ตอนที่ 29 : บทที่ ๒๙ ภูเขาเอ๋อเหมยซาน (๕)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42488
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3870 ครั้ง
    12 มิ.ย. 62



 “พวกเจ้าควรรีบเดินทางก่อนที่อสูรกายพวกนั้นจะกลับมา” นางฟ้าแห่งต้นไม้กล่าวเตือนสติ

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามาก” ลู่หนิงเหมยเอ่ยตอบเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสุกสว่างเป็นประกายก่อนจะกล่าวว่า “พวกเราจะใช้วิชาตัวเบาในการเดินทาง อาจจะทำให้เหนื่อยล้าไปบ้างแต่วิธีนี้น่าจะถึงเร็วที่สุด”

การเดินไปแบบปกติย่อมใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะถึงที่หมาย ไม่แน่ยังไม่ทันจะถึงอสูรกายสิบตัวนั้นอาจจะกลับมาทันแล้วก็ได้ ใช้วิชาตัวเบาสิ้นเปลืองกำลังภายในก็จริงแต่มันก็ทำให้เดินทางได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“บ่าวรับใช้ของเจ้าล่ะ” หยางเจินเลิกคิ้วถาม พวกนางใช้วิชาตัวเบาได้หรืออย่างไร หรือสตรีตัวน้อยตั้งใจจะทิ้งพวกนางไว้ข้างหลังกัน

“ท่านไม่ต้องเป็นห่วง หลูเฟิงกับฉิงหลี่ใช้วิชาตัวเบาได้” พวกนางฝึกกำลังภายในพร้อมๆกัน พี่ทหารยามก็เป็นคนสอนเคล็ดวิชาตัวเบาให้ ถึงแม้จะยังใช้ได้ไม่ดีเท่าที่ควรแต่ก็เพียงพอสำหรับใช้ในเดินทางครั้งนี้อย่างแน่นอน

รัชทายาทกับซูเหิงได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ คนจวนเหวินนี่ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ บ่าวรับใช้มีฝีมือร้ายกาจไม่เป็นสองรองใคร ทหารยามก็มีวรยุทธ์สูงส่งกว่าองครักษ์ของวังหลวง...

พวกเขาเริ่มรู้สึกสงสารเหล่านักฆ่ามือดีที่โง่งมมาปองร้ายคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่เสียแล้ว 

ท่านราชครูสอนอะไรบุตรีของตนกันแน่ กลับเมืองหลวงไปคงต้องไปเค้นถามให้คลายสงสัย!

“เอาตามที่เจ้าพูดก็แล้วกัน!” หยางเจินเอ่ยเสียงเรียบ ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันก่อนจะพุ่งทะยานตัวเองไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

วิชาตัวเบาขององค์รัชทายาทกับองครักษ์เงาข้างกายของเขาแข็งแกร่งมาก พวกเขาสามารถบินทะยานไปได้ในพริบตา ทว่าสตรีสามนางไม่สามารถทำได้เช่นบุรุษ พวกเขาจึงลดความเร็วแล้วเหาะไปพร้อมๆกัน

“เจ้าควรรวมพลังปราณไว้ที่ปลายเท้า..” หยางเจินกล่าวแนะนำ ลู่หนิงเหมยทำตามก็พบว่าสามารถเพิ่มความเร็วในการทะยานตัวได้อีกหลายเท่า หลูเฟิง ฉิงหลี่ก็รีบทำตามและเรียนรู้อย่างตั้งใจ

เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม สองบุรุษถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาตัวเบาของตนให้กับอิสตรีทั้งสามนางได้เรียนรู้ ใบหน้างดงามที่ฉายแววแห่งความสุข สนุกสนานของพวกนางเรียกรอยยิ้มจางๆจากบุรุษทั้งสองได้ไม่ยากนัก!

สองบุรุษกลายเป็นอาจารย์ สามสตรีกลายเป็นลูกศิษย์สาว คนสอนตั้งใจแนะนำ คนร่ำเรียนก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความเบื่อหน่ายในการเดินทางช่วงแรกหายไปในพริบตา มีแต่เพียงบรรยากาศผ่อนคลายรายล้อมโดยรอบ

ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำขนาดใหญ่สุดปลายทาง ทั้งห้าคนล่อนตัวเองลงมายืนที่หน้าปากถ้ำอย่างเงียบเชียบ สีหน้าท่าทางของแต่ละคนเคร่งขรึมและระแวดระวังเป็นอย่างมาก

เพราะยังมีอสูรกายตาสีแดงนั่นอยู่ในถ้ำอีกถึงห้าตัว รูปร่างของมันเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ การประมาทเลินเล่อถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างอย่างยิ่งในเวลานี้

ลู่หนิงเหมยขมวดคิ้ว นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเย็นยะเยือกที่นางคุ้นเคย ถึงมันจะเจือจางและบางเบาแต่นางกลับจำมันได้ขึ้นใจ ไอสังหารแบบเดียวกับที่นางมี!

หยางเจินเป็นคนเดินนำไปคนแรก ในมือแกร่งถือไข่มุกราตรีสีเหลืองอร่ามทอแสงเรืองรองจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าทางด้านหน้าเป็นอย่างไร

เศษกระดูกมนุษย์มากมายกองเต็มสองข้างทางเดิน ลู่หนิงเหมยหรี่สายตาลงเล็กน้อย มีมนุษย์มากมายเคยเข้ามาที่นี่จริงๆหรือเป็นพวกมันที่ไปล่าสังหารแล้วลากเอาศพพวกเขามาเป็นอาหารในถ้ำกันแน่

พรึ่บ!

จู่ๆแสงของคบเพลิงก็สว่างขึ้นมาตามทางอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าสีหน้าทุกคนกลับมืดครึ้มจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำหมึกออกมาได้ ใครกันที่เป็นคนจุดคบเพลิงขึ้น!

การที่คบเพลิงจะติดขึ้นได้มากมายถึงเพียงนี้ ย่อมมีคนที่จุดไฟคบเพลิงอันแรกที่อยู่ด้านในสุดเป็นแน่ 

ลู่หนิงเหมยเร่งฝีเท้าเดินตามคบเพลิงไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงช่องว่างภายในถ้ำที่ส่องแสงสว่างจ้ามีแท่นโบราณขนาดใหญ่ราวกับแท่นสวรรค์ตั้งโดดเด่นตระการตาอยู่ตรงกลาง

บนแท่นมีแส้เส้นสีดำทมิฬลอยอยู่ด้านบน มันส่องแสงสว่างเป็นประกายรัศมีอำมหิตทรงอำนาจทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้มันหวาดผวา ไอสังหารเจือจางไหลเวียนอยู่รอบๆไม่ง่ายนักที่จะผ่านมันเข้าไปหยิบแส้ขึ้นมาได้

ลู่หนิงเหมยเห็นบุรุษสามคนที่สวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยราวกับฟันฝ่าความยากลำบากมาอย่างยิ่งยวด แต่ก็มองออกไม่ยากนักว่าพวกเขาคือยอดฝีมือไม่ผิดแน่ พวกเขาคงมาตามหาแส้เส้นนั้นไม่ต่างจากนาง มาถึงที่นี่ได้ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา

นางเดินมาหลบซ่อนตัวคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกอย่างเงียบๆ คนที่เหลือก็ทำเช่นกัน ชายสามคนนั้นฝีเท้าบางเบาไม่เลวยิ่งนัก เพราะพวกเขาเห็นอสูรกายดุร้ายที่นอนเฝ้าอยู่รอบๆแท่นอย่างชัดเจนจึงต้องกระทำการอย่างเงียบเชียบที่สุด

พวกมันมีสีดำทมิฬ ร่างกายเหมือนเสือดาว ทว่าขนาดรูปร่างของพวกมันกลับเท่าหมีควายตัวใหญ่ กรงเล็บแหลมคม หางของมันมีลักษณะคล้ายหางของแมงป่องพิษ

ยามที่มันหลับใหลยังดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อย หากมันตื่นขึ้นมาย่อมพรากชีวิตผู้คนอย่างเลือดเย็น!

ลู่หนิงเหมยชะโงกหน้ากวาดสายตามองหาหัวใจของพวกมันก่อนเป็นอันดับแรก มันจะต้องซ่อนหัวใจเอาไว้ใกล้ๆ แต่นางกลับมองไม่เห็นแม้แต่น้อย

หยางเจินใช้นิ้วเรียวยาวสะกิดไหล่สตรีตัวเล็กเบาๆแล้วชี้นิ้วขึ้นไปด้านบนของถ้ำ ก็ปรากฏภาพก้อนเนื้อสีดำสิบห้าก้อนดูชั่วร้ายลอยเด่นสูงจากพื้นถ้ำขึ้นไปหลายเมตร

หัวใจก็เป็นสีดำ! หากชายสามคนนั้นไม่จุดคบเพลิงขึ้นอย่างอุกอาจ นางก็คงมองหาหัวใจของพวกมันไม่เจอแน่!

ชายคนหนึ่งค่อยๆย่องตัวอย่างบางเบา พยายามเอื้อมมือขึ้นไปหยิบแส้อย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสไอสังหารที่ไหลเวียนอยู่รอบๆตัวแส้ เขาก็ชะงักรวบรวมพลังปราณไปไว้ที่ข้อมือแล้วทะลวงฝ่าเข้าไปหยิบแส้ขึ้นมา

“อ้า..” ยังไม่ทันจะดึงมือกลับออกมา ไอสังหารเย็นยะเยือกรุนแรงก็พวยพุ่งออกมาจากแส้อสูรทมิฬอย่างร้ายกาจ มันแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว 

พริบตาเดียวร่างทั้งร่างก็ฉีกขาดจากด้านในจนถึงด้านนอก ผิวกายปริแตกเลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรง ก่อนที่มันจะกระจายออกราวกับโดนระเบิดทะลวงจากภายในกายของเขา เศษเนื้อโปรยปรายลงสู่พื้นราวกับหิมะสีเลือด!

“……” ทุกคน

ลู่หนิงเหมยรอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอือก เป็นแส้อสูรทมิฬที่เลือกเจ้านายตัวเองจริงๆ ใครไม่ถูกใจมันก็ต้องจบชีวิตลงอย่างโหดร้าย

ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ภายใต้สายตาจนยากจะลืมเลือน เป็นการตายที่ดูจะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งนัก...

แต่ละคนที่มองมาทางลู่หนิงเหมยฉายแวววิตก 

หากลู่หนิงเหมยยังเลือกที่จะไปหยิบแส้เส้นนั้นขึ้นมาคงมีผลลัพธ์อยู่แค่สองทางคือไม่ตกตายอย่างอนาจก็มีชีวิตรอดอย่างกับปาฏิหาริย์ และโอกาสตกตายมีความเป็นไปได้ถึงเก้าในสิบส่วน!

“ไม่หยิบมันไม่ได้หรือ” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบข้างหู นัยน์ตาดุจพยัคฆ์ร้ายเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าตัดสินใจแล้ว” ลู่หนิงกล่าวตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ความรู้สึกบางอย่างบอกกับนางในใจว่าไม่เป็นไร นางก็จะลองเชื่อสัญชาตญาณตัวเองดูสักครั้ง

“มะ มันตื่นแล้ว!” เสียงโวยวายของชายสองคนที่เหลือดังขึ้น เรียกสายตาทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว

อสูรกายลุกขึ้นขู่คำรามราวกับราชสีห์ ดวงตาวาววับสีเดียวกับโลหิตเปล่งประกายความโหดเหี้ยม 

หางของมันขดงอเหมือนแมงป่องพิษที่เตรียมจะสบัดเหล็กนัยพุ่งใส่ผู้คน ไอสังหารแรงกล้าทวีคูณโหมกระหน่ำ ต่อให้ดึงพลังปราณมาป้องกันเพียงใดก็ยังรู้สึกอึดอัดจนแทบขาดใจอยู่ดี

จิตใจของพวกมันแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมสมกับเป็นราชันย์ของเหล่าอสูรกายในภูเขาแห่งนี้จริงๆ

“มะ มันตื่นขึ้นมาได้อย่างไรกัน!!” ชายสองคนที่กำลังยืนประจันหน้ากับอสูรกายนรก กล่าววาจาเยี่ยงคนไร้สติ

“........” ลู่หนิงเหมยและทุกคน

มันไม่ตื่นตั้งแต่พวกเขาจุดคบเพลิงก็ดีเท่าไหร่แล้ว เมื่อกี้ก็มีคนส่งเสียงร้องโหยหวนซะดังลั่น เลือดสาดกระเซ็นเต็มพื้นกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเสียขนาดนั้น มันไม่ตื่นน่ะสิน่าประหลาดยิ่งกว่า!





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.87K ครั้ง

10,036 ความคิดเห็น

  1. #9311 Cali17 (@cali17) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 17:02
    ทำไมสนุกอย่างนี้
    #9311
    0
  2. #4370 lex (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 18:01

    ีี่ี่ี่ี่ี่ีีีีีีร่อน(ลงบนพื้น)

    #4370
    0
  3. #3099 aviana (@aviana) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 17:53

    ใน(การ)เดินทาง

    อย่างอย่างยิ่ง = อย่าง

    สบัด = สะบัด

    เหล็กนัย = ใน


    #3099
    0
  4. #685 Karaketsukhchwy (@Karaketsukhchwy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 14:57

    ไม่น่าถามเลยเน้อ
    #685
    0
  5. #649 chamee (@chamee) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 10:08

    นั่นสิไม่ตื่นได้งัย

    #649
    0
  6. #638 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 09:18
    ขอบคุณค่ะ
    #638
    0
  7. #584 sommmee (@sommmee) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 03:45
    อ่านยันเช้าก็ยังรออ่านขอบคุณค่ะ
    #584
    0
  8. #570 Nanamonta (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 02:59

    ขอบคุณค่ะ

    #570
    0
  9. #569 baby-m2 (@Baby-M) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 02:53
    รอตอนต่อไปค่ะ อยากต่อแล้ววว ><
    #569
    0
  10. #568 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 02:44

    ตื่นเต้นมากค่ะ

    #568
    0