู้พันคีรินทร์ที่มองอยู่เกิดไม่ชอบใจขึ้นมาก็เลยแกล้งกระแอมเสียงดังข่มขวัญนายทหารรุ่นน้องอย่างผู้กองกรันณ์อีก จนเขาต้องรีบผละห่างจากเธอทันทีที่รวบผมให้เธอเสร็จ

                “ผมเป็นผู้ช่วยหมอ ก็ต้องคอยดูแลคุณหมอด้วยสิครับผู้พัน” ผู้กองฉีกยิ้มให้ รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าเธอเป็นหมอ ซ้ำยังเป็นหมอที่เก่งมากๆ อีก งานนี้เขาคงต้องฝากชีวิตของลูกน้องเอาไว้ในมือเธอแล้ว

                ราชาวดีจัดการทำความสะอาดมือตัวเองแล้วใส่ถุงมือให้กระชับเนื่องจากที่มือข้างซ้ายของเธอเองก็มีแผลจากการถูกแก้วบาดมือเมื่อวานนี้ ผู้หมวดนทีที่ยืนดูเหตุการณ์จึงอาสาเข้ามาช่วยอีกแรงเพราะรู้ดีว่าราชาวดีมือเจ็บ ส่วนผู้กองของเขาก็เพิ่งจะเรียนจบวิชาแพทย์มาเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง การมีคนมาช่วยเพิ่มการผ่าตัดน่าจะสำเร็จไปด้วยดี

                เนื่องจากคนไข้ที่ต้องผ่าตัดและมีอาการไม่สู้ดีมีมากถึงห้าคน กว่าราชาวดีจะทำการผ่าตัดให้ทุกคนจนปลอดภัยดีก็กินเวลาไปไม่น้อย จากเที่ยงวันล่วงเข้าสู่เที่ยงคืนข้ามมายังเช้ามืดของอีกวันเธอจึงกล้าพันธงว่าคนเจ็บทั้งห้าคนตอนนี้อาการปลอดภัยดีแล้ว โชคดีที่มีน้ำเกลือเพียงพอสำหรับทุกคน ส่วนเลือดนั้นก็หาเอาไม่ยาก ทุกคนที่อยู่ในที่นี่ล้วนแต่เป็นทหารร่างกายแข็งแรงกำยำ และพวกเขาก็พร้อมที่จะบริจาคเลือดให้เพื่อนร่วมอาชีพเสมอ ผู้กองกรันณ์คอยอยู่ช่วยเหลือราชาวดีไม่กล้าหนีห่างจากเธอเพราะเขารู้ดีว่าเธอยังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เมื่อเช้าเพราะมัวแต่ร้องไห้จนหลับ พอตื่นขึ้นมาก็ต้องมารักษาคนเจ็บ ถึงแม้ผู้พันคีรินทร์จะบอกให้เธอไปพักเสียก่อนแต่เธอก็ไม่ยอมเมื่อคนไข้ทั้งห้าคนของเธอยังไม่ปลอดภัย จนมาถึงเช้ามืดของอีกวันนี่แหละเธอถึงหันมาบอกพวกเขาว่าทุกคนปลอดภัยดีแล้ว

                “พี่ภู มาค่ะได้เวลาขึ้นเขียง” แม้จะเหนื่อยล้าสักเพียงใดแต่เธอก็ยังยืนยันที่จะรักษาผู้เป็นพี่ชายให้ได้เพราะเขาเองก็ถูกยิงเหมือนกัน ผู้พันคีรินทร์เห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของเธอก็เป็นห่วงน้องสาวยิ่งนัก

                “เอาไว้ก่อนก็ได้ แก้มพักก่อนเถอะนะ”

                “พี่ภูเลือกเอาค่ะ จะผ่าตัดเอากระสุนออกหรือจะตัดแขน” เธอเท้าสะเอวว่าทำให้ผู้กองหนุ่มกับผู้หมวดทั้งสองอดขำสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้ ผู้หมวดคณินที่ถูกวิทยุตามตัวให้กลับมาที่ฐานไม่ต้องไปตามหาหมอที่ไหนแล้วก็อาสามาเป็นผู้ช่วยของคุณหมอราชาวดีอีกคนด้วย

                “รู้มั้ยคะว่าคนที่ถูกยิงน่ะ บางคนเขาไม่ได้ตายเพราะถูกยิงหรอก แต่เขาตายเพราะพิษจากตะกั่วที่ละลายออกมาจากกระสุนจนเข้าสู่กระแสเลือดและติดเชื้อจนตาย พี่ภูอยากตายแล้วทิ้งแก้มไปอีกคนหรือยังไง” เธอว่า แล้วแบบนี้มีหรือผู้พันคีรินทร์จะกล้าขัดใจเธอ เขาจึงต้องเดินมาขึ้นเขียงกับเธออย่างว่าง่าย

                “พี่ไม่เคยอยากจะทิ้งแก้มไปหรอก มีแต่แก้มนี่แหละที่อยากจะทิ้งพี่ไป” เขาอดว่าไม่ได้ทำให้มือบางที่หันไปหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์ถึงกับชะงัก ผู้กองกรันณ์รู้ดีว่าผู้พันหมายถึงเรื่องที่เธอพยายามจะฆ่าตัวตาย แววตาสวยที่แสนเศร้าจึงไหววูบขึ้นมาก่อนที่เธอจะกระพริบตาถี่ๆ เพื่อตั้งสติอีกครั้งก่อนทำการผ่าตัดผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งกระสุนไม่ได้ฝังลึกมากเขาจึงไม่ต้องให้ยาสลบ แต่เป็นการให้ยาชาแทน ซึ่งผ่าตัดได้ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ผู้พันก็ลุกขึ้นมายืนและเดินไปมาได้ราวกับว่าเขาไม่ได้รับการบาดเจ็บแต่อย่างใด

                ต่อจากผู้พันคีรินทร์ก็เป็นนายทหารคนอื่นๆ ที่บาดเจ็บศีรษะแตกบ้าง ได้แผลจากของมีคมบ้างแต่อาการก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรรักษาเพียงไม่นานก็ปล่อยให้ทุกคนพักฟื้นกันได้ ร่างบางที่กว่าจะรักษาทุกคนเสร็จก็ถึงกับทรุดลงไปกับพื้นบ้างจนผู้กองกรันณ์ต้องรีบเข้ามารับเธอเอาไว้ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นอุ้มไปนอนที่เตียงคนไข้ที่ว่างอยู่ ผู้พันคีรินทร์เห็นเข้าก็รีบวิ่งเข้ามาหาน้องสาวทันที

                “เห็นมั้ย พี่บอกแล้วว่าให้พัก” เขาบอกน้องสาวที่ยังลืมตามีสติอยู่

                “คนไข้ยังไม่หายดีแก้มนอนไม่หลับหรอก”

                “แต่ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยแล้วนะ แก้มเก่งมากเลยนะที่รักษาทุกคนได้ พวกเขา...” ผู้พันคีรินทร์ยังพูดไม่จบร่างบางก็หลับไปในทันทีด้วยความอ่อนเพลียเมื่อยล้า ให้ผู้กองกรันณ์ได้แต่มองเธออย่างชื่นชมปนเอ็นดู มือแกร่งจึงได้ยื่นออกมาเกลี่ยนเส้นผมที่ข้างแก้มนวลให้อย่างแผ่วเบาโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีสายตาของผู้พันหนุ่มจับจ้องมองอยู่

                “คุณเก่งมากเลยนะ ผมไม่เคยเห็นหมอที่ไหนจะเก่งได้เท่ากับคุณอีกแล้ว คุณรู้มั้ยว่าถ้าไม่ได้คุณช่วยเอาไว้ พวกเขาทั้งห้าคนอาจจะไม่มีชีวิตรอดแล้ว” ผู้กองกรันณ์บอกกับเธออย่างอ่อนโยนแล้วกุมมือบางเอาไว้เบาๆ ผู้พันคีรินทร์ที่ยืนมองอยู่แล้วกระแอมเสียงขึ้นมาอย่างไม่ชอบใจ

                “ไอ้รัน...นี่น้องกู อย่าใกล้ชิดให้มันมาก”

                “โธ่พี่ภู...”

                “ใครพี่มึง”

                “เออ...ผู้พันครับ ก็คุณแก้มเธอเก่งมากจริงๆ นี่ครับ ขนาดอกหักเจ็บช้ำมาขนาดนี้แต่พอถึงเวลาที่ต้องช่วยเหลือคนเธอก็แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมชื่นชมเธอได้ยังไงกัน”

                “มึงรู้หรอเรื่องที่แก้ม...”

                “ตอนแรกก็เดาๆ เอาแหละครับ ผมเห็นเธอซึมๆ ที่ข้อมือก็มีรอยแผลที่เธอพยายามจะฆ่าตัวตาย จนกระทั่งเมื่อวานนี้ผมเห็นไอ้สารเลวนั่นมันส่งข้อความมาบอกคุณแก้มว่ามันกำลังจะแต่งงาน คุณแก้มเธอเสียใจมากร้องไห้จนหมดสติ พอเธอฟื้นตื่นขึ้นมาก็มาช่วยผ่าตัดรักษาทุกคนได้ ผมถึงชื่นชมแล้วก็นับถือหัวใจของเธอไงครับ”

                “พูดถึงไอ้เวรนั่นแล้วก็อยากจะฆ่ามันนัก” ผู้พันคีรินทร์ว่าอย่างเจ็บใจ “เฮงซวยอย่างมันไม่รู้ว่าเรียนจบหมอมาได้ยังไง เกลียดขี้หน้ามันตั้งแต่ตอนเจอมันที่คณะแพทย์แล้ว”

                “อ้าว ถ้าเกลียดแล้วทำไมผู้พันถึงไม่ห้ามล่ะครับ ปล่อยให้พวกเขาคบกันทำไม” ผู้กองกรันณ์อดสงสัยไม่ได้

                “โอ๊ย ถึงฉันไม่ขัดขวางสองคนนี้ก็ไม่มีทางคบกันได้หรอก”

                “หมายความว่ายังไง นี่คุณแก้มกับไอ้หมอนั่นไม่ได้คบเป็นแฟนกันหรอครับ”

                “เปล่า” ผู้พันคีรินทร์ส่ายหน้าตอบ “เป็นยัยแก้มที่แอบรักเขาข้างเดียว คิดเองเออเอง โดยที่ไอ้หมอเฮงซวยนั่นก็หลอกให้ความหวังไปเรื่อยตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนจบออกมาทำงานเป็นหมอ ยัยแก้มที่หลงมันไม่เลิกถึงขั้นไปเป็นหมอโรงพยาบาลเดียวกัน ไปบอกรักเขา สุดท้ายไม่เพียงแต่เขาปฏิเสธ แต่ไอ้เวรนั่นมันยังมีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วด้วยอีก นี่ดีนะที่มันได้แค่หัวใจของยัยแก้มไป แต่มันยังไม่ได้แตะต้องน้องสาวฉัน ไม่อยากนั้นล่ะพ่อจะตามไปเอาลูกปืนกรอกปากมันซะให้เข็ดเลย” ท่าทีของผู้พันหนุ่มดูจะแค้นใจไม่น้อย แต่สิ่งที่ผู้กองกรันณ์รับรู้นี่สิมันทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ได้คบหาเป็นแฟนกับไอ้หมอนั่นและที่สำคัญ...มันยังไม่ได้แตะต้องเธอ

                “สวยๆ อย่างคุณแก้มเนี่ยนะที่มันใจแข็งไม่แตะต้องเธอเลย เป็นไปได้หรอผู้พัน”

                “อย่าว่าแต่มันไม่แตะเลย ถ้าเป็นฉันฉันก็ไม่แตะ เมื่อก่อนยัยแก้มไม่ได้สวยอย่างนี้หรอก แกลองนึกภาพดูสิ เด็กผู้หญิงบ้าเรียนหอบแต่หนังสือ เปิ่นๆ เอ๋อๆ ผมเผ้าหรือหน้าตาไม่เคยแต่งแต้ม จนหน้ามันแผล็บ ใส่กระโปรงยาวลากพื้นกับเสื้อตัวโคร่ง ไม่ดูแลตัวเอง เวลาเดินก็เอาแต่ก้มหน้าไม่สบตาใครมันจะเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่แปลกหรอก พอรอดตายจากการกรีดข้อมือคราวนั้นฉันก็เลยให้เพื่อนทหารหญิงที่รู้จักกันช่วยจับเปลี่ยนลุคซะใหม่จนเป็นยัยแก้มอย่างที่แกเห็นอยู่นี่แหละ สอนให้รู้จักดูแลตัวเอง สอนให้เข้าสังคม เปลี่ยนยัยเพิ้งให้กลายเป็นนางไม้แสนสวยแบบที่แกว่าไง” ผู้กองกรันณ์ถึงกับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ขึ้นมาทันทีเมื่อถูกผู้พันจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง

                “แต่เห็นแก่ที่สนิทกันแล้วฉันก็ไว้ใจแกมาก...ถ้าอยากจะเป็นหมอดามอกคนอกหักฉันก็ไม่ว่า แต่ขอให้จริงใจแล้วก็ไม่ทำน้องฉันเจ็บเหมือนกับไอ้สารเลวนั่นก็พอแล้ว” ผู้กองกรันณ์แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินประโยคนี้ นี่เขาฟังไม่ผิดใช่มั้ยที่ผู้พันอนุญาตให้เขาดามอกน้องนางไม้ได้

                “ผู้พัน...”

                “ไม่อยากทำใช่มั้ย เออดี ก็ไม่ได้อยากให้ทำอยู่แล้ว...”

                “ใครว่าล่ะ!” ผู้กองหนุ่มโพล่งขึ้นก่อนจะชี้นิ้วจ้องสบตากับผู้พันคีรินทร์

                “ด้วยเกียรติของทหารพราน พูดแล้วห้ามคืนคำนะครับ”

                “ด้วยเกียรติของทหารพรานเหมือนกัน แกกล้ารับปากมั้ยว่าจะไม่ทำเลวกับยัยแก้มแบบไอ้หมอเฮงซวยนั่น แกจะรักจะปกป้องยัยแก้ม จะไม่นอกใจหรือทำให้ยัยแก้มต้องเจ็บช้ำอีก”

                “แน่นอนครับ ด้วยเกียรติของชายชาติทหาร รับปากแล้วจะไม่มีคืนคำและจะทำให้ได้และทำให้ดีด้วย แล้วผู้พันจะไม่เสียใจที่เลือกผม”

                “เออ กูจะรอดู” ว่าจบคนทั้งสองก็ยกมือขึ้นจับกันคล้ายกับเป็นคำมั่นสัญญาของชายชาติทหาร ผู้กองหนุ่มจึงหันมายิ้มให้กับร่างบางที่นอนหลับสนิทเพราะความอ่อนเพลียอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ ผู้หมวดทั้งสองที่แอบฟังอยู่เงียบๆ จึงหันมายิ้มให้กันกับคำสัญญาของลูกผู้ชายทั้งสองที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้หญิงที่พวกเขารักกลับมามีความสุขอีกครั้ง

 

                ราชาวดีหลับไปหนึ่งวันเต็มๆ ก่อนที่หญิงสาวจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดเสื้อผ้าชุดเดิม ตอนนี้เธอกลับมานอนที่บ้านแล้ว คาดว่าคนที่เปลี่ยนชุดให้เธอก็คงจะเป็นผู้พันคีรินทร์แน่ๆ พอลุกขึ้นมายืนยืดเส้นยืดสายอยู่ข้างเตียงนอนแล้วก็พลันเกิดนึกถึงคนไข้ขึ้นมา คุณหมอคนสวยเลยรีบเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ด้วยผ้าซิ่นผืนสวยสีกรมท่าขิดลายกับเสื้อยืดสีขาวเหมือนเช่นเคย ตบแป้งฝุ่นพอประมาณและทาปากด้วยลิปมันเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว เส้นผมดำยาวสลวยแผ่เต็มกลางหลังและพลิ้วไหวยามเมื่อเดินและต้องลมช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

                ราชาวดีสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนไปกับท่าทีของเหล่าทหารพรานที่ฐานเมื่อเห็นเธอเดินมา จากเมื่อก่อนที่เอาแต่พากับจับจ้องมองเธออย่างสนใจเหมือนผู้ชายทั่วไปมองหญิงสาว แต่พอมาวันนี้แววตาที่พวกเขามองเธอกลับมาแต่ความเคารพและนับถือมอบให้ มีหลายนายที่ยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ให้เธอ และมีอีกหลายนายที่ยกมือขึ้นไหว้สวัสดีเธอก่อน ทันทีที่เธอเดินเข้าไปในห้องพยาบาล คนไข้ที่เธอรักษาวันก่อนก็เริ่มฟื้นรู้สึกตัวกันบ้างแล้วยิ่งทำให้เธอโล่งใจเป็นอย่างมาก ผู้กองกรันณ์เห็นเธอเดินเข้ามาในห้องพยาบาลก็รีบเดินเข้ามาหาเธอทันทีพร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ มอบให้รับเช้าวันใหม่

                “อรุณสวัสดิ์ครับ...คุณหมอแก้ม” เป็นคำเรียกที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินอีกนับตั้งแต่พักงานมา “ได้พักผ่อนแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมั้ยครับ”

                “ค่ะ เออ...ขอฉันไปดูอาการคนไข้ก่อนนะคะ” เธอขอตัวแล้วหยิบสเตทโตสโคปหรือหูฟังขึ้นมาคล้องคอก่อนจะเดินเข้าไปตรวจเช็คอาการคนไข้ของเธอโดยมีผู้กองหนุ่มเดินตามต้อยๆๆ ทั้งช่วยเป็นลูกมือให้เธอและคอยทำหน้าดุใส่ลูกน้องตัวเองด้วยเวลาที่พวกเขาเผลอมายิ้มหวานทำตาเจ้าชู้ใส่คุณหมอคนสวย

                “สำออย” เขาอดว่าขึ้นมาไม่ได้ที่เมื่อครู่ ตชด. ที่นอนบาดเจ็บนายหนึ่งร้องโอดโอยอ้อนคุณหมอคนสวย นี่ถ้าไม่เห็นว่าป่วยอยู่พ่อจะทุบหน้าด้วยขวดแอลกอฮอล์ให้

                “ผมยังเจ็บแผลอยู่เลยครับคุณหมอ” นายตำรวจหนุ่มอ้อนเสียงหวานจนนายทหารทุกคนที่อยู่ในห้องพยาบาลพากันทำหน้าเบ้ใส่ แม้แต่กับผู้ช่วยคุณหมออย่างผู้กองรูปหล่อด้วย

                “ทั้งถูกยิง ไหนจะแผลผ่าตัดอีกก็เจ็บเป็นธรรมดาแหละค่ะ อีกไม่กี่วันก็หายเดี๋ยวฉันจะให้ยาแก้ปวดไปก่อนนะคะ” ราชาวดียิ้มบอกก่อนจะแตะสเตทโตสโคปไปที่อกแกร่งของคนไข้ที่บ่นว่าเจ็บแผล

                “ได้ยินมั้ยครับคุณหมอ”

                “คะ” ราชาวดีไม่เข้าใจเมื่อเขายังยิ้มหวานให้เธออยู่

                “ผมถามคุณหมอว่าได้ยินมั้ยครับ เสียงหัวใจของผม” เท่านั้นแหละ มือแกร่งของผู้ช่วยคุณหมอก็รีบยื่นเข้ามาคว้าเอาราชาวดีถอยห่างจากนายตำรวจหนุ่มทันที พร้อมกันนั้นมือแกร่งนี้ยังกระชากคอเสื้อคนไข้ขึ้นอย่างเอาเรื่องอีกด้วยจนผู้หมวดคณินกับผู้หมวดนทีที่เพิ่งจะเข้ามาในห้องพยาบาลแทบจะเข้ามาห้ามไม่ทัน

                “ถ้าไม่อยากเกือบตายอีกรอบก็อย่าปากดีหมวด เพราะผมจะไม่รับประกันเด็ดขาดว่าครั้งหน้าหมวดอาจจะไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีก คุณหมอราชาวดีไม่ใช่ผู้หญิงข้างทางทั่วไปที่อยากจะเจ้าชู้ใส่ยังไงก็ได้ เกิดเป็นลูกผู้ชาย เป็นทหาร เป็นตำรวจ ควรเป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตหมวดเอาไว้จนรอดตายมานั่งพล่ามอะไรไร้สาระอยู่แบบนี้!!!” คำต่อว่าอย่างดุดันของผู้กองหนุ่มแผดลั่นออกไปถึงนอกห้องพยาบาลทำเอาเหล่าลูกน้องพากันขนลุกเกลียว นี่นายตำรวจหนุ่มคงจะไม่รู้สีนะว่าคุณหมอคนสวยนั้นผู้กองกรันณ์ได้จับจองเอาไว้แล้ว ที่ไม่พอใจนี่คงไม่ใช่แค่อยากสั่งสอนนายตำรวจหนุ่มหรอก แต่น่าจะเรียกได้ว่าอารมณ์หึงล้วนๆ มากกว่า

แล้วต่อจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าอ้อนคุณหมออีกเลยเมื่อเห็นสายตาแสนดุของผู้กองหนุ่ม อย่าว่าแต่คนแซว คนอ้อนจะกลัวเลย แม้แต่กับคนที่ถูกแซว ถูกอ้อนก็ยังอดกลัวเขาไม่ได้ นี่หากว่าเมื่อครู่นี้ผู้หมวดคณินกับผู้หมวดนทีไม่มาดึงเขาเอาไว้ ป่านนี้นายตำรวจคนนั้นคงโดนเล่นงานหนักจนอาการโคม่าแล้วแน่ๆ

“เฮ้อ!” ร่างบางถอนหายใจออกมาขณะเดินขึ้นมาบนบ้านพัก แล้วก็เห็นผู้เป็นพี่ชายนั่งจิบกาแฟอยู่ที่ระเบียงบ้าน เธอจึงเดินเข้าไปนั่งกับเขา ทั้งฐานนี้ก็คงจะมีแต่พี่ภูของเธอเท่านั้นแหละที่ผู้กองหนุ่มยอมให้ได้ใกล้ชิดด้วย

“ถอนหายใจแบบนี้ระวังจะแก่เร็ว” ผู้พันคีรินทร์ว่าพลางส่งถ้วยกาแฟมาให้เธอจิบบ้าง “ไปดูคนเจ็บมาเป็นไงบ้าง อาการดีขึ้นกันรึยัง”

“ค่ะ ปลอดภัยทุกคนแล้ว พักฟื้นอีกวันสองวันค่อยให้เดินทางไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในเมืองนะคะ” ได้ฟังคำยืนยันอาการของคุณหมอแบบนี้ผู้พันหนุ่มก็ค่อยเบาใจหน่อย เขาละเป็นห่วงนัก กลัวว่าการออกไปทำภารกิจในครั้งนี้เขาจะพาลูกน้องไปตามเปล่าเสียแล้ว

                “ได้ข่าวว่ามีเรื่องกันด้วยนี่ เรื่องอะไรกัน เกี่ยวกับผู้กองรันด้วยรึเปล่า” เขาถามขึ้นมาอีก เพราะได้ยินมาหนาหูมากว่าผู้กองหนุ่มกำลังหมายปองคุณหมอคนสวยอยู่จนเกิดหึงโหดเกือบจะฆ่า ตชด. ตายไปหนึ่งนาย

                “ค่ะ เขา...ดูแปลกๆ บางทีก็อ่อนโยน บางทีก็ทั้งดุทั้งน่ากลัว เหมือนคนเป็นวัยทองปรับอารมณ์ตามไม่ถูกค่ะ”

                เขาเรียกว่าหึงนะเด็กน้อย ผู้พันคีรินทร์แอบคิดในใจ

                “ธรรมดาแหละ คนที่โตมาในค่ายทหาร เรียนทหารมาทั้งชีวิตแล้วพอมารับราชการก็เป็นพวกมุทะลุ บ้าบิ่นไม่กลัวตายเลยเป็นคนไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น”

                “ได้ยินว่าเขาถูกย้ายมาจากนราธิวาสได้ปีกว่าๆ แล้วใช่มั้ยคะ ทำไมถึงถูกย้ายล่ะคะ”

                “จะอะไร ก็เพราะความมุทะลุบ้าดีเดือดของมันนี่ไง เห็นพวกผู้ร้ายแล้ววิ่งเข้าใส่อย่างไม่กลัวตาย สู้กับคนร้ายอย่างกับโกรธแค้นกันมาเป็นชาติ สงสัยมันนึกว่ามันเป็นแรมโบ้ คนร้ายแต่ละคนที่ถูกมันฆ่าไม่มีใครได้ตายดีซักราย แล้วคนกล้าลุยไม่เกรงใครหน้าไหนแบบมันก็อยู่กับคนขี้ขลาดขี้กลัวไม่ได้ มันจะสู้แต่หัวหน้ามันขี้ขลาดเลยสั่งให้ถอย ขัดใจมันมันก็เลยหันมาเล่นงานหัวหน้ามันแทนจนถูกทำโทษให้ย้ายมาที่นี่พร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้มันไปเหยียบสามจังหวัดชายแดนทางใต้อีก ตอนย้ายมาใหม่ๆ มันหัวเสียแทบตาย พวกลูกน้องที่ได้ยินวีรกรรมของมันมาเลยพากันเกรงมันใหญ่ นี่ดีนะที่เขาย้ายมันมาที่นี่ก่อน ไม่อย่างนั้นมันถูกลอบฆ่าตายไปนานแล้วเพราะค่าหัวในการกำจัดมันไม่ใช่น้อยๆ เลย”

                ถึงว่าสิ ใครๆ ถึงได้พากันทำท่ากลัวเขา อารมณ์ร้อนและบ้าต่อสู้แบบนี้มันทำให้เธออดนึกถึงพระเอกละครย้อนยุคเรื่องสายโลหิตอย่างขุนไกรไม่ได้ อารมณ์ร้อนพอๆ กันเลย

                “กล้าลุยขนาดนั้นท่าทางจะเก่งน่าดูนะคะ”

                “อืม เก่งมากๆ เลยล่ะ ตอนเรียนที่ จปร. พี่เป็นคนคุมการฝึกของนักเรียนนายร้อยรุ่นมันเอง ไอ้รันนี่ถือว่าเป็นคนที่แกร่งที่สุดในรุ่นเลยนะ พอจบ จปร. ก็เข้าฝึกหลักสูตรการรบจู่โจมพิเศษทั้งเสือคาบดาบ ทหารพรานจู่โจมพิเศษแล้วก็ยังผ่านหลักสูตรหน่วย SEAL มาอีก แต่สุดท้ายมันก็เลือกมาเป็นทหารพราน เพราะแบบนี้ไงเลยไม่มีใครกล้างัดข้อกับมัน”

                คนอะไรเก่งครบสูตรแบบเวอร์ๆ ราชาวดีคิด แต่เก่งมากๆ แบบนี้ก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อยนะ เกิดวันดีคืนดีเธอเผลอพูดอะไรไม่เข้าหูเขาเข้าคงได้โดนเขาชกตาย

                “แต่มันก็มีจุดอ่อนอยู่นะไอ้รันน่ะ มันแพ้น้ำตาผู้หญิง เป็นสุภาพบุรุษที่ให้เกียรติผู้หญิงมากๆ ทั้งเป็นจุดอ่อนและข้อดีของมันเลยก็ว่าได้ ถ้ามันรู้ว่าใครรังแกผู้หญิงนะไอ้นี่มันเล่นงานถึงตายแน่ๆ”

                อ้อ เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อเช้านี้น่ะหรอ พอนึกถึงแล้วเธอยังกลัวเขาอยู่เลย แต่ว่า...เพราะแบบนี้สินะเขาถึงได้ใจดีกับเธอตลอด ซ้ำยังเป็นสุภาพบุรุษคอยดูแลปกป้องเธออีกด้วย ราชาวดีพยักหน้ารับรู้กับเรื่องที่ผู้เป็นพี่ชายเล่าให้ผู้พันคีรินทร์ได้ลอบมองดูปฏิกิริยาของเธอว่ารู้สึกยังไงกับอีกฝ่าย ถึงเธอจะถามเรื่องราวเกี่ยวกับผู้กองกรันณ์แต่สีหน้าและแววตาของเธอกลับยังคงเฉยชาคล้ายกับว่าไม่ได้สนใจอะไรอีกฝ่ายมาก มันอาจจะเป็นเพราะเธอยังคงฝังใจอยู่กับไอ้หมอเฮงซวยนั่นถึงได้ไม่คิดจะเปิดใจรับใครมาศึกษาพิจารณาใหม่ งานนี้เห็นทีถ้าผู้กองกรันณ์จะจีบเธอคงจะยากเสียหน่อย

                “ถ้าสนใจมันนี่พี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ ถึงมันจะไม่ใช่ชายสด แต่มันก็โสดและจริงใจ อายุแค่สามสิบสองปียังหนุ่มยังแน่นอานาคตท่าจะไกลอีกหน่อยคงได้เป็นผู้พันหรืออาจเป็นถึงนายพลเลยก็ได้”

                “ยศสูงสุดของทหารพรานแค่พันเอกไม่ใช่รึยังไงคะ” ราชาวดีถามกลับอย่างรู้ทันว่าผู้เป็นพี่ชายคิดจะหาคนมาดามอกให้เธอ นี่ก็ไม่ค่อยจะอวยผู้กองกรันณ์เลย

                “ก็...ก็เผื่อในอนาคตมันอยากจะย้ายไปอยู่กรมอื่น” ผู้พันคีรินทร์ว่าแถๆ พร้อมกับทำหน้าทำตาไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ยังคงอวยอีกอีกฝ่ายต่อ

                “พ่อมันเป็นถึงนายพลแห่งกรมทหารราบเลยนะ แม่มันก็ใจดี ใจดีกันทั้งบ้านแล้วก็...”

                “พ่อกับพี่ชายก็เป็นทหารแล้ว แก้มไม่อยากได้แฟนเป็นทหารด้วยอีกคนหรอก” ราชาวดีพูดขึ้นนิ่งๆ จนคนที่อวยผู้กองกรันณ์ให้เธอฟังเกิดหงุดหงิดขึ้นมา

                “ทำไม! เป็นทหารแล้วมันไม่ดีตรงไหน ที่มีบ้านเมือง มีแผ่นดินอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะทหารหรอแก้ม”

                “ไม่ใช่ไม่ดีค่ะ แก้มรู้ว่าทหารทุกคนทำงานเสียสละเพื่อประเทศชาติมากแค่ไหน แค่แก้มไม่อยากมีแฟนเป็นทหารมันก็ไม่ได้หมายความว่าทหารจะเป็นคนไม่ดีนะคะ” เธอรีบอธิบายเมื่อเห็นว่าผู้เป็นพี่ชายหน้าบึ้งเข้าให้ทุกทีแล้ว

                “ใช่สิ! เพราะแบบนี้ไงถึงได้ตาถั่วไปรักไอ้หมอบ้านั่นจนมันทำช้ำใจเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดน่ะ!!!” ผู้พันคีรินทร์ยังคงว่าเธอต่อด้วยความโมโหจนลืมไปว่าสิ่งที่เขาพูดมันไปสะกิดบาดแผลในใจเธอจนดวงหน้าหวานซีดเผือดขึ้นมา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำก่อนที่จะมีหยาดน้ำเอ่อคลอ

                “เออ...พี่ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่...” ราชาวดีลุกขึ้นถอยหนีจากเขาก่อนจะกลับเข้าห้องนอนไปแล้วล็อกประตูแน่นไม่ยอมให้เขาตามเข้ามา ผู้พันคีรินทร์ได้แต่ยืนหัวเสียกับความปากหมาของตัวเองที่ทำให้ราชาวดีต้องรู้สึกแย่และเจ็บปวด ก็เขาอดโกรธไม่ได้นี่นาที่ผู้กองกรันณ์เล่าให้เขาฟังว่าตอนที่เขาไม่อยู่เธอพยายามจะฆ่าตัวตายอีกแล้ว แล้วก็ร้องไห้จนหมดสติตอนที่ไอ้เวรนั่นมันส่งข้อความมาชวนเธอไปงานแต่งของมัน มันเลวขนาดนั้นแล้วเธอก็ยังจะไปรักมันอีกหรอ เขาล่ะไม่เข้าใจหัวใจของน้องสาวเลยว่ามันทำด้วยอะไร ทำไมถึงยังได้โง่งมอยู่แบบนี้


*************************************************************************************************************

พรุ่งนี้มาต่อนะคะ







รบกวนสอบถามค่ะ ไม่ทราบว่าขนาดตัวอักษรเล็กไปรึเปล่าคะ ควรเพิ่มหรือลดขนาดตัวอักษรดี หรือแค่นี้พอดีแล้ว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 448 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1086 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 17:39
    คนหลงในรักก็งี้แหละพี่ชาย
    #1086
    0
  2. #813 Toyting (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 03:22

    อ่านแล้วอินตามตัวละครเลยคะ ชอบมากเลยคะ

    #813
    0
  3. #787 Hazelnutnutt (@Hazelnutnutt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 23:56
    อ่านแล้วฟีลกู๊ดมากๆเลยค่ะ ชอบภาษาและความลื่นไหลของเรื่องนี้ค่ะ อ่านเพลินมากกกกกก อินสุดๆ สู้ๆ นะคะไรท์ ขอบคุณที่เขียนนิยายที่ทรงคุณค่าแบบนี้ให้รีดได้อ่านกันนะคะ
    #787
    3
  4. #619 lookkai044 (@lookkai044) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 19:50
    เสียดายพระเอก
    #619
    0
  5. #529 cintharach (@cintharach) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 16:47
    นิยายสนุกมากค่ะ ชอบภาษาของไรต์มาก ทำให้เห็นถึงความเสียสละของทหารทุกนายที่ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินของเราให้สงบสุข แต่ก็น่าเสียดายนะคะ ที่ทหารบางคนกลับทำเรื่องเห็นแก่ตัวจนทำให้คนหลายๆคนเกรียดทหารแบบเหมารวมไปหมด
    #529
    0
  6. #384 rjanpen10 (@rjanpen10) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 22:06

    ตัวอักษรพอดีแล้วค่ะ อ่านง่ายดี ที่สำคัญสนุกด้วย

    #384
    0
  7. #3 puifaizaa (@faikra) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 01:02

    สนุกกกก

    #3
    0