หลงกิเลนจันทร์ [หยาง]

ตอนที่ 6 : บทที่ 3 :: ค่ายกลเบญจธาตุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 723
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    8 ก.ย. 54

 บทที่ 3

ค่ายกลเบญจธาตุ

 

 

ราชันกิเลนเยว่หรงเต๋อกะพริบตาถี่ๆ แพขนตาหนาขยับระรัวราวปีกแมลงปอสั่นไหว เอกบุรุษแห่งพิภพกิเลนสวรรค์มิอาจขยับตัวได้ เมื่อลืมตาก็พบว่าร่างกายถูกตรึงไว้กับแท่นหินเย็นเยียบกลางบึงน้ำสีดำ แขน ขา และลำคอ ถูกรัดพันไว้ด้วยเถาวัลย์เส้นหนาขนาดเท่างูตัวมหึมา

เยว่หรงเต๋อพยายามรวบรวมพลังจากผืนดินทว่าน้ำโคลนขุ่นคลั่กรอบด้านกลับตัดทอนเส้นทางแห่งพลังพิภพสิ้น ราชันกิเลนหนุ่มจึงเปลี่ยนมาตั้งสมาธิเพ่งจิตทำลายหวังปลดพันธนาการพฤกษา ทว่ายังไม่ทันได้รวบรวมสมาธิดี ยันต์ปีศาจห้าแฉกที่ถูกเขียนไว้รอบกายทั้งห้าทิศก็สาดรังสีทะมึนก่อนส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะกลายเป็นสายฟ้าสีดำฟาดสู่ร่างทลายพลังจนสิ้น ครั้นไม่อาจปลดเปลื้องโซ่ตรวนได้เยว่หรงเต๋อจึงกัดฟันพลางนึกถึงบุตรชายที่ถูกจับมาพร้อมกัน

เทียนอ๋าว...

ลูกของเราอยู่ทางนี้เพคะท่านพี่

เสียงของเจว่ชิงดังขึ้นจากความมืด เป็นเสียงนุ่มนวลระคนเสน่หาที่ฟังแล้วเป็นบุรุษมิใช่จะสตรีก็มิเชิง ราชันกิเลนเหลียวมองหาต้นเสียงก็มีอันสะดุ้งตกใจเมื่อใบหน้าของราชทูตหนุ่มอยู่ห่างเพียงแค่คืบ เจว่ชิงดูผิดแปลกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใบหน้าคมคายสมชายชาติบุรุษบัดนี้ดูอ่อนหวานราวอิสตรี ดวงหน้าขาวผ่องตัดกับริมฝีปากสีแดงสดดุจโลหิต นัยน์ตาวาววามจ้องมองราชันกิเลนสวรรค์อย่างหลงใหล

เจว่ชิงอุ้มทารกน้อยเยว่เทียนอ๋าวไว้ในอ้อมแขน กิเลนจันทร์แห่งความมืดมิได้มีอาการตกใจร้องไห้หวาดกลัวแต่อย่างใด เพียงจ้องมองเยว่หรงเต๋อด้วยนัยน์ตาสีดำไร้แวว ควรทราบว่ากิเลนแห่งความมืดนั้นกำเนิดจากพลังด้านลบ เมื่อมาอยู่ใกล้ชิดกับเจว่ชิงผู้มีไอปีศาจขุ่นข้นจึงบังเกิดความคุ้นเคยเสมือนถูกจำศีลอยู่ในครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง

เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ ถวายคำนับองค์ราชันเพคะ เจว่ชิงกล่าวพลางย่อตัวคารวะด้วยจริตกิริยาอ่อนช้อยดั่งสตรีสูงศักดิ์

เยว่หรงเต๋อหรี่ตามองราชทูตแห่งพิภพมนุษย์อย่างสะกิดใจก่อนเอ่ย

นางปีศาจพ่ายรัก เจ้าหลุดจากผนึกแล้วงั้นหรือ? ทั้งยังเข้าสิงร่างราชทูตจากเมืองมนุษย์

เพคะฝ่าบาท ด้วยรักแท้ที่หม่อมฉันมีต่อฝ่าบาทในที่สุดฟ้าดินก็เห็นใจ ประทานอิสระแลร่างกายเพื่อบรรจุวิญญาณทั้งยังโชคดีได้บุตรชายมาอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันจะถวายการรับใช้ฝ่าบาทและองค์ชายน้อยอย่างสุดความสามารถเพคะ

ประโยค ถวายการรับใช้ ของนางปีศาจพ่ายรักนั้นอาจอธิบายได้อย่างเลือดเย็นว่า ลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว และ บังคับควบคุมเพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว อย่างไร้ยางอายสิ้น!

ทว่ามีหรือนางปีศาจพ่ายรักในร่างราชทูตเจว่ชิงจะสนใจ ในเมื่อบุรุษที่นางคั่งแค้นในรักมาอยู่ตรงหน้า อีกทั้งได้รับการส่งเสริมจากพลังด้านมืดอันไร้ก้นบึ้งของกิเลนจันทร์แห่งความชั่วร้ายจนสามารถถือไพ่เหนือกว่าได้ หากไม่คว้าโอกาสอันวิเศษที่จักได้ครอบครองราชันกิเลนหนุ่มอย่างที่นางใฝ่ฝันมานานแล้วเฉกเช่นยามนี้ จะยังมียามใดเหมาะสมยิ่งไปกว่าเล่า!

โปรดอย่ากังวลเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันวางค่ายกลเบญจธาตุไว้ แม้นางกิเลนนั่นจะมีสามเศียร หกกร เก้าชีวิต ก็ไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ ครานี้เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่จะอยู่เคียงข้างพระองค์ตลอดไป

ริมฝีปากของเจว่ชิงพ่นลมหายใจเย็นยะเยือกกระซิบอยู่ข้างหูเยว่หรงเต๋อ สัมผัสได้ถึงไอมารที่กัดกร่อนวิญญาณของนางปีศาจพ่ายรักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงผู้ฝึกธรรมจนถึงขั้นเกือบบรรลุเป็นเซียนสวรรค์ พาให้ราชันกิเลนหนุ่มสะทกสะท้อนใจถึงเรื่องราวในอดีตยิ่ง...

 

 

 

ราชรถเหินฟ้าเทียมยอดทวิอาชาสีขาวบริสุทธิ์และดำทมิฬวิ่งลอยละล่องตัดผ่านห้วงเวหาอย่างรวดเร็ว แรงลมวายุจากกงเกวียนและพลังทะยานของม้าทั้งสองดุจราวพายุพัดคะนองกระทั่งยอดหญ้าบนพื้นดินด้านล่างห่างไกลลิบลี่ยังปลิวไสว ภายในราชรถโอ่อ่าปรากฏสองราชินีกิเลนสวรรค์และกิเลนน้อยเยว่เทียนหมิง จูเจินอวี้เหวินนั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าคันฉ่องวารีที่เสกขึ้นจากละอองน้ำ สีหน้านางเรียบเฉย ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ผู้ใกล้ชิดต่างรู้ดีว่านี่คือห้วงนทียามสงบก่อนคลื่นยักษ์จะมาเยือน ภาพสะท้อนในคันฉ่องที่ลอยคว้างกลางอากาศคือเงาร่างของราชันเต่าดำสวรรค์ผู้มีท่าทางออกจะหวาดเกรงราชินีกิเลนวารีในยามนี้อยู่ไม่น้อย เยวียนจุยเสวียนอู่อ่านข้อความจากสารในมือ แจ้งข่าวที่เทพพิทักษ์แห่งตนไปสืบหามา

นางปีศาจพ่ายรักเป็นพี่สาวของราชทูตเจว่ชิง!?” มู่ตานกุ้ยฮวาเอ่ยอย่างประหลาดใจ นางอุ้มทารกน้อยเยว่เทียนหมิงที่กำลังหลับตาพริ้มไว้แนบอก ลูบหลังบุตรชายคนโตของพวกนางด้วยความเอ็นดูรักใคร่

ตามที่เทพพิทักษ์แห่งข้ารายงานมา เจว่ชิงถือเป็นนักพรตชั้นแนวหน้าที่มีอาคมแกร่งกล้าคนหนึ่ง ยากนักที่ปีศาจชั้นต่ำเช่นนั้นจะยึดครองร่างโดยง่าย เมื่อสืบให้ลึกแล้วจึงรู้ว่าสายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เจว่ชิงคงยินยอมเพราะเวทนาวิญญาณของพี่สาว เพียงแต่ว่าพวกเจ้ากับนางปีศาจพ่ายรักมีบุญคุณความแค้นอันใดต่อกันรึ?” ราชันเต่าดำถามประโยคสุดท้ายอย่างระมัดระวังเพราะแรงกดดันจากจูเจินอวี้เหวินช่างน่าสะพรึงกลัวนัก

ปีศาจพ่ายรักเดิมทีคือนักพรตสื่อสวรรค์แห่งแดนมนุษย์ หลายร้อยปีก่อนนางคือผู้ทรงศีลผู้เป็นสื่อกลางระหว่างสัตว์เทพและมนุษย์ นางตกหลุมรักฝ่าบาทหรงเต๋อ ทว่าเมื่อรักไม่สมหวังจึงโดนความแค้นครอบงำถูกความรักบังตาจนกลายเป็นปีศาจ จูเจินอวี้เหวินกล่าวเรียบๆ น้ำเสียงเยียบเย็น ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตที่ปีศาจพ่ายรักอาละวาดไปทั่วสร้างความเดือดร้อนแก่ชนชาวกิเลนสวรรค์ผุดขึ้นมาเป็นระลอก

ครั้งนั้นข้ารับหน้าที่กำจัดนางปีศาจ กะว่าจะสลายแก่นวิญญาณให้ดับสูญสิ้น แต่ฝ่าบาทหรงเต๋อได้ห้ามไว้ ทรงอยากให้นางกลับใจจึงผนึกวิญญาณนางเอาไว้ในแผ่นศิลาแทน

มู่ตานกุ้ยฮวาทอดถอนใจพลางเกลี่ยนิ้วเรียวบางบนแก้มนุ่มนิ่มของทารกน้อยเยว่เทียนหมิง

ถ้าเช่นนั้นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พวกเจ้าจะกำจัดนางอีกครั้งสินะ โชคดีที่เราทราบแน่ว่าอาชาที่เจว่ชิงเคยดูแลจะตามรอยพลังอาคมในร่างเจว่ชิงได้ เมื่อพบแล้วก็จงพาหรงเต๋อกับเจ้ากิเลนน้อยเทียนอ๋าวกลับมาเถอะ เยวียนจุยเสวียนอู่มีสีหน้าโล่งใจก่อนต่อประโยคถัดไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ด้วยยังจำฝังใจถึง...ครั้งล่าสุดที่นางกิเลนวารีโกรธเกรี้ยวจนทำเอาเขา เจ็บหนักปางตาย และ พ่ายแพ้หมดท่า ได้

เลิกแผ่รังสีสังหารเสียทีเถอะจูเจิน เจ้าจะโกรธปีศาจชั้นต่ำไปไย หืม?”

เพียงแค่ได้ยินคำพูดนั้นของราชันเต่าดำสวรรค์ มู่ตานกุ้ยฮวาถึงกับยกมือข้างหนึ่งป้องปากพลางหัวเราะคิกคัก ฮะๆ พี่เสวียนอู่ท่านเข้าใจผิดแล้วพี่จูเจินมิได้โกรธนางปีศาจดอก อุ๊บ...ฮุๆ!

คนที่สมควรถูกข้าโมโหที่สุดคือฝ่าบาทหรงเต๋อต่างหากเล่า เราท่านล้วนรู้ดีหากราชันกิเลนสวรรค์เอาจริงแล้วปีศาจเช่นนั้นหรือจะเอาเปรียบได้ ทรงใจดีเกินไป หากพวกข้าไม่ไปตามรับเสด็จกลับมาเองล่ะก็อย่าหวังเลยว่าลูกข้าจะได้เห็นหน้าพ่อในเร็ววัน จนกว่าฝ่าบาทจะตัดใจใช้วิธีรุนแรงกับนางปีศาจได้นั่นล่ะ จูเจินอวี้เหวินกล่าวอย่างเย็นชาตอบสีหน้าพิศวงของเยวียนจุยเสวียนอู่

ฮ่าๆ นั่นก็เป็นปัญหาของท่านหรงเต๋อแล้วล่ะนะ โดนลักพาตัวไปกลับไม่มีภรรยาสักคนเห็นใจ อาภัพนักๆ ! ” นั่นคือประโยคสุดท้ายก่อนราชันเต่าดำจะตัดการติดต่อไปและเชื่อได้เลยว่าราชาแห่งทะเลเหนือคงกำลังยิ้มพอใจกับชะตากรรมของราชันกิเลนสวรรค์จนออกนอกหน้า

ประจวบเหมาะเมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง รถม้าทะยานฟ้าก็พาเหล่าผู้โดยสารสูงศักดิ์มาถึงที่หมาย กลางนภากาศสองราชินีกิเลนก้าวลงจากรถม้าพลางลอยตัวอยู่เหนือพื้นทุ่งกว้างรกร้างสีเทาหม่น เบื้องล่างซึ่งเป็นใจกลางของพื้นที่แห่งความตายปรากฏวงเวทย์ขนาดใหญ่รูปดาวห้าแฉก มุมแต่ละด้านของแฉกทั้งห้าเปล่งประกายห้าสีเป็นเส้นเชื่อมโยงต่อกันก่อให้เกิดเป็นม่านพลังรูปทรงโค้งสีดำ พื้นผิวครอบแก้วอันเกิดจากพลังมารนั้นมีประจุพลังสายฟ้าสีดำวิ่งวนเวียนต่อเนื่องอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมที่จะทำลายผู้บุกรุก ล้อมรอบโคมแก้วสีดำคือบึงโคลนสีดำสนิทและลาวาโคลนขุ่นคลั่กเดือดระอุไม่หยุด

ค่ายกลเบญจธาตุ...  จูเจินอวี้เหวินเอ่ยขึ้นในทันที น้ำเสียงราบเรียบ

“จำไว้เถิดมู่ตาน มนุษย์นั้นอ่อนแอกว่าพวกเราก็จริงแต่ยังได้รับพรอันสวรรค์ประทานที่เรียกว่า ปัญญา  ปีศาจที่เกิดจากมนุษย์นั้นรับมือยากที่สุด ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งที่สุดแต่เพราะมันมีความรู้เจ้าเล่ห์เป็นเลิศที่สุด

สมแล้วที่นางกิเลนวารีเป็นเทพพิทักษ์แห่งฝ่ายบุ๋นหนึ่งเดียวในพิภพกิเลนสวรรค์ เพียงมองปราดเดียวก็รู้ถึงสภาวการณ์ตรงหน้า นางกล่าวพลางขบคิดถึงหลักการทำงานของค่ายกลอันลือชื่อแห่งเผ่ามนุษย์นี้ 

เบญจธาตุอันประกอบไปด้วย ผืนดินสีน้ำตาล โลหะสีทองคำ วารีสีฟ้า พฤกษาสีเขียว เปลวไฟสีแดง วัฏจักรการก่อเกิดคือ ดินบ่มทอง ทองอุ้มน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไม้ ไม้เป็นเชื้อไฟ ไฟสร้างเถ้าเป็นดิน  นางปีศาจพ่ายรักคงอาศัยพลังหยินของเทียนอ๋าวอัดพลังความมืดเข้าสู่ธาตุทั้งห้ากลายเป็นปราการสองชั้นที่แข็งแกร่ง หากเราจะทำลายค่ายกลป้องกันนี้ก็ต้องตัดกระแสพลังที่ส่งเสริมกันและกันของแต่ละธาตุออก วัฏจักรการสะกดคือ ดินดูดชับน้ำ น้ำดับไฟ ไฟหลอมทอง ทองผ่าไม้ ไม้ชำแรกดิน...

ธาตุกำเนิดของข้าคือไม้ ก็ต้องโจมตีไปที่ผนึกสีน้ำตาลสินะ!”

มู่ตานกุ้ยฮวาไม่รอช้าส่งองค์ชายน้อยเทียนหมิงคืนสู่จูเจินอวี้เหวิน นางกิเลนบุปผาปลดปิ่นดอกเหมยที่ประดับมวยผมออก สองแขนคว่ำลงเหยียดตรงไปด้านหน้า สองมือกำรอบปิ่นดอกเหมยในแนวขวาง นางถ่ายพลังปราณเข้าสู่ดอกเหมย พลันริ้วพลังสีชมพูอ่อนจางแล่นวาบแปรสภาพปิ่นเหมยเป็นง้าวพันพฤกษาขนาดสูงเป็นสองเท่าของตัวเอง มู่ตานกุ้ยฮวาตั้งท่าสัประยุทธ์ ส่งแรงผ่านสองเท้าดีดตัวส่งสู่เบื้องล่างในชั่วพริบตาเสมือนก้าวผ่านข้ามมิติ นางเงื้ออาวุธง้าวฟาดลงตรงยันต์แห่งผืนดินในใจนึกเหนื่อยหน่ายกับความง่ายดายของศึกครั้งนี้ แค่นางใช้พลังไม่กี่ส่วนยังไม่ทันสะใจค่ายกลก็คงพินาศสิ้น ริมฝีปากสีแดงสดหยักยิ้มราวปีศาจน้อย...

ทว่านางกิเลนบุปผาคาดการณ์ผิด!

เมื่อใบง้าวเหล็กกล้าแฝงพลังธาตุไม้เต็มเปี่ยมปะทะเข้ากับยันต์ผืนดิน นางก็ปวดแปลบไปทั้งสองแขนดุจราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าน พลังธาตุไม้ที่อัดแน่นพลันถูกกลืนหายไปในแสงสีแดงและสีทองที่พุ่งเข้าหาผนึกสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แม้ว่านางจะพยายามซัดพลังธาตุไม้ใส่เข้าไปสักเท่าไรก็ไร้ผล ตรงกันข้ามยังถูกดูดกลืนอย่างตะกละตะกลาม

มู่ตานกุ้ยฮวาขมวดคิ้วอย่างขัดใจพลางอัดพลังเต็มเปี่ยมครั้งสุดท้ายซัดเข้าไปแต่ก็ยังถูกสายฟ้าสีดำฟาดใส่จนกระเด็นออกมา

ประมาทไปแล้วมู่ตาน ข้ายังพูดไม่จบเลย ฮึๆ

จูเจินอวี้เหวินปรากฎที่ด้านหลังสร้างม่านน้ำไว้รองรับแรงกระแทก แขนข้างหนึ่งอุ้มทารกน้อยเยว่เทียนหมิง อีกข้างโอบรับร่างน้องสาวร่วมสาบานไว้ แม้คำพูดจะตำหนิแต่กลับแฝงด้วยความเอ็นดูเสียเก้าส่วน

ค่ายกลนี้มิใช่ตื้นเขินแค่เพียงให้ธาตุที่เหนือกว่าเอาชนะธาตุที่อ่อนกว่า เจ้าส่งพลังไม้ออกไปทลายดินนั่นคือการคิดชั้นเดียว อย่าลืมว่าเบญจธาตุประกอบด้วยสองวัฏจักร ไม้ก่อเกิดไฟ ทองสะกดไม้ เจ้าใช้พลังไม้หวังทำลายดิน ทว่าไฟกลับกลืนกิน ทองกลับต่อต้าน หนึ่งหรือจะสู้สอง พลังไม้ของเจ้าจึงถูกสลายไปก่อนจะปะทะธาตุดินด้วยซ้ำ ค่ายกลนี้กับชาวพิภพกิเลนก็เหมือนยาขมขนานใหญ่ พื้นฐานพลังของเราคือธาตุทั้งห้า พื้นฐานค่ายกลก็คือธาตุทั้งห้า ยิ่งเราส่งพลังเข้าไปก็เหมือนส่งเสริมให้วัฏจักรแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มู่ตานกุ้ยฮวาฟังแล้วคิ้วขมวดมุ่นเป็นเท่าตัว เทพพิทักษ์บู๊เช่นนางถ้าเรื่องลุยเท่าไหร่ก็ไม่หวั่นแต่เรื่องวางแผนทลายค่ายกลคงต้องยกให้พี่สาวผู้ปราดเปรื่องแทน

ยังมีพลังหยินที่ล้อมรอบอีกนะพี่จูเจิน เหตุนี้ท่านจึงพาเทียนหมิงมาด้วยใช่ไหม?

ข้าติดใจตั้งแต่นางปีศาจลักพาไปแต่เทียนอ๋าวแล้ว ปีศาจผู้อาศัยในความมืดเช่นนางถึงอยากแตะต้องเทียนหมิงก็คงทำมิได้ ดูสิเทียนหมิงอยู่ใกล้เช่นนี้พลังมืดที่ส่งเสริมค่ายกลจึงลดลง

เป็นดังที่นางกิเลนวารีกล่าว คลื่นสายฟ้าสีดำที่เต้นระริกอย่างมุ่งร้ายพากันอ่อนจางลงเมื่อกิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างเข้ามาใกล้ เยว่เทียนหมิงกระพริบตาสีเงินใสแจ๋วพลางส่งเสียงอ้อแอ้ สองมือเล็กๆ อวบอ้วนยื่นคว้าไปด้านหน้าราวกำลังเรียกหาน้องชาย กิเลนแห่งแสงสว่างเปล่งพลังหยางร้อนแรงนำทาง แสงสีขาวพุ่งเข้าหาสายฟ้าสีดำบังเกิดเสียงปะทะเปรี้ยงปร้างดังไปทั่ว!

หมดปัญหาไปหนึ่งขั้น แล้วเราจะทำอย่างไรกับเบญจธาตุที่เหลือเล่าท่านพี่ ในเมื่อข้าใช้พลังไม้ทำลายผนึกดินไม่ได้

เจ้าใช้พลังไม้ได้สิมู่ตาน เพียงแต่จงซัดมันไปที่ผนึกธาตุไม้ จูเจินอวี้เหวินกล่าวตอบ มุมปากประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน

เอ๋ เช่นนั้นแล้วไม่ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ผนึกธาตุไม้แข็งแกร่งขึ้นหรือ?

มู่ตานกุ้ยฮวาแม้กำลังเอ่ยถามแต่ก็พาร่างไปหยุดอยู่หน้าผนึกสีเขียวขุ่น ควงง้าวเป็นวงกลมก่อนฟาดส่งผ่านพลังธาตุไม้ของตนลงบนยันต์ใจกลางผนึก สำหรับมู่ตานกุ้ยฮวาแล้ววิธีการของจูเจินอวี้เหวิน เชื่อถือได้ ทุกครั้งไป

ก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้นนั่นแหละ ดูสิครั้งนี้ไม่มีแรงต้านจากไฟและทองใช่ไหม

จริงดังว่าผนึกธาตุไม้รับพลังของนางกิเลนบุปผาไว้จนสิ้น เมื่อกระแสพลังมิได้เป็นปรปักษ์ กลไกป้องกันตัวเองของค่ายกลจึงไม่ทำงาน

ซัดพลังธาตุไม้บริสุทธิ์ของเจ้าไปเรื่อยๆ มู่ตาน

มู่ตานกุ้ยฮวาฟาดฟันคมง้าวไปที่ผนึกสีเขียวอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่พลังธาตุไม้ของนางส่งผ่าน ผนึกสีเขียวเข้มคล้ำก็สว่างใสขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปมินานแสงสีเขียวก็เจิดจ้ากว่าแสงอื่นๆ ที่เหลือ เหตุเพราะยันต์ธาตุไม้กลืนกินพลังจนแน่นแทบล้นทะลักออกมา

ใกล้แล้วสินะ คราวนี้อัดพลังทั้งหมดแล้วฟาดไปทีเดียว!”

สิ้นคำสั่งของจูเจินอวี้เหวิน ร่างของมู่ตานกุ้ยฮวาก็กระโจนขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้วพุ่งดิ่งลงมาราวลูกศร สองแขนเรียวบางฟาดง้าวแฝงประกายสีเขียวระยิบระยับ เมื่อคมง้าวปะทะเป้าหมายเสียงเปรี๊ยะหนักๆ ก็ดังขึ้น ยันต์ธาตุไม้พลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ! ส่งผลให้ยันต์ที่เหลือส่งเสียงกรีดร้อง เมื่อแหล่งพลังไม่สมดุลอีกแล้วค่ายกลจึงพังทลาย ม่านพลังปกคลุมสลายออกเผยให้เห็นถ้ำหินปูนที่มีทางเดินลงสีดำมะเมื่อม...

การจะชนะในศึกแห่งปัญญา แรกสุดคือห้ามเดินตามหมากของศัตรู ค่ายกลเบญจธาตุวางตัวเองไว้ตามวัฏจักรก่อเกิดและสะกดอย่างสมบูรณ์ แทนที่เราจะหาทางทำลายวัฏจักรนั้นสู้โจมตีทางอื่นเสียดีกว่า น้ำเติมลงภาชนะก็มีวันล้น ข้าให้เจ้าอัดพลังธาตุไม้ลงสู่ยันต์ เมื่อพลังเกินพิกัดไร้ทางออกยันต์จึงโดนทำลายจากภายในอย่างไรเล่า

จูเจินอวี้เหวินเฉลยก่อนนำทางมู่ตานกุ้ยฮวาเข้าไปภายในถ้ำ

กลยุทธ์ของจูเจินอวี้เหวินนั้น... จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะค่ายกลเบญจธาตุมิใช่ชั่ว ครั้งนี้อาศัยท่านเทพพิทักษ์บู๊แห่งพิภพกิเลนสวรรค์ลงแรงเองจึงดูเหมือนง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ ทว่าในความเป็นจริงแล้วในพิภพมนุษย์ผู้ที่คิดพลิกแพลงสวนทางค่ายกลได้โดยไม่นับจักรพรรดิมนุษย์ผู้ชาญฉลาดและเทพพิทักษ์ทั้งสาม นับว่ามีน้อยยิ่งกว่านิ้วบนฝ่ามือ และถึงแม้จะคิดได้ ครั้นจะหาผู้มีพลังธาตุบริสุทธิ์อันไร้ขอบเขตถึงขั้นทำให้ยันต์ผนึก อิ่มล้นจนท้องแตกตาย เองนั้น เกรงว่า...คงต้องใช้จอมอาคมสักร้อยแปดคนส่งผ่านพลังติดต่อกันสักร้อยแปดคืน มิใช่เพียงชั่วหม้อข้าวเดือดดังเช่นที่มู่ตานกุ้ยฮวากระทำ...

จากส่วนลึกภายในถ้ำ เสียงหัวเราะคิกคักแปร่งหูเสียงหนึ่งดังแว่วมา มาตรว่าทุ้มเกินไปจะเป็นหญิงและแหลมเกินไปจะเป็นชาย สองราชินีกิเลนสบตากันครั้งหนึ่งก่อนทะยานร่างเข้าไปสู่ความมืดมิดด้านใน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

122 ความคิดเห็น

  1. #65 mdd~ (@perfectharu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 15:25
    งืมๆๆๆๆ
    #65
    0
  2. #44 Fhal2a (@illreris) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2553 / 14:13
    อิอิ คนแรก
    #44
    0