[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

ตอนที่ 5 : Chapter 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 พ.ย. 59





และในช่วงระยะเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จู่ๆ เสียงรอบข้างก็เงียบลงอย่างน่าประหลาด ร่างกายของฉันอุ่นวาบเหมือนถูกอะไรบางอย่างโอบอุ้ม ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงเหมือนปีกกระพือพัดและรู้สึกได้ถึงสายลมที่ผ่านเข้ามาปะทะผิวกาย

“ขอโทษนะ” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยิน พอลืมตาขึ้นอีกครั้งฉันก็กลับมายืนอยู่บนฟุตบาธเหมือนเดิมแล้ว

คนที่ช่วยฉันไว้... คงเป็นเจ้าของขนนกสีดำที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นนี่แน่ๆ

[End of Cheefong’s part]

 

[Milin’s part]

เรื่องแหวนนั่นมันทำให้ฉันคิดมากจนนอนไม่หลับ...

วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยสักคนจนมันเงียบสงัดไปหมด ฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพี่ชายทั้งสามคนต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยที่ผับ เห็นว่าช่วงนี้มัสคีเทียร์กำลังเป็นที่ฮอตฮิตของกลุ่มวัยรุ่นอันมีจะกิน เพราะหลังจากที่พี่บัลลังก์ พี่ซัน และพี่รวมพล ได้สืบทอดแก๊งอาเซติคต่อจากคุณพ่อ สามคนนั้นก็เริ่มกลายเป็นที่นับหน้าถือตามากขึ้น

แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว แถมพอจะนอนก็ดันนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดเรื่องแหวนของพี่ชีฟอง แหวนวงนั้นมันคล้ายกับของพี่เป็กซ์มากจนน่าตกใจ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกใช่มั้ย... ฉันคงจะคิดมากเกินไปเองนั่นแหละ

พอตัดสินใจได้ฉันจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเดรสออกมาเปลี่ยนแทนชุดนอนที่สวมอยู่... ฉันจะไปหาพี่บัลลังก์ที่มัสคีเทียร์

ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวจริงๆ เพราะมันจะทำให้ฉันรู้สึกฟุ้งซ่าน มีหลายครั้งเหมือนกันที่ฉันเกิดกลัวความคิดบ้าๆ ของตัวเองขึ้นมา ฉันเคยคิดสั้น... เป็นร้อยเป็นพันครั้งหลังจากที่พี่เป็กซ์หายไป แต่ฉันก็คอยบอกตัวเองไว้เสมอว่าฉันทนได้ สักวันพี่เป็กซ์จะต้องกลับมาหาฉันแน่ๆ

ถึงแม้มันจะเหมือนหลอกตัวเอง... แต่ฉันก็ต้องทำ

ฉันนั่งแท็กซี่มาถึงหน้าผับหลังจากใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง ยังดีที่โชเฟอร์รู้จักที่นี่ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงบอกทางไม่ถูกเหมือนกันเพราะไม่เคยมาที่แห่งนี้มาก่อน

“เดี๋ยวก่อนครับน้อง ขอตรวจบัตรประชาชนด้วยครับ” เสียงของผู้ชายที่ยืนอยู่บริเวณทางเข้าผับดังขึ้นเมื่อฉันจะเดินผ่านประตูเข้าไป ฉันชะงักเท้าแล้วหันไปมองหน้าเขางงๆ

“บัตรประชาชนหรอคะ” ได้ฟังดังนั้นคนตรงหน้าก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะมองสำรวจฉันอย่างพิจารณา ก็นะ... แค่การแต่งตัวของฉันมันก็ไม่เหมาะกับสถานที่แบบนี้แล้ว ฉันใส่เดรสสีชมพูออกแนวหวานๆ หน่อย เพราะในตู้เสื้อผ้ามันมีแต่แบบนี้

“อายุไม่ถึงใช่มั้ยเนี่ยเรา หน้าตายังเด็กอยู่เลย” เขาพูดอย่างรู้ทัน ในขณะที่ฉันก็เสสายตาไปเห็นป้ายห้ามบุคคลที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีเข้าไปในผับ

“คือฉันมาหาพี่ชายน่ะค่ะ” ฉันเอ่ยออกไปแกมขอร้องกลายๆ แต่ก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้ผลแน่

“ไม่ได้ๆ อายุไม่ถึงพี่ให้เข้าไปไม่ได้หรอก ไม่งั้นโดนด่าแย่” ผู้ชายตรงหน้าพูดพร้อมกับโบกมือน้อยๆ ไล่ฉันกลับไป

“อ่อ... ค่ะ” ฉันเอ่ยอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหันหลังเดินคอตกกลับออกไป และระหว่างที่มัวแต่คิดว่าควรจะเอายังไงต่อไปดี จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครสักคนเรียกชื่อตัวเองดังขึ้นมา

“มิลิน”

“คะ” ฉันตอบกลับไปอย่างอัตโนมัติ ในขณะที่ใครคนหนึ่งก็เดินถอยหลังกลับมาแล้วก้มลงมองหน้าฉันเหมือนกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“ใช่ จริงๆ ด้วยแฮะ นี่พี่เอง... พี่บอสไง” เขาพูดแนะนำตัวเองพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้ ฉันนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเบิกตากว้างทันทีเมื่อความทรงจำเก่าๆ เริ่มหวนกลับมา

“พี่บอส... อ๋อ! ค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลย ลินเกือบจำไม่ได้แหนะ” ฉันว่าก่อนจะหัวเราะน้อยๆ อย่างเขินอายที่ตัวเองดันลืมหน้าเพื่อนของพี่บัลลังก์ไปซะได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้เขาเองก็เคยมาเล่นเป็นเพื่อนฉันอยู่บ่อยๆ

“ลินก็โตขึ้นเยอะเลยนะ แถมสวยอีกต่างหาก แล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” เขาเอ่ยพร้อมกับมองฉันด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แต่ฉันรู้ดีว่าคนตรงหน้าแค่หยอกล้อฉันเล่นเท่านั้น

“ลินมาหาพี่บัลลังก์น่ะค่ะ แต่อายุไม่ถึงเลยเข้าไปไม่ได้” ฉันตอบพร้อมกับเบะปากอย่างเซ็งๆ ก่อนที่คนตรงหน้าจะหลุดหัวเราะออกมาเหมือนขบขัน

“เอ้า มาๆ ทำไมไม่บอกไปล่ะว่าเป็นน้องสาวไอ้บัลลังก์มัน” พี่บอสพูดกลั้วหัวเราะ หลังจากนั้นเขาก็พาฉันเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย

ข้างในมันมืดไปหมด... แสงไฟแวบวับที่สาดส่องไปมามันทำให้ฉันรู้สึกปวดตา แถมเสียงดนตรีบีตหนักที่ดังตึ้บตั้บมันยังฟังแล้วหนวกหูมากกว่าที่จะสนุก ฉันว่าฉันคงไม่เหมาะกับที่นี่จริงๆ นั่นแหละ

“ลินจะไปหาพี่บัลลังก์ได้ที่ไหนคะ” ฉันถามพี่บอสด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ เพราะไม่อยากนั้นคงถูกเสียงเพลงดังสนั่นนั่นกลบจนมิดแน่

“งั้น... ไปรออยู่ที่โต๊ะเพื่อนพี่ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปดูไอ้บัลลังก์ให้” พี่บอสเอ่ยอย่างใจดี ก่อนจะฝากฝังฉันไว้กับพวกเพื่อนๆ ของเขาที่นั่งดื่มเหล้ากันอยู่บริเวณโต๊ะในโซนวีไอพีตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาเองก็น่าจะนั่งดื่มอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่คงจะออกไปธุระที่ไหนมาล่ะมั้งถึงได้บังเอิญเจอฉันเข้าพอดี

“อ่ะนี่ ดื่มซักหน่อยเดี๋ยวคอแห้ง” เพื่อนของพี่บอสคนหนึ่งเอ่ยพร้อมกับยื่นแก้วน้ำอัดลมมาให้ฉัน ด้วยความที่ฉันคอแห้งอยากดื่มน้ำอยู่พอดีเลยรับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเขากลับไป ฉันดื่มมันรวดเดียวหมดจนเพื่อนๆ ของพี่บอสเอ่ยแซว ก่อนที่พวกเขาจะหันกลับไปคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ

ว่าแต่ทำไม...กลิ่นมันแปลกๆ จัง

ฉันคิดแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะเห็นเหมือนพี่บอสกำลังเดินกลับมาอยู่ไกลๆ อา... เริ่มรู้สึกง่วงซะแล้วสิ ตามันหนักๆ ยังไงก็ไม่รู้ ทีตอนอยากจะนอนก็ดันนอนไม่หลับซะได้ บ้าจริง!

“ไอ้บัลลังก์มันคุยธุระกับแขกอยู่น่ะ มันบอกให้มิลินไปรอในห้องพักมันก่อน” พี่บอสเอ่ยขึ้นทันทีที่เดินมาถึง แล้วทำไม... หน้าฉันมันถึงได้รู้สึกร้อนแปลกๆ นะ

“ห้องพักพี่บัลลังก์อยู่ตรงไหนหรอคะ” ฉันถามคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนเขาจะให้ความสนใจกับแก้วน้ำอัดลมที่ฉันเพิ่งดื่มหมดไปเมื่อครู่มากกว่าถึงได้ไม่ตอบอะไรกลับมา

“พี่บอส ห้องพี่บัลลังก์อยู่ตรงไหนหรอคะ” ฉันถามขึ้นอีกครั้งพร้อมกับใช้มือสะกิดร่างสูงไปด้วย พี่บอสถึงได้หันกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง

“อ๋อ งั้นเดี๋ยวพี่พาไปส่ง” เขาเอ่ยพร้อมกับจะพาฉันเดินออกไป ฉันถึงได้คว้าแขนเขาไว้เพราะรู้สึกเกรงใจ แค่เขาพาฉันเข้ามาในนี้ได้ก็รู้สึกขอบคุณจะแย่แล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่บอกทางมาก็พอ ลินไม่อยากรบกวนเวลาสังสรรค์ของพี่กับเพื่อน ”ฉันว่าก่อนจะมองไปยังเพื่อนๆ ของพี่บอสที่กำลังนั่งคุยนั่งดื่มกันอย่างสนุกสนาน

ฉันก็แค่... ไม่อยากรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระกับใครน่ะ คนอื่นมักจะเอาแต่ห่วงฉันและก็ทำนู่นทำนี่ให้อยู่เสมอเพียงเพราะว่าฉันเป็นน้องสาว แค่พี่ชายสามคนนั้นก็พอแล้ว... ตอนนี้ยังลามมาถึงพี่บอสอีก ฉันเกรงใจเขาน่ะ

“เอางั้นหรอ” เขาถามเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของฉันเท่าไหร่นัก แต่พอฉันพยักหน้าตอบกลับไป คนตรงหน้าถึงได้ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง

“เดินขึ้นไปบนชั้นสามฝั่งซ้ายมือสุด ห้องที่เป็นกระจกอ่ะ” เขาว่าก่อนจะชี้มือไปยังบันไดที่อยู่อีกฝั่งของผับซึ่งทอดตัวยาวไปยังชั้นบน และระหว่างทางที่ฉันจะใช้เดินผ่านไปนั้น มันก็เต็มไปผู้คนมากมายที่กำลังสนุกสนานไปกับเสียงเพลงจนดูแออัดไปหมด

“ขอบคุณค่ะ ไปนะคะพี่บอส” ฉันโบกมือลาแล้วดุนดันหลังเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ ไม่อย่างนั้นพี่บอสคงได้เดินตามมาส่งฉันแหงๆ

“ระวังตัวด้วยนะ ถ้าหลงก็เดินกลับมาโต๊ะพี่นะเข้าใจรึเปล่า” พี่บอสตะโกนแข่งกับเสียงเพลงหลังจากที่ฉันเดินห่างออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ฉันหันกลับไปส่งยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย

พี่บอสนี่ล่ะก็... ขี้กังวลพอๆ กับพวกพี่บัลลังก์เลยแฮะ ทำอย่างกับว่าฉันเมางั้นแหละ

[End of milin’s part]

 

[Pex’s part]

มิลินจะมาทำอะไรที่นี่...

ผมคิดในขณะที่เดินตามเธออย่างไม่ให้คลาดสายตา ที่นี่มันผับ... เธอมาที่นี่เพื่ออะไร แถมยังไอ้พี่บอสอะไรนั่นอีก มันเป็นใครวะ

“จะไปไหนหรอครับให้พี่ไปส่งมั้ย” ไอ้เวรที่กำลังเต้นกระดึ้บๆ ตามเสียงเพลงอยู่พูดพร้อมกับถือวิสาสะมาคว้าแขนมิลินไว้ตอนที่เธอกำลังจะเดินผ่าน คนตัวเล็กหันไปมองมันเหมือนตกใจ แต่เธอดูมึนๆ มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าเธอดื่มเหล้าที่เพื่อนไอ้คนที่ชื่อบอสนั่นยื่นให้ด้วย

“ปล่อยนะ...” ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคางพร้อมกับพยายามบิดข้อมือตัวเองออก แต่คิดหรอว่าไอ้เวรนั่นจะยอมทำตามที่เธอพูด

เหอะ... เสียงหวานๆ เล็กๆ แบบนั้นน่ากลัวตายล่ะ

“เมาแล้วนี่ เดี๋ยวพี่ไปส่งไง... กลับคนเดียวมันอันตราย” ไอ้เวรนั่นพูดขึ้นอีกแถมยังพยายามจะรวบตัวเธอเอาไว้อีกต่างหาก ไอ้เชี่ยนี่... กลับกับมึงนั่นแหละอันตรายที่สุด!

“ลินไม่เมาสักหน่อย” จบประโยคของคนตัวเล็ก ร่างของไอ้เวรนั่นก็ถูกผละออกอย่างแรงจนมันล้มลงบนพื้นเพราะฝีมือของผม ก็แค่ลองทำดูเพราะไม่คิดว่ามันจะได้ผล ครูซบอกว่าตอนนี้พลังของผมยังไม่ค่อยคงที่ บางทีก็ใช้การได้แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้เลย นี่แสดงว่าผลจากการไปล่าวิญญาณกับครูซมาหนึ่งเดือนเต็มนี่ก็โอเคอยู่เหมือนกันแฮะ

“ถ้ายุ่งกับเมียกูอีกรอบ มึงเจอขวดเหล้าแน่” ผมพูดใส่มันแม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ยินก็เหอะ น่าหงุดหงิดชิบ...

มิลินเสสายตาไปมองไอ้เวรนั่นอย่างงงๆ ก่อนที่เธอจะเลิกสนใจแล้วเดินเซๆ ไปขึ้นบันไดตามที่ไอ้คนที่ชื่อบอสนั่นบอกเอาไว้ ผมรู้ว่าเธอจะมาหาบัลลังก์พี่ชายของเธอ

แต่... มันไม่จำเป็นขนาดนั้นป่ะวะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันที่บ้านอยู่ดี ไม่รู้รึไงว่าที่นี่มันอันตรายขนาดไหน

“โอ๊ะ!” เสียงหวานดังขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างบางจะหงายหลังล้มลงในขณะที่เดินขึ้นบันได โชคดีที่ผมช่วยเอาไว้ทันไม่อย่างนั้นเธอได้ตกลงมาหัวฟาดพื้นแน่ พอทรงตัวได้เธอก็หัวเราะน้อยๆ เหมือนกำลังสนุก... มิลินคงเมาแล้วแหงๆ

ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดเมื่อกี๊ผมช่วยเธอไม่ทัน หรือช่วยเธอไม่ได้ขึ้นมามันจะเป็นยังไง

“น้องลินนะน้องลิน... คอยดูเถอะพี่จะทำโทษซะเข็ด” ผมบ่นกระปอดประแปดอยู่คนเดียวในขณะที่คนตัวเล็กเริ่มก้าวขึ้นบันไดอีกรอบ แต่แล้วจู่ๆ เท้าเล็กๆ นั่นก็หยุดเคลื่อนไหว เธอหันกลับมาใช้สายตามึนๆ มองผม ไม่รู้สิ... ผมอาจคิดไปเองก็ได้ เธอมองไม่เห็นผมสักหน่อย

“ทำเลยสิ พี่เป็กซ์ใจร้ายอยู่แล้วนี่” เสียงหวานๆ นั่นประณามเหมือนน้อยใจ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบมันไม่ใช่ถ้อยคำเหล่านั้น

เมื่อกี๊เธอเพิ่งพูดกับผม... ใช่มั้ย!

“ลิน เมื่อกี๊ลินว่าไรนะ” ผมถามออกไปเสียงสั่น รู้สึกเกร็งไปทั้งตัวในขณะที่หัวใจมันกลับเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก คนตัวเล็กยังคงมองมาตาไม่กระพริบ ริมฝีปากบางเชิดขึ้นน้อยๆ เหมือนทุกครั้งที่เธองอนผม ใช่... ผมคิดว่าตัวเองเคยเห็นสีหน้าแบบนี้ของเธอมาก่อน

“คนใจร้าย! เอ่ยจบมิลินก็หันหลังขึ้นบันไดไปทันที

“นี่ฉันเมาได้ไงนะ แถมยังเห็นภาพหลอนของเขาอีก” ผมมองตามร่างบางที่เดินปาดน้ำตาพร้อมกับบ่นพึมพำอย่างงงๆ เธอมองเห็นผม... เธอมองเห็นผมใช่มั้ย

“ว้าย!” เสียงหวีดร้องของมิลินดึงสติของผมให้กลับมาอีกครั้ง พอผมมองขึ้นไปก็เห็นว่าเธอกำลังอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

ฟุ่บ!

สองคนนั้นถูกผละออกจากกันแทบจะทันทีด้วยฝีมือของผม เพียงพริบตา... ผมก็ขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ามิลินอีกครั้งและใช้สายตาเกรี้ยวกราดจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ พอเสสายตาไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามมันก็มองกลับมาอย่างอึ้งๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งแต่อย่างใด

ให้มันรู้ซะบ้างว่าแถวนี้... เจ้าที่แรง

หลังจากนั้นผมก็กระชากแขนของมิลินที่เอาแต่ตกตะลึงให้เข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ใกลบริเวณนี้มากที่สุด ผมดันร่างเธอจนติดพนังใสที่ทำมาจากกระจก วิวข้างนอกสามารถมองเห็นชั้นล่างซึ่งมีผู้คนมากมายกำลังขยับกายไปตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน

แต่ผมไม่สนใจ... ผู้หญิงตรงหน้านี้ต่างหากที่สำคัญกับผม

“กอดกับมันทำไม” ผมถามเสียงดุ เพราะรู้สึกหงุดหงิดโครตๆ ที่ต้องมาเห็นอะไรบาดตาบาดใจแบบนี้ มิลินเบิกตากว้าง เธอมองผมเหมือนเห็นผี ในขณะที่หยาดน้ำใสๆ ก็เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาให้เห็นอีกระรอก

“คือลิน... อื้อ! พอเธอพูดผมก็ประกบริมฝีปากลงไปอย่างหงุดหงิด ไม่ชอบที่จะได้ยินน้ำเสียงสั่นๆ ของเธอเลย มันเหมือนกับว่าผมเป็นต้นเหตุให้เธอเสียใจอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ชอบ... แต่ก็ทำอะไรให้เธอไม่ได้สักอย่าง

“จำไว้ว่าคราวหลังห้ามเมินพี่อีก” ผมเอ่ยหลังจากที่ผละริมฝีปากออกมาแล้ว คนตัวเล็กตรงหน้าหอบหายใจพร้อมกับสะอึกสะอื้นจนตัวโยน ถึงแม้กระนั้นดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำก็ยังคงไม่หยุดมองผม

เธอมองแบบไม่กระพริบตา... เหมือนกลัวว่าผมจะหายไป

ร่างบางเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มของผมแผ่วเบา ผมไม่รู้ว่าเธอกำลังดีใจหรือเสียใจกันแน่ เพราะมิลินทั้งยิ้มสลับกับร้องไห้ไปมาอยู่อย่างนั้น

“นี่ลินกำลังฝันอยู่ใช่มั้ยคะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ผมมองเธอด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันทรมานและปวดหัวใจไปหมด

“ไม่ น้องลินไม่ได้ฝัน... มันคือเรื่องจริง” จบประโยคริมฝีปากของเราก็แนบชิดกันอีกครั้ง ผมบดเบียดและดูดดึงสัมผัสนิ่มหยุ่นนั้นอย่างโหยหา ลืมความรู้สึกกรุ่นโกรธก่อนหน้านี้ไปจนหมดเพราะความคิดถึงมันมีมากกว่า

ยิ่งเวลาผ่านไปภาพต่างๆ มากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน ภาพของผมกับน้องลิน... เราเคยทำแบบนี้กันนับครั้งไม่ถ้วน ริมฝีปาก ผิวแก้มนุ่มนิ่ม ร่างกายทุกสัดส่วนของเธอ ทุกสัมผัสนั้นเหมือนย้อนกลับเข้ามาในร่างกายของผมจนร้อนรุ่มไปหมด

“อึก... อื้อ! “ คนตัวเล็กส่งเสียงเมื่อถูกผมจู่โจมอย่างหนักหน่วงจนเริ่มขาดอากาศหายใจ มือของเธอกำเสื้อผมจนยับยู่ยี่ไปหมด ผมผละริมฝีปากออกมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะทาบทับลงไปใหม่ จนกระทั่ง...

สัมผัสนั้นค่อยๆ จางหายไป

[End of Pex’s part]

 

[Milin’s part]

ริมฝีปากยังคงร้อนวาบไปหมด...

แต่พอฉันลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พื้นที่ตรงหน้าก็เหลือแค่เพียงความว่างเปล่า ความรู้สึกวาบโหวงแล่นพล่านไปทั่วทั้งหัวใจทันที เขาหายไป... หายไปอีกแล้ว

ฉันกวาดสายตามองหาไปรอบๆ เหมือนคนบ้า ยิ่งเวลาผ่านไปหยาดน้ำใสๆ มันก็ยิ่งจะปริ่มออกมาเสียให้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันคือเรื่องจริงหรือภาพหลอน ฉันไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้เลย

ฉันเป็นอย่างนี้บ่อย... เห็นเขาในทุกๆ ที่ๆ มองไป เพียงแต่ว่าครั้งนี้มันชัดเจนมากจนเหมือนความจริง ฉันยังรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนของเขาอยู่เลย

หรือบางที... ฉันอาจจะบ้าไปแล้วจริงๆ ก็ได้

“มิลิน “ เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ อันที่จริงฉันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาเปิดประตูเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันหันไปมองร่างสูงทั้งน้ำตาในขณะที่ตัวเองยังทรุดตัวนั่งอยู่ตรงที่เดิม... ที่ๆ ฉันเห็นพี่เป็กซ์ก่อนที่เขาจะหายไป

“พี่บัลลังก์” ฉันเอ่ยชื่อคนตรงหน้าก่อนจะยกมือปาดน้ำตาทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ร่างสูงขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันอย่างร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้น... มาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไมถึงร้องไห้” เขาถามรัวเป็นชุดหลังจากที่ย่อตัวลงสบตากับฉันตรงๆ สีหน้าของพี่บัลลังก์ดูเคร่งเครียด เขาคงอยากจะต่อว่าฉัน... แต่พอเห็นว่าฉันกำลังร้องไห้อยู่ก็คงใจอ่อนทำไม่ลงเหมือนทุกที

“ลินเห็นเขา... ลินเห็นพี่เป็กซ์อีกแล้ว” ฉันเอ่ยเสียงเครือก่อนจะปล่อยโฮอย่างห้ามไม่อยู่ คนตรงหน้ามองฉันด้วยแววตาสงสาร แต่ก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจแล้วดึงร่างฉันเข้ามากอดปลอบเท่านั้น

พี่บัลลังก์รู้ดีว่าพักหลังๆ ฉันมักเป็นแบบนี้บ่อย แต่เขาก็พยายามอดทนกับคนอย่างฉันจนฉันเองยังอดเกรงใจไม่ได้

บางที... เขาอาจจะไม่ต้องทนหงุดหงิดแบบนี้อีกนานนัก

 

ในบางครั้งฉันก็อยากความจำเสื่อมเพื่อจะได้ลืมเลือนเรื่องราวต่างๆ ไปซะ

ฉันมาอยู่ที่นี่ทำไม... ที่โรงเรียน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะมารึเปล่า ในเมื่อต่อให้คุณครูอธิบายหรือสอนอะไรความรู้พวกนั้นมันก็ไม่เข้าหัวเลยสักนิด

แต่เขาอยากให้ฉันเรียน... นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ตรงจุดนี้... ล่ะมั้ง

“นักเรียนคนนั้น ไหนบอกครูซิว่าคำตอบคืออะไร” เสียงของใครสักคนดังแว่วเข้ามาในหู ก่อนที่เทนจะสะกิดฉันแล้วพยักเพยิดให้หันไปมองทางคุณครูผู้หญิงที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่หน้าชั้นเรียน

ฉันลุกขึ้นยืนอย่างงงๆ ก่อนที่ท่านจะเคาะกระดานไวท์บอร์ดซึ่งมีโจทย์ตัวเลขยาวเหยียดโชว์หราอยู่บนนั้น และฉันก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจมันแน่ๆ เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ฉันเรียนแย่ที่สุด

“หนูไม่ทราบค่ะ” ฉันพูดออกไปตามตรง เพราะขนาดเทนที่เรียนเก่งกว่าฉันยังคิดคำตอบออกมาไม่ได้เลย ถึงแม้ตอนนี้เขาจะพยายามคิดคำนวณอย่างหนัก เพราะไม่อยากให้ฉันถูกคุณครูดุก็เถอะ

“ไม่ทราบ... เพราะอะไรเธอถึงตอบไม่ได้รู้มั้ยมิลิน” ท่านว่าก่อนจะเดินมายังโต๊ะเรียนของฉัน ซึ่งตั้งอยู่ชิดริมหน้าต่างและอยู่ในโซนค่อนไปทางด้านหลังห้อง

“เพราะครูเห็นว่าเธอไม่ได้สนใจเวลาที่ครูสอนเลย ครูเห็นเธอเอาแต่นั่งเหม่อมองโทรศัพท์แบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว ครูไม่รู้หรอกนะว่าที่บ้านเธอมีปัญหาอะไร แต่หน้าที่ของเธอคือเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นครูจะเก็บโทรศัพท์เครื่องนี้เอาไว้จนกว่าจะหมดคาบ เธอจะได้มีสมาธิเรียนสักที ไม่ใช่เอาแต่นั่งจ้องมันอยู่แบบนี้” จบประโยคท่านก็คว้าโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่ฉันวางไว้บนโต๊ะไปไว้ในมือ วินาทีนั้นหัวใจของฉันกระตุกวูบจนรู้สึกปวดแปลบไปหมด

ฉันไม่อยากให้มันอยู่ห่างตัว... โทรศัพท์เครื่องนี้น่ะพี่เป็กซ์เค้าซื้อให้ฉัน

“ลินขอโทรศัพท์คืนด้วยค่ะคุณครู” ฉันเอ่ยเสียงสั่นพร้อมกับจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างขอร้อง ขอบตาของฉันมันเริ่มร้อนผ่าวจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด

“ครูบอกแล้วไงว่าจะคืนให้ตอนหมดคาบ” เอ่ยจบท่านก็ทำท่าเหมือนจะเดินผละไป ฉันจึงรั้งแขนท่านเอาไว้อย่างลืมตัว

“คืนมันมาเถอะค่ะ ลินขอร้องนะคะคุณครู” ฉันเอ่ยเสียงเครือพร้อมกับเอื้อมมือจะไปคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของคุณครูจนท่านเริ่มไม่พอใจ

“เอ๊ะ! ทำไมถึงเป็นเด็กแบบนี้ แย่งของจากมือครูได้ยังไง ไร้มารยาท” คุณครูเริ่มตวาดเสียงดังลั่นจนเพื่อนในห้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก เทนที่นั่งอยู่ข้างฉันลุกขึ้นยืนอย่างทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ปั้นหยาและเดวิลซึ่งนั่งอยู่โซนหน้าห้องก็รีบเดินเข้ามาดูเหตุการณ์อย่างเป็นห่วง

“เอาโทรศัพท์ลินคืนมานะ เอาของลินคืนมา! ฉันเริ่มโวยวายเหมือนคนสติแตก น้ำหูน้ำตามันไหลพรากเต็มไปหมด ฉันพยายามที่จะเข้าไปแย่งโทรศัพท์กลับคืนมาแต่เทนก็รั้งร่างของฉันเอาไว้ เขาคงไม่อยากให้ฉันมีปัญหากับคุณครู แต่บอกเลยว่านาทีนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว

นั่นเป็นของๆ ฉัน...

“นี่เธอ! ทำแบบนี้อยากโดนเชิญผู้ปกครองใช่มั้ย” คุณครูตวาดเสียงกร้าวพร้อมกับชี้หน้าฉันอย่างไม่พอใจ แต่ฉันก็ไม่สนและพยายามกระเสือกกระสนที่จะเข้าไปแย่งโทรศัพท์ของตัวเองกลับคืนมาให้ได้

“ครูครับ คืนโทรศัพท์ให้ลินไปเถอะครับ” เทนที่รั้งตัวฉันไว้เอ่ยอย่างลำบากใจ ในขณะที่ปั้นหยาก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มมีอาการไม่ดี ฉันร้องไห้จนเหนื่อยหอบไปหมด... ตอนนี้ทั้งโกรธทั้งเจ็บปวด ทำไมฉันต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ทำไมเรื่องบ้าๆ มันต้องมาเกิดกับฉันตลอด

“ฉันไม่คืน! ยิ่งทำนิสัยไม่ดีแบบนี้ฉันจะเก็บมันเอาไว้สักอาทิตย์นึงเลย” พอได้ยินประโยคนั้นฉันก็เบิกตากว้างทันที ในอกรู้สึกอึดอัดจนทรมานไปหมด

คุณครูไม่มีสิทธิ์... นั่นมันของๆ ฉัน ครูไม่มีสิทธิ์ที่จะเอามันไป

พลั่ก!

“ว้าย! เสียงกรีดร้องของคนตรงหน้าดังขึ้น หลังจากที่ฉันสลัดตัวหลุดออกจากการเกาะกุมของเทนได้ ฉันทำลงไปแล้ว... ฉันผลักคุณครูจนท่านเสียหลักล้ม ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์กลับคืนมา

“ลินเดี๋ยว!” เทนส่งเสียงเรียกเมื่อฉันคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งหนีออกจากห้องเรียนไป หัวใจของฉันเต้นครึกโครมไปหมด ฉันได้แต่วิ่งไปเรื่อยๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก

พอถึงหน้าโรงเรียนก็ปรากฏว่าไม่มีรปภ. เฝ้าอยู่พอดี ฉันเหลียวหลังกลับไปมองอย่างลังเลว่าควรจะเอายังไงต่อไปดีเพราะฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฉันอยากออกไป... ไปไหนก็ได้ที่จะไม่ต้องมีใครมายุ่งกับฉัน

“ลินเดี๋ยวลิน!” เสียงของเทนดังขึ้นจากที่ไกลๆ เมื่อฉันเอามือแตะประตูรั้ว เขากำลังวิ่งเข้ามาหาพร้อมๆ กับเดวิลและปั้นหยา แถมคุณครูคนนั้นก็ยังตามมาอีกด้วย

วินาทีนั้นสมองมันสั่งให้ฉันเลือกที่จะเลื่อนประตูรั้วแล้ววิ่งออกไป ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ฉันมากเท่าไหร่ เท้าของฉันมันก็ยิ่งขยับรัวเร็วเพื่อที่จะหนีให้พ้นมากขึ้นเท่านั้น ฉันแทบไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเผลอวิ่งออกมาจนอยู่บนเลนถนนได้ยังไง

ครั้นพอมองออกไปรอบๆ อีกครั้งทุกสิ่งทุกอย่างก็เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ฉันหลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงแตรรถดังก้องไปหมด

ปี๊นนนนนน!!!

ฟุ่บ!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก... ร่างของฉันถูกใครสักคนโอบกอดเอาไว้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็เงียบไปราวกับว่าฉันหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ความวูบโหวงในช่องท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับที่สติสัมปชัญญะเริ่มค่อยๆ ดับวูบ

สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือ... ปีกนกสีดำใหญ่ยักษ์ที่ปกคลุมฉันเอาไว้ทั้งร่าง

 

“ลิน... เป็นยังไงบ้าง พี่เป็นห่วงแทบแย่แหนะ” เสียงของพี่บัลลังก์ดังขึ้นทันทีที่ฉันลืมตา ฉันมองหน้าเขาพร้อมกับเขยิบตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะกวาดตาไปรอบๆ อย่างงุนงง

ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล... ภายในห้องพักผู้ป่วยมีแค่พี่บัลลังก์อยู่เท่านั้น

“คือลิน... “ ฉันเอ่ยก่อนจะชะงักค้างเอาไว้ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรออกมาดี พี่บัลลังก์เอาแต่มองหน้าฉันด้วยความเป็นห่วง และมันทำให้ฉันรู้สึกผิด ฉันรู้ดีว่าช่วงนี้เขาเองก็มีเรื่องส่วนตัวให้เครียดอยู่แล้ว ฉันไม่ได้ต้องการจะทำตัวให้เป็นภาระ

“มันเกิดอะไรขึ้น ลินวิ่งหนีออกมาจากโรงเรียนทำไม” คนตรงหน้าถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ความจริงแล้วฉันไม่เคยมีปัญหากับคุณครูหรืออะไรทำนองนี้มาก่อนเลย

นี่คงเป็นอีกเรื่อง... ที่ฉันทำให้ใครหลายๆ คนต้องประหลาดใจ

“เค้าจะเอาโทรศัพท์ของลินไป ลินยอมไม่ได้ค่ะ” ฉันเอ่ยเสียงเครือ แต่พี่บัลลังก์กลับเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ฉันรู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองเป็นคนผิด... แต่ฉันก็มีเหตุผลของฉัน

“โทรศัพท์ของลินอยู่ที่ไหนคะพี่บัลลังก์” ฉันถามขึ้นเมื่อคนตรงหน้ายังคงเงียบอยู่ เขายื่นโทรศัพท์เครื่องสีชมพูที่เต็มไปด้วยรอยถลอกมาให้ฉัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

“พี่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน” พี่บัลลังก์เอ่ยเสียงเรียบ แม้กระนั้นสายตาที่เขาใช้มองมาก็ยังคงฉายแววอ่อนโยนให้ฉันได้รู้สึกอุ่นใจอยู่

“ลินไม่มีอะไรจะคุยหรอกค่ะ” ฉันพูดออกไป ได้แต่เสสายตาไปยังทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าของเขา ฉันรู้ดีว่าพี่บัลลังก์อยากจะพูดอะไร

ฉันรู้... และไม่อยากจะฟังให้รู้สึกเจ็บปวดใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว




B E R L I N ❀

58 ความคิดเห็น

  1. #20 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 19:36
    สงสารน้องลินอ่าาาาแต่น้องลินต้องควบคุมความรู้สึกให้ได้กว่านี้นะ
    #20
    0
  2. #19 Nonny24 (@nonnybabycrazy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 15:55
    เราว่ามันก็จริงนะ ลินน่าสงสารแต่มันก็เกินไป ถ้าเป็กซ์รู้เป็กซ์คงไม่โอเคอ่ะ 5555555 ลินปล่อยให้มีอิทธิพลมากเกินไปจริงๆ
    #19
    0
  3. #18 air48050 (@air48050) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 20:38
    ลินเห็นพี่เป็กซ์แล้วววว
    #18
    0
  4. #17 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 20:06
    พี่เป็กซ์ขี้หึงเเรงงงงงงงงง น่ารักกกกกก ทำไมน้องลินเห็นพี่เป็กซ์ได้อ่าาาาา ดีเลยยย เห็นตลอดๆเลยยยน้าาาาไรต์
    #17
    0