My lovely Debater โต้รักกิ๊กกั๊กหัวใจยัยขี้เถียง

ตอนที่ 1 : ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ค. 60

บทนำ


และนี่คือที่มาของเรื่องราวทุกๆ อย่าง...

...มันเกิดขึ้นเพราะฉัน ใช่แล้วฉันไม่ได้ฝันไปเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นเพราะฉันเป็นคงสร้างมัน...

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ระหว่างฉัน และ เธอ 

ณ หอประชุม A
“อีกสักครู่การประชุมนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์จะเริ่มต้นแล้วค่ะ ขอให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามานั่งภายในหอประชุมให้เรียบร้อยภายในเวลาเก้าโมงครึ่งด้วยค่ะ” เสียงประกาศจากมหาวิทยาลัยดังขึ้นท่ามกลางเหล่านักศึกษาที่กำลังรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปให้ทันในห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการประชุมในครั้งนี้

โถ่! นี่มันวันเสาร์นะ มันควรเป็นวันที่ฉันต้องตื่นสายไม่ใช่หรอกเหรอ แล้วคนข้างหน้าฉันนี่ยังไงรู้ว่ากำลังจะสายทำไม่ไม่วิ่งล่ะ! 

ฉันตัดสินใจไม่รอคนข้างหน้าและรีบตรงเด่ไปยังห้องประชุมที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ในวันนี้ เมื่อมาถึงข้างหน้าห้องประชุมฉันก็ไม่รอช้าเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในนั้น แอร์เย็นชะมัดเลยแฮะ 

“ตื่นเต้นจังเลยว่ะ ครั้งนี้มันดุเดือดแน่” เสียงของสองสาวข้างหน้าฉันกำลังพูดกันอย่างไม่คำนึงถึงเลยว่านี่คือห้องประชุม แต่จะว่าไปนะ...การประชุมนี่มันน่าตื่นเต้นเหรอ? เห้อแล้วยัยเอรินไปไหนเนี่ยทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก

ไม่นานไฟในห้องประชุมก็ดับลงเหลือไว้เพียงแต่หน้าเวทีเท่านั้นที่ยังคงสว่างอยู่ วู้วๆ เดี๋ยวนี้จะประชุมต้องทำอะไรอย่างนี้ด้วยเหรอเนี่ย คิดว่าจะเรียกมาเพื่อพูดนั่นนี่ทั้งทำความสะอาดหรืองานกีฬาซะอีก 

“เอาล่ะครับการแข่งขันครั้งนี้ช่างดุเดือดนักเพราะเป็นการท้าดวลระหว่างเด็กวิศวะและนิเทศนั่นเองค”รับ" เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นพิธีกรในงานว่าแต่ หืมม...แข่งเหรอ

“สำหรับหัวข้อในครั้งนี้คือ ‘มหาวิทยาลัยคาโรลิคเก่งทางด้านภาษามากที่สุด’ ถ้าพร้อมแล้วเรามีเวลาให้สองนาทีครับแต่ในสามสิบวินาทีสุดท้ายห้ามค้านนะครับ ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญฝ่ายเห็นด้วยครับ”  นี่ฉันคงไม่ได้เข้าผิดห้องหรอกใช่มั้ยทำไมมันเหมือนการโต้วาทีแปลกๆ ละเนี่ย 

“สวัสดีค่ะ ถ้าจะพูดถึงด้านภาษาของมหาวิทยาลัยคาโรลิคล่ะก็น้องขอบอกเลยว่าไม่มีใครเปรียบได้แล้วล่ะค่ะ เพราะจากรางวัลที่ทางมหาวิทยาลัยได้รับมาเป็นรางวัลชนะเลิศทั้งนั้น”

‘ตื้ด’ ผู้หญิงฝ่ายเห็นด้วยยังพูดไม่จบเสียงกดปุ่มของฝ่ายค้านก็ดังขึ้น

“เชิญค่ะ”

“ผมไม่เห็นด้วยครับ รางวัลไม่ได้หมายความว่าคนที่ได้จะดีที่สุดเสมอไปนี่ครับ” ผู้ชายฝ่ายค้านท้วงขึ้น

หืมม พูดซะเหมือนว่าไม่ได้พูดถึงคณะของมหาวิทยาลัยเราอยู่เลยนะ =_=

“แต่รางวัลที่เราได้เป็นรางวัลชนะเลิศมาตลอดเลยนะคะ” ผู้หญิงคนนั้นโต้กลับไปด้วยอาการที่ใจเย็นสุดๆ

“อาจจะมีมหาวิทยาลัยอื่นที่ดีกว่าแล้วไม่ลงแข่งก็ได้นี่ครับ” เขาคนนั้นยิ้มมุมปาก

“มหาวิทยาลัยที่ว่าคืออะไรล่ะคะ?” 

“อย่างเช่นมหาวิทยาลัยอิสรี่ที่อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยของเราไงครับ อย่างที่รู้กันดีว่าทางนั้นนั้นเด็กทุกคนที่เข้ามาเรียนต้องสอบผ่านการวัดระดับภาษาให้ได้คะแนนที่กำหนดมาก่อน ซึ่งคะแนนนั้นก็สูงมากเมื่อเทียบกับการรับสมัครของมหาวิทยาลัยเรา” 

ใจเย็นๆไว้ ยังไงตานี่มันก็อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันคงพูดไปเพราะแค่เป็นงานมั้ง ^^’

“แม้การสอบของเราจะเข้าง่ายกว่าแต่เมื่อเข้ามาแล้วทางมหาวิทยาลัยของเราก็ได้มีการวัดระดับของนักศึกษาทุกปีซึ่งผลก็คือนักเรียนมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์มีการพัฒนาค่ะ” คนนี้ตอบดีแฮะถึงสีหน้าจะดูเริ่มกังวลขึ้นมาหน่อยๆแล้ว

“ก็แล้วอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นหายไปไหนล่ะครับ ทั้งๆที่การพัฒนาของอีกมหาวิทยาลัยคือเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์” หน็อย หน็อย!!! ไม่ไหวแล้วเว้ย นี่มันประชุมบ้าไรเนี่ย

ตอนนั้นเหมือนฉันได้กลายเป็นคนบ้าที่ไร้สติไปแล้วแต่นี่มันการประชุมไม่ใช่เหรอเราก็ต้องค้านได้สินะ ขอฉันได้พูดบ้างเถอะ 

เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็เลยตัดสินใจลุกและยกมือขึ้น บรรดาผู้คนมากมายในห้องนี้และทุกสายตามารวมกันที่ฉันหมดเลย ใช่แล้ว...ทุกคนกำลังมองฉันอยู่
 
“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดของคุณนะคะ” ท่ามกลางทุกสายตาที่กำลังจับจ้องฉันในขณะที่ฉันกำลังพูดนั้น มันเป็นสายตาที่สงสัยและมองอย่างอี้งๆทึ่งๆทั้งๆที่มันไม่น่าจะมีอะไรให้ทึ่งเลย แต่คนที่คิดว่าน่าจะสับสนและสงสัยในตัวฉันและคำพูดของฉันที่สุดเลยก็คือเขา...เขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น

“นักศึกษาเธอกำลังจะ...” เมื่อเห็นว่าบรรดาคนต่างๆกำลังมองฉันเหมือนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดขึ้นมาขัดบรรยากาศเหล่านี้ แต่ทว่า... ยังไม่ทันได้พูดจบ ‘เขาคนนั้น’ ก็พูดแทรกขึ้นมา

“ที่คุณบอกว่าคุณไม่เห็นด้วยกับความคิดของผมน่ะ แล้วความคิดเห็นของคุณมันเป็นยังไงเหรอครับ” สายตาเขาคนนั้นที่กำลังมองฉันในขณะที่เขากำลังพูดมันช่างเป็นอะไรที่เหมือนกับว่าเขากำลังเยาะเย้ยฉันยังไงยังงั้น 

“ก็...” บ้าจริงทำไมบรรยากาศมันถึงได้ดูกดดันฉันมากมายขนาดนี้ “มันเป็นความเชื่อใจน่ะค่ะ ฉันเชื่อใจมหาวิทยาลัยนี้ว่าที่นี่ดีพอที่จะทำให้ฉันมีความรู้ที่หนาแน่น มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ค่ะ” 

“ทำไมถึงเชื่อใจล่ะครับทั้งๆที่มหาวิทยาลัยตรงข้ามเรามีผลสรุปของคณะอักษรศาสตร์ที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยเรานะครับ” ตอนนี้ เวลานี้ หัวใจฉันมันเต้นและสั่นรัวไปหมดแล้ว มันอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ที่เงียบและกดดันมากๆ แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อเลยคือไม่มีสายตาไหนในห้องนี้น่ากลัวกว่าสายตาของเขาแล้วล่ะ... สายตาของเขาน่ะมันดูมั่นใจมาก เป็นสายตาที่เหมือนกับว่าเวลาใครพูดอะไรออกมาก็สามารถแย้งได้หมดเลย 

“เพราะว่าประสบการณ์ไงล่ะ เพราะฉันเรียนที่นี่คณะนี้ถึงได้รู้ไงล่ะว่าที่นี่ก็ไม่แพ้ที่ไหนเลยแล้วนายล่ะไม่เชื่อใจในมหาวิทยาลัยนี้บ้างเหรอ” 

“เชื่อสิครับ แต่การเชื่อใจไม่เชื่อใจไม่สามารถนำมาเป็นข้อเห็นด้วยกับหัวข้อในการโต้วาทีได้หรอกนะครับ” หะ...หืมม? เมื่อกี้ไอ้บ้านี่พูดอะไรนะ โต้วาที? 

ในขณะที่ทุกคนกำลังขำกันในความซื่อบื้อของฉัน ฉันก็ดันเหลือบไปเห็นป้ายบอร์ดที่ทำมาจากโฟมเขียนไว้ว่า ‘การแข่งขันโต้วาทีรอบแรก’ บ้าน่า... นี่ฉันไม่ได้กำลังเข้าผิดห้องอยู่ใช่มั้ยเนี่ย 

ครืด ครืด

โทรศัพท์ของฉันสั่นขึ้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเอรินคงจะโทรมาตามว่าทำไมยังไม่เข้าประชุม เอาล่ะได้การพอดี ได้เวลาเผ่นแล้วเรา! ฉันรีบรับโทรศัพท์จากสายที่ถูกโทรเข้ามาจากเอรินแล้วพูดไปเขิงให้ทุกคนรู้ 

“อ๋อ มีเรื่องด่วนเหรอ ด่วนมากๆด้วย :3 งั้นฉันจะรีบไปนะ” เดาว่าฝั่งนู้นคงจะงงว่าฉันพูดอะไรแต่ก็ช่าง มันเถอะ ฉันไม่สนอะไรแล้ว 
ฉันรีบคว้ากะเป๋าและลุกออกจากเก้าอี้ออกจากห้องไปอย่างว่องไว้ทิ้งไว้แต่ความอับอายที่เกิดขึ้น -.-//

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น