หลงกิเลนจันทร์ [หยาง]

ตอนที่ 8 : บทที่ 5 :: นางพญาบุปผา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 826
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ก.ย. 54

บทที่ 5

นางพญาบุปผา

   

นับแต่เทพบิดรมารดรผู้สร้างโลกบังเกิดขึ้น โลกนี้ก็เติบโตผ่านกาลเวลานานเหลือคณานับ ยิ่งชนชาวสวรรค์เช่นชาวพิภพกิเลนที่มีอายุไขยืนยาวขั้นต่ำอย่างน้อยก็นับหมื่นแสนปีเข้าไปแล้ว ระยะเวลาเติบโตที่เพิ่งสะสมไปได้แค่สามปีแรกจึงมิอาจนับเป็นกระไรได้ ทว่าสำหรับเยว่เทียนหมิงและเยว่เทียนอ๋าวนั้น ช่วงเวลาอันแสนสั้นเสียยิ่งกว่าควันธูปนี้กลับยังมีสิ่งล้ำค่าชวนให้ระลึกถึง...

วันเวลาที่มีท้องฟ้ากระจ่างตา สายลมพัดโชยสดชื่น มวลบุปผาพร้อมใจกันบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย็นยวนใจ ชี้ชวนให้ชื่นชมถึงเทศกาล นางพญาบุปผา  ยิ่งนัก

อาทิตย์ทรงกลดฉายแสงชัดอยู่เหนือศีรษะของเหล่าขุนนางแห่งพิภพกิเลนสวรรค์ ณ ลานว่าราชการกลางแจ้งแห่งเยว่จินหรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับร้อยคนคุกเข่าเข้าเฝ้าสองราชินีกิเลนผู้รั้งตำแหน่งเทพพิทักษ์ทั้งสอง จูเจินอวี้เหวินและมู่ตานกุ้ยฮวานั่งอยู่บนบัลลังก์ซ้ายขวาเพื่อฟังฎีกาถวายงาน

ยามนี้ก็ย่างเข้าขวบปีที่สามที่สององค์ชายน้อยกิเลนจันทร์จุติมาเป็นมิ่งขวัญแห่งเยว่จินหรง นับแต่วสันต์แย้มบาน คิมหันต์ผันผ่าน สารทใบไม้ร่วง หิมะเหมันต์ อีกไม่นานก็จะถึงงานฉลอง นางพญาบุบฝา  กระหม่อมเห็นสมควรว่าเป็นโอกาสอันดีที่องค์ชายน้อยทั้งสองจะได้สัมผัสโลกภายนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ

เสียงกราบทูลอย่างนอบน้อมจากมหาเสนาบดีฝ่ายขวาดังขึ้น

ขุนนางทุกท่านเห็นพ้องเช่นนั้นหรือ?

จูเจินอวี้เหวินถามเรียบเรื่อยพลางกวาดตามองข้าราชบริพารนับร้อยด้านล่าง ในขณะมู่ตานกุ้ยฮวาเผยรอยยิ้มแล้วยกชายแขนเสื้อปิดปากแสร้งหัวเราะแต่กลับแอบหาวไปทีหนึ่ง

ภูติบุปผาของข้าก็อยากเห็นหน้าเจ้ากิเลนน้อยทั้งสองเช่นกันพี่จูเจิน

นางกิเลนบุปผาว่าพลางนัยน์ตาสีชมพูเป็นประกายด้วยหยาดน้ำตาแห่งความง่วงงุน โอสวรรค์ ใครสอนให้เจ้าพวกตาแก่น่าเบื่อเหล่านี้พูดจาแต่ละทียืดยาวยิ่งกว่าน้ำท่วมทุ่ง!’

เหตุที่เกิดการประชุมในวันนี้เกี่ยวเนื่องจากกรณีปีศาจพ่ายรักที่ผ่านไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน เพื่อเป็นการตัดปัญหาห่วงหวงของกิเลนแม่ลูกอ่อนที่นับวันจะรุนแรงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ของจูเจินอวี้เหวินและมู่ตานกุ้ยฮวา ราชันกิเลนเยว่หรงเต๋อจึงออกราชโองการแก่เหล่าขุนนางว่าองค์ชายกิเลนจันทร์ทั้งสองจะไม่เผยตัวต่อธารกำนัลจนกว่าสองราชินีจะเอ่ยอนุญาต        

จูเจินอวี้เหวินยังคงสงบนิ่งอย่างสง่างามอยู่บนบัลลังก์ นางมิได้เอ่ยความใดเพียงปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปครู่ใหญ่ ใบหน้างดงามพริ้มนัยน์ตาสีฟ้าใสมองขุนนางหลากวัยทั้งหลายส่งสายตาแวววับจับจ้องด้วยใจระทึกระคนคาดหวัง

            มหาเสนาบดีฝ่ายขวาผู้นำกราบทูลในคราแรกได้แต่เพียงคุกเข่าชันกายภายใต้แสงอาทิตย์แรงกล้า เม็ดเหงื่อระบายไปทั่วใบหน้า เคราสีขาวงดงามที่เลี้ยงให้ยาวจนภาคภูมิใจว่ายิ่งใหญ่กว่าหนวดมังกรเหนียวหนึบไปด้วยหยาดเหงื่อที่หลั่งออกมาจนแห้งแล้วแห้งอีก ในใจพร่ำบริภาษไปถึงต้นตระกูลของนายช่างผู้ออกแบบท้องพระโรงหลวงแห่งอาณาจักรกิเลนที่เป็นผู้นำแนวคิด กิเลนผู้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ มาใส่ในผลงานจนบังเกิดเป็นลานเข้าเฝ้ากลางแจ้งที่มีเพียงพลับพลาขององค์ราชาและราชินีเท่านั้นที่อยู่ในร่ม โดยไม่ต้องเหลียวไปมองให้เสียเวลา มหาเสนาบดีทราบดีว่าขุนนางทั้งหลายก็คงคิดมิผิดแผกกัน

เช่นนั้นเราอนุญาตท้ายที่สุดจูเจินอวี้เหวินจึงเอ่ยปาก นางลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือตนให้มู่ตานกุ้ยฮวา

เราจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาทหรงเต๋อพร้อมกับมู่ตานเอง ฎีกาที่เหลือวานเป็นธุระของพวกท่านเถิด

ราชินีกิเลนวารีกล่าวอย่างไร้จิตใจอันแปลความหมายได้ว่า...

พวกเจ้าก็จงประชุมกลางแดดต่อไปเถิดนะ

มู่ตานกุ้ยฮวาลอบเห็นพี่สาวร่วมสาบานหยักยิ้มที่มุมปาก แวบหนึ่งนางนึกสงสารขุนนางทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งอย่างร้ายกาจและแนบเนียนของจูเจินอวี้เหวิน แต่ทว่า...พวกนางรู้ดีนอกจากเหตุผลที่กล่าวอ้างมาข้างต้นแล้ว ที่บรรดาขุนนางพากันกระตือรือล้นอยากจะยลโฉมของกิเลนน้อยเยว่เทียนหมิงและเยว่เทียนอ๋าวนั้น ก็เพื่อจะได้มีเรื่องไปคุยอวดโอ่ในการประชุมสุรากับชนชาวพิภพอื่นนั่นเอง...

 

เพียงไม่กี่วันผันผ่านก็มาถึงวันงานเทศกาลฉลองนางพญาบุปผา

ณ ศาลาชมวารีใจกลางบึงน้ำใสรายรอบไปด้วยบุปผานที ภายใต้ศาลาเก๋งจีนหลังน้อย เยว่หรงเต๋อนั่งผ่อนคลายอยู่บนฟูกนิ่มสองแขนโอบประคองบุตรชายสุดรักไว้ทั้งคู่ สองราชบุตรกิเลนน้อยเติบโตมาได้อย่างน่ารักน่าชังยิ่ง...

เยว่เทียนหมิงมีเส้นผมและนัยน์ตาสีเงินพิสุทธิ์ โครงหน้าและจมูกโด่งเล็กๆ ที่น่าหลงใหลถอดแบบมาจากจูเจินอวี้เหวิน นัยน์ตาหงส์กลมโตมีแววอ่อนโยนและฉลาดเฉลียวเหมือนบิดา ฟันซี่น้อยๆ สีไข่มุกรับกับริมฝีปากอิ่มสีแดงสด กิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างมักยิ้มแย้มอารมณ์ดีอยู่เสมอทั้งตามติดน้องชายไม่ห่าง ในขณะเยว่เทียนอ๋าวมีเส้นผมและนัยน์ตาสีดำสนิท ใบหน้างดงามถอดแบบมาจากมู่ตานกุ้ยฮวา แววตาดื้อรั้นระคนเชิดหยิ่ง ริมฝีปากสีชมพูอ่อนมักแยกเขี้ยวเล็กๆ สีขาวสะอาดพร้อมทั้งทำนัยน์ตาขวางใส่พี่ชายอยู่เสมอ

เทียนอ๋าว กอดหน่อยกิเลนน้อยเทียนหมิงพยายามกอดรัดน้องชายด้วยวงแขนอวบอ้วนนุ่มนิ่มไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวัน ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาเผยยิ้มซุกซน

ไม่! ป๊ะป๋า!” เทียนอ๋าวพยายามสลัด การโจมตีอันน่าพรั่นพรึงออกอย่างสุดกำลังด้วยการขอความช่วยเหลือจากบิดา สองมือเล็กๆ กลมป้อมดึงเรือนผมสีน้ำตาลสลวยพลางพยายามปีนป่ายขึ้นไปที่ไหล่ของราชันกิเลน สีหน้าน่ารักที่กำลังหนักใจอย่างยิ่งยวดชวนให้เยว่หรงเต๋ออดหอมแก้มเข้าหนึ่งฟอดไม่ได้

ป๊ะป๋า เทียนหมิงด้วยสิ! เทียนหมิงด้วย!” บุตรชายคนโตร่ำร้องอยากให้หอมแก้มบ้างขณะปีนขึ้นไปที่ไหล่อีกข้างของบิดา สองแขนเล็กอวบๆ โอบรอบคอราชันกิเลนก่อนถูแก้มสีชมพูใสเข้าที่ปลายคาง เยว่หรงเต๋อหัวเราะชอบใจแล้วประทานจุมพิตลงบนกลางหน้าผากมน ไล่จมูกซุกไซ้ผิวแก้มนุ่มนิ่มของกิเลนน้อยเรียกเสียงหัวเราะคิกคัก

เทียนอ๋าวที่จ้องมองตาใสแจ๋วอยู่ฝั่งตรงข้ามเบ้ปากไม่พอใจทันทีเมื่อ ของเล่นชิ้นโปรด โดนพี่ชายแย่งความสนใจไป

เจ้ากิเลนน้อยจอมซน วันนี้ป๊ะป๋าจะพาไปเที่ยวนะเยว่หรงเต๋อยิ้มแย้มอารมณ์ดี นัยน์ตาหงส์อ่อนโยนมองดูบุตรทั้งสองอย่างเอ็นดู

ไปเที่ยว!?”

เด็กน้อยทั้งสองประสานเสียงเล็กๆ อ่อนเยาว์ ดวงตาสุกใสสองคู่เป็นประกายวิบวับ เนื่องด้วยไม่เคยได้พบเห็นโลกภายนอกรั้วกั้นบุปผานทีมาก่อนเลย

ใช่ ออกไปข้างนอก งานฉลองนางพญาบุปผาวันนี้มีดอกไม้สวยๆ ให้เทียนหมิงกับเทียนอ๋าวชมเยอะแยะเลย

ราชันกิเลนอุ้มบุตรชายทั้งสองเดินออกจากเก๋งจีนริมน้ำ ตลอดทางเดินทอดยาวบุปผานทีสองข้างทางพากันทอดตัวเข้าหากิเลนศักดิ์สิทธิ์ กลีบดอกบอบบางสั่นไหวระริกส่งกลิ่นหอมกำจายอย่างมีความสุข

งานเทศกาลฉลองนางพญาบุปผาที่จัดขึ้นทุกๆ หนึ่งร้อยปีนั่นคือเทศกาลที่มวลบุปผาสวรรค์จะพร้อมใจกันเบ่งบานเผยประกายความงามโดยไม่คำนึงถึงฤดูกาล ทั้งยังเป็นงานชุมนุมเข้าเฝ้าราชวงศ์กิเลนของบรรดาภูติบุปผาทั้งหลายเพื่อขอประทานตำแหน่งอันทรงเกียรติสูงสุด นางพญาบุปผาให้แก่ดอกไม้ที่งดงามที่สุดอีกด้วย

ท้องพระโรงหลวงแห่งราชวงศ์กิเลนในวันนี้ประดับไปด้วยพฤกษาสีเขียวสดนานาพันธุ์ ลานหินขัดมันคราคร่ำไปด้วยฝูงชนชาวกิเลนและภูติบุปผา บุปผาสวรรค์งดงามอ่อนช้อยหลายร้อยนางต่างพากันแต่งองค์ทรงเครื่องอลังการงานสร้าง ดวงหน้าเล็กๆ งดงามล้วนยิ้มพริ้มเพราอย่างมีจริต สรรพางค์กายแต่งแต้มไปด้วยสีสันอันหลากหลาย เมื่อมองรวมกันแล้วก็เหมือนดั่งสายรุ้งนับร้อยสีพาดผ่านสู่ผืนดิน

ต้นไผ่สวรรค์ถูกนำมาตกแต่งเป็นกอไผ่หนาทึบขนาดย่อมโดยรอบ เหตุเพราะเหล่าขุนนางกิเลนผู้แยบยลต้องการปราการซ่องสุม กำลังพลซุ่มดูเหล่าภูติบุปผา ในมือขุนนางหนุ่มและแก่แต่ละท่านถือกระดาษและพู่กันเพื่อบันทึกอันดับนางในดวงใจ บางคนพูดคุยหยอกล้อหัวร่อสนุกสนาน หัวข้อสนทนานั้นทำให้สาวใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมามีสีหน้าแดงระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้

องค์ราชันเสด็จ! องค์ชายน้อยทั้งสองเสด็จ!”

พลันเสียงนางกำนัลขานรับเป็นทอดยาว สองราชินีกิเลนที่ประทับคอยท่าอยู่แล้วต่างพากันถวายบังคมด้วยท่าทีอ่อนหวาน เหล่าข้าราชบริพารและภูติบุปผาพร้อมใจกันจับจ้องราชันกิเลนและองค์ชายน้อยทั้งสองในอ้อมแขนราชันอย่างไม่วางตา...

เยว่เทียนหมิงใช้สองแขนเกาะไหล่บิดาพลางจ้องมองผู้คนแปลกหน้าไปทั่ว รอยยิ้มสว่างไสวแฝงพลังหยางอบอุ่นขององค์ชายน้อยพาให้ฝูงชนเคลิ้มฝันในทันที ถึงขนาดเริ่มมีขุนนางหัวใสบางคนรีบจัดตั้งสมาพันธ์องค์ชายเทียนหมิงเพื่อรวบรวมสาวๆ

ทางด้านเยว่เทียนอ๋าวเพียงปรายตาเหยียดมองเย่อหยิ่งด้วยแววตาน้ำแข็งแฝงพลังหยินหนาวเหน็บ ส่งผลให้ภูติบุปผาบางตนถึงกับใจละลายรำพึงเพ้อฝันอย่างลืมตัว... ได้โปรดมองหม่อมฉันด้วยแววตาเย็นชากว่านี้อีกเถิดเพคะ

ภายใต้การสังเกตของบิดา ราชันกิเลนสวรรค์อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มชื่นชมในความ เป็นที่นิยมของบุตรชาย โดยหารู้ไม่ว่า...แค่พระองค์หยักยิ้มก็พาให้สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายแทบจะขาดใจตายไปกับรอยยิ้มที่สว่างไสวจนตาพร่านั้น...

เมื่อองค์ชายน้อยทั้งสองเสด็จมาถึงแล้วเช่นนี้ ก็ได้เวลาเริ่มงานฉลองนางพญาบุปผาอย่างเป็นทางการเสียที ข้าน้อยภูติโบตั๋นจะเป็นผู้แนะนำเหล่าภูติบุปผาเองเจ้าค่ะ!”

อนงค์น้อยหน้าตาน่ารักท่าทางคล่องแคล่วนางหนึ่งกระโดดลงมาด้านหน้าปะรำเวทีอย่างว่องไว ผมสีดำขลับของนางเกล้าเป็นมวยสองข้างประดับด้วยดอกโบตั๋นสีชมพูสดดอกใหญ่ นางก้าวเดินอย่างร่าเริงขึ้นบันไดตรงไปหากิเลนจันทร์น้อยทั้งสองที่นั่งอยู่บนตักของบิดา

เมื่อห่างเพียงเอื้อมจึงหยุดเท้าลงพร้อมกับปรบมือเล็กๆ เป็นจังหวะสนุกสนาน เสียงกำไลข้อมือกระทบกันดัง กริ๊ง~กริ๊ง~ ภูติโบตั๋นวาดเท้าไปด้านหลังย่อตัวโค้งคารวะอย่างงดงาม มือทั้งคู่ประนมกลางหน้าอกจากนั้นจึงวาดออกเผยให้เห็นดอกโบตั๋นสีแดงสดสองดอกบนฝ่ามือ

งานฉลองนางพญาบุปผาครั้งนี้ ขอประทานเกียรติจากฝ่าบาทกิเลนจันทร์ทั้งสองเป็นผู้ตัดสินเพคะ

โบตั๋นสองดอกน้อยพลันลอยอย่างนิ่มนวลไปทางเทียนหมิงและเทียนอ๋าว กลีบดอกละเอียดซ้อนกันนับร้อยชั้นขยับแผ่วพลิ้วเบาๆ อย่างเริงร่า

ดวงตาโตใสแจ๋วของเทียนหมิงเบิกตากว้าง ใบหน้างดงามน่ารักยิ้มรับดอกโบตั๋นอย่างไร้เดียงสา ทางด้านเทียนอ๋าว ใบหน้าสวยงามเจือความเย็นชาหรี่ตามองครู่หนึ่งก่อนหันไปทางมารดา เมื่อเห็นมู่ตานกุ้ยฮวาส่งยิ้มให้พลางพยักหน้า กิเลนจันทร์น้อยจึงยอมรับดอกโบตั๋นแต่โดยดี

หากองค์ชายน้อยพอใจภูติบุปผาตนไหน ขอทรงโปรดประทานดอกโบตั๋นอันได้รับการแต่งตั้งเป็นนางพญาบุปผาในครั้งที่แล้วให้แก่นางพญาบุปผาคนใหม่เถิดเพคะภูติโบตั๋นกล่าวพลางเหลียวมองไปยังสองราชินีกิเลนที่นางแอบชื่นชมด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ จากนั้นจึงกระโดดลงไปยืนด้านล่างอย่างรวดเร็ว

เอ้า! แขกผู้มีเกียรติทุกท่านจับตาดูให้ดี ภูติบุปผาแต่ละนางในปีนี้งามหยาดฟ้ามาดินทั้งนั้น!”

จริงรึๆ !” เหล่าขุนนางกิเลนตาลุกวาว

ข้าเอาหัวเป็นประกัน ท่านเสนาบดีใหญ่ทั้งหลายอย่าพึ่งหัวใจวายตายไปก่อนล่ะภูติโบตั๋นตอบขึงขังเป็นการเป็นงาน

ขอเบิกตัวสี่อนงค์นางแรก! ภูติบุปผาประจำฤดูกาล เริ่มด้วยข้าโบตั๋นแห่งฤดูใบไม้ผลิ!”

ภูติโบตั๋นสะบัดเสื้อคลุมแล้วหมุนตัวรอบหนึ่งเพื่อแนะนำตัว

ต่อไป! เหอฮวาแห่งฤดูร้อน จวี๋ฮวาแห่งฤดูใบไม้ร่วง เหมยฮวาแห่งฤดูหนาว[1]

เสียงพลุถูกจุดขึ้น ควันสีขาวหอมกลิ่นดอกไม้กรุ่นกำจายไปทั่ว ภูติบุปผาสามนางยืนหันหลังชนกันปรากฏร่างอย่างอลังการกลางแสงสีของไฟเย็นที่เต้นระยับจากพื้นสู่อากาศ เหอฮวาประคองดอกบัวสีขาวไว้แนบอก จวี๋ฮวาหอบดอกเบญจมาศสีเหลืองสดเต็มสองแขน เหมยฮวาถือกิ่งเหมยประดับดอกเหมยช่อเล็กๆ สีชมพูอ่อน สี่บุปผาผู้ยิ่งใหญ่ (เพราะเป็นตัวเก็งครองตำแหน่งทุกครั้ง) ออกโรงมาพร้อมเสียงฮือฮาด้วยความชื่นชมดังสนั่น

“สุดยอด! ชั้นเลิศจริงๆ!

ต่อไปคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง! กุ้ยฮวาผู้บานหอมไปทั้งสิบทิศ ตู้จวนฮวาสมญาสีแดงสะท้อนภูเขา สุ่ยเซียนฮวานางฟ้าบนเกลียวคลื่น[2]!” เสียงดนตรีประโคมเพลงเปิดตัวดังกระหึ่ม บุปผาเยาว์วัยสามนางร่ายรำตามจังหวะออกมายืนเทียบเคียงบุปผาประจำฤดูกาลอย่างงดงาม

จังหวะนั้นสายตาหกคู่ประสานกันส่งประกายไฟแล่นเปรี๊ยะๆ

กุ้ยฮวาคือดอกไม้แห่งแดนสวรรค์โดยแท้ กลิ่นหอมเพียงนิดก็สามารถปลุกดอกไม้อื่นให้พร้อมใจกันเบ่งบานภูติกุ้ยฮวาผู้ถือช่อดอกหอมหมื่นลี้สีส้มเย็นตากล่าวชื่นชมบุปผา (ตัวเอง) เป็นรายแรก

ถึงจะหอมเช่นไรเจ้าก็ไม่อาจเบ่งบานในฤดูหนาว เป็นได้เพียงกิ่งไม้ไร้ดอกกลางหิมะพิสุทธิ์ภูติเหมยฮวาตอบโต้

พวกท่านคิดน้อยไปแล้วกระนั้น หอมแล้วอย่างไร เบ่งบานในขณะที่ผู้อื่นหลับใหลวิเศษตรงไหน ตู้จวนฮวาสิคือขุมทรัพย์แห่งหุบเขา สมุนไพรล้ำค่าที่ได้รับการยกย่องเป็นยอดหญิงงามในขณะที่ดอกบัวเป็นได้แค่เพียงหญิงชราน่าเกลียดภูติตู้จวนฮวาผู้ประดับเรือนกายไปด้วยดอกนกแขกเต้ากล่าวท้าทายส่งผลให้ภูติเหอฮวาหันขวับมาจ้องเขม็ง บรรยากาศเริ่มมาคุ

ฟังเสียงแว่วของสาวๆ ภูติบุปผา ราชินีกิเลนทั้งสองเพียงปิดปากหัวเราะคิกคักกับการโต้คารมของเหล่าบุปผาสวรรค์ ส่วนราชันกิเลนได้แต่ยิ้มบางๆ พลางนึกในใจ...จะเป็นศึกไหนก็ไม่หวั่นยกเว้นศึกวาจาของสตรีเท่านั้นที่จะขอยอมแพ้โดยดุษฎี

ไม่ต้องทะเลาะกันๆ ยังมีภูติบุปผาตนอื่นรอให้องค์ชายน้อยคัดเลือกอีก ขอเบิกตัวเถาฮวาแห่งดอกท้อ หลานฮวาแห่งดอกกล้วยไม้ เหม่ยกุยแห่งดอกกุหลาบ ม่อลี่แห่งดอกมะลิ...

ภูติโบตั๋นสมแล้วที่รั้งตำแหน่งนางพญาบุปผา นางมีพรสวรรค์ในการเพิกเฉยความตึงเครียดได้ชะงัดนัก จากนั้นบรรดาสาวงามทั้งหลายก็เดินขบวนออกมากันอย่างสนุกสนาน

            องค์ชายน้อยเทียนหมิงจ้องมองเหล่าผู้เข้าประกวดตาแป๋ว ร่างเล็กกลมป้อมเบียดกระแซะน้องชายพลางเกี่ยวแขนชี้ชวนดูเหล่าภูติบุปผาที่ออกมาร้องเพลง เต้นรำ ว่ากลอน เล่นกายกรรม แสดงกลต่างๆ ฯลฯ แล้วแต่จะสรรหาเพื่อจะได้เป็นผู้ชนะ

เทียนอ๋าวดูนั่นสิๆ อ๊า~ ยอดไปเลยๆ!”

ทว่าฝ่ายองค์ชายน้อยเทียนอ๋าวกลับนั่งหน้ามุ่ยในใจนึกรำคาญที่ต้องมานั่งเบียดกับพี่ชายแถมยังต้องช่วยกันเลือกนางพญาบุปผาอีก ยิ่งถูกมือเล็กๆ นุ่มนิ่มเกาะเกี่ยวติดหนึบก็ยิ่งหงุดหงิด

            เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนแดดอ่อนแสงลงมากแล้ว...

ภูติบุปผานับร้อยตนยืนอยู่เบื้องหน้าสององค์ชายกิเลนน้อยรอการตัดสิน ทว่ากิเลนน้อยเทียนหมิงผู้มีท่าทีพออกพอใจกับภูติบุปผาทุกตนขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาสีใสมีแววครุ่นคิด หาทางที่จะแบ่งโบตั๋นดอกน้อยในมือให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน กลับกันข้างฝ่ายกิเลนน้อยเทียนอ๋าวกลับมีสีหน้าเย็นชาเรียบเฉย กิเลนจันทร์แห่งความมืดไม่ใคร่พิศวาสเหล่าดอกไม้ที่เปล่งประกายสว่างเจิดจ้าเหล่านี้ แสงสว่างนั้นน่ารำคาญน้อยไปกว่าพี่ชายข้างๆ เท่าไรกันเล่า? เทียนหมิงที่เห็นเทียนอ๋าวไม่ยอมตัดสินใจก็ทำหน้าเลิ่กลั่กบอกไม่ถูก ใบหน้าอ่อนเยาว์แฝงรอยลำบากใจเสียแปดส่วน

องค์ชายน้อยแห่งความมืดย่อมไม่อาจสำราญใจกับบุปผาแห่งแสงสว่าง เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทโปรดประทานโอกาสให้แก่เหล่าบุปผาแห่งความมืดดูเถิดเพคะ

พลันเสียงหวานบาดหูทว่าเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้นในความคิดของเยว่เทียนอ๋าว พลังด้านลบแสนคุ้นเคยผุดขึ้นมาเป็นระลอกราวกับน้ำพุที่ผุดรดผืนดินแห้งผาก...

กิเลนจันทร์แห่งความมืดแสยะยิ้ม เด็กน้อยเอนตัวพิงบิดาพลางเท้าคาง สีหน้าไม่สบอารมณ์กลับมาสนุกสนาน

เราอนุญาต

เยว่เทียนอ๋าวกล่าวเรียบๆ ให้ผู้ที่ได้ยินงงงวย ไม่ทันขาดคำแผ่นดินก็สั่นไหวสะเทือนขึ้นน้อยๆ พื้นหญ้าสีเขียวเหี่ยวเฉาลงในพริบตา... ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาบางเหยียบย่ำใบหญ้าแห้งกรอบดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขบวนของบุปผาแห่งความมืดอันลึกลับระคนงดงามพลันปรากฏขึ้นในยามโพล้เพล้ ตะวันสีส้มแดงฉายฉานเคลือบรอยยิ้มอาบยาพิษของพวกนางอย่างแนบเนียน...

ภูติบุปผาแห่งราตรีกาล!”

ภูติโบตั๋นกล่าวน้ำเสียงเจือกังวล ควรทราบว่าบุปผาแห่งทิวาและราตรีนั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ด้วยเหตุว่าพวกนางต่างดูดซับพลังฟ้าดินในเวลาต่างกัน บุปผาแห่งแสงสว่างเติบโตด้วยพลังหยางในขณะที่บุปผาแห่งความมืดหล่อเลี้ยงตนด้วยพลังหยิน งานฉลองนางพญาบุปผาของฝั่งแสงสว่างจึงไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากบุปผาแห่งความมืดมาก่อน

ผู้นำขบวนของบุปผาแห่งความมืดนับร้อยตนนั้นคือสตรีน้อยนางหนึ่งผู้มีเส้นผมและนัยน์ตาสีม่วงลึกล้ำ สีม่วงนั้นหม่นเข้มจนเกือบดำ หากมองผ่านก็สามารถกลืนหายไปในราตรีกาลโดยง่าย ในมือของนางถือดอกไม้ช่อหนึ่งรูปร่างประหลาดตา พิศมองผิวเผินดูคล้ายโคมไฟส่องแสงนวล ทว่าหากจ้องให้ดีโคมไฟนั้นคือดอกไม้ดอกน้อย ก้านอ่อนสีเขียวสดทิ้งตัวลงล่างตัดกับกลีบดอกสีม่วงเข้ม ลวดลายนูนแดงราวเส้นเลือดแตกแขนงบนกลีบดอกดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง กลางดอกคือพู่เกสรสีชมพูสดสุกใสราวกับดวงประทีป

เติงหลงฮวา[3] คารวะองค์ชายน้อยกิเลนจันทร์เพคะ

เมื่อได้ยินเสียง กิเลนจันทร์แห่งความมืดทราบได้ทันทีว่านางภูติดอกโคมไฟผู้นี้เองคือผู้ที่สื่อสารผ่านจิตกับตน

เยว่เทียนอ๋าวจ้องมองดอกโคมไฟอย่างหลงใหล ราวกับประทีปแห่งแสงอันมืดมิดบริสุทธิ์ฉายชัดจับนัยน์ตา โดยไม่สนใจเยว่เทียนหมิงที่เกาะกุมตน กิเลนน้อยแห่งความมืดสะบัดตัวออกจากวงแขนของพี่ชายแล้วเดินลงมาหาเติงหลงฮวา มือน้อยๆ ขาวสะอาดยื่นดอกโบตั๋นไปด้านหน้าประทานแก่นางภูติราตรี

เจ้าคือนางพญาบุปผา

 



[1] เหอฮวา หมายถึง ดอกบัว, จวี๋ฮวา หมายถึง ดอกเบญจมาศ และ เหมยฮวา หมายถึง ดอกเหมย

[2] กุ้ยฮวา หมายถึง ดอกหอมหมื่นลี้, ตู้จวนฮวา หมายถึง ดอกนกแขกเต้า และ สุ่ยเซียนฮวา หมายถึง ดอกแดฟโฟดิล หรือ
นาร์ซิสซัส

[3]

เติงหลงฮวา หมายถึง ดอกโคมไฟ


==============================================

ส่งท้ายด้วยภาพดอกไม้จีนที่เอามาจิ้นประกอบในเรื่องค่ะ ^^

จัดโดยฟารา

1. เติงหลงฮวา หรือ ดอกโคมไฟ


  

2. ตู้จวนฮวาหรือดอกนกแขกเต้า
 

3. เหมยฮวาหรือดอกเหมย
 

4. กุ้ยฮวาหรือดอกหอมหมื่นลี้
 

            5. สุ่ยเซียนฮวา ดอกจุ้ยเซียน ถ้าจำไม่ผิดมันคือ แดฟโฟดิล (นาร์ซิสซัส) จ้ะ
 

            6. เถาฮวาหรือดอกท้อ
 

            7. หลานฮวาหรือดอกกล้วยไม้
 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

122 ความคิดเห็น

  1. #115 markbull (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กันยายน 2554 / 00:44
    น่ารักย่างแรง
    #115
    0
  2. #67 mdd~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 15:50
    งืมๆๆ

    เทียนหมิงน่ารัก

    อิอิ
    #67
    0
  3. #47 Zozo - Lazy - FoX (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 เมษายน 2553 / 00:14
    เห็นดอกกุ้ยฮวาแล้วอยากลองทานขนมกุ้ยฮวามั่งจังเลยเน้อ~ เคยได้ยินว่าทั้งหวานทั้งหอมอร่อยดี อิ้อิ้ (เอ๊ะ...ออกทะเลสินะ!!)

    โอ้วว เห็นอัตราการอัพแบบ " อั พ ทุ ก วั น "  แล้วมีความสุขจริงจริ๊ง~ XD (ได้ข่าวว่ายัง ไมได้ cover ^^")
    #47
    0
  4. #46 Fhal2a (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 เมษายน 2553 / 00:01
    ภาพมาอยู่ตอนนี้แล้วใหญ่เต็มตาดีจริงๆ
    #46
    0