หลงกิเลนจันทร์ [หยาง]

ตอนที่ 7 : บทที่ 4 :: ปีศาจพ่ายรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 ก.ย. 54

 บทที่ 4

ปีศาจพ่ายรัก

 

 

รู้ฤๅไม่...   

เมื่อมนุษย์เกิดรัก จึงเรียกว่า มนุษย์ผู้มีความรัก

เมื่อมนุษย์ไม่ได้รับตอบรัก จึงเรียกว่า มนุษย์ผู้ไม่สมหวังในรัก

มนุษย์ผู้ไม่เป็นที่รัก จึงเคียดแค้น กลายเป็นมนุษย์ผู้ชิงชังความรัก

มนุษย์ผู้จ่อมจมอยู่ในห้วงรัก จึงกลายเป็น ปีศาจผู้บ้าคลั่งในรัก

ปีศาจผู้วิปริตอันกำเนิดจากความรัก จึงกลายเป็น ปีศาจ...พ่ายรัก

 

เทพพยากรณ์

 

นางปีศาจพ่ายรักในร่างราชทูตเจว่ชิงกำลังหัวเราะร่า ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้เจือปนด้วยความอ่อนหวานเสียแปดส่วน นัยน์ตาเรียวรีดั่งนิลน้ำงามหรี่มองหวานซึ้ง นิ้วเรียวยาวอย่างบุรุษลูบไล้ใบหน้าราชันกิเลนหนุ่มไปมาด้วยความหลงใหล พิศดูราชันผู้สูงศักดิ์ทอดตามองนางด้วยเวทนาแต่กลับไพล่นึกไปว่าพระองค์มีใจให้ นางห่อปากสีแดงสดก่อนเอ่ยคำ

น้องชายหม่อมฉันแสนดีนัก เราจึงมีโอกาสได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ในคืนที่ถูกปลดปล่อย นางปีศาจเพ่ยเพ่ยไป๋หนี่เร่งรี่มาหาเยว่หรงเต๋อด้วยไฟเสน่หา วิญญาณแห่งความมืดล่องลอยราวไอหมอก พบเจอน้องชายร่วมสายโลหิตจึงแสร้งเข้าฝันร่ำไห้ตัดพ้อต่อชะตาที่อาภัพรัก ในภาพฝันนางคือนักพรตหญิงผู้บริสุทธิ์ เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ผู้ได้รับการยกย่องไปทั่วทั้งแดนมนุษย์ว่างดงามถึงขั้น

หมู่วิหคเผลอตกจากฟากฟ้า มวลมัจฉาตะลึงชมจมวารี[1]

ด้วยความอาทรที่มีต่อพี่สาว เจว่ชิงจึงถูกกักขังไว้ในห้วงฝัน หาได้ทราบว่าตนเองถูกยึดครองร่างกาย

ก่อนนี้ เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ ยังเป็นเพียงมนุษย์ผู้ไม่รู้จักความรัก ทว่าแรกพบที่ได้เห็นฝ่าบาท หม่อมฉันมั่นใจเหลือเกินว่าพระองค์นี่แหละคือคู่แท้

เรื่องราวในครานั้นสามารถกล่าวได้ว่าล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาให้แก่ราชันกิเลนเยว่หรงเต๋อ ยิ่งนักพรตสื่อสวรรค์ผู้สมควรตั้งมั่นในศีลสัตย์และปัญญากลับพ่ายแพ้ให้แก่อำนาจจิตใจฝ่ายต่ำ โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าชวนหัวยามน้ำชาของเหล่าผู้สูงศักดิ์ไร้น้ำใจทั้งหลาย...

 

 

 

 

สองราชินีกิเลนเข้ามาด้านในถ้ำได้ไม่นานก็พบบึงโคลนเดือดระอุ กึ่งกลางปรากฏร่างเจว่ชิงอุ้มทารกกิเลนน้อยเยว่เทียนอ๋าวไว้แนบอกพลางโน้มตัวอยู่เหนือร่างของราชันกิเลนผู้ถูกพันธนาการไว้ ใบหน้าของนางปีศาจพ่ายรักคลอเคลียราชันกิเลนหนุ่มไม่ห่าง มู่ตานกุ้ยฮวาเห็นภาพนี้แล้วให้หงุดหงิดใจเหลือประมาณ

นางปีศาจ ขโมยลูกข้ามาไม่พอ ยังบังอาจล่วงเกินท่านหรงเต๋ออีกนะ! ถ้าปล่อยเจ้าไปวันนี้ข้าก็ไม่ใช่มู่ตานกุ้ยฮวา!

นางร้องพร้อมทะยานร่างเข้าหาหมายจะฟาดคมง้าวเข้าใส่เจว่ชิง ทว่าม่านพลังสีดำกลับเข้าปกคลุมร่างราชทูตหนุ่มเสียก่อน ด้วยพลังจากกิเลนจันทร์แห่งความมืดนางปีศาจพ่ายรักจึงเสมือนมีอาภรณ์วิเศษคุ้มกายชั้นหนึ่ง

ไม่นึกเลยพวกเจ้าจะดิ้นรนมาถึงที่นี่ แต่มาก็ดีแล้วข้าจะจัดการหนามยอกอกให้สิ้น!”

แท้จริงแล้วนางปีศาจพ่ายรักแสนจะพรั่นพรึงที่ค่ายกลเบญจธาตุไม่อาจสกัดราชินีกิเลนสวรรค์ได้ เมื่อไร้ทางหนีนางปีศาจจึงซัดพลังอาคมของเจว่ชิงไปทางมู่ตานกุ้ยฮวา พลันคลื่นอาคมมารเย็นเยียบแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่สีดำนับร้อยเล่มพุ่งโจมตีหมายปลิดชีวิต

ทว่าจูเจินอวี้เหวินนั้นไวกว่า นางกระโดดเข้ามาขวางร่างมู่ตานกุ้ยฮวาไว้

เทียนหมิงช่วยแม่หน่อยสิจ๊ะ

ในอ้อมแขนของจูเจินอวี้เหวิน ทารกกิเลนเยว่เทียนหมิงเพียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเพราะดีใจที่ได้พบน้องชาย ฉับพลันกระบี่น้ำแข็งสีดำสลายไปในพลังหยางบริสุทธิ์!

อ๊า แอ๊ อา...อ๋าว...

เยว่เทียนหมิงพยายามเปล่งเสียงเรียกแต่เยว่เทียนอ๋าวกลับไม่ตอบสนอง

อ๋าว อ๋าว... แอ๊ะ..........แง้! 

กิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างเบะปากไม่พอใจ นัยน์ตากลมโตสีเงินสุกใสคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำ ยิ่งได้เห็นกิเลนน้อยแห่งความมืดหาได้สนใจตนไม่ เยว่เทียนหมิงจึงแผดเสียงร้องไห้จ้า เสียงดังกึกก้องนั้นแฝงไปด้วยพลังหยางรุนแรงทำเอานางปีศาจพ่ายรักถึงกับผงะตัวชาด้วยพลังธาตุสว่างเข้มข้น...

อุ.....แง้!

พลันเหมือนเสียงแห่งการตัดพ้อจะส่งไปถึงเยว่เทียนอ๋าว กิเลนจันทร์แห่งความมืดจึงร้องไห้ตอบ ร่วมบรรเลงทำนองสะเทือนโสตประสาท ดวงตากลมโตไร้แววเปลี่ยนมาเป็นสีดำพิสุทธิ์ พลังธาตุมืดที่เคยคุ้มครองร่างเจว่ชิงพลันสลายไป!

มู่ตานกุ้ยฮวาฉวยโอกาสนี้โถมร่างเข้าหา แย่งบุตรชายมากอดไว้พร้อมกับฟันง้าวลงบนร่างนางปีศาจพ่ายรัก สร้างบาดแผลลึกรุนแรงจนเลือดสีแดงฉานทะลักออกมาย้อมชุดขาวของเจว่ชิงไปทั่ว

อั๊ก!ด้วยแรงสัประยุทธ์ร่างของเจว่ชิงกระเด็นไปไกลกระแทกเข้ากับผนังถ้ำเต็มแรง หยาดเลือดสีแดงสดทะลักออกมาจากมุมปาก พลังอาคมที่ล้อมรอบถ้ำพลันสูญสลายไป บึงโคลนเดือดแปรสภาพเป็นพื้นดินแห้งกรัง ยันต์ปีศาจห้าแฉกหม่นแสงลงแล้วดับวูบราวตะเกียงขาดน้ำมัน ร่างเจว่ชิงในยามนี้เสมือนนกปีกหักร่วงหล่นสู่พื้นดิน ทำได้เพียงนอนหอบหายใจรวยริน

ฝ่าบาทหรงเต๋อ... เมตตาไป๋หนี่ด้วย...

เฮอะ! น่ารังเกียจจริงนางปีศาจ คราวนี้ข้าจะทำลายเจ้าให้สิ้นซาก!”

มู่ตานกุ้ยฮวากระแทกเท้าลงบนอกเจว่ชิงอย่างไร้ปรานี มือข้างหนึ่งกอดบุตรรักไว้แนบอก มืออีกข้างกดคมง้าวพาดไว้บนคออย่างมุ่งร้าย ใช่ว่าเทพพิทักษ์สงครามเช่นนางจะสนใจหากเจว่ชิงต้องตายตกไปพร้อมกับนางปีศาจพ่ายรักเพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ ร่างของเจว่ชิงยามนี้ชโลมไปด้วยเลือด น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบสองแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำร่ำไห้เป็นสายเลือด

ทางด้านจูเจินอวี้เหวิน นางปลดพันธนาการพฤกษาให้เยว่หรงเต๋อด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

ครั้งนี้ให้ข้าจัดการเถิดเพคะฝ่าบาท

นางกิเลนวารีย่อตัวลงพลางส่งกิเลนน้อยเยว่เทียนหมิงที่เงียบสงบลงแล้วสู่อ้อมอกบิดา

เยว่หรงเต๋อมองราชินีอันดับหนึ่งของเขาอย่างชั่งใจ... เพราะเขาใจดีเกินไปจึงเกิดเรื่องขึ้นในวันนี้ นับว่าทำผิดต่อภรรยาและบุตรชายทั้งคู่ ราชันกิเลนปฐพีจึงเพียงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนสบมองนัยน์ตาสีฟ้าใสของจูเจินอวี้เหวิน

เราเชื่อใจเจ้าจูเจิน หากเป็นเจ้า จะต้องมีข้อสรุปอันวิเศษให้แก่นางปีศาจพ่ายรักผู้น่าเวทนา

จูเจินอวี้เหวินน้อมกายคารวะให้อย่างนอบน้อมแล้วเดินไปทางมู่ตานกุ้ยฮวา นางปีศาจพ่ายรักเพ่ยเพ่ยไป๋หนี่เห็นดังนั้นก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันคำรามอย่างดุร้าย

เพราะพวกเจ้า! เพราะมีพวกเจ้าอยู่ฝ่าบาทจึงไม่รักข้า!

หุบปาก!

มู่ตานกุ้ยฮวาตวาดใส่อย่างหงุดหงิด นางยังประคองกิเลนน้อยเยว่เทียนหมิงที่จ้องมองตาแป๋วไว้แนบอกพลางออกแรงกดคมง้าวให้บาดลึกยิ่งขึ้น ธารโลหิตไหลทะลักออกมาจากปากแผล ใบหน้าเจว่ชิงบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะ ร่างกายถูกย้อมด้วยหยาดโลหิตสีแดงสดจนดูคล้ายกับเจ้าสาวในชุดสีแดงที่เฝ้ารอคอยเจ้าบ่าวที่ไม่มีตัวตน ชั่วขณะนั้นนางผินใบหน้านองน้ำตาไปทางเยว่หรงเต๋อ

ฝ่าบาทเมตตาด้วย หม่อมฉันเพียงแค่รักฝ่าบาทเท่านั้น...

เยว่หรงเต๋อถอนใจเบาๆ ดวงตาอ่อนโยนมองตรงมาอย่างนึกเวทนา กล่าวตอบเช่นเดียวกับเมื่อครั้งอดีตที่เขาได้ปฏิเสธนักพรตหญิงผู้บริสุทธิ์จนทำให้นางคลั่งแค้นถึงขั้นกลายเป็นปีศาจ

เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่เอ๋ย ข้าเสียดายมาตลอดที่ผู้ทรงศีลเช่นเจ้ากลายมาเป็นปีศาจ น้ำใจเจ้าข้ามิอาจรับ ผู้ที่ข้าจะรักได้มีเพียงจูเจินและมู่ตานเท่านั้น คำที่ข้ายืนยันไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนข้าขอยืนยันเช่นเดิม

เมื่อเผชิญกับความจริงซ้ำเดิมอีกครั้ง นางปีศาจพ่ายรักพ่ายแพ้อย่างหมดรูปทั้งศึกรบและศึกรัก นางทอดอาลัย นัยน์ตาเลื่อนลอย

เช่นนั้นก็ทำลายแก่นวิญญาณของข้าเสียเถอะ คงมีแต่ความตายจะสลายความรักครั้งนี้ได้

            เจ้าเสนอข้าก็จะสนองให้!”  มู่ตานกุ้ยฮวาคำราม เงื้อง้าวพันพฤกษาเตรียมบั่นคอเจว่ชิงเต็มที่!

หยุดมือมู่ตาน!

วินาทีนั้นเอง จูเจินอวี้เหวินกลับออกปากห้ามโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด!

นางกิเลนวารีค่อยๆ ก้าวมาข้างหน้า ทุกย่างก้าวแฝงด้วยไอเย็นพิสุทธิ์ดั่งสายน้ำในกาลเหมันต์ พลังปราณแห่งสายน้ำเย็นเยียบที่แช่แข็งพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสร้างเส้นทางหิมะสีขาวทอดยาวตัดกับพื้นดินแตกระแหง

โทษทัณฑ์ของเจ้า ข้าผู้เป็นเทพพิทักษ์ปราชญ์ ผู้คุมกฎแห่งพิภพกิเลนจะตัดสินเอง

จูเจินอวี้เหวินเพียงหยุดยืนเบื้องหน้าร่างของเจว่ชิง สองมือประสานกลางหน้าอกก่อนเหยียดตามองลงเบื้องล่าง นัยน์ตาสีฟ้าใสเปล่งประกายสีน้ำเงินเจิดจ้า

ลักพาล่วงเกินเชื้อสายราชวงศ์กิเลน มัวเมาในรักทั้งที่เป็นผู้ฝึกธรรม กระทั่งเหลือแค่วิญญาณยังไม่ยอมตัดใจ น่าสมเพชนัก ขอประทานทัณฑ์ราชรถจากสวรรค์คุมขังวิญญาณนางสู่ปรภพ

สิ้นคำ บริเวณโดยรอบพลันสว่างไสวไปด้วยคลื่นรัศมีสีฟ้าเย็นฉ่ำ ท้องฟ้าเบื้องบนเคลื่อนเปิดออก ปรากฏลำแสงขนาดใหญ่สายหนึ่งจากสวรรค์พุ่งทะลุผ่านถ้ำแห่งความชั่วร้าย เพดานหินพังทลายในพริบตา เสียงเครื่องดนตรีอันไพเราะบรรเลงขึ้นจากฟากฟ้าเรียกให้นางปีศาจพ่ายรักแหงนหน้ามอง ราชรถแห่งวิญญาณสีทองสว่างใสเทียมอาชาโปร่งแสงหกตัวเคลื่อนผ่านลงมาจากหมู่เมฆ เสียงกุบกับดังเป็นจังหวะคล้ายเสียงหัวใจเต้นที่เคยได้ยินในครรภ์มารดา...

 

เคลื่อนคล้อยลงมาอย่างแช่มช้า       ช้า - ช้า

ราชรถเทียมม้าจากสวรรค์               สรวง - สวรรค์

จะยากดีมีจนเท่าเทียมกัน               เท่าเทียม - กัน

สู่ห้วงปรภพเพื่อสิ้นสุดทุกข์ระทม       สิ้น - ระทม

 

เสียงร้องคลอเป็นจังหวะจะโคนดังกึกก้องอย่างหาที่มามิได้ เดาว่าคงมาจากราชรถแห่งสวรรค์ บางทีคงเป็นเสียงของวิญญาณบาป บางทีคงเป็นเสียงของเทพเซียนผู้บรรลุ...

            วิญญาณของนางปีศาจพ่ายรักถูกลำแสงสีทองดึงดูดออกจากร่างราชทูตเจว่ชิง ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวไปด้วยความเศร้าเกินเวทนาบัดนี้กลับสงบนิ่ง... เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ผู้งดงามหยักยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนก้าวขึ้นรถม้า

ฮี้!  วิญญาณอาชาร้องคำรามเมื่อนักโทษเข้าสู่ราชรถ มันกระทืบขาหน้ากระโดดทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้ารวดเร็ว พารถม้าหายลับไปในท้องนภา...

พี่จูเจิน...เช่นนี้ดีแล้วหรือ

มู่ตานกุ้ยฮวาถามอย่างไม่แน่ใจ ทัณฑ์ราชรถแห่งสรวงสวรรค์นี้คือวิชาลับแห่งเผ่ากิเลน จะเรียกว่าเป็นการลงโทษก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก เปรียบเทียบกับทัณฑ์นรกร้อยแปดประการแล้วถือว่าปราณีกว่าหลายส่วนนัก วิญญาณบาปเพียงแค่ถูกคุมตัวไปสู่ปรภพ ได้รับเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์เพื่อสงบจิตใจอยู่ในแดนนรก

สตรีที่มีความรัก หากไม่เข้าใจความทุกข์ของสตรีที่มีความรักด้วยกันแล้วยังจะมีผู้ใดเข้าใจอีกเล่า ที่เหลือก็แล้วแต่วาสนาของนางปีศาจพ่ายรักเท่านั้น

จูเจินอวี้เหวินตอบเรียบๆ เพียงแค่นั้นมู่ตานกุ้ยฮวาพลันหน้าแดงถึงใบหู รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นางกิเลนบุปผาเม้มปากแน่น น้ำตาสุกใสหยดลงกระทบแก้มของเทียนอ๋าวน้อยในอ้อมแขน นางซุกหน้าลงกับแก้มนุ่มนิ่มของบุตรชายคล้ายจะออดอ้อน

ทว่า...เยว่เทียนอ๋าวกลับขมวดคิ้วมองมารดาอย่างไม่ชอบใจที่ถูกจู่โจม ทารกน้อยพลันยกนิ้วมือกลมป้อมหยิกแก้มมารดายืดซ้ายยืดขวาทั้งหัวเราะชั่วร้าย มู่ตานกุ้ยฮวาที่ร่ำไห้อยู่ถึงกับตะลึงแล้วร้องลั่น

พี่จูเจิน เจ้าตัวร้ายเทียนอ๋าวรังแกข้า!”

            จูเจินอวี้เหวินหัวเราะพรืด นางโอบไหล่น้องสาวสุดที่รักไว้แน่นพร้อมลูบเรือนผมอย่างปลอบใจ

เอาน่า ลูกไม่อยู่เจ้าก็ฟูมฟายหา ได้ลูกกลับมาเจ้าก็ร้องไห้อีก หึๆ

เยว่หรงเต๋อยิ้มร่าพลางเดินเข้ามาประทานกิเลนน้อยเทียนหมิงที่กำลังหัวเราะเอิ้กอ้ากให้จูเจินอวี้เหวิน

เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ จูเจิน

เยว่หรงเต๋อโอบจูเจินอวี้เหวินไว้ด้านขวามีมู่ตานกุ้ยฮวาอยู่ด้านซ้าย นัยน์ตาหงส์สีเขียวมรกตเปล่งประกายโศกเชื่อม

กลับกันเถอะ ในที่สุดก็หมดเรื่องเสียที...

หม่อมฉันยังโกรธฝ่าบาทอยู่นะเพคะ

ราชินีกิเลนวารีกล่าวเสียงเย็นชาพาให้เยว่หรงเต๋อเสียวสันหลังวาบ ราชันผู้งามสง่าเผยรอยยิ้มแห้งๆ ดำริในใจว่าคงจะต้องงอนง้อสองราชินีไปอีกนาน...

...เป็นดังที่เยวียนจุ่ยเสวียนอู่กล่าวไว้มิผิด...

ราชันกิเลนอาภัพนัก...

 

 

 

 

สูงขึ้นไปเบื้องบน รถม้าจากแดนมนุษย์ที่ถูกลืมเสียสนิทยังคงจอดอยู่ที่เดิม บนศีรษะของเจ้าม้าขาวปรากฏนกกระดาษตัวเล็กเท่าฝ่าเท้าดอกบัวทองของสตรี[2] ลวดลายบนกระดาษนั่นคืออักขระยันต์วิหคสื่อสารที่เปล่งประกายสีทองจางๆ นกไร้ชีวิตตัวนั้นเอียงคอทีหนึ่งก่อนโผบินหายลับไปโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...

วิหคจำแลงบินผ่านพื้นที่รกร้างสีดำสนิท เบื้องล่างนั่นคือป้ายหินที่เคยเป็นสุสานของนางปีศาจพ่ายรัก ณ ที่นั้น ชายหนุ่มรูปร่างสง่างามในชุดเสื้อคลุมสีเขียวเข้มกำลังชูบางสิ่งที่สะท้อนแสงแปลบปลาบเหนือป้ายศิลา

ชายผู้นั้นคือ หลิวอันจิ้ง เทพพิทักษ์เงาแห่งราชันกิเลนนั่นเอง หลิวอันจิ้งผู้เดินทางติดตามแสงสะท้อนของกระจกเสี้ยวจันทร์ได้รับชิ้นส่วนเสี้ยวหนึ่งจากศิลาที่พังพินาศ ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงกระแสพลังอ่อนจางจากเศษหิน

นี่มัน...กลิ่นไอของชาวพิภพเทพ...

หลิวอันจิ้งรำพึงเบาๆ ภายในใจรู้สึกห่วงกังวลอย่างบอกไม่ถูก

 

วิหคจำแลงตัวเดิมยังคงบินต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย...

ป่าดอกเหมยสวรรค์

ต้นดอกเหมยยามนี้เหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาล นกกระดาษบินเล็ดลอดผ่านกิ่งไม้แหลมคมกิ่งแล้วกิ่งเล่าตัดผ่านแนวป่าทึบ แสงตะวันสีส้มสะท้อนกับอักขระสีทองบนตัวของมันคราหนึ่ง พ้นชายป่าจึงเป็นลานกว้างรูปวงกลมอันสะอาดสดชื่น

กลางลานปรากฏบุรุษนิรนามสองคนกำลังนั่งขัดสมาธิเดินหมากรุกหินบนโต๊ะเตี้ยกันอย่างออกรส วิหคจำแลงบินตรงเข้าไปเกาะไหล่บุรุษในชุดผ้าไหมสีดำล้ำค่า มันกระซิบกระซาบบางสิ่งใส่หูชายผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนบินวนขึ้นฟ้าแล้วค่อยสลายร่างไปในแสงตะวัน เหลือเพียงฝุ่นผงสีทองระยิบระยับร่วงโปรยลงมา

ท่าทางเจ้าจะมีเรื่องเล่นสนุกฆ่าเวลาสินะ ตัวหมากที่เจ้าวางไว้รุกคืบเป็นอย่างไรล่ะ

บุรุษอีกผู้หนึ่งเอ่ยถาม คนผู้นี้สวมชุดผ้าป่านสีดำที่ดูเรียบง่ายทว่ากลับตัดเย็บอย่างประณีต ฉายชัดว่าเป็นงานของช่างฝีมือระดับแนวหน้า

ชายหนุ่มเจ้าของวิหคสื่อสารมิได้ตอบคำทันที เขาเพียงหยักยิ้มก่อนเลื่อนหมากตัวเบี้ยในกระดานไปข้างหน้า เปิดทางให้ตัวม้าของอีกฝ่ายเข้าประหัตประหารโดยง่าย

เกอเกอกล่าวเกินไป ข้าก็แค่ปลดปล่อยนางปีศาจที่น่าสงสารจากป้ายศิลาเท่านั้น มิได้คิดหวังผลอันใด

นั่นสินะ เบี้ยก็คือเบี้ย[3]จะหากำลังอันใดประเสริฐได้

บุรุษผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายหรี่ตาลงเผยรอยยิ้มเหยียดหยันก่อนจะกระแทกหมากตัวม้าแฝงพลังปราณลงบนตัวเบี้ยของน้องชายจนแหลกลาญสิ้น น่าประหลาดที่พลังนั้นมิได้ส่งผ่านไปยังผิวโต๊ะไม้ด้านล่างให้เกิดริ้วรอยแม้แต่น้อย บ่งบอกว่าเจ้าของตัวหมากม้ามีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด

ทว่าเบี้ยกลับเป็นตัวหมากที่ข้าโปรดปรานที่สุด ถึงอย่างไรก็เล่นโดยขาดมันมิได้

บุรุษผู้น้องเอ่ยพลางเลื่อนตัวเบี้ยตัวถัดไปของตนรุกคืบหน้า ด้านหลังตามติดด้วยหมากเบี้ยตัวอื่นๆ ดุจดั่งกองทัพบุกทะลวง ชายหนุ่มหรี่ตาเผยรอยยิ้มกว้างขวางจริงใจ เบี้ยเหล่านั้นจมไปในกระดานหินเสียครึ่งส่วนอันเนื่องมาจากพลังปราณที่อัดแน่นแฝงภายใน บุรุษผู้นี้ก็มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดาเช่นกัน

พี่ชายเพียงเลิกคิ้วข้างหนึ่งคล้ายจะถาม น้องชายจึงสบสายตาพลางหัวเราะอย่างไร้น้ำใจแล้วกล่าวตอบ

ก็เพราะมันคือตัวหมากอ่อนแอที่ง่ายต่อการหยิบใช้ ไม่มีค่าอันใดให้เสียดาย ทั้งยังสามารถทำเรื่องสกปรกแทนเราได้อย่างไรเล่า ท่านพี่



[1]หมู่วิหคเผลอตกจากฟากฟ้า มวลมัจฉาตะลึงชมจมวารีเป็นสำนวนชมโฉมหญิงงามจาก 1 ใน 4 หญิงงามในประวัติศาสตร์จีน หมายความว่า งดงามมาก

[2] เล็กเท่าฝ่าเท้าดอกบัวทองของสตรี หมายถึง เล็กมากๆ , อุปมาจากค่านิยมในสมัยจีนโบราณช่วงหนึ่งที่นิยมให้สตรีต้องมีขนาดฝ่าเท้าที่เล็กมากๆ เหมือนดอกบัว

[3] หมากตัวเบี้ยในกระดานหมากรุกจีน หมายถึง ตำแหน่งทหารเลวหรือพลทหารที่เป็นกองหน้า เมื่อเทียบกับทหารที่มีตำแหน่งยศสูงกว่า เช่น ตัวขุนหรือแม่ทัพ จึงทำให้ถูกมองว่ามีความด้อยกว่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

122 ความคิดเห็น

  1. #114 markbull (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2554 / 00:20
    โอ้ส.......
    #114
    0
  2. #97 Fral2a (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 00:47
     เพิ่งเห็นว่าเม้นก่อน คือ เมษาปีที่แล้ว...เรื่องนี้มัน...นานขนาดนี้แล้วหรือนี่

    ป.ล. เมมโมคำผิด

    ปีกหักล่วงหล่น <<< ร่วงหล่น
    #97
    0
  3. #66 mdd~ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 15:35
    ^__________^
    #66
    0
  4. #45 Fhal2a (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2553 / 22:19
    ที่ 1 เช่นกัน ZZ กลับมาอัพแล้วเพื่อเผยแพร่นิยายแก่สายตาคนหมู่มากค่ะ ^^ สู้ๆ
    #45
    0