คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

224

ยอดวิวเดือนนี้

6

ยอดวิวรวม


224

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : 0
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ส.ค. 61 15:12 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้






MSN กระดาษ 
เขียน  Boorina
 
เป็นเรื่องสั้น รวมเล่มตีพิมพ์ใน Y Do You Love Me? 3 กับ สนพ. everY ร่วมกับ นข.ท่านอื่นๆ ในปี 2560
**พล็อตนี้มีแรงบันดาลใจและที่มาที่ไปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัว 
คิดไปคิดมา เนื้อหาในนี้เกิดขึ้นจริงสัก 60% เลยนะ
เป็นเรื่องราวความมรักวายๆ ที่คนเขียนยอมใจให้ผู้กองฝุ่นเหลือเกิน

( ลงเพียงตัวอย่างทดลองอ่านนะคะ ไม่สามารถลงทั้งหมดได้ เนื่องจากตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แล้วค่ะ)

  


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 31 ส.ค. 61 / 15:12

บันทึกเป็น Favorite






เรื่อง MSN กระดาษ 
เขียนโดย  Boorina 


หลังรับเงินทอนและใบเสร็จจากพนักงานประจำเคาน์เตอร์ไปรษณีย์ของมหาวิทยาลัยแล้ว คนที่ยืนจ่อก้นผมได้ก้าวเข้ามาแทนที่ อดไม่ได้ที่จะกวาดตาสังเกตนักศึกษาแต่ละคนที่ก้มหน้าก้มตากดมือถือยิกๆ สลับกับเหลียวไปพูดเล่นกับเพื่อนบ้าง บางคนส่งเสียงพึมพำกราดด่าเพื่อนจากหน้าต่างแชทในมือที่ส่งการบ้านมาให้ลอกช้าจนอารมณ์เสีย


บางอารมณ์อดรู้สึกอิจฉาเด็กยุคนี้ไม่ได้ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องมือสื่อสาร จะโทรหาเพื่อนหรือแชทจีบสาวก็รวดเร็วปานจรวด ไม่ต้องแคะกระปุกหยิบเหรียญเต็มกำมือไปหยอดตู้สาธารณะนาทีละสองสามบาท อินเทรนหน่อยก็ใช้แบบบัตรเสียบเข้าเครื่อง มือถือสมัยนั้นยังเป็นจอขาวดำ สร้างความบันเทิงได้มากสุดก็คือการกดเล่นเกมงู การจะให้โทรจีบด้วยโปรโมชั่นโทรนาทีละห้าบาทนั้นก็ดูจะขูดเลือดขูดเนื้อกับผมมากเกินไป ที่ฮิตแบบเก๋ๆ คือการเล่นโทรคุยหนึ่งวินาทีแบบไม่ต้องเสียสตางค์


เรื่องลอกการบ้านแค่ ‘แชะ’ แอนด์ ‘เซนต์ ทู...’ ก็เรียบร้อยแล้ว 


ไม่ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นมาแต่ไก่โห่ ไหนจะต้องเสี่ยงกับการเสียเวลารอต้นฉบับของไอ้เพื่อนเวรที่ยึกยักเล่นตัว กว่าจะโผล่หัวมาก็เกือบแปดโมงเช้า ทำเอาผมต้องรีบลอกตาลีตาเหลือกแทบทุกวัน


แม้จะมี MSN โปรแกรมยอมฮิตให้ใช้สื่อสารกัน ก็คงต้องรอให้ถึงเวลาหลังเลิกเรียนเพื่อที่จะได้กลับไปต่ออินเตอร์เน็ตกับพีซีเล่นที่บ้านหรือร้านอินเตอร์เน็ต ได้ยินเสียงตึ๊งตึ่งดังพร้อมช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ปรากฏที่มุมจอทีไรหัวใจเป็นอันกระดอนกระเด็นเต้นตุบตับ ต้องเหลียวดูทุกทีว่าเป็นคนๆ นั้นรึเปล่านะที่ออนเอ็ม ไอ้เราก็เสียเวลาคิดอีกหน่อยว่าจะใช้สเตตัสอะไรดีที่จะสามารถสาธยายความรู้สึกที่มีต่อเขาในตอนนี้ได้ (ซึ่งใช่ว่าเขาจะสนใจอ่าน) ฟิลลิ่งครั้งยังเป็นวัยรุ่นสมัยนั้นมันช่างคลาสสิคชวนละมุนกรุ่นหัวใจทุกครั้งที่คิดถึง


ฉึก!


ระหว่างที่ผมกำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยผ่านป้ายตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องบินกระดาษสีขาวลำหนึ่งได้กระพือปีกละลิ่วมาปะทะเข้ากับหัวไหล่ของผม ตอนที่ก้มลงเก็บเพื่อส่งคืนให้เจ้าของที่ยังมองไม่เห็นหัว สายตาได้ปะทะกับตัวอักษรสีดำที่ถูกตวัดลากยึกยือบนปีกได้ขี้เหร่จับจิตจับใจ


‘What the hell อยากเป็นคนเลวที่ใกล้ชิด’


เมื่อพิจารณาดีแล้วจึงพบว่าน่าจะเป็นการปาพลาดเป้าหมาย เมื่อไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของผมจึงวางแหมะลงบนโต๊ะใกล้ๆ แล้วเดินผ่านไป ดูท่าน่าจะอายจนไม่กล้าปรากฏตัว ก็มุขจีบสาวกากซะขนาดนั้น ไม่ให้งุดหัวหลบได้ไงล่ะ


ว่าแต่เด็กสมัยนี้มีปัญญาคิดได้แค่เนี้ย? 


เถื่อนนำมัดใจสาว?


เหอะๆ ช่างคิดไปนะ


แต่ตอนเห็นเครื่องบินกระดาษมันทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ไม่คาดคิดว่ายังมีคนใช้วิธีนี้ม่อสาวอยู่


‘Son of a bitch แอบสะกิดกวนทีเผลอ’


ใช่ กวนจนเส้นประสาทที่ฝ่าเท้าเริ่มชักกระตุก รู้สึกทะแม่งๆ กับข้อความที่ได้รับในวันถัดมา ไม่เสี่ยวแล้วยังเห่ย ถ้าโผล่หัวออกมากราบกรานขอเป็นศิษย์จะเมตตาสอนวิธีจีบสาวให้ เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกขายขี้หน้าแทนจริงๆ 


‘Holy shit อยากสนิทอยากขอเบอร์’


นั่นเป็นข้อความที่ปรากฏบนเครื่องบินกระดาษที่ถูกเช่าเหมาลำบินร่อนมาถึงผมเป็นครั้งที่สาม ทำเอาผมหลุดร้องออกมาว่า


“ไอ้โบราณเอ๊ย”


สมัยนี้ใครเขาขอเบอร์โทรไปโทรจีบกันวะ เขาขอแอดไลน์กันทั้งนั้นแหละ ลองไล่อ่านข้อความต่อกันตั้งแต่ฉบับแรกทำให้รู้ว่าข้อความทั้งหมดคล้องจองเป็นบทกลอนเสี่ยวๆ กวนโอ้ย และคงเรียกตีนหากไอ้บุคคลลึกลับยอมเปิดเผยตัวตนสักที


คิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนให้กับเหตุการณ์เดิมในสถานที่เดียวกันแต่ต่างวันและเวลา ทำให้ชัดเจนแล้วว่าผมกำลังถูกเด็กนักศึกษาหมายตา ไม่รู้ว่าเอาจริงหรือเล่นขำ แต่ควันขาวเริ่มพวยพุ่งออกจากรูหูบ้างแล้ว คาดว่าเจ้าของเครื่องบินกระดาษน่าจะเป็นเด็กที่เคยแดกเอฟวิชาของผมไปแล้วเกิดคิดแค้นขึ้นมา
แล้วเป็นใครกันล่ะ เยอะจนนึกไม่ออกเลยทีเดียว 


ตั้งใจว่าหากมันยังไม่หยุดกวนตีน ผมคงต้องลงมือตอบกลับข้อความ ล่อหลอกแล้วกระชากหนังหน้าขี้ขลาดของมันให้ออกมาจากมุมหลืบ มุมที่มันกำลังแอบมองผมด้วยความสนุก จากนั้นก็อบรมจริยธรรมความคิดให้อีกสักยก ให้รู้ไปสิว่ามีปัญญาสอบเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่เข้าใจคำสั่งสอนของผม ที่ปรารถนาดีอยากให้ศิษย์หลุดพ้นจากโคลนตมขึ้นมาเฉิดฉายเหนือผิวน้ำ 


ทว่าในเช้าวันศุกร์ที่ดอกไม้สีเหลืองกำลังร่วงโรยจากต้นอโศกเขาสูงใหญ่หน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์จนเกลื่อนพื้น เครื่องบินกระดาษลำที่สี่ซึ่งมีสีฟ้าต่างจากวันก่อนๆ ได้บินแหวกม่านกลีบสว่างนวลมากระแทกที่กลางอกผมเข้าอย่างจัง หลังอ่านข้อความนั้นแล้วสองเท้าผมคล้ายถูกตรึงแน่นกับพื้นถนน กระทั่งสายตายังชะงักนิ่งมองกระดาษในมือ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นด้วยกลัวจะมีอะไรบางอย่างตีแสกกลางหน้าเข้ามา


เป็นข้อความที่มาเติมบทสุดท้ายของบทกลอนจนสมบูรณ์ 


พร้อมความทรงจำที่ไหลย้อนให้คิดถึงเรื่องราวในอดีต


ผ่านมากี่ปีแล้วนะ กับ MSN กระดาษเหล่านั้น


นานแค่ไหน... ที่เราไม่เจอกัน


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ณ โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดซึ่งติดทะเลแห่งหนึ่ง... 


ก่อนเรียนจบชั้นมัธยมต้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าหลายคนในห้องได้เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า พวกเราสมาชิกห้อง ม.3/11 ทั้ง 33 คนควรทำกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อเสริมสัมพันธภาพและสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันเก็บไว้ เพราะมีหลายคนกำลังเตรียมสอบเข้ามัธยมปลายในกรุงเทพฯ บางคนได้โควต้าเรียบร้อยแล้ว บางคนต่อให้เรียนในโรงเรียนเดิมก็แยกไปเรียนสายศิลป์บ้างสายวิทย์คณิตบ้าง ภาพเพื่อนทั้งหมดในห้องเรียนเดียวกันแบบวันนี้คงไม่มีอีกแล้ว 


จากการพูดคุยกันตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา และทำการโหวตโดยลงคะแนนเสียงลงบนกระดาษที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ภายในห้องเรียนคาบวิทยาศาสตร์ของอาจารย์สุดโหดได้ข้อสรุปว่า เราจะทำการเล่นบัดดี้กัน ถือเป็นการเทคแคร์ดูแลเพื่อน ได้ทำอะไรเพื่อเพื่อนสักคนที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมาพบกันอีก อีกอย่างใช่ว่าอยู่ร่วมกันมานานสามปีแล้วจะสนิทกันทุกคน ถือโอกาสนี้ทำให้ทุกคนรักและเป็นเพื่อนที่ดีในความทรงจำกันดีกว่า


หลักจากจับสลากบัดดี้ในช่วงพักกลางวันแล้ว สิ่งที่ได้เห็นต่อจากนั้นคือการที่เพื่อนบางคนได้รับขนม ของกิน สาวๆ บางคนพากันดี๊ด๊า บางคนก็โดนแกล้งขำขันกันไป แต่ละคนต่างพยายามสืบเสาะล่อถามว่าใครกันวะเป็นบัดเดอร์ของตัวเอง


ช่วงบ่ายแทบไม่มีสมาธิเรียนหนักกว่าเดิม เพราะต้องคอยรับส่ง MSN กระดาษที่ถูกส่งวนไปมาถึงบัดดี้โดยไม่มีถึงผมแม้แต่ฉบับเดียว บางทีมันอาจเป็นคนที่ขาดเรียนในวันนี้ก็ได้


“ไอ้คุณนิล มึงจับสลากได้ใครเป็นบัดดี้วะ” เสียงสอดเสล่อดังขึ้นด้วยความอยากเสือก ผมเหลียวมองเพื่อนที่นั่งคู่กันอย่างไอ้ฮอร์นพลางเบะปากส่ายหน้ากวนตีน “แลกกัน เดี๋ยวกูบอกของกู”


“กูไม่ได้อยากรู้ไหมวะ”


“กูรู้ว่ามึงอยากรู้”


“สรุปคือมึงอยากเสือกบอกของมึงให้กูรู้มากกว่า แต่มึงก็ยังเสือกอยากรู้ของกูด้วย”


“เออ บอกไม่ได้ไงวะ หวงเหรอ แต่กูเห็นมึงทำหน้าระรื่นท่าทางจะได้คนที่โอเค เพราะถ้าเป็นไอ้เหี้ยฝุ่นมึงต้องมาขอเเลกกับกูแน่ๆ" 


เป็นชื่อที่แม้จะแค่ได้ยินก็สามารถทำให้หน้าตึง น้ำลายฝืดเฝื่อนที่ลำคอ ส่งผลให้ผมต้องเบือนหน้าไปนอกหน้าต่างกว้าง มองสีเขียวของต้นไม้ให้ชุ่มชื่นใจก่อนจะหันกลับไปตวาดใส่หน้าไอ้เพื่อนสนิทข้างกายว่า 


“พ่อมึงสิ! กูจะยิ่งดีใจมากกว่า จะถือโอกาสแกล้งเอาคืนมันซะเลย ชอบกวนตีนกูดีนัก เกลียดขี้หน้าแม่ง ตัวต่อตัวไหมวะถ้าแน่จริง แหม่ ชอบแหย่ปากล่อตีนกูตลอด” 


“หราาาาาาา กล้าพูดให้มันได้ยินไหม” 


แหม กล้าดูถูกกู กระดูกคนละเบอร์ยังจะมาถามว่ากล้าไหม ใช้เศษสมองในหัวคิดแล้วใช่ไหมถึงได้พูดออกมา


“ถ้ากูกล้ากูก็โง่แล้วไหม สัด! รอกูฟิตกล้ามก่อน นี่เพิ่งได้วันแพคมามัดนึง”


“ก้อนนั้นที่พุงมึงมันมีมานานแล้วไหมครับเพื่อน”


“เสือก ล้อกูตลอด ย้ายที่นั่งไปนั่งกับมันเป็นเด็กหลังห้องเลยไป!”


“ตรงนั้นคุยกันจัง พชรนิล! ไหนลองออกมาทำโจทย์ตรีโกณฯ ข้อนี้สิ”


“ฮะ!… คะ… ครับ... ขอเอาหนังสือออกไปดูสูตรหน่อยได้ไหมครับอาจารย์”


“ได้”


“ขอบคุณครับ” ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ไอ้ตัวข้างๆ “อิเชี่ย ไอ้ห่าฮอร์น เพราะมึงคนเดียวมาชวนกูคุย” ขมุบขมิบปากด่าใส่มันที่นำพาความซวยมาให้ผม เพื่อนในห้องต่างรู้ดีว่าผมเกลียดวิชานี้เข้าไส้ กับวิชานี้ผมไม่เคยสอบตกแต่ก็สอบได้คะแนนน้อยเป็นอันดับท้ายๆ ของห้องอยู่ดี ตอนที่เดินซึมกระทือออกไปหน้ากระดาน ไอ้วาโยสุภาพบุรุษรูปหล่อที่นั่งโต๊ะโซนหน้าห้องได้อาศัยจังหวะที่อาจารย์หันไปคุยกับไอ้โมหัวหน้าห้องรีบยัดโพยใส่มือผม


“เอาไปโว้ยไอ้นิล”


“ขอบใจว่ะ ตอนเย็นเลี้ยงโค้ก” 


เหมือนเทวดามาโปรด... โพยแผ่นนั้นทำให้ผมรอดพ้นจากการถูกหักคะแนนได้ในที่สุด


พูดถึงไอ้หมอนี่... ผมโคตรชอบนิสัยมันเลย มันเพิ่งเข้ามาเรียนด้วยกันตอน ม.2 เป็นการย้ายโรงเรียนตามพ่อที่เป็นปลัดจังหวัดและต้องมาประจำการที่นี่ นิสัยมันแมนเข้ากับหน้าตาหล่อเหลา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชายต่างพากันชอบและรักมัน ไม่รู้พ่อแม่เลี้ยงมายังไงมันถึงได้กลายเป็นสุภาพบุรุษขวัญใจของเพื่อนๆ แต่ด้านแย่ของมันก็มี เช่นบางทีก็ดีจนเซ่อเรื่องจีบสาวมากเกินไป


แต่ก็เพราะแบบนั้นไม่ใช่รึไง ที่ทำให้ผมแอบมองมันอยู่บ่อยๆ มองผู้ชายดีๆ คนหนึ่งแล้วมันเพลินตาเพลินใจ อยากร่วมแกงค์เป็นเพื่อนสนิทชิดใกล้ แต่เพราะช่องว่างบางอย่างทำให้ผมเป็นได้แค่เพื่อนร่วมห้อง ทำได้แค่แอบชมชอบและปลื้มอยู่ห่างๆ


ช่องว่างที่ว่าก็คือ... ห้องนี้เป็นห้องคิง เป็นห้องเด็กเก่งประจำชั้นปี ส่วนใหญ่เด็กที่เรียนห้องนี้จะจบมาจากโรงเรียนประถมชื่อดังและบ้านมีสตางค์จากตระกูลมีชื่อของจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแต่ละตัวมันรู้จักและสนิทกันมาหลายปีแล้ว ตัวของไอ้วาโยก็ด้วย มันเรียนประถมที่นี่ก่อนต้องย้ายตามพ่อเพราะหน้าที่การงานก่อนจะย้ายกลับมาอีกครั้งในช่วง ม.2 ด้วยเกรดและมันสมองเลยทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนเก่าในห้องเรียนนี้


ส่วนตัวผมน่ะเหรอ เป็นเด็กต่างอำเภอที่จบประถมศึกษาจากโรงเรียนประจำตำบลที่ห่างไกล ยังจำได้เลยว่าตอนมาดูประกาศผลสอบเข้ามัธยมต้นซึ่งรับจำนวน 750 คนนั้นผมแว้นมอเตอร์ไซด์เวฟร้อยของพ่อมาไกลเกือบร้อยกิโลฯ แถมยังเกือบซิ่งชนคนก่อนถึงโรงเรียนอีก ผมรีบบิดเผ่นหนีทันที เพราะถึงไม่ได้ชนก็กลัวโดนเอาเรื่องเพราะไม่มีใบขับขี่อยู่ดี 


ผมนึกถึงภาพตัวเองยกมือขึ้นท่วมหัว ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะเบียดเสียดเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้าไปประชิดติดขอบบอร์ดประกาศ ความรู้สึกผมตอนไล่ดูชื่อตัวเองจากอันดับสุดท้ายขึ้นมาคล้ายดิ่งลงเหว เพราะไล่ขึ้นมาเท่าไหร่ก็ไม่เจอชื่อตัวเอง จนแทบจะตัดใจตอนเหลืออันดับ 1-100 ให้ลุ้น ชีวิตแม่งยากไปไหนวะ 


แต่โอ๊ะโอ! 


‘เหี้ย!!! 32 ได้ไงวะ’


‘กระจอกว่ะ’เสียงที่ดังก้องกระแทกหูในตอนนั้น ทำให้ผมต้องเงยหน้าสูงจนคอแทบเคล็ดมองไอ้ร่างสูงผิวแทนคมเข้ม หน้าตาหยิ่งผยองจองหอง สายตาเฉี่ยวที่มองกดผมมาเต็มไปด้วยความดูเเคลน ก่อนจะสังเกตเห็นหัวคิ้วมันขมวดมุ่น แล้วโพล่งถามผมออกมาว่า ‘นุ่งกางเกงน้ำตาล จบจากที่ไหนอ่ะ บ.ต.ค. โรงเรียนบ้านเตี้ยโคตรรึไงวะ’


‘...ไม่เสือกสิ เพื่อนเล่นไง’


อิห่าดำจัญไร ถึงกูจะสูงแค่ร้อยหกสิบห้า แต่ตอนนี้ร้อยแปดสิบถ้วนพอดิบพอดีแล้วโว้ย ถึงมึงจะยังสูงกว่ากูเกือบสิบเซ็นต์ก็เถอะ 


ในตอนนั้นอดไม่ได้ที่จะแอบจำชื่อมันที่หน้าอกแล้วไปไล่หาบนบอร์ดประกาศ ก่อนจะทำให้ผมยิ่งเดือดหนักเมื่อไอ้เวรที่ผมเกลียดขี้หน้าดันสอบเข้าติดในลำดับที่ 2 การจะด่ามันคืนว่าไอ้โง่! ไอ้กาก! ก็เหมือนด่าตัวเองซะมากกว่า จากนั้นชีวิตผมก็เหมือนตกนรกเมื่อต้องมาเรียนร่วมห้องกับมัน 
มันที่ชื่อว่า เชี่ยฝุ่น!


“กากแฮะเตี้ย ต้องอ้อนขอตัวช่วย” 


เป็นน้ำเสียงเดิมแต่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันที่ดังเข้าหูผมตอนที่เดินกลับเข้ามานั่งประจำที่หลังแก้โจทย์เสร็จ แต่ดันต้องสวนทางกับเพื่อนเวรร่วมห้องที่เดินออกไปแก้โจทย์ข้อต่อไปเพราะเข้าเรียนสาย ผมถอนหายใจเอือมระอาให้กับไอ้จัญไรที่ชอบกวนประสาท ก่อนหันไปส่งยิ้มขอบคุณไอ้วาโยคนดีมีน้ำใจศรี ม.3/11 ที่ปลื้มนักหนา


“ดำแล้วยังเสล่อกับชีวิตกูอีก”


“แล้วไง แต่กูไม่โง่ พุงไม่โต” แล้วมึงจะเดินชนไหล่กูทำซากอ้อยเหรอไอ้เชี่ยฝุ่น!


แต่เห็นมันเลวชอบแกล้งผมแบบนั้นมันก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทเดียวกับไอ้วาโย ทำเอายากเกินกว่าผมจะพาตัวเข้าไปร่วมแกงค์ได้ กูทำใจไม่ลงบอกเลย
คาบเรียนสุดท้ายของวัน เพื่อนแต่ละคนยังคงมุ่งมั่นในการเรียนพร้อมทำหน้าที่ส่งของส่ง MSN กระดาษอย่างครื้นเครง ส่วนผมเป็นได้แค่บุรุษไปรษณีย์รับส่งสาร จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะการถูกทำเมินแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนไม่เป็นที่ต้องการของใคร เหมือนพวกบ้านนอกแตกแยกผิดแผกจากคนอื่นในห้อง มันเป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในช่วงแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ แต่ก็หายไปนานแล้วจนเผลอคิดว่าตัวเองคงเข้ากับทุกคนได้แล้วเป็นอย่างดี
แต่พอเจอเหตุการณ์นี้เข้า อดคิดไม่ได้ว่าคนที่หยิบสลากได้ผมเป็นบัดดี้อาจเป็นคนที่ไม่ชอบขี้หน้าผม เกลียดผม หรือเขาอาจอยากได้คนอื่นเป็นบัดบี้มากกว่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คงแย่ว่ะ


“นิลๆๆๆๆๆๆๆๆ” มึงเรียกกูเป็นนินจาฮาโตริเลยนะฮอร์น “จดหมายรักถึงมึงว่ะ วี้ววววว หายหงอยๆ โว้ย”


หลังจากที่หัวใจดำดิ่งจนเจ็บแปล๊บทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมก็เป็นอันยิ้มออกจนหน้าบานแข่งกับพุงกลม รับ MSN กระดาษที่ถูกพับเป็นเครื่องบินกระดาษเล็กๆ มาจากมันแล้วคลี่ออกด้วยมือที่สั่นระวิงด้วยความตื่นเต้น โปรดเข้าใจอารมณ์ผมหน่อยเถอะ ว่า ณ มุมหลืบเล็กๆ ในหัวใจ มันมีความกลัวเหลือเกินว่าจะไม่เป็นที่ต้องการและรังเกียจของเพื่อน โดยเฉพาะไอ้วาโย ถ้ามันมีความรู้สึกแบบนั้นล่ะก็... โคตรเจ็บว่ะ 


ตัวอักษรสั้นๆ ถูกเขียนด้วยหมึกสีดำ อ่านแล้วก็ชะงักนิ่ง กระทั่งมือยังหยุดสั่น


‘Fuck You!’


แปลว่าอะไรวะ?


.
.
ขออนุญาตลงเพียงเท่านี้เนอะ ฝากอุดหนุนผลงานด้วยนะคะ ^^






ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Boorina จากทั้งหมด 10 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น