|
++Fan Fic Shot story++
[ By The Aler ]
บทที่ 1 เส้นทางของผู้ที่ถูกเลือก (ตอนต้น)
***********************
2 เดือน ต่อมา...
เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ความเย็นในระดับต่ำกว่า 10 องศาของบรรยากาศ ณ สถานที่แห่งนี้ ทำให้ผมต้องกระชับเสื้อหนาวสีเทาหม่นตัวใหญ่และหลวมโพรกให้แน่นขึ้นอีก ในขณะที่สายตาของผมนั้นก็ยังคงจ้องมองออกไปยังนอกหน้าต่างห้องของตัวเอง ที่บัดนี้มันถูกเกาะกุมเต็มไปด้วยหิมะที่ร่วงโรยลงมาอย่างไม่ขาดสาย หากกระนั้นผมก็ยังคงมองมันต่อไป เพราะที่นั่นมีบางอย่างสิ่งบางอย่างที่ผมกำลังเฝ้ามองอยู่อย่างเงียบๆ ในขณะที่สมองของตัวเองก็แอบแวบนึกภาพเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
มันคือเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องมาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ที่ที่มันถูกเรียกว่า...
‘สถาบันพัฒนาศักยภาพมนุษย์’
แต่นั่นมันก็แค่ชื่อที่เอาไว้บังหน้า ฉากหลังที่แท้จริงมันคือสถานที่ๆรวบรวมเหล่าผู้คนอันมีคลื่นจิตวิญญาณที่ตรงกับวัตถุโบราณ จนสามารถใช้พลังแฝงออกมาได้ต่างหาก และจากที่ผมได้รับรู้ สถานที่แห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นเกาะเล็กๆที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่โลก มันถูกปิดบังเป็นเอกเทศ เพื่อเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยสำหรับคนพวกนี้
ฟังดูเหมือนมันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันเป็นเงินทุนและเส้นสายของเครือบริษัทเน็กเธอร์ละก็...
เรื่องเหล่านี้มันก็ง่ายนิดเดียว...
“พ่อครับ” ผมละสายตาจากนหน้าต่างบานนั้นเล็กน้อย ก่อนจะก้มดูจี้รูปตัว D ที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์ในมือของตัวเอง มันเป็นสิ่งเดียวที่พ่อของผมทิ้งไว้ให้ และก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี้
มันถูกเรียกว่าวัตถุทางจิตวิญญาณบ้าง วัตถุโบราณบ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเขาพึงจะอนุมานกัน แต่สำหรับผมมันคือจี้โลหะรูปตัว D ธรรมดาๆที่เป็นของดูต่างหน้าของพ่อ ซึ่งมันไม่ได้มีความวิเศษอันใดเลย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมได้รับพลังบางอย่างจากพ่อของตัวเอง
พลังในการหลอมโลหะ...
ใช่แล้วล่ะ... SSS จี้โลหะรูปตัว D ของ ดาเรน พาร์ทเนอร์ ช่างหล่อโลหะวัย 48 ปี ซึ่งเป็นบิดาของผม เขาได้มอบพลังในการหลอมเหล็กให้ผม ทำให้ผมสามารถหลอมโลหะทุกชนิดให้กลายเป็นรูปร่างอะไรก็ได้
แกร๊ก!
เสียงอะไรบางอย่างดังอยู่เบื้องนอกหน้าต่าง และเมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็พบว่าบางสิ่งบางอย่างที่ผมจ้องมองอยู่เมื่อครู่ มันได้หายไปแล้ว
“โธ่เว้ย! ละสายตาไม่ได้เลยยายนั่นน่ะ” ผมสบถให้กับตัวเอง ก่อนจะยัดจี้ในมือลงไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่ จากนั้นจึงตัดสินใจ หันหน้าจากบานหน้าต่างแล้วรีบวิ่งออกจากห้องที่อยู่เพื่อไปยังสถานที่ข้างนอกนั่น
ปัง!
ประตูถูกเปิดอย่างรุนแรง หากนั่นก็เป็นเพราะอากาศมันหนาว ทำให้บานพับประตูออกจะฝืดไปนิด ดังนั้นผมจึงต้องออกแรงหน่อยๆเพื่อจะผลักมันออกไป แต่ก็กลายเป็นว่าผมต้องกระทืบประตูเสียอย่างนั้น
“วินนี่!” ผมเรียกชื่อของหญิงสาวที่ผมเฝ้ามองเมื่อครู่ ก่อนจะวิ่งตัวปลิวไปตามทางเดินที่อยู่ข้างนอก ซึ่งมันเป็นทางที่ทอดยาวออกไปสู่พื้นที่อันมีหิมะสีขาว ที่อยู่นอกหน้าต่างเมื่อครู่
หากในระหว่างนั้น ผมก็ต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อสายตาของผมสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่ง ที่กำลังเดินมาทางนี้ ใบหน้าของเขานั้นดูซื่อๆ แปลกๆยังไงพิกล เหมือนกับกำลังจะงมหาอะไรซักอย่างบนพื้นทางเดิน และเพราะแบบนั้นเลยทำให้ผมต้องหยุดเพื่อทักทายเขา
“โทษนะครับ...ห้อง RE 708 อยู่ตรงไหนครับ” ชายคนนั้นถามผมด้วยท่าทีสุภาพ ผมเอียงหน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป
“คุณคงจะเป็นเด็กใหม่สินะ ที่สถาบันแห่งนี้น่ะมันออกจะกว้างและซับซ้อนไปนิด แต่ว่าห้องที่คุณพูดถึงมันไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะครับ คุณต้องย้อนกลับไปแล้วอ้อมไปอีกฟากของอาคารครับผม” ชายคนนั้นกระพริบตาปริบๆเมื่อฟังผมอธิบาย ไม่ใช่เพราะว่าเขางงในสิ่งที่ได้ยินหรอก แต่เป็นเพราะเขาสะดุดกับคำว่าเด็กใหม่ต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมที่จะแย้มยิ้มออกมาและหัวเราะน้อยๆ
“งั้นเหรอ ขอบคุณมากนะครับ ว่าแต่ว่า เธอชื่ออะไรล่ะ”
“เดรก...เดรก พาร์ทเนอร์” ผมตอบแบบรีบๆ เพราะในตอนนี้ผมเริ่มนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องทำอีกครั้ง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะเดรก ดูเหมือนเธอรีบๆ”
“ครับ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ อย่าหลงทางอีกล่ะ” พูดได้แค่นั้นผมก็รีบวิ่งต่อไป โดยไม่ได้ฟังชื่อแซ่ของคนที่คุยด้วย ปล่อยให้ชายคนนั้นยืนงงกับท่าทางของผม ก่อนเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มบางๆอีกครั้ง ราวกับเห็นเป็นเรื่องปกติ
“เป็นเด็กที่น่าสนใจ...ใช่ไหมล่ะ” ระหว่างนั้นใครบางคนก็เอ่ยแทรกขึ้น ทำให้ชายคนนั้นค่อยๆหุบยิ้มลงแล้วหันกลับไปทางต้นเสียง ซึ่งก็พบว่าเป็นผู้มาใหม่แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับเขาแล้ว ทรงผมที่หวีเรียบแปล้ และการแต่งตัวที่ดูเนี๊ยบทุกสัดส่วนแบบนี้ ต่อให้ผ่านไปสักกี่ปีเขาก็จำได้
“หวัดดีเน็กเธอร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“ฉันควรจะคนพูดแบบนั้นมากกว่านะ เรแพน ว่าแต่นายนี่...ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด อาจจะสูงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเฟอะฟะเหมือนเดิม ขนาดเด็กคนนั้นยังนึกว่านายเป็นเด็กใหม่เลย ทั้งๆที่มีตำแหน่งเป็นถึงประธานของสถาบันแห่งนี้”
“ฮะ ฮะ จะถือว่านั่นเป็นคำชมนะ” เน็กเธอร์ยักไหล่ให้ผม ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้อีก
“10 ปีแล้วสินะที่เราสร้างที่นี่ขึ้นมา”
“พูดอย่างกับมันนานนักอย่างนั้นแหละ รีบๆเข้าเถอะคนอื่นๆเขารอจนรากงอกแล้ว” เน็กเธอร์เริ่มบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะเดินนำเรแพนที่ดูเหมือนจะกลับเข้าโหมดหน้าซื่อไปอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมเดินตามไปโดยไม่ว่าอะไร
“ให้ตายซี่...ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้หน้าซื่อๆ ของนายแบบนี้จะเป็นคนสำคัญของโลก เฮ้ย!!”
“ฮะ ฮะ ชมกันอีกแล้ว แต่เด็กคนเมื่อกี้เป็นเด็กใหม่อย่างนั้นเหรอ” เรแพนวกเข้าเรื่องก่อนหน้าอีกครั้ง
“อืม...เมื่อสองเดือนก่อนน่ะ เห็นว่าเป็นคนแรกที่เข้ากับวินนี่ได้”
“วินนี่” เรแพนอุทานออกมาอย่างตกใจ
“อืม...รีบเข้าเถอะ” แล้วเรแพนก็ไม่พูดอะไรอีก แต่ยังคงเดินตามเน็กเธอร์ไปจนกระทั่งถึงที่หมาย
บานประตูกระจกใสที่มีป้าย RE 708 แปะติดอยู่ด้านบนถูกเลื่อนเปิดออกอย่างอัตโนมัติ เผยให้เห็นห้องขนาด 4 x 6 เมตร ที่ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างเรียบง่าย และทันทีที่เรแพนกับเน็กเธอร์เดินผ่านเข้าไป ทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของบรรยากาศ ซึ่งเป็นเพราะเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ภายในห้อง
ข้างในห้องนั้นมีบุคคลอื่นถึง 4 คนรออยู่ก่อนแล้ว เรแพนไล่สายตาไปทีละคนด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แน่นอนว่าเขาจำได้ทั้งหมด ถึงแม้ตัวเขาเองจะไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลา 2 ปีแล้วก็ตาม
เริ่มจากแดเนียลที่ยืนพิงกำแพงอยู่มุมห้องด้านใน หมอนั่นยังคงไว้ผมยาวเช่นเดิม แววตาที่ว่างเปล่าและสีหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนตลอดเวลาของเขานั้น ทำให้เรแพนนึกถึงวันแรกที่รู้ว่าหมอนี่เป็นผู้ที่ถูกเลือกคนที่ 6 ในตอนนั้นเรแพนจำได้ว่าแดเนียลเป็นศัตรูกับคาซี แต่ว่ามันก็นานมาแล้วจนเขาเองก็ลืมเรื่องความบาดหมางในวันนั้นไปจนหมดสิ้น
ปัจจุบันแดเนียลเป็นหัวหน้าสถาบันฝ่ายดูแลความปลอดภัย หรือในอีกแง่ก็คือฝ่ายจู่โจมเมื่อมีศัตรูเข้ามานั่นแหละ
ต่อมาก็เป็นเซราห์ที่กำลังนั่งกึ่งก้มกึ่งเงยหน้ามองเรแพนอยู่บนโซฟากลางห้อง โครงหน้าของเธอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จะมีก็แค่ผมของซ่าร่าห์ที่ยาวขึ้นจนถึงกลางหลัง และเธอเองก็ยังคงติดนิสัยกลัวผู้ชายอยู่ สังเกตได้จากกิริยาที่เขินอายทุกครั้งเวลาอยู่กับพวกเรา แต่ก็เอาเถอะเพราะมีเธออยู่จึงทำให้สถาบันแห่งนี้ขับเคลื่อนไปด้วยดีมาตลอด เพราะเซราห์เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยของสถาบัน ดังนั้นหน้าที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์และพิจารณาจึงแทบตกเป็นของเธอทั้งสิ้น เพียงแต่ว่านักวิทยาศาสตร์ที่อยู่กับเธอ มีแต่ผู้หญิงก็เท่านั้น
เซราห์บอกว่าถ้ามีผู้ชายอยู่ เธอจะทำงานไม่สะดวก...
ถัดไปอีกก็เป็นซูอัลที่ดูเหมือนจะง่วนกลับเอกสารอะไรบางอย่างบนโต๊ะ เขาดูสูงขึ้นมากจากสายตาของเรแพน โครงหน้าก็คมสันและดูกร้านขึ้น อาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเป็นหัวหน้าภาคสนามคอยตรวจหาเหล่าผู้เชื่อมต่อภายนอกสถาบัน ดังนั้นความสมบุกสมบันที่เกิดขึ้นจึงทำให้ซูอัลค่อนข้างจะเปลี่ยนไปมากกว่าเพื่อน จะมีก็แค่ทรงผมที่ชี้ตั้งๆของเขาเท่านั้นที่ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปมันก็คงอยู่อย่างนั้น ราวกับเจ้าตัวต้องการให้มันเป็นที่ระลึก
สุดท้ายก็คาซีที่กำลังยืนพิงอยู่ที่ของหน้าต่าง เขาเป็นคนที่เรแพนไม่เคยลืมต่อให้เจ้าตัวจะหน้าตาเปลี่ยนไปแค่ไหน ก็แน่ล่ะหมอนี่เป็นเพื่อนคนแรกของเขา และก็คนที่ลากเขาให้เข้าสู่วังวนของการต่อสู้ที่ยืดยาว แต่ก็นะถ้าหากไม่มีหมอนี่ในวันนั้น ก็คงไม่มีเรแพนในวันนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าการกระทำของคาซีออกจะซาดิสต์ไปนิด แต่ว่าหมอนั่นก็ทำมันออกมาด้วยใจ
ก็แน่ล่ะคาซีเป็นประเภทแสดงออกไม่เก่ง ฉะนั้นการกระทำของเขาก็มักจะตรงข้ามกับใจเสมอ แต่ผลลัพธ์มันก็ออกมารูปแบบเดียวกัน นั่นก็คือเพื่อเพื่อนๆของตัวเขาเอง
ปัจจุบันคาซีเป็นรองประธานของสถาบันแห่งนี้ แต่ว่าเจ้าตัวไม่ค่อยจะทำหน้าที่สักเท่าไหร่ จะมีก็แค่เน็กเธอร์ที่ดูเหมือนจะเป็นคนจัดการซะมากกว่า ทั้งๆที่เน็กเธอร์เป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลสถานที่แท้ๆ
“จะยืนทำสมาธิอีกนานไหมเจ้าเซ่อ” เรแพนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคาซีหันมาทักทาย ก่อนที่เขาจะส่งเสียงหัวเราะแห้งๆให้
“โทษที...คาซีนายนี่ยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
“พูดอะไรออกมาน่ะ...ตราบใดที่แกยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะยังโขกสับต่อไปเรื่อยๆนั่นแหละ” เรแพนกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง ถึงยังไงคาซีก็ยังเป็นคาซีอยู่วันยังค่ำ
“อ๊ะ!...เรแพน ดีใจจังที่นายกลับมา” ซูอัลปล่อยเอกสารในมือทันใด ก่อนจะลุกจากโซฟาที่นั่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโผเข้ากอดเรแพน และยีผมบนหัวเขาจนมันฟูฟ่อง แถมเมื่อมายืนกับซูอัลในระยะใกล้แบบนี้ เรแพนสูงแค่ปลายคางของซูอัลเท่านั้นเอง
สรุปแล้วมีแต่เขาสินะที่ส่วนสูงไม่ยืดขึ้นสักนิด...
“ซูอัลผมหายใจไม่ออก”
“โทษที...ดีใจไปหน่อย” ซูอัลปล่อยร่างของเรแพนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลากเขาให้ไปนั่งที่ข้างๆ พร้อมกับยัดเอกสารอะไรบางอย่างให้
“นายมาก็ดีแล้วช่วยจัดมันหน่อยสิ ผมนั่งแยกมันตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่ได้สักแผ่นเลย” เรแพนนั่งกระพริบตางงๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแห้งๆให้ แต่เขาก็ยอมจัดลำดับเอกสารจนมันเสร็จลงในเวลาไม่ถึงนาที
“ไหนๆก็มากันครบแล้ว งั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” เน็กเธอร์เป็นคนเปิดประเด็นขึ้น ก่อนจะเดินไปยืนที่ฝาผนังห้องด้านหนึ่ง ที่ซึ่งมีกระดานสีขาวว่างๆติดอยู่
“ก่อนอื่นเราจะพูดถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ทีมสืบสวนของฉันได้ข้อมูลเมื่ออาทิตย์ก่อน ซูอัลนายช่วยเอาเอกสารที่ฉันให้จัดเมื่อครู่ ยัดลงไปในเครื่องสี่เหลี่ยมที่วางอยู่บนโต๊ะที” ประโยคท้ายเน็กเธอร์หันมาสั่ง พร้อมกับชี้นิ้วไปยังกล่องสี่เหลี่ยมที่เจ้าตัวพูดถึง
ซูอัลมองมันอย่างไม่ไว้ใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเปิดฝาเครื่องออก แล้วหย่อนกระดาษทั้งหมดลงไปในเครื่องที่ว่า จากนั้นจึงปิดลงอย่างเบามือ เพราะกลัวว่ามันอาจจะพังได้ และก็จะเป็นเขาเองแหละที่จะโดนเน็กเธอร์ด่ากระเจิง
“โอเค...ช่วยกดปุ่มสีเขียวนั่นด้วย” เน็กเธอร์หมายถึงปุ่มสีเขียวกลมๆ ที่อยู่มุมๆหนึ่งของเครื่อง ซูอัลเอื้อมไปกดมันครั้งหนึ่ง แล้วรีบชักมือกลับทันที
“เอาล่ะ...ที่นี้เราก็มาต่อกัน…” เน็กเธอร์เว้นช่วงพูด แล้วหยิบรีโมทอันหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง จากนั้นจึงทำการกดเปิดมันลงไป เพื่อฉายภาพสไลด์จากกระดาษที่หย่อนลงไปในเครื่องฉายเมื่อครู่ สักพักหนึ่ง ณ ที่กระดานสีขาวข้างหลังเน็กเธอร์ก็ฉายภาพข้อมูลพร้อมกับรูปของชายใส่แว่นคนหนึ่งขึ้นมา
“นี่คืออาเทอร์ เคนดี้ เขาอยู่ที่แคนาดา SSS ยังคงเป็นปริศนา หมอนี่มีพรรคพวกด้วยกันสองคนคือ ฟราน และ เบนนีวา…” อีกครั้งที่เน็กเธอร์หยุดพูดกะทันหัน ก่อนจะกดรีโมทอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนภาพสไลด์เป็นข้อมูลของสองคนที่ว่า พร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่ฉายเด่นชัดขึ้นมาให้เห็น
“แน่นอนว่า SSS ของสองคนนี่ก็ยังคงเป็นปริศนาเช่นกัน” เน็กเธอร์กล่าวต่อจนจบ จากนั้นจึงเดินผ่านกระดานฉายภาพสไลด์ไปอีกด้าน
“แล้วยังไง...ไอ้สามตัวนี้มันมีปัญหาอะไรกับเรา” คาซีแทรกขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เน็กเธอร์ก็ได้แค่ส่งสายตาไม่พอใจน้อยๆให้ที่การอธิบายของตัวเองถูกขัด
“ฉันกำลังจะพูดคาซี...” เน็กเธอร์กล่าวด้วยเสียงเข้ม จากนั้นจึงอธิบายต่อไป “ข้อมูลของพวกเขาอาจจะธรรมดาๆ เหมือนที่เราเคยเจอ แต่ว่าอุดมการณ์ของพวกมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง”
“แล้วอุดมการณ์ของพวกเขาคืออะไร” เรแพนถามแทรกขึ้นมาอย่างสนใจ
“พวกเขาบอกว่า เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเงารัตติกาล”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะเมื่อถึงตรงนี้ ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้นแต่ละคนกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โดยไม่มีใครปริปากเอ่ยถามอันใด แม้แต่เน็กเธอร์เองก็ยังเบนสายตาไปทางอื่น เพื่อกลบเกลื่อนความในใจที่บังเกิดขึ้นเมื่อได้ยินชื่อขององค์กรนี้
องค์กรที่แม้แต่ชื่อของมันก็ไม่มีใครคิดอยากจะจดจำ...
“แล้วไง...” ในที่สุดคาซีก็เป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมา “นายบอกมาเลยดีกว่าว่าพวกมันอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันจะไปจัดการฝังมันเอง แค่นี้ก็จบเรื่องแล้ว”
เน็กเธอร์เงยหน้ามองดูแววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผมที่ปรกหน้าของคาซี ซึ่งบัดนี้มันแข็งกร้าวขึ้นเมื่อได้ยินชื่อของ เงารัตติกาล
“เราทำแบบนั้นไม่ได้หรอกคาซี...”
“อะไรนะ” คาซีขึ้นเสียงใส่เน็กเธอร์เล็กน้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรแพนกับซูอัลอาจจะออกตัวห้ามไปแล้ว แต่ทว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้พวกเขาเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันจนชินชาเสียแล้ว
“นายลืมแล้วเหรอ...ว่าเรามีสัญญากับประธานาธิบดีของสหรัฐอยู่นะ” เน็กเธอร์ยังคงพูดอย่างใจเย็น ในขณะที่คาซีเริ่มเดือดขึ้นมานิดๆ
“ไอ้สัญญาว่าจะไม่เคลื่อนไหวโดยพละการนั่นน่ะเรอะ ปัญญาอ่อนสิ้นดี ชิส์!!...” คำสุดท้ายเจ้าตัวสบถอย่างหัวเสีย แต่ก็ยอมลดเสียงลง แล้วหันหน้าตัวเองออกไปนอกหน้าต่างแทน ราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะต้องรับรู้จากเน็กเธอร์อีก
“ถ้าไม่มีใครว่าอะไรอีก ฉันก็จะพูดต่อนะ” เน็กเธอร์หันกลับมาทางที่พวกเรแพนอยู่อีกครั้ง และเมื่อเห็นว่าเรแพน ซูอัล แดเนียล และซาร่าห์ไม่คัดค้านอะไรอีก เจ้าตัวจึงกล่าวต่อไป
“เอาล่ะ...เราเลิกพูดถึงเรื่องอุดมการณ์งี่เง่านั่นดีกว่า คราวนี้มาดูจุดประสงค์ของพวกเขา เพราะที่ฉันยอมมาเสียเวลานั่งอธิบายรวมถึงสืบค้นข้อมูลของพวกนี้ ก็เพราะจุดประสงค์ของพวกเขานี่แหละ” ถึงตรงนี้คาซีเริ่มหันมาสนใจอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงใช้สายตามองทัศนียภาพนอกหน้าต่างอยู่
“แล้วจุดประสงค์ของพวกนั้นมันคืออะไร” อีกครั้งที่เรแพนถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเน็กเธอร์จงใจหยุด เพื่อดูท่าทีความสนใจของพวกผู้ฟัง
“วินนี่...” อีกครั้งที่ความเงียบเข้ามาเยี่ยมเยียนห้องนี้ แต่มันก็ครู่เดียวเพราะเรแพนเป็นคนเอ่ยแทรกขึ้นมาหลังจากที่เงียบไปนานสองนาน
“วินนี่...งั้นเหรอ พวกเขาต้องการวินนี่ แต่ว่าพวกเขารู้ได้ไงว่าเรามีตัวเธออยู่ เดี๋ยวนะถ้าพวกนั้นต้องการตัววินนี่งั้นก็แสดงว่าพวกเขาก็ต้องรู้น่ะสิว่าเธอมี SSS อะไร ทั้งๆที่เรายังไม่รู้เนี่ยนะ”
“เปล่าเรารู้แล้วต่างหาก แถมข้อมูลเรื่องนี้ก็ยังรั่วไหลไปอีก” เน็กเธอร์กล่าวด้วยเสียงเรียบ แต่กลายเป็นว่าเขาถูกเหน็บแหนมจากคาซีที่ยังหันหน้าไปทางหน้าต่างอยู่
“เพราะนายมันไม่ได้เรื่องน่ะสิ”
“ก่อนจะพูดหัดก้มดูมือตัวเองก่อนเถอะ วันๆฉันไม่เห็นนายจะทำอะไร นอกจากไล่เตะก้นเด็กๆ” เน็กเธอร์กล่าวกระแทกเสียงน้อยๆกลับไป ก่อนจะหันมาทางเรแพน แล้วเลิกสนใจคาซีที่ทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจในลำคอ
“นายไม่ได้กลับมาที่นี่ 2 ปี เลยไม่ได้ข้อมูลล่าสุดสินะ” เรแพนพยักหน้า
“งั้นมาย้อนกลับไปสักนิด...ข้อมูลล่าสุดที่นายได้รับรู้คือเมื่อ 6 เดือนก่อน เป็นเรื่องที่เราเจอตัววินนี่ เด็กสาวปริศนาที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เธอได้ในระยะ 10 เมตร เพราะรอบกายเธอมีคลื่นพลังบางอย่างที่เป็นดั่งบาเรีย ซึ่งถ้าเกิดเราสัมผัสมันก็จะถูกกระเด็นไปไกลหลายเมตร นี่คือสิ่งที่นายรู้”
“ใช่...แล้วไงต่อ” เรแพนพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเปิดทางให้เน็กเธอร์พูดต่อ
“เนื่องจากว่าเราเข้าใกล้เธอไม่ได้ ดังนั้นคาซีจึงใช้พลังแรงโน้มถ่วงของเขา พาเธอมาที่สถาบันแห่งนี้ ซึ่งเราก็ได้เตรียมสถานที่พิเศษไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้เลย จึงทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ SSS ของเธอได้ว่ามันเป็นสิ่งใด หรือวัตถุโบราณชนิดไหน กระทั่งเมื่อสองเดือนก่อนมีเด็กคนหนึ่งบุกรุกเข้าไปสถานที่ที่วินนี่อยู่...”
เน็กเธอร์กระแอมไอเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อไป...
“แน่นอนว่าต้องมีสัญญาณเตือนภัยอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากที่พวกเราไปถึง ก็พบว่าเด็กคนที่บุกรุกเข้ามานั่น ได้นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆวินนี่ โดยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากบาเรียของเธอแต่อย่างใด แถมบาเรียของวินนี่ก็ยังหายไปอีก...” เน็กเธอร์จงใจหยุดพูดแล้วจ้องมองเรแพนนิ่งๆ
“ชื่อของเด็กคนนั้นก็คือ เดรก พาร์ทเนอร์ ”
“อ๊ะ! เด็กคนนั้นเองเหรอ” เรแพนโพล่งขึ้นมาเหมือนนึกขึ้นได้ ส่วนเน็กเธอร์ก็พยักหน้าให้แล้วเบนสายตาไปทางซูอัล
“ใช่...ซูอัลเป็นคนพามาเองแหละ เห็นว่าเจอเขาในโรงหลอมเหล็กที่กำลังพังลงมา” ซูอัลพยักหน้าสำทับเมื่อเห็นเรแพนมองมาเป็นเชิงถาม
“อืม...ตอนนั้นน่ะผมได้รับแจ้งมาจากทีมค้นหา ก็เลยเข้าไปดูก็ปรากฏว่าพลังของ SSS กำลังทำงานพอดี แถมทำงานแบบเจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วย ก็เลยเข้าไปช่วยแล้วก็พามาที่นี้”
“แบบนี้นี่เอง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่เรารู้ SSS ของวินนี่” เน็กเธอร์ผ่อนหายในเล็กน้อยก่อนจะปิดภาพสไลด์ลงแล้วเดินเข้ามาใกล้เรแพนที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆซูอัล
“ก่อนอื่นเพราะเดรกสามารถเข้าใกล้วินนี่ได้ เลยทำให้เธอไม่สร้างบาเรียขึ้นมาต่อต้าน เราไม่รู้หรอกว่าเดรกใช้วิธีอะไรในการเข้าถึงตัววินนี่ แต่ก็เป็นเพราะเด็กคนนี้เลยทำให้เราได้ทำการวิเคราะห์ร่างกายของเธออย่างละเอียด จนในที่สุดก็รู้ถึง SSS ที่เธอกำลังเชื่อมต่ออยู่ มันน่าตกใจมากเลยล่ะ”
“แล้ว SSS นั่นคืออะไรคงไม่ใช่ SSS ที่อันตรายหรอกนะ” เรแพนกระเซ้า แต่เน็กเธอร์ก็เพียงแค่ส่ายหน้าน้อยๆก็เท่านั้น
“ไม่หรอก นายอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ว่ามันก็เป็นไปแล้ว เราทำการค้นคว้าและวิจัยอยู่หลายรอบ แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม SSS ที่เชื่อมต่อกับวินนี่ก็คือ ผืนแผ่นดินที่เราเหยียบอยู่ในขณะนี้...หรือเรียกให้ถูกว่า...”
“...”
“โลก...”
ความเงียบเข้ามาครอบคลุมเป็นรอบที่ 3 หลังจากที่สิ้นสุดคำพูดของเน็กเธอร์ ทุกคนยังคงอยู่ในอาการสงบ จะมีก็แค่เรแพนเท่านั้นที่นิ่งค้างไปเสียเฉยๆ เพราะความช็อกที่ได้ยินชื่อของ SSS
มันจะเป็นไปได้ยังไง โลกนี่น่ะหรือจะเป็น SSS เน็กเธอร์ต้องกำลังอำเล่นอยู่แน่ๆ
“น...นายพูดเล่นใช่ไหมเน็กเธอร์” เรแพนถามตะกุกตะกัก แต่สิ่งที่เขาได้รับตอบกลับมาคือสีหน้าที่จริงจัง ปราศจากการล้อเล่นใดๆ
“น่าตกใจจริงๆ ที่โลกจะเป็น SSS ไปได้” เรแพนเปรยออกมาได้แค่นั้นก็เงียบเสียงลง ก่อนจะเป็นฝ่ายเน็กเธอร์เองที่เดินกลับไปที่กระดาน พร้อมกับเปิดปากพูดต่อไปอีก
“ไม่แปลกหรอกที่โลกจะเป็น SSS เพราะมันก็คือว่าเป็นของโบราณเช่นกัน อย่างน้อยมันก็โบราณมาตั้งแต่เริ่มมีสิ่งมีชีวิต อ้อ!ลืมบอกไปเราเรียก SSS ของวินนี่ว่า The World” ประโยคท้ายเน็กเธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนนึกขึ้นได้
“แล้ววิญญาณที่เชื่อมต่อกับวินนี่คือใครล่ะ วิญญาณที่สิงอยู่ในโลกเป็นใคร แล้วให้พลังอะไรแก่เธอ” เรแพนถามมาอย่างยาวเหยียด แต่ก็เพราะเน็กเธอร์รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวต้องถามแบบนี้เลยเตรียมคำตอบไว้แล้ว
“วิญญาณที่เชื่อมต่อกับเธอก็คือดวงวิญญาณของมนุษย์นับล้านดวง ที่มีจิตผูกพันกับโลกจนไม่ไปผุดไปเกิด สุดท้ายก็สิงสถิตอยู่ที่แก่นกลางของโลกแล้วรอคอยผู้เชื่อมต่อ เพื่อที่จะตอบรับพลังและเจตนารมณ์ของพวกเขา” อีกครั้งที่เรแพนต้องอึ้งกับข้อมูล
“จะบ้าเหรอ...เด็กสาวคนเดียวจะไปเชื่อมต่อกับวิญญาณนับล้านได้ยังไง”
“แต่มันก็เป็นไปแล้ว นายเองก็เคยเห็นคนที่เชื่อมต่อกับวิญญาณสองดวงได้แล้วนี่นะ จะมีคนที่เชื่อมต่อวิญญาณมหาศาลขนาดนั้นได้มันจะไปแปลกอะไร” เรแพนกลอกตาไปทางแดเนียลเล็กน้อย เมื่อเน็กเธอร์พูดถึงผู้เชื่อมต่อดวงวิญญาณสองดวง ก่อนจะหันกลับมาทางเน็กเธอร์อีกครั้ง
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันมากไปนะ แล้วพลังของเธอล่ะ”
“ไม่รู้” คำตอบสั้นๆจากริมฝีปากของเน็กเธอร์ แต่มันกลับทำให้เรแพนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง
“มีอะไรที่น่าทึ่งอีกไหม” เรแพนพูดอย่างหมดแรง ก่อนจะหลับตาแล้วบีบนวดที่ขมับ เขากำลังพยายามจะย่อยข้อมูลที่ได้ยิน และทำการวิเคราะห์เพื่อหาทางเข้าใจมัน
“ไม่มีแล้ว ต่อจากนี้ที่เราทำได้ก็คือต้องเฝ้าดูวินนี่เท่านั้น”
“งั้นผมก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะ ว่าแต่ว่าเด็กที่ชื่อ เดรก นั่นมีความพิเศษอะไรทำไมถึงเข้ากับวินนี่ได้” เรแพนเลิกบีบขมับแล้วหันกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพลังของเขาก็คือ การหลอมโลหะให้เป็นรูปร่างต่างๆตามที่ต้องการ จะมีแปลกก็แค่ SSS ของเขาไม่ใช่วัตถุโบราณ”
“ไม่ใช่วัตถุโบราณ” เรแพนทวนคำอย่างสงสัย หากเน็กเธอร์ก็ไม่ได้ตอบในทันที เขากดรีโมทที่อยู่ในมืออีกครั้งเพื่อฉายภาพจี้โลหะรูปตัว D ที่เดรกถือครองอยู่
“ใช่...นี่คือ SSS ของเด็กคนนั้น มันถูกเรียกว่า จี้โลหะรูปตัว D ส่วนดวงวิญญาณที่เชื่อมต่อกับเขาก็คือ พ่อของเขานั่นเอง ซึ่งเป็นช่างหลอมโลหะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อของเขาก็คือ ดาเรน พาร์ทเนอร์”
“วัตถุที่พึ่งเป็น SSS อย่างนั้นเหรอ ไม่ค่อยได้ยินเลยแฮะ...”
“ก็แน่ล่ะ...อันที่จริงเราก็มีการวิจัยเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่เคยมีตัวอย่างเลย จนกระทั่งเดรกเข้ามาเมื่อสองเดือนก่อนนั่นแหละ จึงทำให้พอรู้ข้อดีข้อเสียมันบ้าง” เน็กเธอร์ปิดหน้าจอสไลด์ลงอีกครั้งก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรแพนอีกรอบ
“แล้วข้อดี ข้อเสียมันเป็นยังไง”
“ข้อดีคือการเชื่อมต่อเร็วและพัฒนาได้เร็ว ส่วนข้อเสียก็คือมันไม่เสถียร”
“ไม่เสถียร” เรแพนทวนคำสุดท้ายของประโยคด้วยความสงสัย
“ก็นะ...โดยปกติวิญญาณที่จะสิงให้วัตถุต้องมีความผูกพัน ถึงจะสิงอยู่ได้ ซึ่งในกรณีของวัตถุโบราณวิญญาณที่สิงอยู่ในนั้นอยู่มาเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจจะร้อยปีแล้ว พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวจนไม่สามารถแยกออกจากวัตถุได้อีก ดังนั้นการเชื่อมต่อจึงเสถียร เพราะวิญญาณมั่นคง แต่สำหรับกรณีของเดรกมันตรงกันข้าม วิญญาณที่สิงอยู่ในจี้นั่น พึ่งจะสิงสู่หลังตาย แถมยังไม่ทันไรก็ต้องเชื่อมต่อกับลูกของตัวเองโดยทันทีอีก ดังนั้นแม้จะมีพลังที่สามารถพัฒนาได้เร็ว แต่มันก็ไม่เสถียรเพราะเราไม่สามารถจะรู้ได้ว่า วิญญาณที่ชื่อดาเรน พาร์ทเนอร์จะหายไปตอนไหน มันอาจจะหายไปวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีหน้าก็ไม่มีใครรู้ และพอวิญญาณของดาเรน พาร์ทเนอร์หายไป เดรกก็จะไม่สามารถใช้พลังหลอมโลหะได้อีก”
“อืม...” เรแพนครางในลำคอ หลังจากที่ฟังการอธิบายที่แสนยืดยาวของเน็กเธอร์จบลง และตัวเขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงใครกรนด้วย ซึ่งพอหันกลับไปข้างๆ ก็พบว่าเป็นซูอัลที่กำลังนั่งหลับคาโซฟาโดยไม่สนใจอะไร
“ให้ตายซี่...หมอนี่ทำตัวสบายใจได้ตลอดเลยสินา...” เน็กเธอร์กุมขมับเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของซูอัลที่หลับปุ๋ยโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว เซราห์เองที่นั่งอยู่ข้างๆก็ทำตัวไม่ถูก สุดท้ายเธอก็ได้แค่ขยับตัวออกมาเล็กน้อย แล้วตัดสินใจเอาเสื้อคลุมของซูอัลที่พาดอยู่บนโซฟา นำมาคลุมร่างของเขา
“ช่างเถอะนา...ก็เป็นซูอัลนี่นะ เขาคิดเรื่องยากๆไม่เป็นหรอก แถมมองโลกในแง่ร้ายแบบพวกเราก็ไม่เป็นด้วย”
“เรียกว่าเจ้าเซ่อน่าจะเหมาะกว่า” เป็นคาซีที่เหน็บแหนมขึ้นมาหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน เรแพนเห็นดังนั้นจึงหัวเราะน้อย ก่อนจะลุกจากโซฟาอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าคนที่นอนอยู่จะตื่น
“คาซีก็...แต่ก็นะ...ตอนนี้ผมพอจะลำดับเหตุการณ์ได้แล้ว เริ่มจากที่มีพวกที่อ้างตนว่าเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเงารัตติกาลโผล่ขึ้นมา ซึ่งมีจุดประสงค์ต้องการวินนี่ที่เป็นผู้เชื่อมต่อ SSS The World ที่มีพลังเป็นปริศนา แต่ฟังจากชื่อ SSS ก็พอจะเดาได้ว่าหากใครได้ตัวของวินนี่ไป พวกเขาก็จะมีพลังมหาศาลเกินจะต้านทานได้ ดังนั้น...”
เรแพนหยุดพูด ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่เขาหยุดยืนอยู่ข้างๆคาซี
“ที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือปกป้องวินนี่และเดรก”
“เรารู้ถึงจุดนั้นอยู่แล้ว แต่เราจะเข้าใกล้วินนี่ได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อคนที่เข้าหาเธอได้มีแค่ เดรกกับเพื่อนอีก 3 คนที่เธอคบหาอยู่ในตอนนี้เท่านั้น อีกอย่างถ้าไม่ใช่เพราะเราเข้าทางเดรก เรื่องที่เธอมี SSS เป็นโลก เราก็ไม่มีทางรู้หรอก” เน็กเธอร์กล่าวด้วยเสียงเรียบง่าย แล้วตัดสินใจหย่อนสะโพกลงบนโซฟา จุดเดียวกับที่เรแพนนั่งอยู่ก่อนหน้า
“อย่างนั้นเหรอ...เข้าใจแล้วล่ะ” เรแพนเปรยออกมาอย่างมีเลศนัย แม้แต่คาซีเองก็ยังหันกลับมามอง
“นายเข้าใจอะไร” คาซีถาม
“พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกเลือกยังไงล่ะ”
“อะไรนะ” เป็นเน็กเธอร์ที่อุทานออกมา
“ก็เหมือนกับพวกเรานั่นแหละ ที่ถูกกล่องไปรษณีย์ปริศนานำพาให้มาเจอกันโดยโชคชะตา เพื่อที่จะกลายเป็นผู้ที่ถูกเลือก ที่มีหน้าที่คอยปกป้องสิ่งสำคัญ” เรแพนฉีกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่อ
“พวกเขาก็เช่นกัน เด็กพวกนั้นกำลังถูกเลือกโดยความบังเอิญ เพื่อก่อเกิดเป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่ต้องปกป้องสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ แม้เราจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่ว่าพวกเขาก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือปกป้องพวกเขาห่างๆ และมองดูพวกเขาเติบโตขึ้น”
เรแพนผ่อนเสียงในตอนท้ายเมื่อกล่าวจบลง แต่กลายเป็นว่าโดนคาซีใช้มือจิ้มที่หน้าผาก พร้อมกับยีผมของเขาให้มันฟูฟ่องจนไม่ได้ทรง
“หัวสมองกลวงๆของนายคิดได้แค่นี้สินะ” คาซีพูดตบท้าย ก่อนจะเลิกยีหัวแล้วหันไปมองหิมะที่กำลังร่วงหล่นอยู่นอกหน้าต่าง
“หรือนายมีคำพูดที่ดีกว่านี้ล่ะคาซี”
เงียบ.... ไม่มีอะไรหลุดออกจากปากของชายที่เย็นชาตรงหน้าของเรแพน เขารู้อยู่แล้วล่ะ และตอนนี้ทั้งคาซี เน็กเธอร์ เซราห์ ซูอัล และแดเนียล ก็คงคิดเหมือนเดียวกับเขา
กลุ่มคนที่ถูกเลือกกลุ่มใหม่ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว...
“แต่ก็อย่างว่า...” จู่ๆคาซีก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“...”
“มันไม่ง่ายนักหรอก...เส้นทางของผู้ที่ถูกเลือกน่ะ”
วี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
สิ้นคำพูดของคาซี จู่ๆก็มีเสียงสัญญาณเตือนบางอย่างดังขึ้นจนแสบหู ยังผลให้ซูอัลที่กำลังนอนอย่างเป็นสุขอยู่นั้น ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟา ส่วนเน็กเธอร์เองก็กำลังง่วนอยู่กับเช็คโน่นเช็คนี่กับนาฬิกาของตัวเอง ที่ดูเหมือนจะมีหน้าจอโปร่งแสงฉายขึ้นมา ในนั้นมีข้อมูลอะไรหลายอย่างที่เรแพนไม่เข้าใจอยู่
“เกิดอะไรขึ้น” ในที่สุดเรแพนก็ถามออกมา
“เสียงสัญญาณเตือนภัย ระดับ S น่ะสิ” เน็กเธอร์ตอบแบบรีบๆ ก่อนเขาจะเริ่มติดต่อกับใครบางคนที่อยู่นอกห้องผ่านทางนาฬิกาที่สวมอยู่ในมือ
“มันหมายความว่าไง” เรแพนถามอีกครั้ง แต่คนที่ตอบกลับไม่ใช่เน็กเธอร์ แต่หากเป็นแดเนียลที่ยินนิ่งเงียบมาแต่ต้น
“มีผู้บุกรุกเข้ามาที่สถาบัน”
“ว่าไงนะ!!!”
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
กราบคาราวะ The Aler แม้แต่แฟนฟิคของเพื่อนบ้านก็ทำได้ดี
ผมจะติดต่อไปจนเป็นหนังสือครับ ส่วนไรท์เตอร์เรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่า
สำเนียงไกล้เคียงกับท่าน The Aler มาก จะต่างก็แค่การบรรยาย
แต่ฉากและความรู้สึกของตัวหนังสือ พิมพ์เดียวกับเป๊ะ ถ้าไม่ติดว่า
เป็นอีกไอดี ผมคงคิดว่าทั้งสองคนคือคนเดียวกัน T^T
ขอให้ไรท์เตอร์เรื่องนี้ได้ตีพิมพ์นะครับ รอควักตังค์ซื้อเลย