หลงกิเลนจันทร์ [หยาง]

ตอนที่ 12 : บทที่ 8 :: เสียงดนตรีจากแดนสวรรค์ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 556
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 ต.ค. 54

บทที่ 8

เสียงดนตรีจากแดนสวรรค์ (2)

  
(ภาพโดย Eno ค่ะ ^^)

เสียงผีผาดังกึกก้องสะท้อนผืนไพรและผิวทะเลสาบ ชายชราผู้ซึ่งยามปกติเป็นดั่งไม้ใกล้ฝั่งเวลานี้กลับองอาจห้าวหาญราวกับมีเทพเซียนดนตรีมาประทับ เมื่อชายชราเร่งจังหวะเพลง มือซ้ายร่ายปลายนิ้วกดเส้นเอ็นกำหนดเสียง ข้อมือขยับขึ้นลงราวกิ่งหลิวไหวตามพายุ ส่วนมือขวากรีดนิ้วทั้งห้าสะกิดสายเอ็นราวมัจฉาแหวกว่ายพลิ้วไหว ช่วงหนึ่งหนักแน่นรวดเร็วทว่าใสกระจ่างประหนึ่งลูกแก้วนับพันเรียงร้อยตกกระทบ ช่วงถัดมากลับอ่อนโยนแผ่วช้าแฝงประกายหม่นเศร้า ทั้งที่ทั้งหมดนี้เป็นท่วงทำนองเดียวกัน

ผิวน้ำสีฟ้าใสกระจ่างเริ่มกระเพื่อมไหว ลมหนาวพัดหวีดหวิวเสียดสีกิ่งก้านของต้นเฟิง[1]ที่ขึ้นรายรอบทะเลสาบ สายลมเริ่มพัดแรงเท่าทบทวีราวกับจะตอบสนองต่อเสียงผีผาของชายชรา พัดพาใบเฟิงห้าแฉกปลิดปลิวร่วงหล่นลงสู่พรมน้ำใส ดุจดั่งจิตรกรเอกบรรจงแต่งแต้มสีแดงสดลงบนพื้นสีฟ้าพิสุทธิ์

ที่ริมทะเลสาบ ใบเฟิงลอยล่องบนผืนน้ำราวกับกองทัพเรือสีแดงลำน้อย พลันสายน้ำวนขนาดใหญ่สายหนึ่งเริ่มปรากฏขึ้น ธารน้ำสีฟ้าหมุนวนบิดเป็นเกลียวพร้อมกับดึงเอาขบวนเรือใบไม้ให้เข้าหา แรงหมุนของน้ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งสาดละอองน้ำให้ฟุ้งกระจายในอากาศอย่างผิดธรรมดา เป็นสัญญาณเตือนให้สองพี่น้องกิเลนจันทร์ทราบว่าเซียนดนตรีเซียวอวี้กำลังจะปรากฏตัวในไม่ช้า เยว่เทียนหมิงและเยว่เทียนอ๋าวต่างจ้องมองผิวน้ำทะเลสาบด้วยใจระทึก...

ตาแก่เรียกข้าออกมาเพราะเจ้าคิดคำตอบได้แล้วรึ?”

ทันใดนั้น เสียงเข้มงวดดังขึ้นมาก่อนอย่างเย็นชาตามมาด้วยร่างเล็กๆ ของหญิงชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นกลางละอองน้ำ นางผู้เฒ่ายืนยักแย่ยักยันอยู่บนใจกลางน้ำวน หลังของนางงองุ้ม เส้นผมที่เกล้ามุ่นไว้ขาวโพลน ใบหน้ามีแต่ริ้วรอยแห่งกาลเวลา สองมือสั่นระริกพยายามยึดกุมไม้เท้าในมือเพื่อเป็นหลักยืน แม้นางจะแต่งกายด้วยเครื่องประดับล้ำค่าแต่ก็ดูสมเป็นคู่ กิ่งทอง (แก่ๆ) ใบหยก (เหี่ยวๆ) กับชราชายอย่างที่สุด!

โอ้ เซียวอวี้ พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน!”

ชายชราหยุดเล่นผีผาถลาตัวเข้าไปพร่ำเพ้อที่ริมชายฝั่งทันที

            ชั่วขณะนั้น เหล่าโอรสกิเลนสวรรค์ล้วนอยู่ในสภาพตกตะลึงพรึงเพริด...

ร่างกายเด็กชายทั้งสองเย็นเฉียบแข็งทื่อราวกับก้อนหินในทันที โอ้ท่านเอย... ใครจะนึกว่าภูตวารีที่สมควรจะสาวสะพรั่งงดงามกลับกลายเป็นยายแก่เหนียงยานเช่นนี้ไปเสียได้! อุปมาดั่ง ละครเวทีที่เบิกโรงอลังการ แต่ทว่าตกม้าตายตอนจบ

เยว่เทียนหมิงเผยรอยยิ้มเครียดๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นกลางหน้าผากมนอย่างไม่ตั้งใจ ทว่ากิเลนน้อยยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งแสนสุขุมไว้ได้อย่างแนบเนียน ข้างเยว่เทียนอ๋าวกำลังอ้าปากค้าง ภาพของบรรดาพี่สาวภูตบุปผาแสนงามคนนั้นคนนี้ที่คอยประจ๋อประแจ๋ไม่ห่างผุดขึ้นมากลางอากาศแล้วพลันถูกให้ทุบแตกสลายด้วยใบหน้าของยายแก่หน้าตาขึงขัง ไม่นึกมาก่อนเลยว่าภูตสาวจะมีวันแก่...

เยว่เทียนอ๋าวนึกภาพต่อไปเป็นภาพยายแก่กำลังเป่าขลุ่ยอยู่ท่ามกลางละอองน้ำตกไข่มุก มีแสงอาทิตย์สะท้อนร่างของนางเป็นประกายวิบวับอลังการก็อดหัวเราะพรืดอย่างร้ายกาจออกมาไม่ได้

เซียนดนตรีเซียวอวี้เขม้นนัยน์ตาฝ้าฟางจ้องมองเหล่าอาคันตุกะน้อยแปลกหน้าที่อยู่กับบุรุษชรา เด็กน้อยท่าทางสูงศักดิ์สองคน คนหนึ่งเปล่งประกายสว่างใสร้อนแรงขณะอีกคนหนึ่งห่อหุ้มไปด้วยกลิ่นไอดำมืดเย็นเยียบคละคลุ้ง

โดยไม่ต้องคิดให้มากความ เซียวอวี้รีบยกมือคำนับองค์ชายกิเลนทั้งสอง

ผู้น้อยเซียวอวี้คารวะองค์ชายกิเลนจันทร์เพคะ

การที่มีหญิงชรารุ่น หลับตาก็เห็นโลง มาเรียกตนเองว่าผู้น้อยเช่นนี้ยิ่งทำให้เยว่เทียนอ๋าวต้องรีบปิดปากกลั้นก้อนหัวเราะที่พยายามจะระเบิดออกมาอย่างสุดกำลัง กิเลนน้อยปรายตามองพี่ชาย หวาดเกรงใบหน้าผู้พี่ที่กำลังส่งยิ้มปรามเยือกเย็นมาให้

เยว่เทียนหมิงประสานมือคารวะตอบ

ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เชิญแม่เฒ่าตั้งคำถามเถิด วันนี้ข้ามาในฐานะผู้ช่วยของท่านผู้เฒ่าผีผา

โฮ่ๆ ไม่นึกเลยว่าเจ้าเด็กพวกนี้คือคนดังแห่งแดนสวรรค์นั่นเอง ถือว่าวันนี้ข้ามีโชคแล้วชายชรายามไม่ได้จับผีผาบุคลิกก็เปลี่ยนกลับมาหลุกหลิกเหลาะแหละเช่นเดิม

เช่นนั้นคงเตรียมใจแล้วสินะตาเฒ่า ดูจากสังขารของเราสองคนแล้วบางทีนี่อาจจะเป็นการถามครั้งสุดท้ายแล้วก็เป็นได้

เซียวอวี้พินิจมองชายชราด้วยนัยน์ตาคมกล้า นางอ้าปากเหี่ยวย่นไร้ฟันสักซี่เอ่ยอย่างหนักแน่น

ขอถาม สิ่งใดที่แม้อยู่ในมือของมนุษย์เดินดินแล้ว แม้แต่ทวยเทพก็ยังเคารพบูชา?”

ผู้เฒ่าผีผาได้ฟังคำถามก็ทำหน้าเหยเก แอบเข้าไปกระซิบกระซาบกับกิเลนน้อยเทียนอ๋าว

 ไอ้นี่น่ะข้าฟังมาเป็นพันครั้งแล้ว

เยว่เทียนอ๋าวเพียงปรายตามองชายชราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างเย็นชา เซียนดนตรีผีผารู้สึกเสียวสันหลังวาบจึงรีบหุบปากแล้วหันหน้าบุ้ยใบ้ไปทางกิเลนน้อยเทียนหมิง

เจ้าจัดการเถอะ

เยว่เทียนหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์จึงอมยิ้มแล้วถอนหายใจออกมา

สิ่งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ข้ามาที่นี่ แม้แต่ทวยเทพก็ยังถูกล่อลวงให้ลุ่มหลง อย่างไม่ต้องกังขานามนั้นคือ ดนตรี

เซียวอวี้เพียงพยักหน้าน้อยๆ ริมฝีปากของนางเม้มสนิทเรียบเฉย

ขอถาม สีแดงอันใดที่วูบวาบอุ่นร้อนราวกับไฟ แต่ไม่เผาไหม้เช่นเปลวเพลิง?”

สีแดงอันเคลื่อนไหวและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต นามนั้นคือ โลหิต

กิเลนน้อยตอบได้ทันที อันว่าปัญหาเชาว์นั้นถึงแม้จะเป็นคำถามกำกวมซึ่งสามารถพลิกแพลงคำตอบได้ไม่สิ้นสุด ทว่าการจะตัดสินว่าคำตอบใดถูกต้องที่สุดนั้น สามารถเอ่ยได้ว่าขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ถามนั่นเอง

ดังเช่นเซียวอวี้ที่ได้ฟังคำตอบอันแน่วแน่ไร้ความลังเลของเยว่เทียนหมิงก็ให้เกิดความประทับใจแรงกล้า

องค์ชายกิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างคือผู้มีเชาว์โดยแท้ นางเอ่ยชื่นชมด้วยความจริงใจทั้งยังไม่วายหันไปค่อนขอดชายชรา ผิดกับเจ้า ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถตอบได้

ทว่าเฒ่าชราไม่สนใจ เพียงแต่ร้องยินดีด้วยความลิงโลดราวกับลิงป่า สองข้อ! เจ้าตอบถูกสองข้อ! ไม่ผิดหวังจริงๆ ยอดมากเจ้าหนู! ”

เยว่เทียนหมิงยิ้มยินดีกับชายชรา ทว่าเซียวอวี้กลับมองแล้วส่ายหน้า

องค์ชายน้อยท่านเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันฟ้าประทานมา สิ่งนั้นบางครั้งก็คือเส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับสามัญชน เอาล่ะ คำถามข้อสุดท้ายข้าไม่อาจออมมือได้แล้ว

บุรุษเฒ่าได้ยินเข้าก็หูผึ่งรีบสงบนิ่งอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ขอถาม สิ่งใดที่ไม่อาจเยาว์วัยและไม่อาจแก่ชรา เพียงกำเนิดมาเท่านั้น?”

เยว่เทียนหมิงถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง เด็กชายมองไปทางชายชราสลับกับเซียวอวี้ นิ้วเล็กๆ ขาวสะอาดเคาะริมฝีปากอย่างครุ่นคิดก่อนจะยิ้มร่า

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนไม่อาจละสังขารได้ ทว่าสิ่งที่เกิดจากจินตนาการนั้นไม่ใช่ คำตอบที่แท้จริงคือ เซียวอวี้

สิ้นคำองค์ชายกิเลนน้อย เซียวอวี้ถึงกับตกตะลึงจนปล่อยไม้เท้าหลุดออกจากมือ สีหน้าเลื่อมใสอย่างไม่ปิดบัง นางรีบประสานมือย่อตัวถวายบังคม

สมแล้วที่เป็นฝ่าบาทกิเลนจันทร์ เซียวอวี้ขอยอมรับความพ่ายแพ้

ผู้เฒ่าผีผาได้ฟังคำตอบก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก พอยืนนานๆ เข้าขาก็เริ่มไม่มีแรงจึงต้องนั่งลงขัดสมาธิตรงริมน้ำ

เจ้าหนูอธิบายมาสิ ทำไมข้อสุดท้ายถึงตอบว่าเซียวอวี้?”

เยว่เทียนอ๋าวหันขวับไปมองชายชราอย่างดูแคลน

ก็เพราะเจ้ามันโง่ไงล่ะ

เทียนอ๋าวพอเถอะ เรื่องนี้พี่อธิบายเอง...ได้ใช่ไหม? ท่านเซียนดนตรีเซียวอวี้

เยว่เทียนหมิงรีบปรามพลางหันไปถามความเห็น ทว่าสตรีชราที่มองหามิได้อยู่ตรงนั้นแล้ว หากแต่เป็นโฉมสะคราญนางหนึ่งนั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่ท่ามกลางละอองน้ำกระจ่างตา น้ำตาของนางไหลออกมาไม่ขาดสายราวกับได้รับอนุญาตให้แสดงความอ่อนแอแล้วกระนั้น

ซะ...เซียวอวี้ทำไมกลายเป็นสาว มะ เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่มีผิด?!”

ชายชราเห็นแล้วถึงกับตาค้างพูดตะกุกตะกัก ชี้นิ้วไปทางสตรีวัยเบญจเพศนางนั้นไม่หยุด

กิเลนน้อยเทียนหมิงจึงค่อยๆ อธิบาย

เห็นท่าทางของท่านผู้เฒ่าเช่นนี้แล้วข้าก็ยิ่งคาดเดาเรื่องราวได้หลายส่วน มนุษย์ธรรมดาอาจไม่รู้ทว่าผู้อาศัยอยู่ในแดนสวรรค์ล้วนรู้ดี เวลาแค่ไม่กี่สิบปีไม่อาจทำให้ภูตวารีแก่ชราได้หรอก ข้าเดาว่าทุกครั้งที่นางปรากฏตัวนางคงเจริญอายุขึ้นตามวัยของท่านด้วยการจำแลง

ทำไม...ทำไมต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า? แล้วลูกสาวข้าล่ะป่านนี้จะเป็นยังไง ผู้เฒ่าผีผายังคงตกตะลึง ทั้งถามต่ออย่างไม่เข้าใจ เห็นแล้วเซียวอวี้จึงต่อว่าอย่างเหลืออด

ก็เพราะเจ้านั้นแหละ! แอบอ้างตัวว่าเป็นเทพเซียนดนตรีทั้งที่เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา เพลงผีผาของเจ้าวิเศษจนข้าหลงรักก็จริง แต่ถ้ารู้ว่าเจ้าเป็นแค่มนุษย์ไร้อาคมข้าก็คงไม่แต่งกับเจ้าหรอก!”

ทำไมล่ะ? ข้าเป็นมนุษย์เดินดินมันผิดตรงไหน?” ชายชราตัดพ้อ

เพราะช่วงชีวิตของเจ้าเปรียบได้เพียงแค่ชั่วกะพริบตาของพวกเราอย่างไรล่ะ! วันที่ลูกของเรากำเนิดมาข้าจึงรู้ว่าเลือดในกายนางครึ่งหนึ่งคือเลือดมนุษย์ธรรมดา ถ้าจะให้ลูกพบหน้าเจ้าไม่กี่สิบปี ไม่ทันจำเจ้าได้ดีเจ้าก็ตายจากไป สู้ข้าไม่ให้พบเสียดีกว่า!” เซียวอวี้กล่าวเสียงเครือแล้วสะบัดหน้าหนีสามีเฒ่า

ในระหว่างที่บรรยากาศกำลังอึมครึมอยู่นั่นเอง เกลียวคลื่นในทะเลสาบก็ค่อยๆ หมุนวนออกเป็นตาน้ำวงเล็กๆ สิบเอ็ดวง ถัดมาจึงเป็นภูตวารีวารีสิบเอ็ดนางเริ่มปรากฏกายขึ้นมาสู่ผิวน้ำ แต่ละนางล้วนแต่งกายงดงามด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้า สองแขนคล้องด้วยแถบผ้าบางสีฟ้าใสที่สะบัดพลิ้วไหวราวกับสายน้ำร่ายรำ ใบหน้าจิ้มลิ้มของพวกนางล้วนแต่งแต้มสีสันบางเบาดูเย็นตา

โธ่ พี่สาว ครั้งนี้พี่เขยก็ตอบคำถามท่านได้แล้ว นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์ท่านยอมให้พ่อลูกพบหน้ากันเถิด

หนึ่งนางในนั้นไม่พูดเปล่าแต่หันไปพยักหน้ากับเหล่าพี่น้องที่เหลือ พวกนางจึงแหวกทางให้ภูตวารีนางหนึ่งที่ยืนรั้งอยู่ด้านหลังก้าวออกมา ในอ้อมแขนของภูตนางนั้นมีเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู คะเนแล้วอายุไม่น่าเกินสองขวบกำลังยิ้มร่า นางภูตวารีสะกิดปลายเท้าเหินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชราพร้อมกับส่งเด็กน้อยให้กับมือ

ผู้เฒ่าผีผารับเด็กน้อยมากอดด้วยมือสั่นเทา เด็กหญิงตัวน้อยนัยน์ตาใสแจ๋วหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างไม่รู้เดียงสาพาให้หัวใจชายชราพองโตยิ่งนัก

นี่ลูกสาวข้าหรือ? ผ่านมานานขนาดนี้แล้วนางยังเป็นแค่เด็กตัวกระเปี๊ยก?”

นางภูตวารีพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ ควรทราบว่าช่วงชีวิตของชนชาวสวรรค์นั้นแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง อาทิเช่น ภูตวารีมีช่วงเวลาในวัยทารกที่แสนยาวนาน ส่วนภูตบุปผาก็ใช้ช่วงเวลาในวัยเด็กที่ราวกับดอกตูมสั้นนัก หรือสำหรับชาวกิเลนแล้วการเติบโตทางร่างกายจะชะลอลงเมื่อมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์

            เยว่เทียนหมิงเห็นเซียวอวี้จ้องมองสองพ่อลูกหยอกล้อกันอย่างไม่อาจทำใจได้ก็ให้นึกสงสาร กิเลนน้อยปลดขลุ่ยหยกที่คาดเอวออก บรรจงแตะแต้มริมฝีปากอิ่มลงบนผิวขลุ่ยแผ่วเบา จากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าทีหนึ่งพลางหลับตารำลึกถึงบทเพลงของราชันกิเลน นึกไปถึงท่วงทำนองที่ทำให้ปลายนิ้วเรียวยาวของบิดาขยับพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อเล่นลม...

เพียงไม่นานเสียงเพลงขลุ่ยสดใสก็ดังขึ้นประหนึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องสู่หล้า จังหวะอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสรื่นเริงโผบินราววิหคถลาลม พลังหยางร้อนแรงทว่าอบอุ่นแผ่กำจายจากร่างของกิเลนจันทร์น้อย แสงสว่างใสนั้นเจิดจ้าจับตา แม้แต่เยว่เทียนอ๋าวผู้ไม่พิสมัยในแสงสว่างก็ยังเหม่อมองพี่ชายด้วยความชื่นชม

เซียวอวี้ค่อยๆ ปาดน้ำตาออก คล้ายดั่งว่าจิตใจได้รับการชำระด้วยเสียงขลุ่ยแห่งกิเลนจันทร์ ภาพแห่งความสุขในอดีตปรากฏในจิตสำนึกเป็นระลอก นางเหม่อมองคู่ชีวิตอีกครั้งแล้วจึงถลาเข้าไปในอ้อมกอด ให้ตาแก่ได้กอดนางแม่ลูกสมใจ เซียนดนตรีที่เหลืออีกสิบเอ็ดนางล้วนซาบซึ้ง ต่างพากันคุกเข่าถวายบังคม เสียงดนตรีที่สามารถสั่นคลอนจิตใจอันหนักแน่นยิ่งกว่าหินผาของเซียวอวี้นั้นควรค่าแก่การยกย่อง กิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างนับเป็นอัจฉริยะทางดนตรีโดยแท้!

หมดเรื่องเสียทีนะ...

เทียนหมิงเอ่ยกับเทียนอ๋าวภายหลังบรรเลงเพลงขลุ่ยจบลง ผู้เฒ่าผีผาที่บัดนี้กลายเป็นตาแก่กินหญ้าอ่อนมีภรรยาสาวสะพรั่งอุ้มลูกน้อยคอยเอาอกเอาใจ แถมด้วยดรุณีอีกสิบเอ็ดนางล้อมหน้าล้อมหลังไม่ห่าง

พี่คิดถึงจังเลย มามะ มาหอมทีทั้งแม่ทั้งลูกเลย

ช่างเป็นคำพูดน่าหมั่นไส้ที่แน่ใจได้เลยว่าจะไม่มีทางเอ่ยออกมาหากเซียวอวี้ยังคงอยู่ในร่างยายแก่เหนียงยาน...

ข้าไม่เข้าใจตาแก่นี่เลยจริงๆ ทั้งที่ไม่มีความหวังแล้วกลับยังนั่งรออยู่ริมน้ำมาได้หลายสิบปี

เยว่เทียนอ๋าวมองชายชราอย่างหงุดหงิด ใบหน้าอ่อนเยาว์นิ่วหน้าน้อยๆ ทั้งยังเบะปาก

หึๆ การที่เรามีใจตั้งมั่นที่จะทำสิ่งใดให้แก่ผู้อื่นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรอกนะ ท่านผู้เฒ่าผีผาเพียงแสดงความจริงใจที่มีต่อเซียวอวี้และลูกอย่างไรล่ะ

เด็กชายผู้พี่ว่าพลางกระโดดกอดคอน้องชาย แขนเรียวรั้งใบหน้าของเทียนอ๋าวเข้ามาใกล้

เกอเกอเห็นนะ ตอนท่านผู้เฒ่าบรรเลงเพลงผีผาเทียนอ๋าวจ้องตาไม่กระพริบ ว่าอย่างไรล่ะสนใจล่ะสิ?

เทียนอ๋าวถูกพี่ชายรู้ทันเข้าก็ถึงกับหน้าแดง เด็กชายตอบอ้อมแอ้มก่อนสะบัดหน้า ข้าก็ว่ามันไพเราะดี แต่ข้าไม่สนใจดนตรีหรอกนะ ฮึ!”

เยว่เทียนหมิงดันร่างน้องชายออก แล้วแสร้งถอนหายใจอย่างเสียดาย ทว่าใบหน้าอ่อนโยนซ่อนยิ้มเจ้าเล่ห์

แต่เกอเกออยากเล่นดนตรีคู่กับเทียนอ๋าวจังเลยนะ ว้า~น่าเสียดายจริงๆ

ข้างเทียนอ๋าวได้ยินเข้าก็ถึงกับยืนกำมือกับชายเสื้ออย่างเก้ๆ กังๆ ใบหน้าผิดหวังของพี่ชายทำให้กิเลนน้อยอดประหม่าไม่ได้

ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่นผีผาคู่กับเกอเกอก็ได้... เฮ้! เจ้าพวกนั้นน่ะ พวกเจ้าต้องสอนดนตรีให้ข้ากับเกอเกอด้วยนะ!”

เยว่เทียนอ๋าวรีบหันหลังให้พี่ชายพร้อมกับตะโกนไปทางกลุ่มของชายชรา ทว่าแม้จะเป็นเพียงชั่วพริบตาแต่เยว่เทียนหมิงผู้มีสายตาเป็นเลิศก็ลอบสังเกตเห็นใบหูน่ารักของน้องชายแดงซ่านอย่างน่าเอ็นดู

เกอเกอว่ากลับไปจะขอประทานท้อวิเศษเสริมอายุจากเสด็จพ่อให้ท่านผู้เฒ่าสักผลหนึ่งดีหรือไม่นะ? ไหนๆ ท่านผู้เฒ่าก็จะเป็นอาจารย์ของเทียนอ๋าวแล้ว

เกอเกอว่าเช่นนั้นก็ตามใจเถิด

กิเลนจันทร์แห่งความมืดไม่กล่าวค้านพี่ชาย เด็กน้อยเพียงสะบัดหน้ากล่าวอย่างไว้ตัว

 

ในที่สุด...ค่ำคืนครบรอบแปดปีที่กิเลนจันทร์ถือกำเนิดบนแดนสวรรค์ก็มาถึง...

จันทราเต็มดวงกำลังฉายแสงนวลผ่องทั่วท้องนภา หมู่ดาวพากันส่องแสงสว่างสดใสอย่างมีความสุข ประกายแสงสีทองตกกระทบเหนือธารน้ำตกเจินจูทัน สายน้ำกลับเงียบงันไร้ซึ่งสำเนียงราวกับว่าตัวมันได้ยอมไหลเอื่อยช้าลงกระนั้น

เหนือขึ้นไปบนธารน้ำตก กิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างเยว่เทียนหมิงกำลังยืนถือขลุ่ยเซียวหยกอย่างสงบนิ่งอยู่บนผิวน้ำเคียงข้างด้วยกิเลนจันทร์แห่งความมืดเยว่เทียนอ๋าวที่โอบประคองผีผางดงาม เบื้องล่างของทั้งสองคือเซียนดนตรีสิบสองนางซึ่งยืนเด่นอยู่บนผิวน้ำทะเลสาบ เซียวอวี้และเหล่าภูตวารีผู้ชำนาญดนตรีแต่ละนางต่างจัดเตรียมเครื่องดนตรีของตนไว้พร้อมเพรียงกัน

ถัดออกมายังชายฝั่งทะเลสาบอันเป็นลานสดับของผู้รับชม ราชันกิเลนเยว่หรงเต๋อและราชินีทั้งสองประทับนั่งอยู่บนลานหญ้าอ่อนนุ่ม โดยมีผู้เฒ่าผีผานั่งอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยอยู่บนโขดหินพร้อมด้วยผีผาคู่ใจ

เยว่เทียนหมิงแหงนหน้าชมจันทร์พลางส่งยิ้มสดใส ขลุ่ยหยกถูกยกจรดริมฝีปาก พลันเสียงใสกระจ่างดังแว่วพาดผ่านราตรีกาลสีทอง ครู่หนึ่งจึงเป็นเยว่เทียนอ๋าวบรรเลงเสียงผีผาไพเราะเสนาะหูเคล้าคลอกัน  เรียงร้อยต่อท่วงทำนองบังเกิดเป็นบทเพลงอันแสนงดงามที่น่าประทับใจ

ร่างองค์ชายกิเลนจันทร์น้อยทั้งสองถูกอาบไล้ไปด้วยแสงแห่งจันทราสีทอง ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังยิ้มแย้มอย่างนุ่มนวลดูประหนึ่งเทพเซียนจำแลง ล่อลวงฝูงชนให้ลุ่มหลง

สองพี่น้องผู้งดงามร่วมสร้างดนตรีแห่งแดนสวรรค์ปลุกทุกสรรพชีวิตให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล ให้หลงมัวเมาไปกับเสียงเพลงที่เป็นดั่งสรรพสำเนียงแห่งมายา

ราวกับมีมนต์สะกด เนิ่นนานกว่าเซียนดนตรีทั้งสิบสองนางจะรู้สึกตัว พวกนางบรรจงบรรเลงเพลงร่วมกับโอรสกิเลนสวรรค์ทั้งสองอย่างแช่มช้า บังเกิดเสียงดนตรีหวานสดใสแผ่วทุ้มทรงพลังดังก้องจับหัวใจของทุกผู้คน

ไม่เว้นแม้แต่อาคันตุกะแปลกหน้าจากป่าเหมยสวรรค์ ผู้มาร่วมสดับโดยมิได้รับเชิญ...

ในเงามืดของจันทรา บุรุษนิรนามผู้งามสง่าหลับตาพริ้มดื่มด่ำ ริมฝีปากได้รูปสวยเผยรอยยิ้มพึงใจ

“ ‘กิเลนจันทร์ สินะ...

 



[1] ต้นเฟิง หมายถึง ต้นเมเปิ้ล

เบื้องหลังบทนี้ของทีมงาน...

ขอพูดเรื่องคำถาม 3 ข้อหน่อยนะคะ คิดมุขอยู่นานพอดูเหมือนกัน คำถามนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากโอเปร่าเรื่อง Turandot ค่ะ เป็นเรื่องของเจ้าหญิงแห่งจีนผู้เลอโฉมเย็นชาราวกับน้ำแข็ง คอยตั้งคำถามสามข้อให้คนที่มาสู่ขอตอบ หากตอบได้จะยอมแต่งด้วย ถ้าตอบไม่ได้ก็โดนประหารค่ะ ฟาราชอบคำถามข้อสองมากๆ เลยเอามาใส่ในเรื่องซะเลย XD

เพลงประกอบท้ายบทนี้ที่สองกิเลนน้อยและบรรดาภูตดนตรีร่วมกันบรรเลง ได้แรงบันดาลใจมาจากวงนักดนตรีจีน “12 Girls band” อีกเช่นเคยค่ะ และเพลงที่ว่าก็คือเพลงนี้ค่ะ ^^

 

ถึงเสียงขลุ่ยในคลิปจะเป็นขลุ่ยแบบตี้จื่อ (ขลุ่ยขวาง) แต่ก็ขอจิ้นมาใช้ในเรื่องไปก่อนนะคะ ^^” ก็ได้ฟีลอยู่นะ

ช่วงสุดท้ายของตอนนี้ในที่สุดผู้ที่เรารอคอยก็ปรากฏตัวออกมาแล้วค่ะ (เป็นEแอบอยู่นานมากๆ หึหึ)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

122 ความคิดเห็น

  1. #71 perfectharu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 16:28
    ^___________^

    เทียนอ๋าวหึงด้วยล่ะ

    อิอิ
    #71
    0
  2. #55 badydarky (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2553 / 16:33
    สุดยอดเลย ชอบ กิเลนดำมากกว่ากิเลนขาว อ่ะ

    กิเลนดำน่ารักมากๆๆ เลย
    #55
    0