หลงกิเลนจันทร์ [หยาง]

ตอนที่ 11 : บทที่ 7 :: เสียงดนตรีจากแดนสวรรค์ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 624
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ต.ค. 54

บทที่ 7

เสียงดนตรีจากแดนสวรรค์ (1)

 

(ผู้เฒ่าผีผาตอนหนุ่มๆ คงประมาณนี้ล่ะเนอะ หุๆ ภาพโดยเฉียนอวี้ค่ะ ^^)

ปลายปีที่เจ็ดนับแต่กิเลนจันทร์จุติมาสู่แดนสวรรค์ ทุกเขตแดนล้วนสงบร่มเย็น พืชผลอุดมสมบูรณ์ผู้คนเปี่ยมสุข แดนสวรรค์เป็นยิ่งกว่าดินแดนแห่งความฝัน สรรพสำเนียงแห่งความรื่นเริงดังสะท้อนไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่...ภายในเขตราชฐานแห่งอาณาจักรเยว่จินหรง

แว่วเสียงขลุ่ยดังแว่วหวาน กระจ่างใสดั่งหยาดฝนหล่นกระทบผิวน้ำใส หยาดแล้วหยาดเล่า ระลอกคลื่นเสนาะหูแผ่วพลิ้วรัวเร็วก่อนทิ้งจังหวะลากยาวแผ่วช้าทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ดุจนกน้อยแสนงามที่กำลังแล่นโผบิน ปลายเท้าของมันสัมผัสกระจกน้ำฉ่ำเย็นคราหนึ่งก่อนทะยานขึ้นฟ้า สะบัดปีกแล้วร่อนลงลู่ลมอย่างร่าเริง ปลายหางพวงยาวกรีดผ่านอากาศทิ้งกระไอแห่งความสุขสดใสลอยละล่องไปทั่ว...

ราชันกิเลนสวรรค์จรดริมฝีปากบรรเลงเพลงขลุ่ย ขลุ่ยเซียว[1]หยกสีมรกตส่งเสียงใสเป็นท่วงทำนองรื่นรมย์ จวบจนเมื่อบทเพลงสิ้นสุดลงเยว่หรงเต๋อจึงทอดตามองลูกน้อยและราชินีทั้งสองที่นั่งฟังอย่างชื่นชม เยว่เทียนหมิงในอ้อมกอดจูเจินอวี้เหวินจับจ้องบิดาด้วยประกายตาสุกใส ใบหน้าอ่อนเยาว์ขับประกายงามสง่า ริมฝีปากสีแดงสดคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ส่วนเยว่เทียนอ๋าวในอ้อมกอดมู่ตานกุ้ยฮวาหลับตาพริ้มพลางหยักยิ้มมุมปาก แพขนตาหนากระพริบเบาๆ ตามจังหวะหายใจ

ไพเราะจังเลยเสด็จพ่อ ช่วยสอนลูกบรรเลงเพลงขลุ่ยเช่นนี้ได้ไหม?

เยว่เทียนหมิงเอ่ยน้ำเสียงกระตือรือร้น สายตาเว้าวอนอย่างยากจะมีผู้ใดปฏิเสธได้ ข้างเยว่เทียนอ๋าวได้ยินจึงลืมตามองพี่ชายข้างหนึ่ง ท่าทางสนใจ

กิเลนน้อยของพ่อสนใจการดนตรีรึ? น่ายินดีนัก

เยว่หรงเต๋อย่อตัวลงแล้วอ้าแขนออกพลางพยักหน้าเป็นทำนองให้เข้ามาใกล้ เทียนหมิงเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างมีมารยาท ทว่าเทียนอ๋าวกลับผุดลุกว่องไวพร้อมฉุดแขนเสื้อพี่ชายกระโจนเข้าหาบิดาพร้อมกัน กิเลนจันทร์น้อยทั้งสองหัวเราะคิกคักแออัดกันอยู่ในอ้อมกอดของบิดา เยว่หรงเต๋อลูบศีรษะบุตรชายทั้งสองด้วยความรักใคร่

เทียนอ๋าวอยากเรียนด้วยหรือลูก?”

เทียนอ๋าวส่ายหน้าพรืดแล้วตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

การดนตรีจะสนุกเท่าการฝึกยุทธ์ได้อย่างไรเล่าเสด็จพ่อ แต่ถ้าเกอเกอสนใจ ข้าก็ย่อมสนใจตามเท่านั้น

เจ้านี่โตมาแล้วติดพี่ชายจริงๆ นะ อย่างนี้พ่อเสียใจแย่ เยว่หรงเต๋อว่าพลางขยี้ศีรษะบุตรชายคนเล็กเบาๆ ทีหนึ่ง

เสด็จพ่ออย่าน้อยพระทัยไปเลย บางทีเทียนอ๋าวอาจจะสนใจการดนตรีแบบอื่นก็เป็นได้ เทียนหมิงหันมองน้องชายอย่างเอ็นดูพลางลูบแก้มเนียนเบาๆ

ถ้าอย่างนั้นขลุ่ยหยกเลานี้ยกให้เทียนหมิงก็แล้วกัน

ราชันกิเลนสวรรค์ประทานขลุ่ยเซียวหยกในมือให้บุตรชาย ผิวขลุ่ยเลานี้เย็นเยียบราวกับสายน้ำเหมันต์ เพียงสัมผัสก็ส่งประกายความสดชื่นเข้าสู่ร่างกายของเยว่เทียนหมิง เนื้อหยกสีมรกตดุจนัยน์ตาของบิดาชวนให้หลงใหล รัศมีสีเขียวอมฟ้าเปล่งประกายเรืองรองสมค่าสิ่งวิเศษควรเมือง

ขลุ่ยเลานี้พ่อได้รับมอบมาจากสหายผู้เป็นเซียนขลุ่ย นับแต่นี้คือสมบัติของลูกสืบไป เสียดายเซียนขลุ่ยผู้นั้นได้ลาโลกนี้ไปแล้วเหลือเพียงบุตรีไว้คนหนึ่ง ถ้าเจ้าอยากเรียนวิชาขลุ่ยจงไปเรียนกับนางเถิด นางคือเซียนดนตรีเซียวอวี้แห่งน้ำตกไข่มุกเจินจูทัน

ผู้เป็นบิดาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนเอ่ยทีเล่นทีจริง

ขลุ่ยเลานี้ บิดาไม่ได้ให้เปล่านะกิเลนน้อย เมื่อรับไปแล้วเจ้าก็ต้องบรรเลงได้วิเศษกว่าบิดา

เสด็จพ่อโปรดวางพระทัย ลูกจะไม่ทำให้ผิดหวังเยว่เทียนหมิงดวงตาเป็นประกาย กล่าวอย่างมุ่งมั่น ท่าทางเอาจริงเอาจังเช่นนั้นเรียกรอยยิ้มอารมณ์ดีจากราชันกิเลนได้ทันที

ประเสริฐนัก เช่นนั้นจะขอฟังเจ้าบรรเลงเพลงขลุ่ยในงานฉลองวันเกิดครบรอบแปดปีของพวกเจ้าดีหรือไม่?” บิดาเสนอคำร้องเพิ่มอีกข้อ และคำตอบจากบุตรชายก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ตามพระประสงค์เสด็จพ่อ

เยว่เทียนหมิงยิ้มบางๆ ก่อนจะคำนับราชันกิเลนสวรรค์แล้วหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับน้องชาย

ไปกันเถอะ เทียนอ๋าว

อื้ม เกอเกอเยว่เทียนอ๋าวรับคำอย่างร่าเริงพลางวิ่งตามพี่ชายไป

            ลับหลังโอรสกิเลนน้อยทั้งสองไปแล้ว จูเจินอวี้เหวินจึงค่อยเอ่ยเบาๆ นัยน์ตาสีฟ้าพราวระยับ

ฝ่าบาท ทรงส่งลูกไปหาเซียนดนตรีเซียวอวี้คราวนี้ ทรงมีแผนการในใจใช่หรือไม่เพคะ?

เซียวอวี้เลิกบรรเลงเพลงขลุ่ยมาหลายสิบปีแล้ว ฝ่าบาทหรงเต๋อคงทรงอยากจะสดับเสียงดนตรีแห่งแดนสวรรค์อีกครั้งนึงกระมัง? มู่ตานกุ้ยฮวากล่าวอย่างรู้เท่าทันเช่นกัน

ราชันกิเลนหนุ่มหัวเราะเบาๆ ดวงหน้าคมคายงามสง่าฉาบประกายสูงส่งเหนือฝูงชนใต้หล้า

ก็ได้แต่หวังว่าเทียนหมิงและเทียนอ๋าวจะเปลี่ยนใจเซียวอวี้ได้ เราจะได้ชมการบรรเลงของสิบสองเซียนดนตรีอีกครั้งหนึ่ง

เยว่หรงเต๋อเผยรอยยิ้มนุ่มนวล ขยับสองมือไพล่หลังพลางเหม่อมองไปสุดขอบฟ้าแสนไกล

 

เยว่เทียนหมิงควบอาชาสีขาวบริสุทธิ์ลอยละล่องอยู่บนฟากฟ้า ตามหลังมาด้วยเยว่เทียนอ๋าวผู้ขับขี่อาชาสีดำทมิฬ เบื้องล่างของทั้งคู่คือหุบเขาสีเขียวสด ใจกลางหุบเขาคือธารน้ำตกห้าชั้นซึ่งลดหลั่นกันเป็นจังหวะอย่างพอดิบพอดี ธารธาราช่วงแรกนั้นสูงชะลูดที่สุด สายน้ำฉ่ำเย็นไหลเรื่อยเร็วทั้งยังเต้นระริกเป็นฟองสีขาว ขณะอีกสี่ชั้นที่เหลือต่างลดระดับความสูงลงมาทีละน้อย

ม่านน้ำสีขาวตกกระทบโขดหินส่งเสียงครื้นครั่น หยดน้ำเม็ดเล็กๆ ฟุ้งซ่านกระเซ็นราวกับไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยและยังส่องประกายล้อแสงระยิบระยับสมชื่อน้ำตกไข่มุกเจินจูทัน[2] ปลายทางสายน้ำตกคือทะเลสาบสีฟ้าใส สีฟ้าพิสุทธิ์กระจ่างนัยน์ตาจนสามารถมองเห็นก้นบึ้งที่บรรดาซุงไม้ใหญ่นอนหลับใหลอยู่อย่างสงบนิ่ง

ดูสิธารน้ำแยกออกนับร้อยสายราวกับสายฟ้าฟาดผ่านผืนดิน ดูคล้ายบาดแผลงามบนพื้นพิภพเลยนะเทียนอ๋าว

เทียนหมิงเอ่ยร่ายคำอย่างอารมณ์ดี ข้างเทียนอ๋าวตอบรับด้วยอาการพยักหน้า สายตาชื่นชมทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยเช่นกัน

ทั้งสองร่อนลงยังชายป่าริมทะเลสาบ ปล่อยให้เจ้าขาวและเจ้าดำและเล็มหญ้าอ่อนอยู่มุมหนึ่ง โอรสกิเลนสวรรค์ต่างพากันเดินเท้าไปสู่ริมทะเลสาบน้ำใส น่าแปลกที่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีภูติวารีตนใดออกมาต้อนรับราชบุตรกิเลน โดยเฉพาะเยว่เทียนหมิงผู้เป็นบุตรแห่งจูเจินอวี้เหวินนางกิเลนวารีผู้เป็นดั่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งสายน้ำ

เงียบสงบดีจริงๆ

เยว่เทียนอ๋าวกล่าวออกมา ระยะหลังมานี่องค์ชายกิเลนจันทร์แห่งความมืดรู้สึกรำคาญเหล่าภูติบุปผาไม่น้อยเพราะพวกนางเฝ้าตามเขาและเกอเกอไม่หยุด การเป็นที่ชื่นชมบูชามิใช่เรื่องเสียหายสำหรับเยว่เทียนอ๋าว หากแต่การเห็นพี่ชายต่างมารดาถูกจับจ้องด้วยสายตาร้อนแรงจนกระอั่กกระอ่วนก็ไพล่ให้รู้สึกสงสารอยู่หลายส่วน

เงียบเกินไปหรือเปล่านะ ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบของภูติวารี อย่างนี้แล้วจะถามทางไปหาเซียนดนตรีเซียวอวี้กับใครดีเล่า? เยว่เทียนหมิงกล่าวลอยๆ ดวงตาสีเงินก็มองกวาดไปทั่ว

เจ้าหนูน้อยอยากพบเซียวอวี้งั้นหรือ? น่าเสียดายเห็นทีเจ้าคงมาเสียเที่ยวเสียแล้ว

ทันใดนั้น จู่ๆ เสียงชายชราแหบแห้งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...

บังอาจ! ใครกัน?

เยว่เทียนอ๋าวรีบกระโจนไปทางต้นเสียง พริบตาก็พบบุรุษชราผู้หนึ่งนั่งตกปลาอยู่ริมทะเลสาบ ชายผู้นั้นมีหลังงองุ้มนั่งจับเจ่าอยู่บนโขดหิน เสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นราวกับไม่เคยเปลี่ยนมาเป็นแรมปี ทว่าข้างกายชายชราผู้สกปรกไปด้วยฝุ่นดินกลับมีผีผา[3]งดงามตัวหนึ่งวางพิงโขดหินไว้ทั้งปูรองด้วยผ้าสะอาดอย่างดี ผีผาตัวนั้นคือสิ่งสะอาดสดใสที่สุดในบรรดาทรัพย์สมบัติของชายชรา จะเรียกว่าทองในห่อผ้าขี้ริ้วก็ไม่ผิดนัก

เหตุใดท่านผู้เฒ่าจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า?”

เยว่เทียนหมิงที่เดินตามน้องชายมา เอ่ยถามอย่างนอบน้อม

ชายชราเหลือบตามองเด็กน้อยทั้งสองคราหนึ่ง คนแรกท่าทางพยศร้ายกาจทว่าคนที่สองกลับสงบสุขุมเกินวัย

เพราะมีข้าอยู่ไงล่ะ ถ้าตาแก่คนนี้นั่งอยู่ตรงนี้ ต่อให้พวกเจ้าเป็นราชันสวรรค์ก็ไม่มีภูติวารีตนไหนกล้าออกมา ยิ่งเซียวอวี้แล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ผู้สูงวัยกล่าวตอบด้วยใบหน้ายับย่นยิ้มเย้ยหยัน

ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่ามีบุญคุณความแค้นอันใดต่อเซียนดนตรีเซียวอวี้หรือ?เยว่เทียนหมิงยังคงถามต่ออย่างใจเย็นพลางส่งสายตาปรามน้องชายที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ด้านข้าง

ไม่มีอะไร ข้าก็แค่นั่งตกปลาอยู่ตรงนี้เท่านั้น พวกนางเองต่างหากที่ไม่ยอมปรากฏตัวออกมา

ชายชราตอบแบบขอไปที ทว่าคำพูดเช่นนั้นไม่สามารถจูงใจเยว่เทียนหมิงได้

จะเรียกว่าตกปลาก็คงไม่ถูกนักเพราะคันเบ็ดของท่านทำจากกิ่งไม้  สายเอ็นก็คือเถาวัลย์ แถมเหยื่อตกปลายังเป็นเพียงฟางเส้นหนึ่ง เหมือนท่านกำลังรอสิ่งใดเสียมากกว่า

บุรุษชราได้ยินคำของเยว่เทียนหมิงพลันมีประกายตกใจในแววตาก่อนแสร้งกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม อายุยังน้อยทว่าฉลาดเฉลียวนัก

นั่นแปลว่าเจ้าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  ดี! ข้าจะเล่าสาเหตุที่ข้ามานั่งตรงนี้ให้ฟัง ฟังแล้วเจ้าอาจโชคดีได้พบเซียวอวี้ด้วยซ้ำ แต่ว่าข้าไม่บอกฟรีๆ หรอกนะ...

 

            เยว่เทียนอ๋าวกำลังกระทืบเท้าขัดใจ ฝ่าเท้าน้อยๆ ในรองเท้าหนังหุ้มข้อบดขยี้ใบหญ้าจนแทบจะจมธรณี นัยน์ตาสีดำสนิทเขม้นมองชายชราที่นั่งกินหมั่นโถวนุ่มๆ ร้อนๆ หอมกรุ่น บนตักห่มด้วยเสื้อตัวนอกสีขาวสะอาด แถมด้วยเยว่เทียนหมิงผู้กำลังนั่งขัดผีผาตัวงามอย่างขะมักเขม้น เด็กชายผู้พี่ขัดไปก็ตัวสั่นไปด้วยความหนาวเมื่อลมเย็นพัดวูบ ชวนให้น่าโมโหยิ่งนัก!

ตาแก่จะมากไปแล้วนะ ข้าจะเอาเลือดหัวแกออกสักทีเอง!

ว่าพลางไม่ว่าเปล่าเยว่เทียนอ๋าวถลกแขนเสื้อสองข้างหมายมั่นว่าจะแย่งผีผาจากมือพี่ชายแล้วฟาดหัวชายชราผู้โอหังเทียมฟ้าให้เห็นดาวสักทีหนึ่ง

ทว่าเยว่เทียนหมิงเพียงเงยหน้าจากผีผาในอ้อมแขน ใบหน้าผู้พี่ยิ้มอ่อนโยนให้น้องชายพร้อมส่ายหน้าในทำนองว่าไม่เป็นไร

ท่านผู้เฒ่าขออภัยด้วยที่น้องชายข้าเสียมารยาท

แค่นั้นแหละ เยว่เทียนอ๋าวจึงต้องหยุดตัวเองอย่างน่าสงสารแล้วหันกลับไประบายอารมณ์กับพื้นหญ้าต่อ

เหตุการณ์โอรสกิเลนสวรรค์กลายเป็นเด็กรับใช้นั้นเริ่มต้นด้วยข้อเรียกร้องของชายชรา...

เจ้าหนูน้อยจำไว้ โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เจ้าอยากได้สิ่งใดจากข้าเจ้าก็ต้องตอบแทนข้าในราคาที่เท่ากัน อย่างเช่นตอนนี้ข้ารู้สึกหิวแล้ว แถมยังได้กลิ่นของกินน่าอร่อยใกล้ๆ...

ชายชราว่าพลางทำจมูกฟุดฟิด หนวดเคราขาวโพลนกระดิกไปมา

เยว่เทียนหมิงจึงปลดถุงผ้าแถบที่คาดเอวออกเผยให้เห็นหมั่นโถวสีขาวสองสามลูกส่งควันฉุยหอมกรุ่นที่มารดาทั้งสองบรรจงทำให้เป็นเสบียงอย่างดี กิเลนจันทร์น้อยยื่นห่อผ้าให้ชายชรา

โปรดรับไปเถิด

อืม ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ไขข้อข้าก็ไม่ค่อยดี ถ้าได้เสื้อคลุมตัวใหม่มาเพิ่มความอบอุ่นก็คงดีไม่น้อย

เยว่เทียนหมิงได้ยินดังนั้นจึงเพียงอมยิ้มพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่สุดแสนจะหนานุ่มอุ่นสบายให้โดยไม่อิดออด เนื้อผ้าแพรลื่นสัมผัสฝ่ามือหยาบกร้านของชายชรา

โปรดรับไปเถิด

โฮะๆ! ดีๆ! เจ้าเป็นเด็กดีนัก เจ้าดูมือข้าสิแข็งไปหมดเพราะความเย็น จะเช็ดถูผีผาที่รับฝากไว้ก็ทำไม่ได้ อยากได้ใครสักคนมาช่วยขัดให้จริงๆ

ชายชราทำท่าเหมือนจะกล่าวลอยๆ แม้คิ้วดกหนาและเส้นผมสีขาวจะปิดบังใบหน้าไปเสียครึ่งหนึ่งทว่าก็ไม่อาจปิดบังสีหน้าเจ้าเล่ห์ได้

โปรดให้ข้าช่วยท่านเถิด

เยว่เทียนหมิงเสนอตัวช่วยเหลืออย่างนอบน้อมพลางลงมือขัดผีผาที่สะอาดหมดจดอยู่แล้วให้สะอาดไร้ทีติยิ่งขึ้นไปอีกด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยของตน... และทั้งหมดนั่นก็คือที่มาของความพิโรธของเยว่เทียนอ๋าว...

 

ชายชราเห็นน้องชายผู้เย่อหยิ่งดื้อรั้นโดนพี่ชายปรามเพียงทีเดียวก็กลัวหงอเป็นเรื่องน่าขบขันยิ่งนัก

เจ้าเด็กฉลาดนี่สำคัญนัก

ผู้สูงวัยคิดพลางพินิจลักษณะของคู่พี่น้อง พลันสายตาก็ไปสะดุดที่ขลุ่ยหยกที่คาดเอวเด็กน้อยผมสีเงิน ทันใดนั้นดวงตาขุ่นมัวจึงเบิกโพลงพลางกระตุกยิ้ม

ดูทีเราคงมีวาสนาต่อกันแล้ว  เซียวอวี้[4] ของเจ้านั้นจะนำมาแลกกับ เซียวอวี้ของข้าได้หรือไม่?”

เยว่เทียนหมิงได้ยินจึงเงยหน้าจากผีผา เส้นเอ็นสี่สายของเครื่องดนตรีทรงลูกหลี[5]ในมือเป็นประกายเงาวับสะท้อนกับนัยน์ตาสีเงิน กิเลนน้อยยังคงอมยิ้มก่อนตอบ

ท่านผู้เฒ่าคิดจะลองใจข้าหรือ เครื่องดนตรีก็เปรียบเสมือนแขนขาของนักดนตรีเหมือนที่ผีผาตัวนี้เป็นสิ่งล้ำค่าของท่าน ข้าไม่เห็นประโยชน์อันใดที่ท่านจะได้จากขลุ่ยหยกเลานี้เพราะท่านคือช่างดนตรีผีผา

ชายชราหนวดกระตุกเพิ่งรู้ตัวว่าถูกเจ้าเด็กน้อยลอบสังเกตเช่นกัน

เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเล่า? ข้าเพิ่งบอกไปไม่ใช่รึว่าแค่รับฝากผีผาไว้

นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง หากท่านมิใช่นักดนตรีผีผาตัวนี้ก็สมควรหมดจดไร้ริ้วรอย มิใช่ดูเหมือนผ่านการบรรเลงมาโชกโชนเช่นนี้

สิ่งที่เยว่เทียนหมิงกล่าวนั้นเป็นความจริงอย่างที่สุด ช่างดนตรีและนักสะสมนั้นต่างกัน ผีผาไม้ถูกขัดจนเงาระยับ แม้ตัวเครื่องไร้ร่องรอยขีดข่วนทว่าสายเอ็นกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งท่วงทำนองฉายชัด ผีผาตัวนี้จึงเป็นได้เพียงสมบัติของนักดนตรีเท่านั้น

ฮ่าๆ ๆ ข้าดูเบาเจ้าไปแล้ว น่าละอายนักชายชราหัวเราะร่า

ข้าทำตามที่ท่านขอสามเรื่องแล้ว ท่านก็สมควรตอบแทนข้าสักเรื่องหนึ่งใช่หรือไม่?

สามแลกหนึ่งงั้นรึ? เจ้ากำลังทำการค้าที่เสียเปรียบไม่เบา เอ้า! อยากได้อะไรก็ว่ามา

ดูแล้วท่านคงเป็นผู้ชำนาญดนตรี แต่แววตากลับหม่นเศร้าเมื่อเอ่ยถึงเซียนดนตรีเซียวอวี้ ท่านผู้เฒ่ามีความใดในใจโปรดแจ้งมาเถิด

บุรุษเฒ่าได้ฟังคำก็ขนลุกซู่ ไม่คาดว่าเจ้าเด็กน้อยจะมองได้ล้ำลึกเช่นนี้ นักดนตรีมีธรรมเนียมที่รู้กัน การได้บรรเลงดนตรีร่วมกับยอดฝีมือนั้นคือสิ่งประเสริฐไร้ที่เปรียบ ทว่าชายชราและเซียวอวี้กลับไม่เข้าหน้ากันจึงย่อมมีเหตุผลสำคัญประการใดประการหนึ่ง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มองขาดถึงสถานการณ์จึงนับได้ว่ากิเลนจันทร์แห่งแสงสว่างคือปราชญ์ผู้เยาว์โดยแท้

ชายชราลูบหนวดเคราสีขาวของตนพลางครุ่นคิด

เจ้าอยากพบเซียวอวี้ไปทำไมรึ?

บิดาให้ข้ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนเพลงขลุ่ยกับเซียนดนตรีเซียวอวี้

เยว่เทียนหมิงประสานมือตอบอย่างมีมารยาท

ฮ่าๆๆ  แล้วบิดาเจ้ามิได้บอกรึว่า เซียวอวี้นั้นเลิกบรรเลงดนตรีมานานนมแล้ว!

ผู้สูงวัยกล่าวพลางยิ้มสะใจกับสีหน้าเหรอหราน่ารักของกิเลนน้อยเทียนอ๋าว และยิ้มพอใจกับสีหน้าสงบนิ่งของกิเลนน้อยเทียนหมิง

เอาเถอะ เห็นแก่เรามีวาสนาต่อกัน ข้าจะเล่าให้ฟัง เมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยข้ายังหนุ่มแน่นรูปงาม...

ข้าว่าเจ้าน่าจะเริ่มต้นว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมากกว่า ตัวเจ้ายังกับไม้ผุตายซาก แล้วรูปงามอะไรกันเฮอะ น่ากลัวขนาดนี้ อุ๊บ!

กิเลนน้อยเทียนอ๋าวทะลุกลางปล้องจนเทียนหมิงต้องคว้าตัวหมับมากอดพร้อมเอามือปิดปากไว้ เด็กชายผู้พี่เผยรอยยิ้มแห้งๆ พลางพยักพเยิดให้ชายชราเล่าต่อ

อะแฮ่ม ข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่ได้ถึงหลายร้อยปีที่ไหน พูดแล้วจะหาว่าคุยข้านี่แหละคือเซียนดนตรีผีผาผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพผีผาแห่งแดนมนุษย์ สมัยนั้นข้าได้ยินเสียงเล่าลือถึงแดนสวรรค์ของนักดนตรี ที่น้ำตกเจินจูทันแห่งนี้มีภูติวารีสิบสองนางเป็นเทพเซียนดนตรีอยู่ ข้ามันคนใจร้อนดั้นด้นมาถึงนี่แล้วจึงขอประลองดนตรีกับพวกนาง ประลองไปประลองมาข้าชนะเลยได้เซียวอวี้มาเป็นภรรยา เรารักกันอยู่ดีๆ แต่พอนางมีลูกสาวนางก็แอบถีบข้าตกเตียง ซ้ำยังขับไล่ไสส่งให้มานั่งอยู่ริมน้ำนี่ ข้าร้องเรียกเท่าไรนางก็ไม่ยอมออกมาแถมยังห้ามภูติวารีตนอื่นปรากฏกายอีก สุดท้ายข้าจึงได้แต่นั่งเล่นผีผา วันไหนนางอารมณ์ดีก็จะปรากฏตัวออกมาให้ข้าเห็นสักทีหนึ่ง ข้าขอพบลูกสาวแต่นางกลับตั้งคำถามให้ข้าตอบสามข้อ ข้าตอบแค่ข้อแรกทีไรก็ผิดทุกทีทั้งที่คำถามมันก็ซ้ำๆ เดิมๆ  เจ้าหนูน้อยท่าทางฉลาดจะช่วยคิดคำตอบให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”

ชายชรากล่าวโอ่ลงท้ายด้วยอาการหอบแฮ่กๆ เพราะพูดติดกันจนลืมหายใจ

โอ๋อู่ อั๋งอ๋านไอ่ไอ้แอ้วอังไอ่เอียม!” (โถปู่ สังขารไม่ให้แล้วยังไม่เจียม!)

เยว่เทียนอ๋าวพูดเสียงอู้อี้ทั้งที่โดนปิดปากพร้อมส่งสายตาขอแรงสนับสนุนจากพี่ชาย

เยว่เทียนหมิงเพียงกระแอมสองสามครั้งเพื่อปรามน้องชายให้รักษามารยาท

เช่นนั้น เชิญท่านผู้เฒ่าบรรเลงผีผาเพื่อเรียกเซียวอวี้ออกมาเถิด ข้าจะช่วยสุดความสามารถ

ผู้เฒ่าผีผาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกริ่ม รีบทิ้งเบ็ดตกปลาพลางเดินกระย่องกระแย่งไปกวักน้ำในธารใสมาล้างหน้าล้างมือ เสร็จแล้วจึงล้วงเอาผ้าสะอาดมาเช็ดให้เรียบร้อยอีกทีหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นน้อยๆ คว้าจับผีผาสุดรักอย่างทะนุถนอม

เพียงสัมผัสเครื่องดนตรีล้ำค่าชายชราท่าทางเหลาะแหละก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หลังที่เคยงองุ้มกลับเหยียดตรง แววตาหลุกหลิกกลับขึงขัง บุรุษชรานั่งไขว่ห้างบนโขดหินบรรจงวางผีผาบนตักพิงพาดหน้าอก มือซ้ายประคองกดสาย มือขวากรีดปลายนิ้วทั้งห้าดีดบรรเลง

เสียงผีผาเริ่มด้วยทุ้มต่ำหนักแน่นก่อนลากยาวแหลมสูงราวกับจะกรีดลงกลางหัวใจ

ชายชราเร่งจังหวะ น้ำเสียงแหบเครือเอื้อนเอ่ยไปพลาง

 

โอ้จันทร์! ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า~ข้าไม่อาจคว้าได้

โอ้จันทร์! ลอยเด่นอยู่กลางธารา~ข้าไม่อาจคว้าได้

โอ้จันทร์! เหตุใดจึงมีสองหน้า~ข้าไม่อาจเข้าใจได้

โอ้จันทร์! ส่องแสงเมตตาแต่ใยจึงเย็นชานัก~ข้าเข้าใจไม่ได้

 

เนื้อเพลงเรียบง่ายแต่สื่อความหมายตัดพ้อน้อยใจชัดเจนราวกับตั้งใจจะฝากรอยแผลลงบนจิตใจของผู้ฟัง เยว่เทียนหมิงถึงกับถอนหายใจด้วยความชื่นชม ฉายาเทพเซียนดนตรีผีผาสำหรับชายชราผู้นี้ดูยังจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

ข้างฝ่ายเยว่เทียนอ๋าวกำลังตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าชายชราท่าทางไร้แก่นสารเช่นนี้จะบรรเลงดนตรีได้ไพเราะจับใจนัก

หากเปรียบเสียงขลุ่ยของราชันกิเลนสวรรค์คือธารน้ำฉ่ำเย็นพาจิตใจลอยละล่อง เสียงผีผาของชายชราก็คือเปลวไฟระอุอันร้อนแรงหนักอึ้ง!

  



[1] เซียว (Xiao) เป็นขลุ่ยจีนโบราณประเภทหนึ่ง มีประวัติความเป็นมายาวนาน ลักษณะการเป่าจะเป็นแบบเป่าทางตรง โดยมากทำจากไม้ไผ่ นอกจากนี้ยังมีแบบที่ทำจากโลหะ และหยก

[2] เจินจูทัน หมายถึง น้ำตกไข่มุก

[3]  ผีผา (หรือ ผีผะ แต่คนไทยนิยมเรียกว่าผีผา) คือเครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่งที่สืบเนื่องมาแต่สมัยโบราณ ลักษณะเป็นเครื่องดีดด้วยมือ มี 4 สาย รูปทรงคล้ายลูกแพร์ เปรียบเทียบกับได้กับกีตาร์ซึ่งมีรูปทรงคล้ายลูกน้ำเต้า

[4]  เซียวอวี้ แปลตรงตัวว่า ขลุ่ยหยก (เซียว (Xiao) หมายถึง ขลุ่ยจีนชนิดหนึ่ง, อวี้ (Yu) หมายถึง หยก)

[5] ลูกหลี หมายถึง ลูกแพร์

****************************************************************

สำหรับเบื้องหลังบทนี้ ทีมงานผู้เขียนได้แรงบันดาลใจมาจากวงนักดนตรีจีนที่ชื่อ 12Girls band ค่ะ และเพลงที่ผู้เฒ่าผีผาเล่นก็เป็นเพลงประมาณลิงค์นี้เลยค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

122 ความคิดเห็น

  1. #70 perfectharu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 16:20

    >/////////<

        

    #70
    0