คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF POT: Shiraishi x Yukimura] Sweet like Honey

โดย et cetera

เขาเป็น...ผู้ชายที่หน้าสวยมากๆ จนผมมองแล้วละสายตาจากมาไม่ได้ในทันที และราวกับมันเป็นความประทับใจแรกพบ

ยอดวิวรวม

688

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


688

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


12
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ย. 56 / 23:08 น.
นิยาย [SF POT: Shiraishi x Yukimura] Sweet like Honey

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


  

Anime Characters:
The Prince of Tennis

              Pairing: Shiraishi x Yukimura

              Title: Sweet like Honey

              Story by: et cetera

 

 





 


 

               ขอบคุณธีมสวยๆ จาก

Amaze Cafe'Free Theme | By Naru




 

+? free theme mouse.naru

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 พ.ย. 56 / 23:08


               

            ใบหน้าหวานสื่ออารมณ์หวาดหวั่น แอบกลัวซะเหลือเกินว่าตัวอันตรายในกล่องพลาสติกที่อยู่ข้างๆ นั่นจะออกมาสัมผัสโดนตัว แม้จะถูกขังไว้มิดชิดจากภาชนะบรรจุซึ่งเป็นกล่องใส แต่คนเราถ้าได้กลัวแล้วก็ระแวงไปหมดนั่นแหละ กลัวไปถึงขั้นว่า เจ้าตัวที่ว่าจะเจาะทะลุสิ่งกักขังออกมาเลยทีเดียว ยูคิมูระ เซอิจิคนนี้เป็นประเภทกลัวสัตว์เลื้อยคลานมากเหลือเกิน เพียงแค่เห็นก็ใจสั่นหวาดหวั่นไม่ไหวจะทน แต่กลับต้องมาอยู่กับสิ่งซึ่งตนกลัวอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เป็นฝีมือของเพื่อนร่วมชมรมตัวแสบ ที่มาเยี่ยมอาการป่วยของเขา โดยก่อนจะกลับ อีกฝ่ายได้ฝากตะขาบตัวโตในกล่องใสไว้ข้างๆ ราวกับจะแกล้งให้ยูคิมูระหัวใจวายตายระหว่างป่วย คนไม่สบายที่ลุกไม่สะดวก ทั้งยังไม่กล้าแตะต้องที่อยู่ของสัตว์หลายขานั่นแม้แต่น้อย จึงต้องทำใจสถานเดียว แน่นอนว่าแอบบ่นว่าเพื่อนใจร้าย ที่รังแกมาแม้กระทั่งตอนเขาป่วย ในตอนนี้ทำได้เพียงพยายามทำใจ และข่มตาหลับทั้งอารมณ์แอบกลัว เพราะเป็นเวลาพักผ่อนที่พยาบาลไม่เข้ามาตรวจอาการแล้ว และเขาไม่อยากรบกวนด้วย เพราะแบบนั้นจึงไม่หวังว่าจะมีใครช่วยเอากล่องสัตว์พิษออกไปให้ได้ โชคร้ายอย่างหนึ่งที่ยูคิมูระไม่ได้รับอนุญาตให้พลิกตัวพ้นท่านอนราบจากการป่วยที่เป็นอยู่ ดังนั้นจึงไม่อาจหันหน้าหนีสิ่งที่ตนกลัว ที่ว่าพยายามหลับก็ทำแล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะใจที่หวั่นต่อสัตว์เลื้อยคลานนั้นเป็นตัวก่อกวน ราวกับการหลับตาปิดกั้นการรับรู้จะสร้างความกลัวให้มากกว่าการมองเห็นซะอีก ทว่าที่เพื่อนแกล้งมาแม้จะรู้ว่ายูคิมูระกลัวมากเพียงใดนั้น ไม่ใช่จากความเกลียดชังใดๆ แต่ตรงกันข้ามคือแกล้งเพราะรักมากกว่า ยิ่งรักมากแค่ไหน ยิ่งแกล้งแรงเท่านั้น โดยคิดว่ายูคิมูระคงไม่ถึงขั้นหัวใจวายเพราะกลัวตะขาบหรอก ซึ่งนั่นก็ถูก แม้จะไม่ถึงกับหัวใจวาย แต่คงหลอนประสาทไปทั้งคืนแหงๆ

 

...................................................................

 

 

               08.00 เป็นเวลาที่หมอออกตรวจคนไข้ตามปกติ ชิราอิชิ คุราโนะสุเกะ นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายที่ถูกส่งตัวมาฝึกงาน แผนกกายภาพบำบัดเมื่อสองวันก่อน เข้าทำงานที่นี่เป็นวันแรกด้วยอารมณ์กระปรี้กระเปร่า ว่าที่หมอหนุ่มรู้สึกราวกับร้อนวิชา โดยผู้ป่วยที่เขาได้หน้าที่ดูแลนั้นมีด้วยกันสองราย แต่ละรายต่างวัยกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งเป็นชายวัยห้าสิบ ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มรุ่นสิบห้า โดยทั้งสองรายอยู่ในสถานะที่ต้องทำกายภาพบำบัดเช่นกัน เป็นอาการไม่ร้ายแรงที่ทำเพียงเบื้องตันก็ส่งตัวกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว ดังนั้นจึงเหมาะแก่การลองงานของว่าที่หมอ 
               รายแรกที่เขาต้องไปหาคือเด็กหนุ่มนามยูคิมูระ เซอิจิ ปรากฏรอยยิ้มพึงใจเล็กๆ บนใบหน้าหล่ออย่างชิราอิชิระหว่างเดินไปให้ถึงห้องของคนหน้าสวยนั่น โดยที่เจ้าตัวยิ้มออกมาเป็นเพราะ...เขารู้สึกพอใจในใบหน้าหวานสวยไม่แพ้ผู้หญิงของเด็กหนุ่มที่ตัวเองได้เห็นจากประวัติคนไข้ และนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาเมื่อต้องไปเจออีกฝ่ายเข้าจริงๆ อยากรู้นักว่าจะหวานมากหรือน้อยต่างจากในรูปยังไง


               ก๊อกๆ 

               เคาะประตูตามมารยาทเพื่อให้คนข้างในรู้ตัว รอสักครู่ ก่อนค่อยๆ เปิดออกแล้วย่างเท้าเข้าห้องของผู้ป่วยนามยูคิมูระ ด้วยสีหน้าอ่อนโยนอย่างที่แพทย์พึงมี แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นตัวตนของเขา และเป็นสิ่งซึ่งหมอฝึกหัดต้องการแสดงออก
               “....”
               ถึงกับออกเสียงใดไม่เป็น ทั้งร่างกายยังราวกับชะงักไปหมดเหมือนเป็นหุ่นยนต์ถูกสั่งให้หยุด มันยิ่งกว่าที่คาดไว้ซะอีก ความสวยของเด็กหนุ่มที่สายตากำลังจับสำรวจถึงขั้นสร้างให้เขาป่วนในใจขึ้นมาเล็กๆ ไม่ต่างจากตอนมองเห็นผู้หญิงสวยทุกกระเบียดนิ้วจนต้องจ้องแบบละสายตาจากมาไม่เป็น แววตาสีเทาอ่อนโยนของหมอฝึกงานข่มลงเล็กๆ พลางมองชื่นชมต่อ

               เค้าโครงหน้าสวยได้รูปราวกับพระเจ้าสรรค์สร้างโดยบรรจงจนหลายๆ คนมองแล้วนึกอิจฉา ดวงหน้าขาวใสไร้ริ้วรอยให้เป็นมลทินใดๆ แม้จะซีดลงจากอาการป่วย แต่ก็ยังสามารถจับใจคนมอง จมูกโด่งพอดีพองามนั่นราวกับถูกวาดด้วยช่างมือดี ประกอบริมฝีปากเรียวบาง เจือสีแดงเล็กๆ ที่ถูกมองว่าน่ารักน่าเอ็นดูซะเหลือเกิน

               นี่น่ะเหรอ..ยูคิมูระ เซอิจิ


               ทั้งๆ ที่เจ้าของใบหน้าทรงเสน่ห์หลับพักผ่อนอยู่แท้ๆ แต่แค่นั้นก็สร้างให้ชิราอิชิแอบหลงเล็กๆ แค่แรกเห็นในระยะประชิดเพียงนี้ได้ซะแล้ว สายตาของผู้มีหน้าที่ดูแล ไล่ไปตามเรือนร่างบางซึ่งมีผ้าห่มคลุมถึงเอวด้วยความคิดที่ว่า ทุกอย่างช่างเหมาะสมกับเจ้าตัวซะจริง ผิวส่วนลำคอและแขนซึ่งไม่มีเนื้อผ้าปกปิดเป็นโทนเดียวกันไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ในประวัติระบุว่าเจ้าตัวเป็นนักเทนนิสแท้ๆ ยังไงก็ต้องมีการซ้อมหรือแข่งกลางแดดบ้างล่ะ ทว่าสิ่งที่ชิราอิชิได้เห็นตอนนี้มันขัดแย้งกันราวกับประวัติที่เขาอ่านมาเป็นสิ่งโกหก สุดท้ายหมอหนุ่มละจากความคิดนั้น แล้วยกสายตาขึ้นมองใบหน้าสวยดังเดิม พร้อมเผยยิ้มมุมปากเล็กๆ แสดงอาการพอใจของตน จากนั้นถึงนึกแปลกใจขึ้นมาว่า สายป่านนี้แล้ว แต่ร่างบางยังไม่ตื่นอีกเหรอ?
               ชิราอิชิยังคงรอยยิ้ม แล้วตัดสินใจนั่งรอจนกว่ายูคิมูระจะตื่น หากเห็นว่าล่วงเวลาเกินไป เขาจึงจะทำการตรวจทั้งที่ร่างนี้ยังหลับ โดยเขามีเวลาอยู่กับผู้ป่วยรายนี้ครึ่งชั่วโมง ถือเป็นเวลาที่มากพอดู จากที่มองใบหน้าสวยอยู่ ชิราอิชิก็ละสายตาสำรวจสิ่งรอบตัวอีกฝ่ายบ้าง นั่นคือกล่องใสซึ่งบรรจุของประหลาดเอาไว้ ความจริงสิ่งนี้เป็นจุดเด่นให้ควรทอดสายตาถึงตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ ทว่าชิราอิชิสนใจที่จะมองยูคูระเป็นอันดับแรกมากกว่า เมื่อได้มองของในกล่องเต็มๆ เจ้าของใบหน้าหล่อก็เลิกคิ้วแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนนึกเอาตะขาบใส่กล่องมาไว้ข้างๆ เวลานอน โดยหมอฝึกหัดมองว่านั่นเป็นรสนิยมของยูคิมูระไปแล้ว
               “หึ
               เสียงทุ้มเผยขำในลำคอ ถึงจะแปลก แต่นั่นกลับเรียกความชอบในตัวร่างบางซึ่งตนมีอยู่ให้เพิ่มขึ้นไปอีก เพราะชิราอิชิเป็นประเภทชอบสัตว์มีพิษมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยเหตุนั้นทำให้ชอบทดลองโน่นนี่นั่นมาตั้งแต่เด็กๆ จากนักวิทยาศาสตร์ตัวกระเปี๊ยกกลายมาเป็นว่าที่หมออย่างทุกวันนี้
               นิ้วเรียวเริ่มเคาะกระจกเบาๆ เหมือนทักทายสัตว์ที่จะเรียกว่าตัวเองโปรดปรานคงไม่ผิดนัก ไม่นานจากนั้น แววตาสีม่วงของร่างที่หลับอยู่บนเตียงก็ถูกเปลือกตาบางเผยให้เห็น พร้อมสติรับรู้ ชิราอิชิเบนสายตาจากของในกล่อง มองสบกับยูคิมูระอย่างยินดีแนะนำตัว ขณะที่เจ้าของใบหน้าสวยกระพริบตาสองสามหนเหมือนปรับสภาพ 
               ชิราอิชิเผยยิ้มจางๆ อีกครั้ง เมื่อยูคิมูระมองเขาด้วยแววตาสงสัย ร่างสูงเห็นว่าสมควรแก่การแนะนำตัว จึงลุกยืนตรงอย่างคนมีบุคลิก ระหว่างนั้นได้รับการจับจ้องจากแววตาอยากรู้ ผสมอ่อนเพลียด้วยความเพิ่งตื่นของคนหน้าสวยอยู่ตลอด

               “ผมชิราอิชิ คุราโนะสุเกะครับ เป็นแพทย์ฝึกงานที่จะมารับหน้าที่ดูแลการทำกายภาพบำบัดของคุณ ขอฝากตัวด้วยครับ

               ชิราอิชิ คุราโนะสุเกะ ยูคิมูระทวนชื่อที่ได้ยินในใจ พร้อมแสดงอาการรับรู้ทางสีหน้าว่าเข้าใจในตำแหน่งของอีกฝ่ายแล้ว ขณะนั้นยังคงมองสังเกตอีกฝ่ายอยู่ ไม่รู้ว่าจะอายุสักเท่าไร แต่เห็นบอกเป็นแพทย์ฝึกงาน ถ้าอย่างนั้นคงจะสักยี่สิบกลางๆ...เป็นพี่เขาอย่างไม่ต้องสงสัย หน้าตาหล่อเหลา คมคายชวนมองซ้ำซะหลายหน ประกอบกับรูปร่างสูงเพรียวสมส่วนของชิราอิชินั้นน่าใช้ให้ไปเป็นดาราหรือนายแบบมากกว่า อนึ่ง ทุกอย่างซึ่งว่าที่หมอคนนี้เป็น ถูกคนอื่นมองว่าเจ้าตัวเหมือนประเภททั้งจะสุขุมและขี้เล่น ทว่าที่ยูคิมูระได้รับในตอนนี้คือแววตาอ่อนโยน ทั้งท่าทียังสุภาพเหลือเกิน นั่นทำให้คนหน้าสวยรู้สึกอุ่นใจที่จะอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ไม่ต้องเจอหมอใจดุล่ะ

            มองได้สักพัก ยูคิมูระก็ตั้งตัวจะลุกนั่ง แต่ดูท่าว่าจะลำบากอยู่สักหน่อย มือแกร่งของผู้ที่แนะนำตัวว่าชิราอิชิจึงช่วยพยุงร่างบางโดยอัตโนมัติ เหมือนกับมือจะขยับมาประคองผู้ป่วยของตนเองตามจรรยาบรรณ เมื่อร่างบางลุกขึ้นนั่งได้ด้วยการช่วยเหลือของหมอ ยูคิมูระก็สบตากับอีกฝ่ายและเอ่ยสิ่งซึ่งสมควรพูดออกมาทันที

               “เอ่อ...ขอบคุณนะครับ

               เสียงช่างใสนัก เป็นโทนหวานอย่างเด็กหนุ่มกำลังโต ออกจะแหบเล็กๆ แบบสร้างเสน่ห์ ซึ่งนั่นสะกดให้ชิราอิชิหลงไปแล้วอย่างไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ไม่ใช่เพียงใบหน้า...ผิวขาวผ่อง แต่ยังรวมกระทั่งเสียงอีกเหรอ

               “เอ่อ...

               ยูคิมูระเริ่มออกเสียงแปลกใจ ใบหน้าสวยติดไปทางสงสัยนิดๆ เมื่อชิราอิชิเอาแต่มองมา แต่ไม่พูดคำใดสักที ทั้งยังไม่ปล่อยมือที่ค้างไว้กับแผ่นหลังและต้นแขนจากที่ช่วยประคองเขาไปอีก

               “อา ขอโทษครับ มัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย

               ชิราอิชิรู้ตัวจากสีหน้าแปลกใจของยูคิมูระ จึงค่อยๆ ปล่อยสัมผัสร่างบางมาอย่างแอบเสียดาย แปลกจริง ทำไมต้องคิดแบบนั้นด้วยนะเรา แพทย์ฝึกหัดพยายามตัดความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองโดยปิดตาไว้ชั่วครู่ ก่อนเปิดการมองเห็นขึ้นใหม่ในลักษณะหมดจากความคิดเก่าๆ ที่ถูกบังคับให้จางไป

               “เป็นอะไรรึเปล่าครับ

               ยูคิมูระที่มองอยู่ตลอดเอ่ยถาม ชิราอิชิเกือบไม่ตอบอีกแล้ว เพราะตอบในใจซึ่งเป็นความจริงซะมากกว่าว่า ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณ

               “เปล่าครับ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่

               เสียงทุ้มเอ่ยบอกเพื่อตอบสิ่งซึ่งเสียงหวานถามมา โดยเข้าข่ายโกหกเล็กๆ แม้เมื่อคืนจะไม่ค่อยได้นอนจริงๆ เพราะงานก่อนเรียนจบนั้นมีให้ทำล้นมือ ทว่านั่นก็ไม่ใช่สาเหตุของอาการในตอนนี้ของชิราอิชิ แต่หากจะให้ตอบความจริงออกไปว่า 'กำลังพยายามข่มใจไม่ให้คิดเรื่องคุณ' ยูคิมูระจะมองเขาไปในทางไหนกันเล่า?

               “อา...” 

               เมื่อได้ฟังที่เสียงทุ้มชี้แจง เสียงหวานก็ร้องเหมือนจะนำเข้าเรื่องหนึ่ง ยูคิมูระเบนสายตาไปด้านข้างแบบแอบๆ ซึ่งมีกล่องบรรจุสิ่งที่ตนกลัววางอยู่อย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ พอได้เห็นก็ละสายตาจากมาทันที แน่นอนว่าคนหน้าสวยส่อแววหวั่นกลัว การแสดงออกนั้นสร้างให้ชิราอิชิที่มองดูอยู่ตลอดรู้สึกแปลกใจเล็กๆ

               “เมื่อคืนนี้...ผมก็ไม่ค่อยได้นอนเหมือนกัน เพราะ...เอ่อ

               เสียงหวานเหมือนไม่กล้าเล่าเพราะอายหากจะบอกว่าตัวเองกลัวตะขาบ แม้มันจะไม่แปลกหากใครจะกลัว แต่ยูคิมูระรู้สึกอายที่จะเผยจริงๆ นัยน์ตาสีม่วงเบนหลบนัยน์ตาสีเทา ข่มแววลงด้วยความหวั่นไหว ซึ่งนั่นเท่ากับเพิ่มให้ชิราอิชิป่วนใจยิ่งขึ้น เพราะความอ่อนไหวของเด็กหนุ่มในตอนนี้ช่างดูน่าปกป้องดูแลซะจริง ร่างสูงตัดสินใจโน้มตัวลงหา ใบหน้าหล่ออยู่ใกล้ใบหน้าสวยเพียงนิดจนคนอายุน้อยกว่าแอบตกใจขึ้นมา แต่ก็ทำอะไรไม่ถูกนอกจากนิ่ง ขณะที่ชิราอิชิทำไปอย่างไม่รู้ตัวเท่าไร เจ้าตัวรู้เพียงว่าอยากเข้าใกล้เพื่อที่จะได้คุยกันสะดวกขึ้น และเปิดทางให้เจ้าของเสียงหวานเผยสิ่งซึ่งไม่กล้าพูดให้เขาได้รับรู้ จากการชิดใกล้ที่เหมือนกับพร้อมรับฟังทุกอย่างนี้ แต่พอได้เข้าใกล้จริง เหตุผลกลับเปลี่ยนไป ราวกับตัวเองเข้าใกล้เพราะท่าทีน่าเอ็นดูของร่างบางเป็นสิ่งดึงดูด ซึ่งชิราอิชิไม่อยากยกหน้าจากมาเอาซะเลย

               “ซะ...เซนเซย์?”

               เมื่อว่าที่หมอไม่ยกหน้าจากไปสักที เอาแต่จ้องตาเขานิ่งอย่างก่อนหน้านี้ ยูคิมูระก็เริ่มเอ่ยเรียก ปลุกให้เจ้าของใบหน้าหล่อที่ราวกับไร้สำนึกไปชั่วขณะ ตื่นสติขึ้นมา โดยชิราอิชิราวกับถูกปลุกจริง เขากระพริบตาแล้วละการจ้องอีกฝ่าย จากนั้นเลื่อนหน้าห่างมาในลักษณะตัดใจ พลางบ่นในใจเรื่องที่ตัวเองเผลอแสดงออกมากเกินไป

               “คือผม...จะบอกว่า มีอะไรก็พูดออกมาเถอะครับ ผมพร้อมรับฟังทุกเรื่องเลยนะ

               หลังจากกลับมาอยู่ตามเดิม เสียงทุ้มก็เอ่ยบอกในลักษณะไม่สบตากับคนที่ตัวเองพูดด้วย ทั้งยังเมินหน้าหนีมา และราวกับเจ้าตัวกำลังแอบยิ้มนิดๆ หากไม่สังเกตดีๆ คงไม่รู้ ยูคิมูระขยายแววตาจากเดิมเล็กๆ เมื่อได้มองสภาพนั้นของชิราอิชิ มันราวกับ...อาการเขินแบบผู้ชาย แม้ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเขินด้วยเรื่องใด และไม่แน่ว่าจะเขินจริงไหม แต่ชิราอิชิในตอนนี้กำลังถูกมองว่าน่ารักในสายตาของยูคิมูระ จนคนหน้าสวยอดเผยยิ้มอ่อนใสไม่ได้

               “อา...

               จากนั้นเสียงหวานขึ้นต้นเริ่มจะเล่า

               “คือว่าผมกลัวสัตว์ประเภทเลื้อยคลานมากๆ น่ะครับ แล้วกลัวตัวที่อยู่ในกล่องข้างๆ นี่จนแทบไม่กล้าหลับเลย รบกวนเซนเซย์ช่วย...ยกกล่องออกไปให้ทีได้มั้ยครับ

               “...

               “เซนเซย์?”

               เสียงหวานเอ่ยเรียกย้ำ เมื่ออีกฝ่ายนิ่งไป ชิราอิชิที่ราวกับเพิ่งได้ตัวตนกลับมาจากการเรียกนั้น ไม่พูดอะไรแล้วทำตามคำขอให้ ซึ่งที่นิ่งไปเมื่อกี้ก็เพราะเสียงหวานราวกับกำลังอ้อนมาน่ะสิ แม้ความจริงจะเป็นเพียงการขอร้อง แต่เมื่อประกอบเข้ากับใบหน้าสวยที่ส่อแววหวั่นกลัวเล็กๆ แล้ว นั่นก็มีอานุภาพเพียงพอต่อการสะกดให้ชิราอิชิพูดไม่ออก ปฏิบัติด้วยไม่ถูกไปเลยทีเดียว ซึ่งคนถูกขอร้องยกกล่องตะขาบมาวางไว้กับโต๊ะที่อยู่ห่างจากเตียงมาระยะหนึ่ง เมื่อได้ดังนั้น ยูคิมูระก็ถอนหายใจโล่งอก

               โดยก่อนหน้านี้ หลังจากชิราอิชิละสายตาหลบยูคิมูระคล้ายเขิน เจ้าตัวก็กลับมามองใหม่เมื่อเสียงหวานเอ่ยบอกมาว่ากลัวสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเกิดความแปลกใจขึ้นในชิราอิชิ เพราะเขาดันเข้าใจผิดไปว่าคนหน้าสวยนั้นเป็นประเภทเดียวกับเขา จากนั้นยูคิมูระเสริมมาอีกว่า ที่มีสิ่งซึ่งตนไม่ชอบอยู่ด้วยแบบนี้นั้นเป็นฝีมือที่เพื่อนตัวแสบแกล้งมาก็เท่านั้น โดยเหตุผลที่พูดก็เพื่ออธิบายเหตุการณ์ขัดแย้งกันว่า...กลัวตะขาบ แต่ทำไมถึงมีมันอยู่ข้างๆ ซึ่งนั่นสร้างให้ชิราอิชิเข้าใจทั้งหมดขึ้นมา

               “ขออนุญาตตรวจร่างกายนะครับ

               เสียงทุ้มเอ่ยบอกเมื่อเจ้าตัวกลับมายืนข้างเตียงร่างเล็กในลักษณะพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ชิราอิชิรู้สึกใจสั่นขึ้นมา เมื่อคิดว่าตัวเองต้องตรวจสุขภาพร่างบาง ยูคิมูระเลิกคิ้วนิดๆ เพราะไม่เคยตื่นมาแล้วพบการตรวจสุขภาพในทันที ปกติจะได้อาบน้ำ หรือไม่ก็เช็ดตัวก่อน แต่ก็ต้องโทษที่ตัวเองตื่นสายเอง ซึ่งโทษไปถึงอาการกลัวตะขาบอีกนั่นแหละ กว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปตีหนึ่งตีสองเลยเชียวมั้ง

               หมอฝึกหัดทำการตรวจร่างกายมาเรื่อยๆ ซึ่งเคลือบแฝงไปด้วยความประหม่าจนเกรงเหลือเกินว่าจะทำนี่ทำนั่นผิดขั้นตอน โดยเกิดจากความแอบหวั่นใจให้กับคนหน้าสวยผู้นี้ทั้งสิ้น เริ่มด้วยการวัดความดัน เช็คไข้โดยปรอท มาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ มือของชิราอิชิแอบสั่นเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้ตอนตรวจคนไข้สาวๆ เมื่อต้องวางเครื่องช่วยฟังลงทาบอกซ้ายของร่างบาง ไม่รู้ยูคิมูระจะคิดยังไงที่เห็นแบบนี้ ขอให้เด็กหนุ่มคิดไปว่าเป็นอาการตื่นเต้นของหมอฝึกหัดผู้ไม่ชินงานทีเถอะ ชิราอิชิแอบภาวนาแบบนั้น

               ตึกตัก...

               ขณะฟังเสียงหัวใจของร่างบาง...ใจเขาก็เต้นแรงขึ้นมาดื้อๆ เนิ่นนานเกินไปในแบบที่สมควรเลิกตรวจได้แล้ว ทว่าชิราอิชิยังคงจับจังหวะหัวใจของยูคิมูระอยู่อย่างนั้นราวกับติดที่จะฟังเสียงนี้ไปแล้ว

               แน่นอนว่าคนหน้าสวยรู้สึกประหลาดใจ หมอคนนี้มีความแปลกหลายอย่างเลยทีเดียว ตั้งแต่ที่ชอบจ้องหน้าเขาแล้วนิ่งไป มากระทั่งตอนนี้ยังไม่ยกอุปกรณ์ตรวจออกจากอกเขาอีก ทั้งที่น่าจะพอได้แล้วแท้ๆ ทว่ายูคิมูระไม่ได้ไม่พอใจอะไร เพียงแต่รู้สึกแปลกใจก็เท่านั้น ขณะเดียวกัน ชิราอิชิก็เกิดความรู้สึกอยากลองพิสูจน์บางอย่าง
               ฟุบ~

               “เอ๋!?”

               อยากรู้ว่าหัวใจของยูคิมูระจะเต้นแรงขึ้นได้ไหม...หากเขาเข้าหาจนหน้าแทบชิดแบบนี้ โดยเสียงหวานร้องออกมาอย่างตกใจ ตาโตขึ้นด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกและถอยหน้าห่างออกไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็อยู่ในระยะใกล้กันอยู่ดี สองแววตาจากสองฝ่ายสบประสานกันนิ่งราวกับถูกสาปให้เป็นเช่นนั้น ชิราอิชิรู้สึกเหมือนตนกำลังตกหลุมรักเข้าจริงๆ จากที่เคยเพียงชอบในใบหน้าสวยของอีกฝ่าย

               ตึกตัก...ตึกตัก...

               คือเสียงหัวใจซึ่งเป็นคำตอบ ว่าหากเขาเข้าใกล้มาแบบนี้แล้วยูคิมูระจะใจเต้นแรงขึ้นบ้างไหม แน่ล่ะว่าเต้นแรงขึ้นจากปกติ แม้จะเพียงนิด และไม่รู้ชัดด้วยว่านั่นเกิดจากอาการตกใจหรือหวั่นไหว แต่ชิราอิชิก็รู้สึกพอใจที่ได้ยินแบบนั้น ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจของเขาเองก็เต้นแรงเช่นกัน...ด้วยความรู้สึกชัดเจนว่าหลงคนป่วยของตัวเองเข้าให้แล้ว

 

 

               “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ ไว้เย็นๆ ผมจะมาใหม่

               ชิราอิชิเอ่ยบอกอ่อนโยนพลางยิ้มจางๆ แบบเป็นตัวเอง ก่อนเก็บอุปกรณ์ตรวจลงกระเป๋า แล้วหันหลังจะก้าวออกจากห้อง

               “เอ่อ...เซนเซย์ครับ

               แต่ทว่าเสียงหวานเอ่ยเรียก ชิราอิชิที่รู้สึกร่าเริงเป็นพิเศษ หันข้างมาหาพร้อมรอยยิ้มอย่างที่มักแสดงออก ยูคิมูระที่สบตาด้วยอยู่ดีๆ กลับดันหลบไปดื้อๆ ซึ่งทุกท่วงท่าของผู้ป่วยนั้นเรียกความชื่นชอบผสมเอ็นดูให้กับว่าที่หมอซะจริงๆ

               “เห็นบอกว่าชอบตะขาบ...งั้นรบกวนเอามันไปเลี้ยงแทนจนกว่าผมจะกลับบ้านได้มั้ยครับ

               เสียงหวานเอ่ยเข้าเรื่องซึ่งเรียกชิราอิชิเอาไว้ในลักษณะยังคงหลบตา โดยที่รู้แบบนั้นเพราะชิราอิชิเคยบอกออกมาตอนเจ้าตัวย้ายกล่องตะขาบให้

               “เอ่อ...ถ้ามันไม่เป็นการรบกวนคุณนะครับ

               ยูคิมูระเสริมมาอีกเหมือนนึกขึ้นได้

               “ถ้าให้มันอยู่ที่นี่...คุณจะเป็นอะไรหรือเปล่า

               “ก็เปล่าหรอกฮะ ถ้ามันไม่เข้ามาใกล้ก็ไม่เป็นไรหรอก

               เจ้าของเสียงหวานวรรคไป แล้วกลับมาสบตาคู่สนทนา

               “แต่เห็นเซนเซย์บอกว่าชอบ เลยถามดูเฉยๆ

               ชิราอิชิเงียบไป เอาแต่มองใบหน้าสวยนิ่งๆ อีกแล้ว

               “หึ

               พอเสียงทุ้มขำในลำคอ ยูคิมูระที่ทำหน้าไม่เข้าใจอยู่แล้วก็ยิ่งไม่เข้าใจเพิ่มขึ้น ซึ่งเพราะแบบนั้นแหละ ชิราอิชิถึงนึกขำเอ็นดู

               “ถ้างั้นก็เอาไว้นี่แหละ...

               สุดท้ายเสียงทุ้มเอ่ยสรุป เจ้าตัวหันหลังให้แล้วออกก้าว โดยระหว่างนั้นพูดสิ่งหนึ่งแผ่วๆ ไปด้วย

               “จะได้มาหาบ่อยๆ

               ซึ่งยูคิมูระได้ยินเต็มสองหู นั่นสร้างให้คนหน้าสวยนึกสงสัยนัก กับคำพูดที่ว่า จะได้มาหาบ่อยๆ นั่นน่ะ...หมายถึงอะไรกันแน่ คนหน้าสวยไม่อยากตีความหมายเข้าหาตัวเองใดๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้เมื่อชิราอิชิคนนั้นทำราวกับกำลังจีบเขาผ่านการกระทำเล็กๆ ระหว่างการตรวจ

 

 

 

               ก๊อกๆ

               เสียงเคาะประตูดังขึ้นในตอนสามทุ่มครึ่ง ซึ่งยูคิมูระยังคงนอนลืมตาคิดอะไรไปเรื่อย บัดนี้แววตาสีม่วงจับจ้องอยู่กับตำแหน่งทางเดินที่คนมาเยี่ยมต้องเดินผ่านแน่นอน

               “....

               ในห้องยังคงเหลือความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัด เมื่ออีกฝ่ายมาปรากฏกายให้เห็น เด็กหนุ่มก็ตาโตจากเดิมเล็กๆ ด้วยความคาดไม่ถึง อยากจะเอ่ยเรียกเสริมความแปลกใจนั้น ทว่ากลับสร้างเสียงใดออกมาไม่เป็น

               “ว่างน่ะครับ เลยมาหา...

               ชิราอิชิเอ่ยบอกเรียบๆ ทว่าตั้งใจที่จะพูด ระหว่างลากเสียงค้างไว้ แววตาสีเทาของผู้พูดก็มองไปทางสัตว์เลี้ยงในกล่อง เหมือนประกอบคำพูดว่าตนตั้งใจมาหาสิ่งนั้น ไม่ใช่ยูคิมูระ ทั้งที่ความจริงแล้วมันกลับสลับกัน ทว่าชิราอิชิไม่ได้ต้องการวางฟอร์มอะไร เพียงแต่กลัวว่าหากบอกออกไปตรงๆ แล้ว ยูคิมูระอาจมองว่าเขาแปลก โดยเสียงทุ้มไม่ต่อคำใดหลังจากนั้น แล้วเดินไปที่กล่องบรรจุสัตว์ชนิดโปรด ก่อนส่งอาหารที่นำติดมือมาด้วยลงช่องให้ทีละเล็ก ขณะที่ยูคิมูระยังคงมองตามดูอยู่ตลอด

               “ขอโทษนะครับ รบกวนหรือเปล่า

               ขณะนั้นเสียงทุ้มเอ่ยถาม โดยเจ้าตัวยังคงให้ความสนใจกับสิ่งมีชวิตในกล่องอยู่ แต่ยูคิมูระรู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดกับตน จึงเอ่ยตอบไป

               “เปล่าหรอกครับ เซนเซย์ต่างหาก ที่มาหาในเวลานี้...คุณว่างแน่เหรอครับ

               ชิราอิชิเงียบ เหมือนตั้งใจมองท่วงท่าของตะขาบมากกว่า แต่สุดท้ายก็เอ่ยบอก

               “ขออยู่เป็นเพื่อนได้มั้ยครับ

               เป็นถ้อยคำซึ่งไม่ใช่คำตอบใดๆ เลย โดยครั้งนี้ชิราอิชิชัดเจนออกมาแล้วว่าเจ้าตัวมานี่ก็เพื่อยูคิมูระจริงๆ ที่เผยออกมาเป็นเพราะรู้สึกไม่อยากปกปิดอีกต่อไปแล้ว

               “เอ่อ...

               ยูคิมูระทำได้เพียงออกเสียงแบบนั้น ไม่รู้จะตอบออกไปยังไง ไม่มีแม้กระทั่งความคิดปฏิเสธหรือตอบรับด้วยซ้ำ ขณะที่ชิราอิชิดำเนินเรื่องต่ออย่างคนกำลังมีดวง ว่าที่หมอก้าวจากตำแหน่งเดิมมาหยุดข้างเตียง หนึ่งมือวางลงกับที่นอนเบาๆ แล้วโน้มตัวลงหาคนป่วยโดยสุภาพ ใบหน้าหล่อเจือรอยยิ้มอ่อนโยน นั่นปลอบให้ยูคิมูระไม่รู้สึกกลัวใดๆ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายทำราวกับเข้ามาตีสนิทเกินเหตุแท้ๆ

               “ถึงยังไงผมก็มีหน้าที่ดูแลคุณ เพราะงั้นไว้ใจผมเถอะครับ

               ซ้ำยังมีเสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยบอก กันทางให้ปฏิเสธไม่เป็นอีก

               “ผม...

               เสียงหวานเริ่มเอื้อนเอ่ยเมื่อคิดว่ามีเรื่องที่ตนยังไม่ได้พูด และอีกฝ่ายเองก็ยังไม่ได้พูด

               “ผมไม่ได้ไม่ไว้ใจหรอกนะ แต่ว่าแค่เกรงใจน่ะครับ” 

               ว่าแล้วก็หลบสายตามา

               “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องดูแลคุณ

               ยูคิมูระกดแววตาลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น...รู้สึกแอบหวั่นไหวด้วยปลื้มใจแปลกๆ จากความอบอุ่น อ่อนโยน และความจริงใจซึ่งชิราอิชิให้มากกว่าคำว่าหน้าที่ซะอีก ยูคิมูระรู้สึกว่ามันพิเศษเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเดาความคิดอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ ไม่กล้ามองว่าเขาจีบมา แม้เขาจะปฏิบัติพิเศษด้วยแค่ไหนก็ตาม.... พวกหมอก็แบบนี้แหละ ยังไงก็ต้องดีกับคนป่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายบอกเป็นนักศึกษาฝึกงาน เพราะแบบนั้นคงยิ่งร้อนวิชา

               “ว่าแต่...ไม่ต้องเรียกผมว่าเซนเซย์หรอกครับ

               เสียงนั้นปลุกให้ยูคิมูระตื่นจากภวังค์ ละสายตาเข้าสบกับคนพูดอีกครั้ง

               “ผมน่ะยังไม่ได้เป็นเซนเซย์เลยนะ เพราะงั้นเรียกชื่อเฉยๆ เถอะครับ ยูคิมูระคุง

               เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับจะหลอกล่อ แถมยังเหมือนส่งความพิเศษบางอย่างมาทางแววตา ซึ่งรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก แล้วแบบนี้...จะไม่ให้คิดเป็นอื่นไปได้ยังไง

               ยูคิมูระหลบตามาอีกหน แล้วดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้า หนีการมองจ้องของสายตาคู่ป่วนอารมณ์ที่ส่อแววชื่นชมแบบลอบแทะโลมหน่อยๆ นั่น มองมาแบบนั้น คนก็หวั่นไหวเป็นนะ

               ฟุบ~!

               ได้อยู่ในโลกส่วนตัวจากการคลุมโปงเพียงไม่เท่าไร ผ้าห่มก็ถูกเลื่อนออกไปโดยมือแกร่ง ซึ่งมือนั้นยังคงจับผ้าเอาไว้ตรงส่วนอกของยูคิมูระ เพื่อกันไม่ให้เด็กหนุ่มดึงขึ้นคลุมหน้าอีก

               “นอนแบบนั้นไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ

               ชิราอิชิหมายถึงการคลุมโปง หลังจากพูดก็เผยยิ้มจางๆ อย่างเอ็นดู ยิ่งทำให้ยูคิมูระอยากยกผ้าห่มขึ้นปิดหน้าเข้าไปใหญ่ แต่เมื่อทำไม่ได้ ก็พยายามปิดตาลงแล้วข่มใจหลับ ชิราอิชิไม่พูดอะไร ทำเพียงเผยเสียงขำเล็กๆ แล้วนั่งลงกับเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยเจ้าเสน่ห์ของตน โดยเขาเฝ้ามองใบหน้าสวยอย่างชื่นชมไม่รู้เบื่อไปเรื่อยๆ ในลักษณะที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงกำลังพยายามทำใจให้หลับ ซึ่งชิราอิชิต้องการแค่เพียงมาเฝ้าดูด้วยความติดใจก็เท่านั้น เพราะฝืนอาการเอาแต่ใจของตัวเองไม่ได้ ถึงขนาดพักรายงานที่ตนต้องทำเพื่อมาอยู่กับยูคิมูระเลยทีเดียว เพราะอีกสามวัน เจ้าของใบหน้าสวยนี้ก็ต้องออกจากที่นี่แล้ว หากไม่หาโอกาสมาอยู่ใกล้ๆ อย่างที่กำลังทำอยู่ คงไม่มีสิทธิ์ได้มองสิ่งซึ่งตัวเองชื่นชมอีกต่อไป โดยพอคิดว่ายูคิมูระต้องกลับไปพักฟื้นที่บ้าน ชิราอิชิก็แอบเหงาขึ้นมา ทั้งๆ ที่เพิ่งได้เจอกันแท้ๆ แต่กลับต้องลากันซะแล้ว

               ไม่ได้สิ เป็นหมอจะคิดแบบนี้ไมได้

               ควรรู้สึกยินดีที่คนป่วยจะได้กลับบ้านสิ คุราโนะสุเกะ

 

 

 

               ยูคิมูระป่วยด้วยโรคส่วนตัวซึ่งเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งคราวมาแต่ไหนแต่ไร โดยเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อจนขยับตัวไม่ได้ จึงต้องเข้าพักฟื้นร่างกาย ซึ่งในตอนนี้ยูคิมูระเองพอจะเดินได้ ทว่าต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ทำให้ลำบากพอดู แต่หลังจากรักษาด้วยกายภาพบัดบัดสามวันแล้วคงดีขึ้น เพราะอาการไม่ร้ายแรงมากมาย จากนั้นก็กลับบ้านได้ ซึ่งวันนี้เป็นครั้งแรกของการบำบัดที่ต้องเจอกับหมอฝึกหัดชิราอิชิ เวลานัดคือสามโมงเช้า 

               “อรุณสวัสดิ์ครับ ยูคิมูระคุงพร้อมแล้วนะ?”

               พอถึงเวลา ผู้รับผิดชอบดูแลก็เปิดประตูเข้ามาทักพร้อมรอยยิ้มสดใส ยูคิมูระเลือกที่จะหลบสายตามา กลายเป็นไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายไปเลยเมื่อคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืน

               สวบ~

               “เอ๋!?”

               เสียงหวานร้องแบบแอบตกใจเล็กๆ เมื่อมือแกร่งโอบมาที่เอว จากนั้นค่อยๆ พยุงร่างเขาซึ่งนั่งหย่อนขาอยู่กับเตียงให้ลงยืนกับพื้น

               “เริ่มเดินจากจุดนี้ไปเลยนะครับ ผมจะช่วยประคองเอง ไม่ต้องห่วงนะ

               หมับ!

               มันจะมากเกินประคองไปหน่อยแล้ว เพราะชิราอิชิโอบส่วนเอวไว้โดยรอบจนเหมือนกอดด้วยหนึ่งแขน แถมยังแน่นเกินควรอีกต่างหาก แค่เริ่มต้นก็ทำเอาใจของยูคิมูระไม่ไหวจะออกจังหวะ ทำไมถึงรู้สึกหวั่นไหวกับความอ่อนโยนของเขาไปได้นะ...? คิดประกอบกับเรื่องเมื่อคืนแล้วก็ยิ่งสร้างให้หวั่น โดยยูคิมูระรู้ตัวตื่นช่วงรุ่งสาง แล้วพบว่าชิราอิชิฟุบหน้าหลับมากับที่นอน ซึ่งเรื่องนั้นไม่เป็นปัญหา แต่การที่หนึ่งมือของตนถูกมือของอีกฝ่ายสวมจับเอาไว้เนี่ยสิ...มันเกิดขึ้นตอนไหน โดยสัมผัสในตอนนั้น สร้างความอบอุ่นถ่ายทอดจากมือสู่ร่าง จนยูคิมูระปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดี

               ชิราอิชิประคองยูคิมูระในลักษณะโอบเอวมาเรื่อยๆ จนถึงสถานที่ทำกายภาพ ซึ่งอยู่ห่างจากห้องของยูคิมูระไม่เท่าไร โดยห้องกว้างไม่มีใครสักคน ทำให้บรรยากาศเงียบเกินไปจนน่าใจหาย ชิราอิชิให้เขาพักนิดหน่อย ระหว่างนั้นผู้มีความรู้ก็เอ่ยอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้ฟังไปด้วย เมื่อเหมาะสมด้วยเวลา ยูคิมูระก็ทำตามจากความเข้าใจ ในตอนแรกหัดเดินโดยมีราวให้จับ ซึ่งชิราอิชิคอยมองเอาใจช่วยอยู่ตลอด แต่ยิ่งมีชิราอิชิมอง ยูคิมูระกลับรู้สึกราวเขาไม่เป็นตัวเอง ทว่าก็พยายามแข็งใจทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนต่อไปให้ดีที่สุด

               “เก่งมากครับ งั้นต่อไปจะให้เดินด้วยตัวเองนะ

               ผ่านไประยะหนึ่ง เสียงทุ้มก็บอกมาแบบนั้น ซึ่งยูคิมูระรู้สึกไม่แน่ใจเท่าไรว่าจะสามารถเดินด้วยตัวเองได้

               “ไม่เป็นไร ผมจะคอยตาม

               แต่ก็ราวกับได้ความกล้า เมื่อชิราอิชิเอ่ยบอกปลอบประโลมพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน รู้สึกอบอุ่น...จนหวั่นไหวในใจขึ้นมา

               “หนึ่ง...สอง...

               ร่างบางเริ่มก้าวเดินอย่างพยายามมั่นใจโดยไม่มีสิ่งใดประคอง ขณะมีชิราอิชิคอยช่วยลุ้นและนับก้าวให้อย่างส่งกำลังใจ

               “อ๊ะ!”

               หมับ!

               สุดท้ายก็ล้มเหลวตามความคาดหมายในตนเอง เมื่อข้อเท้าที่ไม่แข็งแรงเกิดล้มพลิกจนจะพาตัวล้ม แต่ก็ได้อ้อมแขนของผู้ที่บอกจะคอยระวังให้ รับเอาไว้ในลักษณะของกอด

               ตึกตัก...

               ครั้งนี้เป็นโอบแน่นจากสองแขน ด้านข้างของร่างบางล้มซบอกแกร่งแบบเน้นๆ แถมจมูกโด่งได้รูปจากใบหน้าหล่อยังแทบจะกดลงกับผิวแก้มสวยอีกต่างหาก จึงไม่พ้นใจเต้นแรงทั้งสองฝ่าย ชิราอิชิมองส่งคนในอ้อมกอดด้วยแววตาหลงใหลไม่ปกปิด ขณะที่ยูคิมูระไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ซ้ำยังแทบจะปิดการมองเห็นลงได้อยู่แล้ว

               ///

               ยูคิมูระตกใจเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเลื่อนจมูกเข้าหาเหมือนกับจะเฉียดลงแก้ม คนป่วยเคลื่อนหน้าจากมาเหมือนปกป้องไม่ให้ตัวเองหวั่นไหวไปมากกว่านี้พร้อมหลับตาลง ชิราอิชิหยุดเข้าหาแล้วเผยยิ้มเอ็นดู ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะลงสัมผัสใดๆ แม้จะอดใจไม่ไหวแล้วก็ตาม เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสมด้วยสถานะ และบางทีคนหน้าสวยอาจมีคนรู้ใจ แม้จะเห็นท่าทีแอบหวั่นในตัวยูคิมูระก็เถอะ แต่ด้วยเหตุนั้นถึงได้นึกอยากลองแหย่ ซึ่งหลังผ่านการห้ามใจ ชิราอิชิก็เปลี่ยนเป้าหมายโดยเลื่อนริมฝีปากเข้าใกล้ใบหูของร่างในอ้อมกอด

               “ยูคิมูระคุง...มีแฟนหรือยังครับ

               ก่อนเอ่ยกระซิบถามสิ่งซึ่งตนอยากรู้จนบีบคั้นจิตใจเล็กๆ คนหน้าสวยยังคงหลับตา ไม่เอ่ยตอบสิ่งใด ขณะที่ใจนึกหวั่นมากยิ่งขึ้นที่ถูกถามว่ามีแฟนหรือยัง           

               ถามมาทำไมนะ...ถามเพื่ออะไร

               แต่สุดท้ายก็เปิดการมองเห็นขึ้น แล้วค่อยๆ หันหน้าสบตาอีกฝ่ายเพื่อตอบคำถาม

               “ยัง...ยังครับ

               เสียงหวานสร้างความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ และเต็มใจที่จะตอบนัก...ตอบด้วยความรู้สึกแอบเขินหน่อยๆ ทั้งยังหวั่นไหวไม่หาย ชิราอิชิลอบกดยิ้มพึงใจเมื่อได้รู้เช่นนั้น

 

 

 

               สามวันผ่านไป สิ้นสุดการใช้ชีวิตในโรงพยาบาลแล้ว ยูคิมูระรู้สึกแอบเสียดายเล็กๆ ที่ต้องกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อยากรีบรักษาตัว และรีบออกมาแท้ๆ แต่ความคิดที่ว่าอยากอยู่โรงพยาบาลนานๆ กลับเข้ามาตั้งแต่ได้พบชิราอิชิ

               โดยหลังจากวันที่ถูกถามเรื่องแฟน ยูคิมูระก็ไม่กล้าสบตาชิราอิชิมากขึ้น ทั้งยังหวั่นไหวอยู่เสมอเมื่อได้ใกล้ชิดอีกฝ่าย ราวกับมันเกิดเป็นความรักรูปแบบหนึ่งขึ้นแล้ว แถมวันสุดท้ายของการอยู่โรงพยาบาล ชิราอิชิยังมาเฝ้าทั้งคืนอีกด้วย เลยทำให้ยิ่งคิดถึงจนไม่อยากจากมาน่ะสิ

               ยูคิมูระกลับมาเรียนตามปกติตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล แต่ยังเข้าชมรมซ้อมเทนนิสไม่ได้ ดังนั้นจึงตรงกลับบ้านทันทีเมื่อเลิกเรียน โดยตอนนี้เป็นระหว่างเดินทางออกจากโรงเรียนเพื่อไปรอโดยสารที่ป้ายรถเมล์

               “...

               แต่ทว่าต้องหยุดก้าว เมื่อเดินมาได้สักระยะแล้วพบเข้ากับคนซึ่งตนแอบคิดถึงเป็นพักๆ  ยูคิมูระถึงกับชะงักไปเลยก็ว่าได้

               “ยูคิมูระคุง

               เพียงเสียงทุ้มอบอุ่นเอ่ยเรียก นั่นก็ราวกับล่อเขาให้ติดกับเข้าอีกครั้ง แล้วอีกฝ่ายยังจะมาส่งสายตาอ่อนโยน ใจดีให้อีก ยูคิมูระยังคงนิ่ง ขณะอีกฝ่ายก้าวมาหยุดต่อหน้าในตำแหน่งที่ใกล้กันมากกว่าเดิม แต่ก็โดยระยะเหมาะสม

               “พอดีผมเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าลืมจ่ายยาอย่างหนึ่งไป...

               เสียงทุ้มพูดต่อ จากนั้นยื่นมือซ้ายซึ่งเจ้าตัวถนัดมาต่อหน้ายูคิมูระ ส่งยิ้มจางๆ อย่างเป็นตัวเอง แล้วเอ่ยต่อ

               “จะช่วยไปด้วยกันสักครู่ได้มั้ยครับ

               มือที่ส่งมานั้น เป็นการขอให้ยูคิมูระยื่นมือกลับให้จับ แต่เด็กหนุ่มไม่กล้าพอที่จะทำแบบนั้น แม้ใจมันจะแอบอยากไปกับเขาก็ตาม

               สวบ~

               ซึ่งอีกฝ่ายจัดการเองโดยการค่อยๆ สวมจับเข้ามือขวาของร่างบาง จากนั้นจูงให้เดินตามไปยังรถส่วนตัว ซึ่งยูคิมูระยอมให้ชิราอิชิพาไปโดยไม่ฝืน แถมเจ้าของใบหน้าสวยยังแอบเผยยิ้มเล็กๆ ด้วยซ้ำ

               ชิราอิชิส่งยูคิมูระเข้านั่งในรถ ก่อนที่ตนจะอ้อมมาอีกฝั่ง ปิดประตูไว้แน่น แล้วโน้มหน้าเข้าใกล้ใบหน้าสวยอย่างที่มักจะทำ มองส่งด้วยแววตาซ่อนแผนแล้วบอก

               “ลืมบอกไปว่า...ตอนที่ผมตรวจน่ะ หัวใจของยูคิมูระคุงเต้นช้าไปหน่อยนะ

               ยูคิมูระเลิกคิ้วสงสัยเมื่อได้ฟังดังนั้น ไม่รู้เลยว่าแพทย์ฝึกหัดคนนี้กำลังเล่นเล่ห์อยู่

               “ผมเลย...เอายาที่ช่วยให้หัวใจเต้นเร็วกว่าเดิมมาให้น่ะครับ

               ไม่ปล่อยให้สงสัยนาน มือแกร่งก็จับสัมผัสใบหน้าสวยแล้วเทียบริมฝีปากลงหาโดยอ่อนโยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปอย่างขออนุญาตไปเรื่อยๆ ยูคิมูระตกใจเล็กๆ สุดท้ายก็รู้ว่าชิราอิชิหลอกจูบ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรเพราะใจของตนก็หวั่นให้เขาไปแล้วก่อนหน้า เรียวปากรุกทำเพียงกดสลับเบียดระดับพอดีพองามเหมือนเป็นการเริ่มต้นรักใสๆ ที่ก่อเกิดจากความประทับใจแรกเจอ

 

               ชิราอิชิซัง...
   
               ระหว่างนั้นยูคิมูระเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยใจที่เต้นแรงเพิ่มขึ้นจากความอ่อนไหวไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ที่ชิราอิชิให้มานั้น...เป็นยาเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจจริงๆ ด้วยสิ

 

 

 

 

 

 

 

 

------------------------------------------

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ et cetera

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 parmin (@parmin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 20:13
    แบบนี้เรียกฉวยโอกาศมะคะคุณว่าที่หมอ
    #3
    0
  2. วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 18:43
    ดีงามมมมม ยุกกี้ยอมง่ายไปม้ายยยยยแต่ไม่เป็นไร ให้สามผ่านค่ะ
    #2
    0
  3. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 / 21:36
    หวานแบบเบาๆ ยูคิสวยจิงๆแหละปกติชอบจิ้นกะซานาดะ แต่ชิราอิชิก็โอนะ
    #1
    0