Curse of Blood ความลับแห่งบีอา [BL, YAOI]

ตอนที่ 4 : [RW] Episode 03:: "Snore!"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,564
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    19 ม.ค. 62





Lucky number of Mathinic

6-6 (Six-Six) หรือ 66 (Sixty-Six) คือเลขนำโชคของมาตินิค

ทุก ๆ รุ่นการศึกษา เมื่อเปิดภาคเรียนแรกไปได้ครบ 66 วัน...

มาตินิคเกม... จึงเริ่มต้น...

..

Time 06.09 AM.

ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยทำอะไรสำเร็จอย่างจริง ๆ จัง ๆ แม้แต่ครั้งเดียว...

ตั้งแต่ยังเด็ก เขาไม่ใช่คนเรียนเก่งหรือมีความสามารถโดดเด่นในด้านใดเป็นพิเศษ เป็นแค่คนธรรมดา ใช้ชีวิตติดดิน อาศัยอยู่กับครอบครัว พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว และน้องสาวผู้มีพรสวรรค์อีกหนึ่งคน

ครอบครัวของเขา แม้จะอยู่ในฐานะปานกลาง แต่ละคนต่างมีความสามารถแตกต่างกันออกไปคนละด้าน

ด้วยความที่รู้หนทางชีวิตของตนเอง และความกล้าที่พวกเขามี พวกเขาจึงดูเปล่งประกาย มีชีวิตชีวา และเข้มแข็ง

ต่างกับเขาที่ซึมกะทือ ไม่รู้จะวางชีวิตตนเองไว้ที่จุดไหน เมื่อเผชิญหน้ากับคนอื่น เขาจะก้มหน้างุด ไม่พูดไม่จาหรือพูดเสนอความคิดเห็นใด ๆ 

เขารู้... เขาเป็นได้เพียงของตำหนิ  

ดังนั้น เมื่อมีจดหมายตอบรับมาจากมาตินิคส่งมาที่บ้าน ครอบครัวของเขาจึงดีใจมาก เขาเองก็พลอยดีใจไปด้วย

โรงเรียนที่ใครต่อใครก็อยากเข้า ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคหรือสวรรค์ดลบันดาลให้คนที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จลุล่วงได้รับโอกาสนี้

เขารู้สึกขอบคุณ ตื่นเต้นจนตัวลอย หลงคิดว่าต่อจากนี้ชีวิตจะต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ครอบครัวจะมองเขาอย่างภาคภูมิใจ เขาจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ดียิ่งกว่าตอนนี้ อนาคตของเขาจะต้องสว่างไสว

แต่... กว่าจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เขาเองก็ต้องทนรับกับ นรก ตอนนี้

เขายิ้มขื่น ขยับคอเสื้อเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจปกปิดรอยกัดที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำ

นี่เป็นเพียงหนึ่งในบาดแผลเล็ก  ๆ น้อย  ๆ เท่านั้น ในไม่ช้า มันจะมีเพิ่มมาอีก

บางที นี่อาจเป็นโชคร้าย...

เขาหลับตาลง กล่าวโทษความโชคร้ายอันไร้ตัวตน ใช้มันเป็นเหตุผล ยอมจำนนต่อโชคชะตาโดยดุษณี

เอาเถอะ ชีวิตเขาคงไม่มีอะไรโชคร้ายไปมากกว่านี้แล้ว

........................................................................

.....................................................

ใช่ เขาคิดว่าอย่างนั้น...

น้องสาวลูกประสบอุบัติเหตุ เธออยู่ได้อีกไม่นาน

อย่างน้อย... ลูกควรกลับมาดูเธอในวาระสุดท้าย

เขาอ่านข้อความสั้น ๆ ของมารดา ที่แอบลักลอบส่งเข้ามาด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าที่สุด ทอดสายตาไปยังท้องฟ้าที่เป็นสีครึ้มหมอง เหมือนเขาในยามนี้...

ไร้ซึ่งชีวิตชีวา และกลวงเปล่ายิ่งกว่าอากาศ   

ให้กลับไปหาเธออย่างนั้นเหรอ

น้ำตาหลั่งรินจากดวงตาที่อับแสง

เขา... ทำไม่ได้

เพราะมาตินิคจะไม่อนุญาตให้เขาออกไป

เพราะที่นี่... คือกรงขัง ที่กัดกร่อนชีวิตของเขาไปทีละนิด

เขาหัวเราะก้อง ราวกับคนเสียสติ ปราศจากสีสันใดที่หลงเหลืออยู่ในดวงตา

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำได้เพียงหลับตา กล่าวโทษชะตาชีวิตอย่างหมดสิ้นหนทาง

อา ชีวิต

บัดซบสิ้นดี

.

.

.

แต่... มันหาใช่จุดจบ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมายืนอยู่ที่นี่... หน้าห้องหมายเลข 99 ของนักเรียนที่ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์หรือผีกันแน่

เรื่องเล่ามากมายถึงตัวตนปริศนา มนุษย์ล่องหนที่เป็นที่น่าเกรงกลัว ไม่เคยมีใครเห็นตัว...

เป็นคนพิเศษยิ่งกว่าใคร...

ช่างแตกต่างจากเขา คนที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยสักครั้ง... ปกป้องอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง

ทว่า... ขอแค่ครั้งนี้...

ได้โปรด... ช่วยผมด้วย...

แค่ครั้งเดียวเท่านั้น...

เขาหยิบซองจดหมายที่เล่าเรื่องราวทั้งหมด สอดมันไว้ใต้ประตูห้องพักโดยไม่ให้ใครเห็น แล้วรีบเดินจากมาด้วยใจที่กระวนกระวาย มองซองขาวที่ยื่นออกมาจากประตูด้วยความหวั่นไหว ว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบรับคำขอ

ทว่า... ลาเทนจะต้องตอบรับกลับมาแน่

ไม่ใช่เพราะมั่นใจ แต่เป็นเพราะเขาไม่เหลือทางเลือกอื่นให้กอดเกี่ยวนอกจากการคาดหวังอันเลื่อนลอยอีกแล้ว...

.

Time 10.11 AM.

ในคาบวิชาการต่อสู้ ร่างหนึ่งวาดลวดลายตรึงสายตาทุกคู่ไว้ชะงักงัน

เท้าบางตวัดฟาดก้านคอของร่างสูงกว่าสลบภายในเปรี้ยงเดียว คนอื่นเห็นท่าไม่ดี พยักหน้าส่งสัญญาณแล้วเปิดฉากรุมโจมตี

เด็กหนุ่มตวัดตา มองคนใกล้ตัวสุดด้วยสายตาดุดัน ยกมือขึ้นรับหมัดหนักที่พุ่งมา มืออีกข้างสับคออีกฝ่าย พร้อมส่งเท้าไปด้านหลังถีบคนที่พุ่งมากระเด็นไปไกล อีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งถูกจัดการด้วยการโดนบิดข้อมือไขว้หลัง ผลักให้ลง แล้วตามไปเหยียบซ้ำ ส่วนอีกคนโดนท่าจับทุ่มทีเดียวจอด

ผมถึงกับกลั้นลมหายใจ

หลายคนรุมยังแพ้ราบคาบ...

มันช่าง... 

แฮก ๆดวงหน้าหวานชุ่มเม็ดเหงื่อ เม็ดเหงื่อไหลซึมจากผิวหนังขับเน้นให้ผิวสีขาวเปล่งประกาย ดวงตาสีมรกตหวานฉ่ำดูเด็ดขาด หนักแน่นราวกับนักสู้ผู้อาจหาญ

...เย้ายวน ยอดเยี่ยม

ถ้าไม่ติดว่าสองมือของผมถือสัมภาระเอาไว้ ผมคงจะปรบมือดัง ๆ ตะโกนออกไปประหนึ่งสาวน้อยคลั่งไคล้นักแสดง เจ้าชายน้อยสุดยอด !!’

วันนี้ธาเนลสวยจังเลยน้า~” เบลริเอล่าที่มาดูการฝึกกระโจนเข้าหาธาเนลที่ยังเหนื่อยหอบ เด็กหนุ่มอ้าแขนรับสาวเจ้าไม่ทันจนกระเด็นถอยหลังไปสองสามก้าว ใบหน้าหวานของธาเนลจมลงไปในอกขนาดลูกแตงโมสองลูกอย่างไม่ตั้งใจ แต่เรียกเสียงโหจากหนุ่ม ๆ ในห้องได้

แต่เบลริเอล่ายังคงนัวเนียธาเนลไม่หยุดหย่อนธาเนลเวลาต่อสู้เท่สุด ๆ อยากรู้จังเลยว่าใครจะได้เป็นเจ้าสาวของธาเนล

คุณเบลล่า... อ่ะ คุณคลูเอล และคุณเอน่าด้วย ทั้งสี่คนมาอยู่ที่นี่...?” ธาเนลมองตาใส มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ

พวกเราอยากมาดูหนูธาเนลสุดเซ็กซี่ของพวก...

ปรึกษางานคืนนี้ริเซเอน่าเอ่ยแทรกก่อนที่เบลริเอล่าจะร่ายยาว

งานคืนนี้?” ธาเนลเอียงคออย่างงงงัน งานอะไรเหรอครับ?”

มาตินิคเกมคลูเอลอธิบายเสียงเรียบงานแข่งกิจกรรมกระชับมิตรระหว่างนักเรียนสายขาวกับสายดำ จัดขึ้นหลังเปิดภาคเรียนแรกไปได้ 66 วัน เริ่มกิจกรรมตั้งแต่เที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า แต่ละรุ่นจะมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน...

แล้วรุ่นเราล่ะครับ

ไม่รู้

คิ้วผมกระตุก

นักเรียนสายขาวแข่งกับสายดำเนี่ยนะ

ความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน

แล้วทุกปีสายไหนชนะเหรอฮะ?”

สามเสียงพร้อมใจกันตอบ

สายดำ/ พวกเรา / ต้องสายดำซี่

“...”

วินาทีนั้น เสมือนกับว่ามีเพลิงโกรธลุกท่วม ผมอยากจะวิ่งไปหยิบป้ายประท้วงไปตะบันหน้าไอ้ผอ.(เวร) ทันใด

แค่จำนวนประชากรสายดำก็ชนะขาดแล้ว XXX! งานแข่งกระชับมิตรบ้าบออะไร นี่มันยิ่งกว่างานกระชากมิตรเสียอีก!! แล้วดูเวลาจัดกิจกรรมสิ เที่ยงคืน!! เวลาเอื้ออำนวยพวกแวมไพร์สุด ๆ ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน! คิดจะให้นักเรียนมนุษย์ถูกอัดยับใช่ไหม รู้สึกมีความสุขกับการเห็นเด็กมนุษย์ถูกทรมานใช่ไหม ไอ้โรคจิต! ไอ้ @#$@#%!!

..

Time 04.37 PM.

ขี้โกง

ฟาแท็บที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้ากระจกห้องตนเองทำหน้าประหลาดใจกับเสียงไร้ที่มา แต่เขาก็ปรับสีหน้าเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

ขี้โกงอะไร?” ฟาแท็บถามอย่างขี้เล่นพลางปลดกระดุมเสื้อ เผยไหปลาร้าบุ๋มลึก ผิวขาวเรียบลื่นและกล้ามเนื้อแข็งแรง มีมัดกล้ามที่ผมไม่มี

ผมเบือนหน้าหนีภาพขัดตาตรงหน้า ทุกอย่าง... ทั้งเวลา จำนวนคน พละกำลัง

เหนือกว่าทุกอย่างเสียจนมองไม่เห็นทางที่จะชนะ 

คนสวมเสื้อหัวเราะขำเสียงนุ่ม

ผมหน้างอ 

นอกจากแววตาจะสร้างปัญแก่ใจผมแล้ว เสียงช่างกวนบาทาดีแท้

มาตินิคเกมน่ะหรือ?”

อือ

ฟาแท็บมอง ความว่างเปล่าข้างเตียงอยู่หลายวินาที กระทั่ง เห็นปุยผมสีดำยุ่ง  ๆ นอนฟุบบนเตียง รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้าฟาแท็บขยับกว้างขึ้น

มันไม่สำคัญนี่ ต่อให้แวมไพร์มีจำนวนเท่ากับจำนวนมนุษย์ อย่างไรเสีย พวกเราก็ชนะ…คนที่ยังสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยโน้มหน้าเข้ามาใกล้ผม กล่าวด้วยน้ำเสียงซุกซนเหมือนเด็ก ๆ

แต่ เอ~ ปีนี้ก็ไม่แน่

สายตาเขาดูพร่างพราวไม่น่าไว้ใจ แต่ยังแย่น้อยกว่าการที่เขาเอาลมหายใจเย็น ๆ เจือกลิ่นหอมของผลลูเธร่ามาแตะคอผม

ผมขนลุกวาบ ลมหายใจของฟาแท็บทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้ หัวใจลีบหดรุนแรงจนแทบสำลัก เมื่อหัวเผลอนึกถึง <เสียงเรียก> และที่บัดซบยิ่งกว่าคือสมองที่ปั่นป่วน จนทำให้เกิดมโนภาพของคนตรงหน้าฝังคมเขี้ยวลงบนคอผม สูบธารชีวิตผมอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งผมสิ้นใจ กลายเป็นซากศพเน่าเปื่อย...

หลังมือผมเปียกชุ่มด้วยเม็ดเหงื่อ ท้องไส้บิดเกร็ง ใจผมเริ่มแกว่งเสียหลักค้ำจุน แม้สีหน้าที่แสดงออกมาจะดูไร้อารมณ์มากก็ตาม

ไร้สาระผมผลักเขาด้วยสองมือที่สั่นเล็กน้อย ดีนะที่ผมยังคุมเสียงไม่ให้สั่น

ฟาแท็บหัวเราะ คงนึกว่าแกล้งผมสำเร็จ แต่มันไม่ได้มีเพียงแค่นั้น

ผมเมินหน้า

ดูเหมือนเหตุการณ์เมื่อสองคืนจะส่งผลกระทบมากกว่าที่ผมคิด

ตั้งสติสิ เมื่อกี้นี้คือฟาแท็บนะ นายจะรู้สึกแบบนั้นไม่ได้

นายจะกลัวฟาแท็บไม่ได้…

ถ้าไม่นับเรื่องที่ผมใคร่รำคาญสายตาเทิดทูนที่มองผมเหมือนผมเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก ฟาแท็บคือคนที่ยืนอยู่เคียงข้างผมตลอด ไม่ว่าจะเวลาไหน ไม่ว่าจะต้องเจอเรื่องทนทุกข์ทรมานเพียงใด แม้แต่พี่สาวที่เก็บผมมาเลี้ยง ชอบพร่ำบอกว่ารักผมที่สุด ยังทอดทิ้งผมไปในเวลาที่ผมต้องการเธอมากที่สุด  

มีแค่เขาที่อยู่กับผม

การที่ฟาแท็บยืนหยัดอยู่ข้างผมมาตลอด ทำให้เขากลายเป็นคนเดียวที่ผมเชื่อใจ เหมือนกับที่เขาเคารพและศรัทธาในตัวผม มาสเตอร์ ของเขา

การที่ผมห้ามตนเองไม่ให้กลัวเขา ไม่ใช่เพราะมันจะทำให้ผม มาสเตอร์ อ่อนด้อยกว่า แต่เพราะมันคือการทรยศความเชื่อใจของเรา

คนเราจะเชื่อใจกันได้ เพราะ สายสัมพันธ์ ไม่ใช่เพราะ ความหวาดกลัว

ถึงผมจะบอกว่าผมกลัวทุกคนที่เป็นแวมไพร์ รวมถึงตัวเขา แต่ผมไม่เคยแสดงท่าทางออกไป ฟาแท็บเลยยังเป็นฟาแท็บแบบที่เห็นในทุกวันนี้

...เขาที่กล้าหยอกล้อ มาสเตอร์ ของตนเองได้หน้าตาเฉยอย่างไม่ยี่หระ  

แต่ลองผมหลุดท่าทีหวาดกลัวเขาสิ… ทุกอย่างที่ผมและฟาแท็บเพียรสร้างกันมาอาจพังทลายครืนทันที  

ผมมองแผ่นหลังกว้างคนที่กำลังผูกเนกไทด้วยสายตาครุ่นคิด

สิ่งที่ผูกมัดผมกับฟาแท็บไว้ ไม่ใช่ความรู้สึกลึกซึ้งเหมือนความรัก แต่เป็นความเชื่อมั่นที่ได้รับการพิสูจน์จากช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน

ความสัมพันธ์ที่ผมจะไม่ยอมให้มันถูกทำลายลงเด็ดขาด

อ๋อ ใช่...!เสียงดีดนิ้วเปาะฉุดผมที่กำลังคิดนู่นนี่กลับมาสู่โลกปัจจุบันปีนี้พิเศษกว่าปีอื่นด้วย

อย่างไร?”

งานปีนี้จะเลิกเร็วกว่าปกติชั่วโมงหนึ่งน่ะ

ผมย่นคิ้ว ไม่กระจ่างในสิ่งที่เขาพูดอย่างไร?”

เห็นบอกว่าปีนี้นักเรียนสายขาวมันน้อยกว่าทุก ๆ ปี...

ต่อให้?”

น้อยกว่ารุ่นก่อนสองคน เลยลดลงเวลาให้ชั่วโมงหนึ่ง?

ขอบใจนะ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ฮ่า ๆ ทำนองนั้นแหละ แต่ผลคงไม่ต่างจากเดิมเสียเท่าไหร่คนพูดแสดงความเหนือกว่าแบบไม่ปกปิด มองสำรวจตนเองในกระจก แจกยิ้มให้ทีหนึ่ง... ใช่สิ มันหล่อ เบื่อจริง พวกหน้าตาดี

ดูถูกกันจริง

ฟาแท็บมองผม ยิ้มตาวาว ฉีกกว้างเผยเขี้ยวข้างมุมปากแต่... ก็อย่างว่า ปีนี้มันไม่แน่...”

ผมกอดอก ใคร่ฉงนกับ ไม่แน่ถึงสองครั้งแล้วถาม อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้น?”

เพราะปีนี้ นักเรียนสายขาวมี นายอย่างไรล่ะ ลาเทน

คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ผมทำหน้าเหี้ยมแบบพวกตัวร้าย หรือชักหน้าซีดเพราะความตื่นตระหนก

เพียงแค่... กลอกตาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นลาเทน มันก็ไม่ได้ดีเสมอไปหรอกครับ

..

Time 08.16 PM.

แสงจากโคมไฟฉายริบหรี่ในห้องนั่งเล่นอันมืดสลัว บรรยากาศล้าหลังและกลิ่นอายโบราณของชนชั้นสูงอบอวล ไม่ว่าจะเป็นของตกแต่ง โซฟาหรูหรา พื้นหินอ่อนปูด้วยพรมแดง เตาผิงในกำแพงห้อง หญิงสาวในชุดคนรับใช้ที่ยืนประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของคฤหาสน์กุหลาบ สถานที่หักผ่อนสำหรับแวมไพร์ยศขุนนางขึ้นไป และสำหรับมนุษย์บางคนที่ได้รับเลือก

ธาเนล เบลริเอล่า คลูเอล และริเซเอน่านั่งดื่มชาที่โซฟา แต่มีเพียงธาเนลและเบลริเอล่าเท่านั้นที่นั่งคุยกันอย่างออกรส

ถ้าเป็นอย่างที่คุณคลูเอลว่า ผมก็ต้องกังวลสิครับธาเนล มนุษย์คนเดียวที่ได้รับสิทธิ์พิเศษหลุบตาถ้าสายขาวแพ้ ผมก็แย่น่ะสิ...

แต่ปีนี้พวกสายขาวมีธาเนลผู้เก่งกาจอยู่ พวกเราอาจแพ้ก็ได้น้า~”

เบลริเอล่าใช้ปลายนิ้วจิ้มแก้มนุ่มของอีกฝ่าย คนถูกชมหัวเราะเสียงนุ่มขณะลอบยิ้มเก้อเขิน ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก...

เบลริเอล่าหัวเราะ

ใช่ ไม่ได้เก่งอะไรมาก แค่สามารถล้มผู้ใหญ่ลงได้ง่าย ๆ จัดการพวกอันธพาลได้ด้วยตัวคนเดียว ว่องไวและปราดเปรียว สมกับที่ถูกจับฝึกศิลปะการป้องกันตัวมาตั้งแต่อายุยังไม่แตะสี่ขวบ

แต่... ก็ยังถูกจำกัดความสามารถด้วยคำว่ามนุษย์อยู่ดี

หากจะให้เทียบชั้นกับแวมไพร์ระดับคิงและควีนอย่างพวกเธอแล้ว...

เป็นอะไรที่เทียบกันไม่ได้

ชีวิตเป็นเหมือนกับการพลิกหน้ากระดาษ...

เสียงพูดเฉื่อยชาเหมือนคนเพิ่งตื่นมาจากร่างที่นอนขดตัวอ่านหนังสือเมื่ออ่านครั้งแรก ไม่มีใครรู้ว่าเนื้อเรื่องในหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร เจ้าจะตัดสินผลลัพธ์ก่อนมันจะเกิดขึ้นไม่ได้...

แวมไพร์สาวเบ้หน้าหงิก กลับไปห้องสมุดของนายไป๊!! เรลเทีย!! เบลริเอล่าสะบัดมือไล่ จะนั่งก็นั่งดี  ๆ กินที่น่ะ รู้ไหม

เรลเทีย เนซไทล์ แวมไพร์ระดับคิง ยศขุนนาง ผู้มีร่างกายเปรียบดังคนใบหน้าไร้เพศ เส้นผมสีขาวละเอียดดุจหิมะรวบเป็นหางม้าเล็ก  ๆ ดวงตาที่มุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับหนังสือใต้กรอบแว่นอันเบ่อเร่อดูเทอะทะราวกับจมลงในโลกของตนไปแล้ว

ห่างไปจากการรวมกลุ่มของมนุษย์หนึ่งคนและแวมไพร์อีกสี่ตน ใกล้เตาผิงที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วง ราซาเซล เทโอคีน นั่งจิบไวน์บนเก้าอี้เงียบ ๆ ดวงตาสีแดงเข้มจัดจับจ้องเปลวเพลิงที่ลุกโชน อีกไม่กี่ชั่วยามจะดับมอดลง

ไม่ต่างไปจากมือที่ยื่นไปคว้าดวงดาว… พร้อมจะแตกหักทุกชั่วขณะ

เหม่ออีกแล้วเหรอ?” ร่างของราซาเซลเอนไปด้านหลัง บ่งชี้ว่ามีใครบางคนกำลังเล่นกับเก้าอี้อย่างไม่กลัวตาย

หากเป็นคนอื่น ราซาเซลคงไม่มีทางปล่อยให้รอด แต่กับเจ้าของน้ำเสียงตึง แข็งกระด้างอันเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวแล้ว ต้องนับเป็นข้อยกเว้น

หืมแวมไพร์ที่อันตรายที่สุดในโลกครางในคอเสียงแผ่ว ริมฝีปากขยับโค้งเป็นยิ้มบาง ไม่นี่

นูโบล โอโทล อีกหนึ่งแวมไพร์ยศขุนนาง ระดับคิง สหายเก่าแก่ของเขา... 

ภายนอกนั้นคือเด็กหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเขียวใบไม้ระต้นคอ ใบหน้าแสนธรรมดา รูปร่างที่ไม่ได้สูงใหญ่แต่ล่ำสัน ดวงตาของเหล่าสายเลือดบริสุทธิ์ที่ส่องประกายเดือดพล่านเต็มไปด้วยพลังชีวิตเหลือล้น แต่เมื่อมองลึกเข้าไป สิ่งที่ค้นพบคือกระแสความแปรปรวน  

โกหก

นูโบลกดที่พิงให้เก้าอี้เอนมาด้านหลัง จนเมื่อสบตากับราซาเซลที่แหงนหน้ามองตน เขากล่าวเสียงจริงจัง ลมหายใจของนายช้ากว่าปกติ การไหลเวียนของเลือดก็ช้าลง และการที่นายไม่ยอมพูดกับใคร เป็นการบอกให้รู้ว่านายกำลังเหม่อ’”

นูโบลปล่อยมือจากเก้าอี้ ยิ้มกว้างอย่างรู้ทันนายก็รู้ว่าหูฉันดีขนาดไหน

เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด… อันไร้ก้นบึ้ง

ใช่ ข้ารู้

คิดอะไรอยู่รึ...นูโบลถามหรือมันจะเกี่ยวกับเรื่องน่าสนใจเมื่อมะรืน...

เจ้าช่างรู้ใจข้าราซาเซลผินหน้า ใบหน้าคมคายถูกฉาบด้วยสีของไฟจากเตาพิงได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของเรลเทีย... ข้าถึงนึกออก

คำพูดที่ชวนให้นึกบทเพลงนั่น... บทเพลงของเด็กหนุ่มผู้ถือร่มสีดำ...

นึกอะไรเหรอ?”

รอยยิ้มถูกจุดบนวงหน้าสมบูรณ์แบบ ราวกับประติมากรรมที่พระเจ้าสรรค์สร้าง

เรื่องตลก

นูโบลนิ่งอึ้งไปกับคำตอบที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากสหายสนิท แสยะยิ้มกว้าง ตบไหล่ราซาเซลอย่างชอบใจเฮ! สนใจใครอยู่ใช่ไหม บอกหน่อยสิ

ดวงตาสีแดงเข้มจัดฉายประกายดำมืดอันเย็นเยียบ และยากจะหยั่งถึง

เจ้าอยากรู้?”

นูโบลพยักหน้าแรง ๆ

ราซาเซลยิ้มร่า คนผู้นี้ ข้าไม่ให้เจ้าแย่งไปหรอกนะ

เสมือนกับแสงภายในห้องริบหรี่ลง อำนาจที่โอบล้อมอยู่รอบกายคนพูดแผ่ซ่านออกไปเป็นคลื่นพลังหยาบที่ราวกับจะแช่ไอน้ำในอากาศให้กลายเป็นน้ำแข็ง แวมไพร์ทั้งสี่และอีกหนึ่งมนุษย์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลพากันตื่นตัว ขณะที่นูโบลหัวเราะขำกับสหายที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ทำอะไรลงไป...  

ใช่ ไม่รู้ตัวเลย เพราะแม้แต่ตอนนี้ เขาก็ยังสลัดภาพมือเล็ก ๆ ที่เอื้อมไปคว้าดาวในค่ำคืนนั้นไม่ได้

คนผู้นี้... ข้า... สนใจมาก

ความกระหายที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยล่วงรู้ยื่นหน้ามากระซิบข้างริมหู พร่ำกล่าวความต้องการที่อยู่ภายในส่วนลึกของเขาซ้ำไปซ้ำมา

ทำลายมันซะ

..

แล้วพบกันคืนนี้... ลาเทน...

..

Time 09.04 PM.

จะไปแล้วนะ

อืม

...จะไปแล้วนะ

อืม

ไม่มองหน่อยเหรอ...

ไม่ นายไปเถอะ

ฟาแท็บยืนชะเง้อหัว จับลูกบิดประตู ร้องอืมในคอ

แต่ก็... ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

สักครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงเจือสี

แสดฉายประกายวับวาวระคนตื่นตระหนกและหวั่นกังวล

ผมที่นอนแผ่กลางเตียงหรี่ตาลง กำลังถามว่าเป็นอะไร แต่ฟาแท็บกลับส่งเรียกผมเสียก่อน

ลาเทน ดวงตาสีแดงเจือสีแสดสอดส่ายไปมารอบตัว

เขาดูเหมือนสับสน ไม่แน่ใจและเคว้งคว้าง สภาพไม่ต่างจากเด็กเล็กที่ถูกปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว

มันดูตลกดี แต่เมื่อความหวาดหวั่นทอประกายชัดเจนยิ่งขึ้น ผมก็รู้แล้วมันผิดปกติ

แต่อะไรที่ผิดปกติ?

ลาเทน...

ผมนั่งนิ่ง... มองปฏิกิริยาของฟาแท็บ ขบคิดอย่างมั่นใจแล้วว่า เขามอง ไม่เห็น ผมแม้สายตาเขาจะทอดมองมาที่ผมเกินเจ็ดวินาทีไปแล้ว  

เกิดอะไรขึ้น

ลาเทน... ลาเทน... ลาเทน...

เรียกหลายรอบทำไม?”

ฟาแท็บส่งยิ้มแห้ง แต่ผมกลับเห็นความโล่งอกในดวงตาคู่นั้น

ดวงตาของเขาคงสะท้อน ผมแล้ว

นึกว่านายออกจากห้องไปแล้ว

เมื่อกี้มันอะไรผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจปกตินายรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนนี่

ใช่...ฟาแท็บงึมงำ เหมือนไม่อยากบอกแต่ก็ต้องจำใจบอกแต่... ไม่รู้สิ อยู่ ๆ นายก็ดู ว่างเปล่าเสียงทุ้มเว้นช่วงอย่างกังวล ฉันตกใจมาก นึกว่านายจะหายไปซะแล้ว

ผมพ่นลมหายใจ ไร้สาระ ดีนะที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ผม ไม่งั้นผมจับเคาะหัวไปแล้ว

ฟาแท็บหัวเราะแห้ง แต่ผมก็พอรับรู้ความโล่งใจจากน้ำเสียงนั้น “...นายว่ามันเพราะอะไร?”

เพราะผมอารมณ์เสียละมั้งผมว่าอย่างไม่ใส่ใจนัก ขนาดผมยังไม่รู้ว่าความสามารถนี้มันมาจากไหน กับปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้มันทวีความรุนแรงมากขึ้น ผมจะรู้ไหมล่ะ

ฟาแท็บเอียงคอ พึมพำเสียงเบาแต่ผมพอจะจับคำพูดได้ราง ๆ หรืออาจเป็นเพราะ... ถึงเวลาแล้ว...

ผมทำหน้าฉงน เวลา...?”

ฟาแท็บยิ้มแก้มปริ ขอเลือดนายหน่อยสิ

ผมเบือนหน้า สะบัดมือไล่ ฝันไปเถอะ ขอให้สนุกกับงานคืนนี้

พูดจบผมก็ตลบผ้าบนเตียงฟาแท็บมาห่อตัวเองจนมีสภาพไม่ต่างจากดักแด้

ผมหลับตาพริ้ม กดหน้าลงกับหมอนนุ่มอย่างสบายใจ

“...ได้ฟาแท็บเปิดประตู แต่ก่อนที่เขาจะออกไป เขาเบือนหน้ามองผม ถามด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ จะไม่ไปงานคืนนี้เหรอ

จะรบเร้าให้ไปให้ได้ใช่ไหม

ผมชันตัวขึ้น เมื่อขยับตัวผ้าห่มที่คลุมรอบไหล่ก็ร่วงไปที่ตัก ร่างกายผมสั่นเล็กน้อย อากาศคืนนี้เย็นเฉียบกว่าค่ำคืนก่อน ๆ เห็นได้ชัด ว่ามาสิ ไปแล้วผมจะได้อะไร

แม้ผมคือ มาสเตอร์ ของเขา แต่ผมจะไม่ใช้อำนาจกดข่มฟาแท็บเด็ดขาด...

ยัง... มันยังไม่ถึงเวลาต้องใช้

ดังนั้น การประนีประนอม จึงเป็นวิธีที่ง่ายเมื่อเรามีความเห็นไม่ตรงกัน และในฐานะ มาสเตอร์ ที่ดี ผมพร้อมจะรับฟังคำพูดของเขา

ถ้ามันเข้าหูผม...

ไม่สนเกมคืนนี้บ้างเลยหรือ?”

ผมมองตาขวาง ตอบจากใจคือไม่

นี่เป็นโอกาส นอนเต็มอิ่ม ที่นานที จะมีหนเชียวนะ

ขณะที่ทุกคนต่างมุ่งไปเล่นเกม ผมสามารถนอนอุตุอยู่ในห้องอย่างสบายใจ ไม่ต้องมาฟังเสียงคนอ่ะอ้าอ๊ากันเหมือนตลอดสองเดือนที่ผ่านมา แล้วคุณจะให้ผมละทิ้งโอกาสทองแบบนี้ไปนะเหรอ

บ้าบอที่สุด! (ถ้าเป็นเรื่องการนอน ผมสู้ยิบตาเลยครับ)   

ฟาแท็บแสร้งทำเสียงเศร้า ว้า... น่าเสียดาย...

...

ต่อให้นายมาไม้ไหน ผมก็ไม่ยอมใจอ่อนให้หรอก

ฟาแท็บกอดอก ตาคู่คมหรี่ลง

เขารู้กล่อมไปก็คงไม่มีประโยชน์ ยิ่ง มาสเตอร์ ของเขายืนยันเสียงแข็งแบบนี้ด้วยแล้ว ทว่า... เขาก็ไม่อยากตัดใจโดยง่าย เพราะถ้ามาสเตอร์ของเขายอมเข้าไปร่วมกิจกรรมในคืนนี้ บางทีความกลัวที่มีต่อพวกเขาอาจจะลดลงไป... แม้สักนิดก็ยังดี…

แวมไพร์หนุ่มถอนหายใจยาว ทั้ง ๆ ที่นี่คือโอกาสที่ดีแท้ ๆ...

คำกล่าวรำพึงแสนเรียบง่าย ไม่ได้แฝงแรงอารมณ์ลึกซึ้งหรือความโศกเศร้า แต่มันทำให้ผมที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มและหมอนเปิดตาขึ้น ค่อย ๆ คลายผ้ารอบกายลง พอศีรษะพ้นจากกองผ้า ผมได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า…

รอยยิ้มพร่างพราว แสนจริงใจ

มันอาจจะน่ากลัว… แต่… มันต้องไม่เป็นไร

ไม่ใช่แค่ริมฝีปากที่ขยับโค้งเป็นรอยยิ้ม แม้แต่ดวงตาของเขาก็กำลังยิ้มอยู่เช่นกัน

...แม้ดวงตาของเขาจะไม่สะท้อน ตัวผมทว่า... รอยยิ้มในดวงตาของเขามีไว้เพื่อผม

ความรู้สึกอุ่นใจฟุ้งฟูอยู่ในอก ผมเกือบจะกลั้นรอยยิ้มตนเองไม่อยู่

ทั้งรู้สึกชอบและไม่ชอบความรู้สึกนี้ มันทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน ผมเองก็หวาดกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนอ่อนแอ

ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะปกป้องนายเอง

ผมหลุบตา ครุ่นคิดกับตนเอง

แล้วถอนหายใจ

ให้ตายเถอะ…

ผมขยี้หัวตนเองอย่างนึกหัวเสีย พูดกลับด้วยเสียงไม่เต็มใจนัก

ผมดูแลตัวเองได้น่า

ฟาแท็บชักสีหน้าแปลก ๆ แต่เมื่อนึกได้ว่าคำพูดของผมคือ การตกลง เขาหลุดเก๊ก ขำพรืดเสียยกใหญ่ จนผมต้องเขม่นตาปรามเขา ฟาแท็บถึงเลิกหัวเราะ

สุดท้ายก็ไปจนได้

ไม่อยากยอมรับหรอกนะครับ แต่ผมแพ้ทางรอยยิ้มของคนตรงหน้าแบบหมดรูปตลอดเลย...

เจ็บใจชะมัด

..

Time 10.01 PM.

 

ผมกลับมาที่ห้องของผมเพื่อเปลี่ยนเสื้อ ขณะนั้นเสียงของคนที่ยืนรออยู่ด้านนอกดังทะลุมาถึงในห้อง

เฮ้ อย่าลืมเอาช็อกโกแลตไปด้วย

ผมที่กำลังเช็กสภาพตนเองอยู่หน้ากระจก มองไปที่ประตูอย่างสงสัย 

เพื่ออะไร?” ผมไม่ยักจะเล็งเห็นความเชื่อมโยงว่ามาตินิคเกมต้องนำช็อกโกแลตไปด้วยเลยนะ

 ใช้แก้ง่วง จะได้ตื่นทั้งคืนฟาแท็บที่ยืนรอผมอยู่นอกห้องกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง นายอาจไม่รู้นะ แต่เวลานายง่วงนายจะเป็นคนขี้เซา อารมณ์ร้ายสุด ๆ อย่างกับผู้หญิงมี...

ผมยกขาถีบประตูดังปึง ฟาแท็บปิดปากฉับ ขอบใจสำหรับคำแนะนำห่วย ๆ แต่ผมไม่มี

พอเข้าใจอยู่หรอกว่าเขาเสนอด้วยความหวังดี แต่เฮ้ ผมเองก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อกินกับนอนอย่างเดียวหรอกนะ โดยเฉพาะเด็กมนุษย์ในวัยผม การโต้รุ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่นอนไปเสียคืนหนึ่งจะเป็นอะไรไป

โอ้ ฉันมี เอาไหมฟาแท็บตบถุงห้อยช็อกโกแลตข้างเอว

ดีผมเดินออกจากห้องที่ 100 มือขยับจัดเนกไทที่เบี้ยวให้เข้าที่เอาห้าชิ้น

ดวงตาไร้ร่างสะท้อนของผมเบิกกว้างเยอะเกินไปแล้ว! นี่รสเข้มข้นเลยนะ แค่สองชิ้นก็พอแล้ว!” แล้วที่สำคัญ มันแพงมากด้วย!

ผมฉีกยิ้มร้ายกาจ

จะได้ตาตื่นทั้งคืน

สีหน้าของฟาแท็บดูไม่ได้ ผมอมยิ้มให้กับชัยชนะขาดลอย

เมื่อเดินออกจากห้อง ฟาแท็บกลับยื่นซองจดหมายสองฉบับให้

ผมโก่งคิ้ว ของนาย ทำไมไม่อ่านเองเล่า 

เปล่า

หือ ส่งถึงผมเหรอ?” ผมพลิกจดหมายสองฉบับ จดหมายสองเหมือนกันตรงที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งและผู้รับ เอามาจากไหน

เจอมันสอดอยู่ใต้ประตูห้องพักที่ 99...”

ถ้าอย่างนั้นคงส่งให้ผมจริง ๆ 

ดวงตาใต้เส้นผมยุ่งของผมหรี่ลง

ดูจากสีและเนื้อกระดาษ จดหมายฉบับแรกเป็นสีขาวสะอาดตา มีกลิ่นน้ำยาสดใหม่ที่หาซื้อได้ในโรงเรียน ตรงกันข้ามกับจดหมายอีกซองที่มีเนื้อสาก สีออกเหลืองปนน้ำตาล มีกลิ่นเก่าของไม้หอมบางอย่างติดอยู่เล็กน้อย แต่ที่ตรึงสายตาผมที่สุด คือ ตราประทับรูปเถาวัลย์สีแดงที่พันล้อมรอบดอกกุหลาบสีดำ

ตราประจำโรงเรียน...

ผมฉีกซองจดหมายเสียตรงนั้น

ฟาแท็บเบือนหน้าไปอีกด้าน ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ครั้นหางตาสังเกตเห็นว่าอีกฟากของทางเดินมีกลุ่มคนพลุกพล่าน เขาตวัดมือขึ้นสร้างกำแพงลมอำพรางสายตา

ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง จนเมื่อสายตาฟาแท็บ เห็น ผมอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าเคร่มขรึม และแววตานิ่งเฉยของคนอ่าน  

เรื่องยุ่งยาก?”

เรื่องไร้สาระไม่ประเทืองปัญญา ผมพับจดหมาย ยื่นให้ฟาแท็บ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำลายทิ้งซะ

มองฟาแท็บที่ใช้ลมฉีกกระชากจดหมายสองฉบับ ป่นจนแหลกเป็นเศษละออง ทว่าความหนักอึ้งที่ตกค้างอยู่ภายในอารมณ์กลับไม่ได้เลือนหายไป

จดหมายสองฉบับนี้กล่าวกันไปคนละเรื่อง แต่ที่เหมือนกันคือสร้างเรื่องให้ผมปวดหัวได้ไม่ต่างกัน

เรียวนิ้วผมขยับไปคลึงข้างขมับ บรรเทาอาการปวดภายใน

ท่าทางเหมือนคนแก่ไม่มีผิดเลยเรา

ผมกระตุกเสื้อเขา ฟาแท็บ เขามองผมอย่างคนเฝ้ารอคำตอบ

เราคงต้องแยกกัน

แล้ว?” ฟาแท็บขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าผมยังกระตุกเสื้อเขาไม่เลิก

ผมมองสีหน้าต้องการอะไรจากสังคม?’ ของฟาแท็บ แล้วแบมือไหนล่ะ? ช็อกโกแลตคำขอหน้าตาย แต่นาทีนี้หากไม่หน้าด้านเช่นผม มีหรือจะได้รับของฟรี

ไหนทีแรกทำเหมือนจะไม่เอา...ปากขยับบ่น แต่ก็โยนช็อกโกแลตให้ทั้งถุง

ผมรับมา ยัดเข้ากระเป๋ากางเกงอีกข้างจนตุง ลอบยิ้มเจอกันที่ห้องจัดงาน

ฟาแท็บมองความว่างเปล่าของเส้นทาง จนครบเวลาที่กำหนด ดวงตาสีแดงเจือสีแสดสะท้อน ร่างของผมที่กำลังเดินห่างไกลออกไปจะไปไหน

ห้องสมุด

ให้ไปส่งไหม

ไม่ต้องมองผมก็รู้ได้เลยว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหน

ต้องเป็นสีหน้าแบบที่ผมไม่ชอบมากแน่ ๆ

ไม่จำเป็นผมโบกมือให้เขาแบบไม่หันกลับไม่มอง

แล้วผมก็หายไปจากการมองเห็นของเขา...

..

Time 10.25 PM.

ค่ำคืนสงัดก่อนเหมันต์มาเยือนชักนำไอเย็นสู่เขตท้องฟ้าของมาตินิค ท้องฟ้าไร้กลุ่มเมฆบดบังเผยจันทร์เสี้ยวใกล้เต็มดวง กลุ่มเมฆาเคลื่อนตัวต่ำและอ้อยอิ่ง นุ่มนวลอย่างน่าประหลาด ความประหลาดนี้เองที่สะกดสายตาของชายชราในชุดคลุมสีน้ำตาล แสงจันทร์ฉาบไล้ซีกหน้า ให้เห็นร่องรอยความโหดร้ายของวันเวลาที่กัดกร่อนชายผู้นี้ไปทีละน้อย

ดวงตาสีชาทอแสงเย็นเยียบเหม่อมองไปไกลแสนไกล สู่ภาพเลือนรางที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้น

ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาหลายปีแล้วสินะ

วันแห่งความวิปโยค...

วันที่เด็กพวกนั้นต้องหลั่งเลือด

เอี๊ยด

เสียงลั่นของบานประตูห้องสมุดถูกเปิดโดย ความว่างเปล่า

ประตูปิดสนิท เหลือเพียงห้องมืดและอากาศอันเย็นเฉียบ ดวงตาสีชาเบนไปที่ประตู เพื่อพบความว่างเปล่านั้น

ทว่าก่อนที่จะได้เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา เสียงพูดอันไร้ที่มาเอ่ยถามอย่างเฉยชา

คุณเรียกผมมาทำไมครับ? อดีตผู้อำนวยการ

สายตาของผมกวาดมองร่างตรงหน้าอย่างประเมินค่า เมื่อก้าวเข้าไปใกล้เขา จ้องมองเข้าไปในดวงตาอันนิ่งสงบเสมือนภาพสะท้อนของกระจก ความหวาดระแวงยิ่งพุ่งสูงขึ้น

แม้จะอยู่ในวัยชราภาพ แต่ความองอาจและน่าเกรงขามกลับไม่ได้บั่นทอนลงแม้แต่น้อย ร่างสูงแข็งแรงของชายชราผิวแทน เส้นผมสีชา ดวงตาคู่เรียวสีชาอันสงบนิ่ง หนักแน่นเกินกว่าจะมีสิ่งใดมาสั่นคลอน เป็นแววตาของผู้มากประสบการณ์ที่ถูกกาลเวลาขัดเกลามายาวนาน

ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าเขามองไม่เห็นผม แต่ไม่ว่าผมจะขยับไปทางไหน สายตาเขาก็จะไปหยุดที่จุดจุดนั้นเสมอ แม้สายตาของเขาที่ไม่ สะท้อนตัวผม

กับฟาแท็บยังพอทำเนา แต่คนที่ผมไม่เคยรู้จักด้วยแล้วมันคนละเรื่อง

ประกายแสงวาบในดวงตาผม

ถ้าจำเป็น ผมก็ต้อง...

ข้ามีของขวัญจะให้เจ้า

ของขวัญ?” ผมหลุดหน้าเซ่อไปชั่วขณะ หยุดความคิดถลำลึกในหัว มองคนที่กำลังเดินกลับไปหลังจุดบริการที่ให้ยืมหนังสือด้วยสายตาอับเปล่า

หรือว่านี่จะเป็นการลองเชิงแบบใหม่

ผมหลับตาข้างหนึ่ง กล่าวอย่างกวนประสาทกลับ ของเล่น ของกิน หรือของใช้เหรอครับ?” ต้องขออภัยด้วยนะครับ ท่านผู้อาวุโส แต่ผมไม่คิดจะลองเชิงอะไรทั้งนั้น

ของดี

“…”

ท่านผู้อาวุโส… ท่านจะตอบเช่นนี้ด้วยสีหน้าท่อนไม้แบบนั้นไม่ได้นะ

ผมสูดลมหายใจ ลองคิดในใจเล่น ๆ ว่าถ้าคนที่อยู่ตรงหน้าคือฟาแท็บ รองเท้าผมคงปลิวไปเสยแล้ว โทษฐานกวนประสาทผมไม่ดูเวลา แต่กับคนคนนี้... เขาคงไม่ได้กำลังพูดผ่อนคลายบรรยากาศใช่ไหม...?

มองสีหน้าเรียบนิดติดจะมึนตึงไปบ้าง ผมยิ้มข้างมุมปาก

เอาเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ผมอ่านจดหมายของท่านแล้วครับ ท่านออสโล

ออสโล โมเลปัส อดีตผู้อำนวยการมาตินิครุ่นที่สิบ หลังลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเมื่อสิบสองปีก่อนก็ผันตัวมาเป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ เลื่องลือในเรื่องของความถูกต้องและความมีระเบียบวินัย จนนักเรียนขานักเลงยังไม่กล้าหือ  

ทว่า... นั่นเป็น ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเมื่อห้าปีที่แล้ว...  

ผมแปลกใจ ที่คนที่น่าจะตายไปแล้วอย่างคุณยังมีชีวิตอยู่ ผมถามอย่างต้องการรู้ คุณคือออสโลตัวจริงใช่ไหมครับ

คนของพี่สาวเจ้าสืบเรื่องข้าแล้วสินะออสโลดึงห่อผ้ากองหนึ่งขึ้นจากช่องเก็บของระวังตัวดีนี่

ผมส่ายหัว กล่าวด้วยเยือกเย็นฟาแท็บคือคนของผม ไม่ใช่ของเธอ

คนคนนี้รู้เรื่องผมมากแค่ไหน  

...ถ้าอย่างนั้นที่ลงทุนเข้าโรงเรียนมาด้วย ชื่อปลอมก็ไร้ความหมายน่ะสิ

ออสโลไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ สายตาจดจ่อกับปลายนิ้วที่กำลังคลี่ห่อผ้าไว้ทีละชั้นคนผู้หนึ่งฝากสิ่งนี้ไว้กับข้าเมื่อนานมาแล้ว บอกว่าเมื่อถึงเวลา ค่อยนำมาให้เจ้า

ผ้าหยาบร่วงหล่น แสงจันทร์ที่สาดเข้ามากระทบสิ่งที่อยู่ภายในทำผมตาพร่า ครั้นพินิจอย่างละเอียด ความเย็นวะวาบอันไร้ที่มาแล่นปราดไปทั้งสันหลัง ก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณระวังภัยอย่างไม่ทันตั้งตัว เหงื่อเม็ดใสไหลซึมจากขมับ

ผมเม้มริมฝีปากซีด

มัน… อะไร

กล่องเหล็กสีนิลถูกสลักเสลาเป็นเถาวัลย์สีทองที่สุดปลายม้วนเป็นหมาป่ายืนตระหง่านอยู่บนยอดหินสีเงิน แหงนหน้าส่งเสียงหอนให้กับจันทราครึ่งเสี้ยวสีโลหิต

แค่กล่องที่เก็บรักษาก็ได้บ่งบอกถึงเรื่องราวอันลึกซึ้ง เช่นนั้นของที่อยู่ภายในเล่า?

ผมชะงักเท้าที่กำลังก้าวถอยหลัง

บางอย่างในตัวผมกระซิบบอกด้วยความหวั่นเกรง... และเดือดพล่าน

ภายในนั้น… มีบางสิ่งที่ไม่สมควรแตะต้อง… ทว่าก็เป็นบางสิ่งที่จะตอบรับความปรารถนาของผมได้ 

พริบตานั้น หัวใจผมเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง ริมฝีปากเผยอออกสั่น ๆ ทั้งหวั่นเกรงและตื่นเต้น ทั้งปรารถนาและไม่พึงปรารถนา ขัดแย้งกันไปหมด

อันตรายเหลือเกิน

จงรับไว้บรรณารักษ์เฒ่ายื่นกล่องนั้นให้ผม

ผมส่ายหน้า ไม่

ประกายตานิ่งเฉยลุกวาวเล็กน้อย เพราะอะไร?”

ผมไม่รู้ผมก้มหน้า พยายามเรียบเรียงถ้อยคำเพื่ออธิบายความคิดในหัว ป้องกันไม่ให้เผยความรู้สึกอันขัดแย้งของตนเอง มันดู… ลี้ลับ อันตราย... ไม่สมควรเป็นสิ่งที่มนุษย์จะถือครอง… มนุษย์อย่างผม

โดยเฉพาะคนที่เห็นแก่ตัวอย่างผม... ที่สนใจเพียงความต้องการของตนเอง

เธอรู้สินะว่ามันคืออะไร

ผม... คิดว่าผมรู้ เพราะอย่างนั้น... ผม... ไม่เหมาะสมหรอก

ผมรู้เลยต่างหาก

เพียงเห็นกล่องครั้งแรก ในใจของผมถึงได้เต้นรัว ดวงตาผมเปล่งประกายวาบ ไม่อาจปกปิดความต้องการจะครอบครองสิ่งเลอค่าที่มีประวัติอันยาวนาน

ทว่าเมื่อลองฉุกคิดแล้ว หากผมได้ถือครองสิ่งเลอค่าไว้ในมือ ผม จะกลายเป็น ตัวอะไร...

จะยังเป็น ผม อยู่หรือเปล่า...?

ถ้าไม่ ผมก็ต้องบอกกับตนเอง…

ห้ามรับ... ห้ามแตะ... ห้ามยุ่ง...

และห้ามจำได้...

จริงดังเจ้าว่าชายเฒ่ามองผมด้วยดวงตาอ่านไม่ออก มือเหี่ยวย่นยกฝากล่อง เผยโฉมสิ่งเลอค่าภายในนั้นแต่ในเมื่อคนผู้นั้นยกสิ่งนี้ให้กับเจ้า... มันก็เป็นของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะปฏิเสธมัน เจ้าสมควรรับมันไว้

เพราะมันคือเครื่องมือที่จะนำพาเจ้าไปสู่ จุดจบ แห่งชะตากรรมของตนเอง

คนคนนั้นที่คุณพูดถึง... หมายถึงใครหรือครับ?”

ออสโล โมเลปัส ไม่ตอบคำถามผม เขาแค่ยื่นของในกล่องให้อำนาจแวมไพร์ไม่อาจแตะต้อง มนุษย์ไม่อาจมองเห็น และเผ่าพันธุ์ที่สร้างขึ้นมาไม่อาจล่วงรู้ถึงความลับของสิ่งนี้ มีเพียงผู้ถือครองเท่านั้นที่อ่านมันออก…

แล้ว… มันคือ...?”

ท้ายที่สุดผมก็เอาชนะความอยากของตนเองไม่ได้

ผมยื่นสองมือไปรับ หนังสือ ปกแข็งสีดำล้วนทำจากหนังสัตว์ที่ใหญ่กว่าหนังสือปกติสองเท่า ล้อมกรอบสีทองทั้งปกหน้าและหลัง ความหนาของหน้ากระดาษสีนวลตามีมากกว่าพันห้าร้อยหน้า น้ำหนักน่าจะหนักอย่างน้อยสองกิโล แต่เมื่อสัมผัสกลับค้นพบว่าความจริงแล้วมันเบายิ่งกว่าขนนก

ทว่ากลับไม่มีทั้งชื่อหนังสือ รวมถึงชื่อผู้เขียน...

ที่น่าพิศวงยิ่งกว่าคือตัวอักขระที่ใช้เรียบเรียงอยู่ในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด คืออักขระที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผมกลับอ่านมันออกทุกตัว

พิลึกพิกลดี ว่าไหมครับ

นี่คือ หนังสืออักขระมายา เขียนขึ้นมาโดยเผ่าพันธุ์แสงจันทร์ ผู้ถือครองคนแรกคือคริสตาเมี่ยน เวเฮมเม่ ราชันย์พรายรุ่นที่สิบห้า และตอนนี้...

ชายชราฉวยจังหวะที่ผมเผลอ พลิกหนังสืออักขระมายาไปยังหน้าสุดท้าย...

หน้าสุดท้ายที่มีชื่อของผู้ถือครองหนังสืออักขระมายาคนปัจจุบัน...

ชื่อจริงของผม… ที่ถูกเขียนไว้ด้วยโลหิตขององค์ราชันแห่งภูตพราย

เจ้า… คือผู้ถือครอง… คนที่สอง

“...”

ผมพูดอะไรไม่ออก หัวใจเต้นแรง กว่าจะค้นหาเสียงตนเองเจอก็ใช้เวลาพอสมควรผมควรรับไว้เหรอ...

การได้ครอบครองหนังสือเล่มนี้ ผมรู้เลยว่า ชีวิตผมหลังจากนี้ จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ... ผมที่เปลี่ยนเป็น ผม

ทว่าก็ยังนึกขลาดกลัวอยู่ลึก ๆ กับการเปลี่ยนแปลง... หวาดกลัวว่าชีวิตอันสงบสุขที่เคยมีมาจะหายไป

อา... ต้องเลือกแล้วสินะ

ควรไม่ควร ล้วนแต่เจ้าจะตัดสินออสโลว่าข้าแปลกใจที่เห็นเจ้ายังนิ่งเฉยได้ขนาดนี้

ประหลาดสมกับเป็นน้องชายของเธอคนนั้น

หน้าผมเป็นแบบนี้มานานแล้วครับฟาแท็บเองก็เคยบอกว่าเวลาผมเผชิญหน้ากับเรื่องเครียด ๆ หน้าผมจะนิ่งเฉยมาก จนดูเหมือนคนไร้อารมณ์

ผมแค่นหัวเราะอย่าได้คิดคาดหวังอะไรกับผมเลยครับ ท่านออสโล

เขาคิดหรือว่าผมต้องทำหน้าตื่นตะลึงพรึงเพริด ไถ่ถามเขาด้วยคำถามมากมายอย่าง ทำไมถึงมีชื่อผมอยู่ในนี้ด้วย ใครเป็นคนฝากให้หนังสือนี้หรืออย่างไรกัน

ถ้าเขาคาดไว้เช่นนั้น เขาก็คงต้องผิดหวัง

ผมไม่ใช่คนที่จะตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน และทำไม ๆ ๆ ๆ ๆ อีกนับร้อยนับพันข้อ

ถึงผมจะชอบแส่รู้เรื่องคนอื่น แต่บางเรื่อง ยิ่งรู้มาก โอกาสที่จะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่เป็นเรื่องก็จะมากขึ้นเท่านั้น

บางเรื่อง บางครั้งและบางโอกาส สู้หลับหูหลับตาปล่อยให้มันไหลผ่านไป ยังดีกว่าการรู้เรื่องราวทั้งหมด...

มันคือสิ่งที่ผมรู้จากโลกความเป็นจริง

ข้าไม่ได้คาดหวังอะไรกับเจ้า

อืม... แล้วถ้าสมมติว่าผมไม่เอาล่ะ ผมแกว่งหนังสือเล่มใหญ่ไปมาด้วยสองนิ้วหนีบ   

อย่างไรเจ้าก็ต้องเอา สีหน้าแสดงชัดถึงความมั่นใจแบบไม่ปกปิด

ผมกะพริบตาปริบ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกันนะ แล้วถ้าผมยังปฏิเสธ

โยนทิ้งที่เตาเผา ออสโลกล่าวเสมือนมันเป็นการเผากระดาษหนังสือพิมพ์รายวัน จะได้ไม่เปลืองที่เก็บของ

...

สรุปจะเอาหรือไม่เอา

...

พูดยัดเยียดมาถึงเพียงนี้แล้ว ยังกล้าถามอีกหรือว่าเอาไม่เอา...

มุมปากผมกระตุก

เหนือฟ้ายังมีฟ้า หน้าด้านเหนือกว่าฟาแท็บ ก็คือสีหน้าไร้อารมณ์เป็นท่อนไม้ของออสโล

ดวงตาที่ไม่สะท้อนร่างผมทอประกายวูบ นิ้วสั่น ๆ ชี้มาที่หน้าผม

ผมสะดุ้ง

ถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่สมควรตกอยู่ในมือมนุษย์โลภมาก แต่กับมนุษย์อย่างเจ้า... ที่ตกอยู่ในสภาวะโผล่ ๆ หาย ๆ คนไม่ใช่ผีไม่เชิง เจ้าอาจเป็นผู้ถือครองที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าคริสตาเมี่ยนเสียอีก

ผมยิ้มเจื่อน มุมปากกระตุกแปลก ๆ

ควรจะดีใจให้กับคำชมหรือเศร้าใจที่ผมโดนเขาด่าดีครับ ทุกท่าน

..

Time 10.49 PM.

จดหมายอีกฉบับถูกส่งมาให้เขา

เป็นจดหมายจากแม่... ภายในเขียนว่าอาการบาดเจ็บของน้องสาวทรุดลง ให้รีบมาหา หมอยื้ออาการอีกได้แค่สองวัน

เพียงมะรืนวัน น้องสาวที่แสนน่ารัก เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของเขาจะจากไปตลอดกาล...

อา... ถ้าเขาไปหาเธอได้ เขาสมควรทำหน้าอย่างไรกันนะ

เขาทำหน้ายิ้มหน้ากระจกหลายครั้ง แต่มันกลับดูไม่ได้เอาเสียเลย บิดเบี้ยวและสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำและอิดโรย

นี่นะเหรอ สีหน้าของคนกลับบ้านไปหาครอบครัว

กระจกสะท้อนแต่ความจริงอันไร้เยื่อใย... ภาพของเขาที่หลั่งน้ำตาเป็นสาย

เขาก้มหน้า ปาดน้ำตาเม็ดใสจนเจ็บหางตา พยายามส่งยิ้มให้กับใบหน้าบูดเบี้ยวในกระจก ยิ่งทำกลับยิ่งดูน่าหัวเราะ แต่เขาก็ต้องทำ แม้มันจะเจ็บปวดทรมาน อย่างน้อยเขาก็ต้องส่งยิ้มที่งดงามที่สุด ก่อนที่เธอจะจากไป…

ถ้า... เพียงแต่เขา ออก ไปได้

เพียงเพราะที่นี่คือมาตินิคที่ไม่อนุญาตให้ใครออกจากที่นี่โดยพลการ ถึงแม้จะมีเหตุผลสำคัญมากเพียงใด แต่ในค่ำคืนนี้ที่เป็นค่ำคืนอันแสนวิเศษที่มีเพียงครั้งเดียวต่อรุ่นการศึกษาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใด ๆ ก็ไม่อาจออกไปได้ หนำซ้ำฝ่ายชนะจะได้รับของรางวัล และฝ่ายผู้แพ้มาตินิคเกมจะได้รับการลงทัณฑ์ ซึ่งกินระยะเวลาหนึ่งวัน

กว่าเขาเริ่มออกเดินทางและกลับถึงบ้าน ป่านนั้นเธอคงจากเขาไปแล้ว

เว้นเสียแต่... พวกเขาจะชนะ

แต่อย่างที่ทุกคนรู้... นักเรียนสายขาวไม่เคยชนะนักเรียนสายดำเลยสักครั้ง... 

ลองขอให้เขาช่วยสิ

เขาจะยอมช่วยเหรอ

ไม่รู้สิใครคนนั้นไหวไหล่ตอบ หากลาเทนสัญญากับใครแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ลาเทนก็จะทำทุกอย่างเพื่อทำให้มันเป็นจริง...

จริงหรือไม่เขาไม่รู้ ทว่าในยามนี้ หากมีความเป็นไปได้แม้เพียงน้อยนิด หาก ลาเทน จะช่วยให้นักเรียนสายขาวชนะผ่านไปได้ละก็ ไม่ว่าจะต้องแลกเปลี่ยนด้วยข้อเสนอที่ราคาแพงแค่ไหน เขาก็ยอมจ่าย

ถ้าเพียงแต่... คนคนนั้นสามารถทำให้เป็นจริงได้...

..

Time 10.57 PM.

เหลืออีกสามนาทีสุดท้าย ก่อนจะถึงเวลานัดที่เขาเขียนไว้ในจดหมาย

มาสิ… ต้องมาสิ...

เขากุมมือที่สั่นเครือ จ้องเข็มนาฬิกาที่ขยับจนกระทั่งเข็มบอกเวลาห้าทุ่มตรง

เสียงระฆังฆ้องลั่นกังวานบอกเวลาทุกยาม ทว่าสำหรับเขากลับเป็นเสียงเลือนรางจากที่ห่างไกล

...ไม่มีใครมา

ความรู้สึกผิดหวังเกินกว่าจะรับรู้เรื่องใด  ๆ ได้อีกแล้วแผ่ซ่านไปทั้งร่างกาย

เขาก้มหน้า กัดริมฝีปากจนได้รสเลือดบาดคอ เผยยิ้มอย่างขืนๆ และหลับตาลง

ขอโทษนะ เอเน

ที่ไม่อาจไปร่ำลาเธอ...

เป็นอีกครั้งที่เขายอมแพ้ให้กับโชคชะตาอันโหดร้าย ที่ตีกรอบให้เขาต้องเดินเข้าสู่หนทางแห่งความเจ็บปวด

เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับเชื่องช้าสำหรับเขา

เขาเดินเนือย ๆ ไหลไปตามผู้คนที่เริ่มทยอยมุ่งหน้าไปสู่ที่รวมตัว หัวไล่เรียงอนาคตที่จะเกิดขึ้น หัวใจเขาหล่นวูบ

อีกไม่ถึงชั่วโมง มาตินิคเกมจะเริ่มต้น นักเรียนสายขาวจะแพ้ขาดลอย... และเขาจะไม่ได้เห็นเธออีก

ท่ามกลางความสิ้นหวัง พลันเขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนมากระชากคอเสื้อเขา เหวี่ยงร่างเขาไปอยู่หลังมุมเสา สถานที่อับสายตาผู้คน

เหวอ!

แผ่นหลังเขากระแทกกับเสาหิน ร่างกายเขาแข็งทื่อด้วยความนิ่งอึ้ง ครั้นตั้งสติได้ว่าตนกำลังถูกคุกคาม เขาพยายามดิ้นหลุดจากการควบคุมของ บางสิ่ง หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบทะลุจากอกเมื่อค้นพบว่า บางสิ่ง ได้ใช้มือของมันกดตาเขาให้ปิดลง และในขณะที่เขากำลังส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงนุ่มทุ้มแหบพร่าเหมือนเสียงคลื่นกระทบหาดทรายเล็ก ๆ ดังข้างริมหู

ทำไมถึงขอให้ผมช่วย? ทำไมไม่ทำมันด้วยตนเอง

ขะ คุณคือใคร ต้องการอะไร เขาแค่นเสียงสั่นถามอย่างกังวล

คนที่นายส่งจดหมายให้

หัวใจเขากระตุกวูบ  

ลาเทน!

ละ ลาเทนเหรอ ลาเทนใช่ไหม เขาเผยยิ้มตาวาวเป็นประกาย กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนคาดหวัง คุณ... คุณมาเพื่อช่วยผมใช่ไหม

นั่นแล้วแต่คำตอบของนาย ผม ที่ใช้มือปิดตาเด็กหนุ่มตรงหน้าเอ่ยถามอย่างรวบรัด ตอบมา ทำไมไม่คิดจะ ชนะ ด้วยตนเอง เพื่อช่วยน้องสาวของนาย... ขบคิดถึงเรื่องราวในใจหมาย กับสภาพคนตรงหน้าที่เดินทำหน้าเหม่อลอย ราววิญญาณหลุดจากร่าง ผมยิ่งไม่สบอารมณ์

พะ เพราะผมทำไม่ได้ เขาหลุบตา เอ่ยเสียงแผ่วเบา คนธรรมดาแบบผมชนะไม่ได้หรอก

เลยไม่คิดที่จะสู้และร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอย่างนั้นหรือ

ทำไม...

โชคชะตากำหนดให้เป็นแบบนั้น เขาอธิบายอย่างร้าวรานใจ ทุกคนต่างรู้ นี่เป็นเกมที่นักเรียนสายขาวไม่มีวันชนะ แวมไพร์พวกนั้นเหนือกว่ามนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งจำนวนและความสามารถ... คนธรรมดาจะเอาชนะคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน...

เป็นคำพูดเดียวกับที่ผมเอ่ยกับฟาแท็บเมื่อตอนเย็น

ทว่า...

แต่คุณ... คุณอาจจะทำได้

ผมลอบถอนหายใจ 

ช่างเป็นคำตอบของคนขลาดเขลา...

เหมือน ผม ที่ยังไม่ใช่ ผม ไม่มีผิด

เพราะอย่างนั้นจึงยอมแพ้เหรอ

เอ๊ะ

ยอมแพ้ง่าย ๆ เพียงเพราะคิดว่าไม่อาจสู้... ล้มเลิกที่จะปกป้องน้องสาวของนายด้วยตัวเอง…”

ผมถึงได้ส่งจดหมายไปถึงคุณอย่างไรเล่า เขากุมมือข้างที่ผมใช้ปิดตาของเขา คุณต้องช่วยผมนะ ได้โปรด ไม่ว่าจะต้องตอบแทนด้วยอะไร ผมก็ยอม เขาสะอื้นโดยไม่มีน้ำตาจะให้ไหล ได้โปรด ผมอยากเจอเธอ ผมอยากเจอเธอ

ผมหลับตาลง เปลือกตาสั่นพร่า นึกสะท้อนใจกับคนตรงหน้า

ตอนที่ดึงตัวอีกฝ่ายมา มีหรือผมจะไม่เห็นรอยกัดมากมายใต้เสื้อนั่น 

แวมไพร์พวกนั้น... ทำให้เขาสิ้นหวังเพียงใดกัน ถึงกล้าบอกว่าไม่ว่าจะต้องตอบแทนด้วยอะไรก็ยินยอม พร่ำเอ่ย ได้โปรด ซ้ำไปซ้ำมาอย่างอ้อนวอนเสมือนผู้สวดภาวนาที่รอให้พระผู้ช่วยปรากฏตัวลงมาจากรอยแยกของสรวงสวรรค์

ทว่า... ผมไม่ใช่พระผู้ช่วย หรือนักบุญผู้เมตตา

ผมก็เป็นแค่ ผม

ผมตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ผมไม่ใช่ โชคชะตา’”

ผมเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน 

คำตอบของผมทำเขายืนนิ่งอึ้ง มือสองข้างปล่อยวางไว้ข้างกาย ริมฝีปากซีดเผยยิ้มเซียวไร้เรี่ยวแรง ใต้ฝ่ามือนี้ที่เต้นกระพือปรือปิดลงอย่างจำยอม

เช่นนั้นเหรอ

อย่างง่ายดาย

บรรยากาศอึดอัดครอบงำผมและเขา

เวลานั้น ผมคลายแรงที่กดรอบดวงตาของเขา เอ่ยถามสิ่งที่ผมต้องการรู้มากที่สุด โดยไม่สนว่าคำถามนี้จะทำร้ายจิตใจมากเพียงใด

ถามอะไรได้ไหม

...ครับ

ทรมานดีไหมกับการใช้ชีวิตไปวัน ๆ เจอเรื่องที่ตนเองทำไม่ได้ ก็แค่หลับตาลง แล้วกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของโชคชะตา...

อะ สีหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวไป ดวงตาเปิดขึ้น สะท้อนความไม่เข้าใจซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมยังเอามือวางบนดวงตาของเขา แต่เขากลับมองไม่เห็นผม ...ยัง ยังไม่ครบกำหนดเวลาเจ็ดวินาที

ถึงผมไม่ใช่โชคชะตา... ผมสูดหายใจเข้าลึก ถอนมือออกจากดวงตาของเขาและหมุนตัวเดินไปที่จุดนัดหมาย แต่ ผมจะทำให้คุณเห็นเอง

ทีแรกที่ตั้งใจว่าจะไม่ขอมามีส่วนเกี่ยวข้อง... ยามนี้กลับพัวพันเข้าไปเต็ม  

ถ้าฟาแท็บรู้ คงโดนหัวเราะยกใหญ่

ผมยิ้มขำ

คิดในแง่ดี บางที นี่อาจเป็น โอกาสอย่างที่หมอนั่นว่าก็ได้

โอกาสที่ผมจะใช้ทุกสิ่งที่ผมมี เพื่อก้าวข้ามความกลัว

เพื่อเป็น ผม ให้จงได้

ท้ายที่สุดแรงกดที่มือล่องหนก็หายไปจากดวงตา เขาช้อนหน้า ดวงตาที่เปิดค้างอยู่ก่อนหน้าจึง เห็น ร่างในชุดเครื่องแบบแวมไพร์ก้าวห่างออกไปอย่างมั่นคง แผ่นหลังสีดำยืดตรง ในมือของอีกฝ่ายถือสมุดปกดำกรอบทองเล่มหนา…

ใจของเด็กหนุ่มกระตุก บางอย่างกระตุ้นให้เขาถามออกไป

ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยการคาดหวังอันเลื่อนลอย

เพียงแค่... ตัวตนของคนคนนี้กลับทำให้เขาเชื่อว่า ต้องชนะ ได้

คุณทำได้ใช่ไหมครับลาเทน’”

เมื่อเขากะพริบตาอีกครั้ง คนตรงหน้าเลือนหายไปราวกับภาพมายาในห้วงฝัน

ช่างน่าหวาดผวา... และน่าพิศวง

เสียงหัวเราะเย็นเยือกดังแว่วมากับสายลม

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร จับตาดูให้ดีล่ะ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

1,068 ความคิดเห็น

  1. #1034 After_TeaTime (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 20:10
    หูยยยยยยยย คำพูดหล่อมากค่ะ รอเลย~
    #1034
    0
  2. วันที่ 28 มกราคม 2562 / 18:33
    อยากอ่านต่อแล้วว
    #1030
    0
  3. #1005 mothergod (@mothergod) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 14:12
    พี่สาวนางคือบอสระดับโคตรแรร์สินะ
    #1005
    0
  4. #929 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 14:05
    ได้ของแรร์มาก็จะโชว์เทพเลยนะ
    #929
    0
  5. #913 maofy (@foambaka) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 20:52
    เอาจริงๆนะ นางน่ารักมากอ่ะ แต่สงสัยที่สุดตือ นางชื่อจริงชื่อไรอ่ะ
    #913
    0
  6. #856 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 06:22
    ลาเทนเนี่ยยยย น่ารักจริงๆ
    #856
    0
  7. #687 Lalaland332221 (@Lalaland332221) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 11:25
    โง้ยยยยย รออออ ค้างมาด
    #687
    0
  8. #686 Phantom-Tsubaki (@Phantom-Tsubaki) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 11:14
    คุณร่มค่ะ.....ได้โปรดให้ลาเทนแต่งงานกับฉันเถอะค่ะ!!!
    #686
    0
  9. #685 PKK_BTS (@Patong3) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 10:57
    โอ้ยยย ชอบบบ รอนะคะ
    #685
    0
  10. #679 อัจจี๊~ (@aumatji) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 23:55
    กรีดร้องงง รีใหม่ไฉไลกว่าเดิม
    รอค่ะะะ
    #679
    0
  11. #620 -Shawty- (@tumbmong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 09:08
    ความสามารถอีกอย่างของลาเทนนี่คือคุยกับสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นได้อีกงั้นหรอ 5555
    อืม สุดท้ายนายเอกก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาจริงๆด้วยสินะ แวมไพร์ก็ไม่ใช่ มนุษย์ก็ไม่เชิง(?) ละทีนี้จะเป็นอะไรล่ะผู้ถือครองหนังสือเนี่ย
    #620
    0
  12. #544 Carey Cabilas (@27012546) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 18:50
    สะดุดอยู่นิดหน่อยเเต่ไม่รู้ว่าใช่รึปล่าวนะ เเต่มัน แปลกๆ
    #544
    0
  13. #515 NS Sasa (@september9490) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2558 / 16:47
    ชอบบบ สนุกมากก
    #515
    0
  14. #486 น้ำเขียว B1 (@---ww-ai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 21:59
    มีอะไรผิดปกติอ่ะ?? โคตรชอบแนวนี้เลย
    #486
    0
  15. #469 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 17:04
    ลาเทน ไฟติ้งงงงงง
    #469
    0
  16. #195 ✏Ma Mata● (@kamisama111) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 07:31
    ชอบแนวนี้มาก โดนใจสุดๆ
    #195
    0
  17. #142 SnowWater (@snowsky) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 02:29
    สนุกมากกกกกก //อัลไลผิดปกติหนูไม่รู้;-;
    #142
    0
  18. #88 Ma-A-Queen (@ma-a-queen) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2558 / 22:16
    ติดตามค่า^^
    #88
    0
  19. #73 iamAMBITIOUS -L- (@pumpkinkuku) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 22:27
    อะไรผิดปกติ ผมไม่เห็นรู้เลย 555
    #73
    0
  20. #38 ploy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2558 / 21:07
    สนุกฟุดๆ ไปเลยค่ะ.^[]^
    #38
    0
  21. #15 SiN E.f (@bigcinbig) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 15:54
    รอค่ะ ต่อไวๆน้า ค้างอ่าา
    #15
    0
  22. #14 P.LeeHae (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 00:09
    อัพต่อเลยได้ไหม อย่าปล่อยให้ตัวฉันคอย 555555 สนุกมากกกกกกกกค่ะ สนุกมากๆจริงๆนะ ตอนหน้าจะเป็นยังไง จะชนะไหม อยากให้ลาเทนชนะอ่ะ อยากเห็นสายดำแพ้ ลาเทนผู้เป็นตำนานต้องทำได้ ขอแอบถามได้ไหมอ่า ว่าเรื่องนี้จะมีมาม่าไหม? แหะๆ เราไม่ค่อยชอบกินเท่านไหร? 555555 แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรน้า มาต่อเร็วนะค่ะ ^^
    #14
    1
    • #14-1 B.Believe (@ziousbr) (จากตอนที่ 4)
      1 เมษายน 2558 / 23:45
      มีแน่นอนฮะ แต่เนื่องจากตัวละครหลักของร่ม นายเอกนิสัยมันก็... เอ่อ... แบบ อ่ะนะ ไม่เต็มเต็งอะฮะ ต่อให้มีมาม่าจริง แค่เจอธาเนลทีเดียว ฮีเขาก็พร้อมจะโยนมาม่าทิ้ง แล้วไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงลูกชายเขา(?)แล้ว ส่วนพระเอกเขาก็ใส(?????!!!!!!)เกิ๊น! เรื่องเอาแต่ใจนี่อันดับหนึ่ง! ดังนั้น เรื่องนี้ม่าม่ามีไม่นาน แต่เรื่องปวดตับมีนานฮะ (ฮา)
      #14-1
  23. #12 คนบาปสีดำ (@monacellist) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2558 / 22:04
    กรี๊ดดดดดด ชอบมากค่ะคุณพี่ขา~ อ่านแล้วเหมือนเอากาวตราช้างทา(ติด) มาต่อไวๆนะคะ จ๊วฟฟ
    #12
    0
  24. #11 Ruew (@pawitchaya-rin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2558 / 21:58
    จะชนะหรือไม่ชนะกันน้าาา ลุ้นจริงๆ ใครมองเห็นลาเทนบ้างงง รอต่อค่าาาา อัพนะคะ
    #11
    0
  25. #10 BuntAzar (@buntazar) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2558 / 21:45
    สนุกมากๆเลยค่ะ ถ้าเป็นไปได้ อัพพรุ่งนี้ต่อเลยได้ไหมคะ?
    #10
    0