[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

ตอนที่ 4 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 พ.ย. 59





“ใช่คนที่ลินบอกว่าจะไม่กลับมาแล้วนั่นรึเปล่า” จู่ๆ คนตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นเหมือนสงสัย แม้คำถามนั้นจะทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ฉันก็ต้องแสร้งยิ้มออกไป เพราะฉันรู้ว่าพี่ชีฟองคงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับฉันหรอก

“เอ่อ... ค่ะ”

“เลิกกันแล้วอย่างนั้นหรอ” เธอเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังสงสารฉันไปด้วย

“เปล่าหรอกค่ะ คือเค้า...” ฉันพูดได้แค่นั้นก็หยุดชะงักไป ฉันควรจะตอบเธอออกไปว่าอะไรดี... ในเมื่อฉันเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน

“ถ้าไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้างั้น... พี่ขอตัวก่อนนะ แฟนพี่รอทานข้าวอยู่” พี่ชีฟองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ดูเหมือนเธอกับแฟนคงจะรักกันมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ดูมีความสุขที่ได้กลับไปเจอเขาขนาดนั้นหรอก

“ค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ” ฉันเอ่ยพร้อมกับโบกมือลาเธอน้อยๆ แผ่นหลังเล็กนั่นค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา

และฉันก็ถูกความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง...

[End of Milin’s part]

 

[Pex’s part]

“เธอทำอะไร” นั่นเป็นประโยคแรกที่ผมเอ่ยกับชีฟอง เธอเงยหน้าขึ้นมองผมทันทีที่ได้ยินเสียง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างนิดหน่อยเหมือนเธอไม่คิดว่าจะได้เจอผมที่นี่

ใช่... ผมมารอเธอที่ห้องตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพราะอยากจะคุยกับเธอให้เรียบร้อยสักที แต่เธอก็ไม่กลับมา... ผมไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่

“นายพูดเรื่องอะไร” ชีฟองเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินทะลุตัวผมไป และนั่นมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด เมื่อกี๊ผมเห็นตอนที่เธอคุยกับมิลินที่สวนสาธารณะ สองคนนั้นรู้จักกันได้ยังไง... ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

“เธอคุยอะไรกับน้องลิน” ผมถามเสียงแข็งเพราะรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

“น้องลิน... หึ” ชีฟองเอ่ยก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา ผมไม่รู้ว่าเธอกำลังทำสีหน้าแบบไหนกันแน่ เพราะตอนนี้เธอกำลังยืนหันหลังให้ผมอยู่

“ทำไมหรอ ทำไมฉันถึงคุยกับเด็กคนนั้นไม่ได้” ร่างบางหันกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน บอกตามตรงว่าผมโครตงงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผมไม่รู้เลยว่าเราสองคนกำลังทะเลาะกันเพราะอะไร

“แฟนนายนี่ฉันแตะต้องอะไรไม่ได้เลยงั้นหรอ” ชีฟองเริ่มขึ้นเสียงพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ และผมก็ได้แต่เสตามองไปทางอื่นเพราะความรู้สึกอึดอัด

“เธอเป็นอะไรของเธอวะชีฟอง... ฉันไม่เข้าใจว่ะ” ผมเอ่ยอย่างหงุดหงิด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อระบายความคุกรุ่นที่สุมแน่นอยู่ในอก ตั้งแต่คราวนั้นที่ผมบอกกับเธอว่ามิลินคือแฟนของผม เราสองคนก็แทบไม่เคยคุยกันดีๆ อีกเลย ชีฟองมักเอาแต่ทำหน้าเหวี่ยงแล้วพูดประชดประชันใส่ผมอยู่ตลอด

“ฉันก็ไม่เข้าใจนายเหมือนกัน นายควรจะเลิกสนใจเธอได้แล้ว เธอมองไม่เห็นนายด้วยซ้ำ แถมนายเองก็ยังจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยสักอย่าง... เรื่องของนายกับมิลินมันจบลงตั้งแต่นายกลายเป็นแบบนี้แล้ว” เธอพูดใส่ผมและมันทำให้ผมเผลอกัดฟันกรอดอย่างไม่รู้ตัว

“ไม่... มันยังไม่จบ เธอไม่มีทางเข้าใจหรอกชีฟอง” ผมพูดอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้มันเตลิดไปมากกว่านี้ ปกติแล้วผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนใจร้อน แต่ว่าเรื่องนี้... มันเกี่ยวกับน้องลิน

“ใช่! ฉันไม่เข้าใจนายหรอก ฉันอยู่กับนายตอนที่นายไม่มีใคร ฉันคนเดียวที่อยู่เคียงข้างนาย... แล้วทำไมนายถึงมองข้ามฉัน ฉันมีอะไรสู้เธอไม่ได้หรอ... หรือว่าเพราะฉันมาที่หลัง” ชีฟองเอ่ยเสียงกร้าว ถึงแม้กระนั้นแววตาของเธอมันกลับสั่นระริกไปหมด เธอดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ และนั่นมันทำให้ผมเริ่มใจอ่อนอีกครั้ง

“เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกันหรอกชีฟอง เธอดี... ดีเกือบทุกอย่าง แต่ฉันไม่เคยคิดกับเธอแบบนั้นเลยสักครั้ง” เอ่ยจบผมก็ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่มองใบหน้าหวานของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจแล้วเอ่ยต่อ

“เธอมาชอบฉันทำไมวะ คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง ฉันไม่เคยทำอะไรให้เธอสักอย่าง  มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะทำให้เธอมาชอบฉันได้ บางทีเธออาจจะแค่สับสน... แค่เหงา” จบประโยคของผม คนตรงหน้าก็หันมาสบตากันด้วยน้ำตานองหน้า เธอส่ายศีรษะน้อยๆ เหมือนต้องการปฏิเสธคำพูดของผมเมื่อครู่

“มันไม่ต้องมีเหตุผลหรอกเป็กซ์ ฉันว่านายเองน่าจะรู้ดีที่สุด” คำพูดของชีฟองมันทำให้ผมถึงกับสะอึก ใช่... ผมรู้ดีที่สุดว่าการรักหรือชอบใครสักคนมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรเลย เหมือนที่ผมรักมิลินทั้งๆ ที่จำเรื่องราวระหว่างเราไม่ได้ ในขณะที่ความทรงจำมากมายที่มีร่วมกับชีฟองมันก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบเธอในแบบที่เธอชอบผมเลย ความรู้สึกของคนเราเนี่ย... มันแปลกจริงๆ นะว่ามั้ย

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง เธอจะเป็นแบบนี้กับฉันไปถึงเมื่อไหร่... มันน่าอึดอัดรู้มั้ย” ผมเอ่ยพร้อมกับก้มลงสบตาเธออย่างคาดคั้น

“นายก็รักฉันสิ... อย่างน้อยก็ลองเปิดใจให้ฉันบ้าง ฉันแค่อยากได้โอกาสจากนาย” เธอตอบกลับมาในขณะที่หยาดน้ำใสก็ไหลพราก และมันทำให้ผมลำบากใจ เธอกำลังขอร้องผมในเรื่องที่ผมทำให้เธอไม่ได้

“ขอโทษนะ แต่ฉันคงทำให้ไม่ได้...” ผมเอ่ยก่อนจะเว้นช่วงไป เมื่อร่างบางตรงหน้าเริ่มร้องไห้หนัก

“เพราะฉันรักมิลิน” จบประโยคของผมชีฟองก็ยกสองมือขึ้นปิดหูพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากได้ยิน พอผมจะขยับเข้าไปหาเธอ เธอก็ก้าวถอยหลังไป

“หยุด... นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ! ร่างบางตวาดลั่นก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะชิดติดกำแพง ผมก็แค่ไม่อยากให้ความหวังเธอ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมฟังกันเลย

ผมควรจะทำยังไงวะ...

ปัง!

จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดผ่างพร้อมกับร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น อันที่จริงประตูมันไม่ได้ถูกเปิด... แต่ถูกพังเข้ามาต่างหาก

“โทษที เผลอออกแรงเยอะไปหน่อย” หมอนั่นพูดพร้อมกับทำสีหน้าเจื่อนๆ ผมมองหน้ามันอย่างงงๆ รู้สึกคุ้นแต่ก็เหมือนมีอะไรที่แปลกไป

“เธอเป็นไรอ่ะ” หมอนั่นหันไปถามชีฟองที่เอาแต่สะอึกสะอื้นแล้วก้มหน้ามองพื้นอยู่อย่างนั้น ยิ่งมันเดินเข้ามาใกล้ผมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ

ทั้งรูปหน้า ท่าทาง แต่ทำไมผมมันถึงสีนี้วะ... ไม่ใช่ดิ ผมคิดพร้อมกับเผลอขมวดคิ้วมุ่นอย่างลืมตัว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะมัวมาคิดเรื่องไร้สาระแบบนี้อยู่ทำไม

“เป็กซ์... ชีฟองเป็นไรอ่ะ ทะเลาะกันอ่อ” หมอนั่นหันมาถามผม และนั่นก็ทำให้ผมต้องแปลกใจอีกครั้ง มันมองเห็นผมด้วย แถมยังรู้จักชื่อผมอีก

“นายเป็นใคร” ผมถามออกไปเสียงแข็งเพราะยังรู้สึกหงุดหงิดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย

“ฉัน... อ่อ นายความจำเสื่อมนี่หว่า” ร่างสูงตรงหน้าพึมพำกับตัวเองเหมือนคนบ้า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความอยากรู้ของผมลดลงเลย

ผมกวาดตามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า หมอนี่อยู่ในชุดไปรเวทแบบสุภาพ โทนชุดสีดำตัดกับเส้นผมสีทองธรรมชาติที่ดูแล้วมันคงจะไม่ได้ย้อมตามแฟชั่นแน่ๆ แม้จะแต่งกายเหมือนคนทั่วไปแต่ผมกลับรู้สึกถึงอะไรที่แตกต่าง ความรู้สึกเหมือนตอนที่เจอแวมพ์กับบอสครั้งแรก ราวกับเป็นออร่าหรือพลังงานบางอย่าง และมันรุนแรงกว่าจนสองคนนั้นเทียบไม่ติด

“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฉันคือครูซ” จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็เบิกตากว้างทันที ครูซส่งยิ้มทะเล้นๆ มาให้เมื่อผมยังค้างนิ่งเพราะความอึ้งอยู่ นาทีนี้ผมแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังเคลียร์ปัญหากับชีฟองไม่จบ มันเหมือนกับว่าผมได้เจอกุญแจที่จะสามารถไขปริศนาของตัวเองได้อย่างไม่ทันคาดคิดมาก่อน

ระหว่างนั้นเสียงฝีเท้าของคนมากมายก็ดังขึ้น ผมมองไปที่ประตูก็เห็นคนในชุดสูทสีดำยืนออกันอยู่เต็มไปหมด พวกนี้คงเป็นคนของบอสที่ถูกสั่งให้มาเฝ้า ชีฟองไม่เคยพาใครมาที่ห้อง จึงไม่แปลกที่ครูซมาแล้วจะตื่นตูมกันขนาดนี้

“เพื่อความสะดวก กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ” หนึ่งในคนชุดดำเอ่ยขึ้น ก่อนจะส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ เข้ามารวบตัวครูซและชีฟองออกจากห้องไป

“โอ๊ะโอ๋” หมอนั่นเอ่ยด้วยท่าทางขี้เล่นแต่ก็ยอมให้คนชุดดำจับกุมแต่โดยดี ผมเดินตามคนพวกนั้นออกไป พอมาถึงชั้นล่างก็เห็นว่าแวมพ์กำลังยืนรออยู่แล้ว

มันมองหน้าผม ก่อนจะเสสายตาไปยังชีฟองและครูซที่ถูกพาขึ้นรถตู้ซึ่งจอดอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แทน

“ใช่ครูซใช่มั้ย” แวมพ์ถาม แล้วผมก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผมคิดว่าก่อนหน้านี้แวมพ์คงจะเคยเจอกับครูซมาก่อน แต่มันอาจไม่มั่นใจหรืออะไรแบบนั้น

“แล้วเราจะเอายังไงต่อ” ผมถามออกไปในขณะที่เราทั้งคู่ก็เดินไปยังรถสปอร์ต ราคาหลายสิบล้าน ซึ่งจอดอยู่ถัดจากรถตู้คันนั้นไปไม่ไกลนัก

“ไปที่ฐานทัพ หลังจากนั้นก็เค้นทุกอย่างที่อยากรู้” จบประโยคม้าเหล็กคันหรูก็พุ่งทยานออกไปท่ามกลางความมืด

อีกไม่นานแล้วสินะที่ผมจะได้รู้ความจริงทุกอย่างสักที...

[End of Pex’s part]

 

[Cruz’s part]

เป็นการต้อนรับการกลับมาของผมที่โครตเซอร์ไพรส์เลย...

ผมคิดก่อนจะกวาดตามองไอ้หน้าโหดที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมจำมันได้... หมอนี่ชื่อโคลด์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียของไอ้เป็กซ์มัน แถมยังเป็นแวมไพร์ที่ไม่สมประกอบอีกต่างหาก

ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาแล้วแต่ผมเมา เหล้าของพวกมนุษย์ยุคนี้นี่แรงถึงใจดีจริงๆ

“เอาล่ะ ขอถามหน่อยว่าจับฉันมาทำไม” ผมถามพร้อมกับกวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาในบริเวณรอบๆ ที่นี่ดูเหมือนห้องรับรองแขก แต่มันดูอลังการเว่อวังไปนิดในความคิดของผม

ตอนนี้เราอยู่กันแค่ห้าคนหลังจากที่ชายชุดดำพวกนั้นออกจากห้องไปแล้ว มีผม โคลด์ ชีฟอง เป็กซ์ และสุดท้ายก็เพื่อนของไอ้เป็กซ์ที่ชื่อแวมพ์

“ไม่ได้จับ แค่อยากเชิญนายมาตอบคำถามอะไรนิดหน่อย” โคลด์เอ่ยขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ โอเค... เชิญก็เชิญ

“แล้วลากชีฟองมาด้วยทำไม” ผมถามอย่างงงๆ พร้อมกับหันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา แถมยังก้มหน้ามองตักของตัวเองเหมือนว่ามันมีอะไรให้น่าดูนักหนา

พอเสสายตากลับไปมองโคลด์ หมอนั่นก็หันไปมองแวมพ์ต่อ

“สงสัยลูกน้องฉันหิ้วติดมือมาน่ะ” แวมพ์เอ่ยก่อนจะยักไหล่น้อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น

“อยากถามอะไรก็ถามมา คิดอยู่แล้วว่าต้องโดนซักฟอกเรื่องหมอนี่” ผมเอ่ยพร้อมกับพยักเพยิดไปที่เป็กซ์ และมันก็มองกลับมานิ่งๆ

“นายทำอะไร ทำไมสภาพของเป็กซ์ถึงได้กลายเป็นแบบนี้” โคลด์เอ่ยถามอย่างเป็นการเป็นงาน แต่แล้วผมกลับนึกอะไรดีๆ ได้บางอย่าง

“ฉันจะบอกข้อมูลทุกอย่างให้ก็ได้ แต่นายต้องทำอะไรบางอย่างให้ฉันเป็นการแลกเปลี่ยน” ผมยื่นข้อเสนอออกไป ดวงตาคู่คมของคนกุมอำนาจสูงสุดหรี่ลงน้อยเหมือนกำลังประเมินผม

“นายจะให้ฉันทำอะไร” โคลด์ถามออกมาอย่างลองเชิง และมุมปากของผมก็กระตุกยิ้มทันทีเมื่อข้อเสนอของตัวเองดูจะได้รับการตอบรับที่ดี

“ตามหาผู้หญิงคนหนึ่งให้ฉัน... คงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงของพวกนายหรอกใช่มั้ย” จบประโยคของผมคนตรงหน้าก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ

“หึ... ของกล้วยๆ” เอ่ยจบโคลด์ก็พูดต่ออย่างอารมณ์ดี

“ได้สิ... ฉันตกลง แต่นายต้องบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเป็กซ์ให้ฉันฟัง และทำให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมด้วย” ได้ฟังดังนั้นผมจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างถูกใจ แล้วคืนคำพูดกลับไปให้คนตรงหน้า

“หึ... ของกล้วยๆ”

[End of Cruz’s part]

 

[Pex’s part]

ชีวิตผมแม่งจะแฟนตาซีไปไหน...

หลังจากที่ผมได้ฟังครูซพูดคนเดียวไม่หยุดมาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ผมก็แทบอยากจะเอาหัวกระแทกกับฝาพนังให้รู้แล้วรู้รอด

จากที่จับใจความได้... ดูเหมือนก่อนหน้านี้ครูซที่ยังเป็นยมทูตอยู่จะเคยช่วยชีวิตของผมเอาไว้ (ด้วยความตั้งใจของมันเอง) แถมนั่นยังเป็นการฝืนกฎธรรมชาติ เพราะหน้าที่ของยมทูตคือผู้นำทางดวงวิญญาณไปยังปรโลก ไม่ใช่การช่วยเหลือชีวิตมนุษย์อย่างที่หมอนี่ทำ

ถึงแม้นั่นจะทำให้ผมสามารถมีชีวิตต่อไปได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะการฝืนกฎธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องง่าย ครูซรู้ดีว่าสิ่งที่ผมต้องการที่สุดคืออะไร... ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่

หมอนั่นเลยใช้ประโยชน์จากข้อนี้มาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มันต้องการ

ครูซต้องการหลุดพ้นจากหน้าที่ของยมทูตเพื่อไปตามหาใครบางคน ในขณะที่ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพราะมิลิน

ด้วยเหตุนี้... ในเวลาที่ความตายกำลังทวงคืนผมอีกครั้ง ครูซจึงถ่ายทอดพลังของยมทูตให้กับผม เพื่อสืบทอดหน้าที่ต่อจากมัน

อันที่จริง...หากว่าครูซเป็นคนธรรมดาก็คงจะตายไปแล้วเพราะไม่มีพลังของยมทูตคอยเกื้อหนุน ก็หมอนี่น่ะอายุอานามไม่ได้น้อย หากต้องกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา สภาพร่างกายก็จะเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนถูกธรรมชาติทวงคืน

และสุดท้ายครูซก็อาจจะเหลือแค่เพียงโครงกระดูกหรือไม่ก็กลายเป็นฝุ่นผง

ส่วนเรื่องที่ผมจะกลับมาเป็นมนุษย์เหมือนเดิมนั้น....มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ครูซจะสอนเรื่องต่างๆ ที่ผมควรรู้ และผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมคงจะมีพลังมากพอที่จะทำให้มิลินมองเห็นผมได้อีกครั้ง หวังว่าพอถึงเวลานั้นทุกอย่างมันคงไม่สายเกินไปนะ

“แล้วตอนนี้นายพักที่ไหน” ผมเอ่ยกับครูซที่นั่งเขี่ยน้ำแข็งในแก้วเล่น หลังจากที่ก่อนหน้านี้บอสและแวมพ์ลุกออกไปสั่งให้ลูกน้องพาชีฟองไปส่งที่คอนโด... ซึ่งมันก็กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว ผมว่าป่านนี้สองคนนั้นคงหนีขึ้นไปนอนกอดเมียอยู่บนห้องแล้วแน่ๆ ถึงได้ปล่อยให้ผมกับครูซนั่งมองหน้ากันไปมาแบบนี้

“ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็ทัวร์ไปเรื่อยเพราะตามหายัยนั่นอยู่” คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นเสยเส้นผมสีทองแล้วเอนตัวพิงโซฟาอย่างอ่อนแรง

“งั้นคืนนี้พักห้องฉันก็ได้” จบประโยคของผม ครูซก็เริ่มยิ้มกริ่มอย่างน่าถีบ ดวงตาคู่คมมองมาที่ผมหวานหยาดเยิ้มเหมือนต้องการล้อเลียน

“ฮั่นแหน่ ชวนเค้าเข้าห้องหรอตัวเอง” ไม่ว่าเปล่าคนตรงหน้ายังพูดจีบปากจีบคอจนผมเริ่มรู้สึกขนลุก คิดผิดมหันต์ที่ชวนมันเข้าห้อง เอ้ย!  ชวนให้มันมาอาศัยที่ห้องเป็นการชั่วคราว

โธ่เว้ย! อยู่ใกล้มันมากๆ นี่สติสัมปชัญญะหายหมด

“ถามจริงนายเป็นแบบนี้นานรึยัง” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงระอา และเมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่นเหมือนไม่เข้าใจ ผมจึงถอนหายใจแล้วอธิบายต่อ

“หมายถึงนิสัยน่ะ”

“เค้าเป็นแบบนี้แค่กับตัวเองนะ” โอเค... จบ ผมว่ามันคงเป็นตั้งแต่เกิด แก้ยังไงก็คงไม่หายแล้ว

“อย่ามาตอแหล... ไป ขึ้นห้องกัน” เอ่ยจบผมก็เดินนำออกจากห้องรับรองแขกทันที ยังไงซะผมก็ต้องพึ่งหมอนี่... และคงต้องปรับตัวให้ชินกันขนานใหญ่

ส่วนเรื่องชีฟอง... เอาไว้ค่อยไปเคลียร์ที่หลังแล้วกัน

[End of Pex’s part]

 

[Cheefong’s part]

หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอหน้าเขามาเป็นเดือนแล้ว... หมายถึงเป็กซ์น่ะ

ได้ข่าวว่าตอนนี้เขากำลังฝึกฝนการเป็นยมทูตอยู่กับครูซที่ไหนสักแห่ง จะมีบ้างบางครั้งที่ครูซโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบกับฉัน แต่เขาก็ไม่เคยพูดถึงเป็กซ์ให้ฟังเลยแม้แต่นิดเดียว

ครั้งสุดท้ายที่เจอ... เราทะเลาะกัน

และถึงแม้จะเป็นแบบนั้นฉันก็ยังไม่คิดที่จะรามือจากเขาไปง่ายๆ ด้วย ก็ฉันน่ะ... รักเขานี่นา ขนาดหินถูกน้ำเซาะทุกวันมันยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับคนใจอ่อนอย่างเขา

ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หัวใจของเขามา ฉันจะทำให้เขาลืมเลือนเด็กผู้หญิงที่ชื่อมิลินนั่นไปให้ได้ เขาจะต้องเป็น... ของฉันเท่านั้น

“ของที่สั่งได้แล้วค่ะ” ฉันเอ่ยกับร่างบางตรงหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนที่เธอจะรับถุงใส่เค้กจากมือฉันไป พอดีวันนี้ฝนที่ทำหน้าที่แคชเชียร์ไม่สบายน่ะก็เลยขอลาหยุด และมันช่างประจวบเหมาะทีเดียวที่วันนี้ฉันได้ทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ เลยมีโอกาสได้เจอกับมิลินซึ่งมาทานเค้กที่ร้านอีกครั้ง

มิลินยิ้มให้ฉันเล็กน้อยก่อนจะชะงักนิ่งเมื่อดวงตาคู่โตมองเห็นแหวนที่ถูกสวมเอาไว้ที่นิ้วชี้ของฉัน มันเป็นแหวนเพชรรูปทรงเหมือนของผู้ชาย และที่สำคัญ... มันคือของเป็กซ์

ฉันเก็บมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ทำแผลให้เขาในวันที่เจอกันครั้งแรก อันที่จริงก็กะจะคืนให้หลายครั้งแล้วแต่ไม่มีโอกาสเหมาะๆ สักที และที่สำคัญดูเหมือนเป็กซ์จะจำไม่ได้ว่ามันเคยเป็นของเขามาก่อน โชคดีจริงๆ ที่มันยังอยู่กับฉัน เพราะวันนี้ฉันจะได้ใช้ประโยชน์จากมันสักที

“มีอะไรรึเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถามร่างบางตรงหน้าออกไปด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเธออ้าปากจะตอบกลับมา เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นซะก่อน

“เรียบร้อยรึยังมิลิน” ร่างสูงในชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเธอเอ่ย ก่อนจะเดินเข้ามาตรงหน้าเคาน์เตอร์แล้วมองหน้าฉันสลับกับมิลิน

“อะ อ้อ เรียบร้อยแล้วล่ะเทน ขอโทษที่ทำให้รอนะ” เอ่ยจบเธอก็ฉีกยิ้มให้ฉันอีกครั้ง แม้สายตาที่จ้องมายังแหวนจะเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตาม ฉันมองตามหลังของสองคนนั่นจนกระทั่งทั้งคู่เดินออกจากร้านไป

บางทีฉันอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้... ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ยิ่งฉันเห็นว่ามิลินไม่มีความสุขมากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากเท่านั้น

ความรู้สึกของคนเรานี่มันช่างหน้ากลัวจริงๆ

 

หลังจากเลิกงานฉันก็เดินกลับบ้านคนเดียวตามปกติ คอนโดของฉันอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก แค่เดินผ่านสวนสาธารณะของเขตเซ็นทรัลก็ถึง ยามนี้บรรยากาศโดยรอบมันค่อนข้างเงียบสงัดเพราะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ถึงจะไม่มืดเพราะมีแสงไฟสอดส่องอย่างทั่วถึงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่น่ากลัว

ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉันเพิ่งทำงานที่ร้านเบเกอรี่แรกๆ ตอนที่เป็กซ์ยังอยู่... บางทีเขาก็ไปรับฉันถึงร้านเพราะไม่อยากให้ฉันเดินกลับทางเปลี่ยวๆ คนเดียว ความจริงเพียงแค่นั้น... แค่ฉันได้เดินกลับบ้านกับเขาทุกวันฉันก็รู้สึกมีความสุขแล้ว

ทว่าทุกอย่างก็พังทลาย... เมื่อมิลินกลับเข้ามาในชีวิตของเป็กซ์อีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าเขาไปเจอเธอได้ยังไง และทำไมเขาถึงรักเธอทั้งๆ ที่ยังจำอะไรไม่ได้เลย

มันไม่แฟร์กับฉันเลยว่ามั้ย...

“ไง” จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง แม้จะคิดว่าตัวเองคงหูแว่ว แต่ก็ยอมชะงักเท้าลงแล้วหันกลับไปมองอย่างอยากรู้

เป็กซ์...

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าสบายๆ พร้อมกับเดินเข้ามาหาฉันเหมือนมีเรื่องอะไรจะคุยด้วย

“ไปฝึกกับครูซมาเป็นไงบ้าง” ฉันถามพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ แม้ว่าความจริงแล้วหัวใจกำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งก็ตาม เขามาหาฉัน... เขาอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

“ก็ดี” เป็กซ์ตอบพร้อมกับเบะปากน้อยๆ จนฉันหลุดขำ ดูจากสีหน้าฉันก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดแน่ๆ

จากที่ฉันสัมผัสได้... พลังวิญญาณของเป็กซ์เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังเทียบไม่ติดกับตอนที่ครูซเป็นยมทูตอยู่ดี

ครูซเคยบอกฉันว่า... ยิ่งนำทางวิญญาณของคนตายไปส่งที่ปรโลกมากเท่าไหร่ พลังวิญญาณของยมทูตตนนั้นก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น อีกหน่อยฉันก็คงสามารถสัมผัสตัวเขาได้แน่ๆ

“ที่ฉันมานี่ เพราะอยากจะเคลียร์กับเธอให้รู้เรื่อง” เป็กซ์เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากที่เราสองคนต่างคนต่างเงียบกันไปสักพัก

เคลียร์? จะไม่ถามฉันหน่อยหรอว่าที่ผ่านมาฉันเป็นยังไงบ้าง” ฉันพูดพลางเลิ่กคิ้วขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก อย่างน้อยเขาก็น่าจะถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง ที่ผ่านมาคงมีแค่ฉันเท่านั้นใช่มั้ยที่เป็นห่วงเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“แล้ว... เธอเป็นยังไงบ้าง” ร่างสูงเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนลำบากใจ และมันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด เขาทำเหมือนกับว่าต้องฝืนใจมาคุยกับฉันทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราสองคนก็เคยพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มเสมอ

“ฉันคิดถึงนาย ไม่ว่าจะทำอะไรฉันก็เอาแต่คิดถึงนาย” ฉันตอบออกไปตามตรงพร้อมกับก้าวเข้าไปชิดคนตรงหน้าอีกนิด ดวงตาที่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งสองข้างเอาแต่จ้องใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างไม่ยอมลดละ

ฉันคิดถึงเขา... คิดถึงเขามากจริงๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

“เธอควรจะเลิกทำอย่างนั้น” เป็กซ์พูดกลับมานิ่งๆ แต่ทว่ามันกลับทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ และฉันรู้ดีว่าคนตรงหน้าก็เป็นห่วงความรู้สึกของฉันอยู่ไม่น้อย เพราะแววตาของเขามั่นสั่นระริกแถมยังไม่ยอมสบตาฉันตรงๆ อย่างที่เคยทำอีกต่างหาก

“ชีฟอง... ที่ฉันมาหาเธอวันนี้เพราะอยากจะมาขอบคุณ” เขาพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ฉันเงียบไป ฉันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามจะควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

“เรื่องอะไร”

“ทุกเรื่อง... ขอบคุณที่เธอคอยดูแลฉันมาตลอด” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับสบตาฉัน และฉันเห็นว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ จากแววตาของเขา

ขอบคุณอย่างนั้นหรอ... ฉันไม่ได้อยากจะได้ยินคำนี้เลยสักนิด

“นายพูดอย่างกับนายจะหายไปไหน” ฉันเอ่ยพร้อมกับเสมองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าของเขา เพราะรู้สึกได้ว่าหยาดน้ำใสๆ มันเริ่มไหลออกมาคลอที่ดวงตามากจนเกินความพอดี

“ก็คงใช่... ฉันจะหายไปจากชีวิตของเธอชีฟอง” จบประโยคของร่างสูงตรงหน้าฉันก็หันขวับกลับมามองหน้าเขาทันที หยาดน้ำตาที่อุตส่าห์กักกลั้นเอาไว้มันไหลอาบแก้มลงมาโดยที่ฉันแทบจะไม่รู้ตัว

“นายพูดบ้าอะไร! ฉันตวาดใส่เขาทั้งๆ ที่น้ำเสียงตัวเองสั่นเครือ ภายในอกรู้สึกวาบโหวงไปหมดเพราะคำพูดของเขา ฉันหูฝาดไปใช่มั้ย... เมื่อกี๊ฉันคงหูฝาดแน่ๆ

“หลังจากนี้เธอต้องลืมฉัน แล้วหาผู้ชายดีๆ สักคนมาเป็นคู่ชีวิต ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน” เป็กซ์เอ่ยขึ้นอีกเหมือนต้องการจะย้ำให้ฉันแน่ใจว่าคำพูดเมื่อกี๊นี้เขาจริงจัง

“ไม่! นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” ฉันตวาดเสียงดังลั่นพร้อมกับหลับตาปี๋ สองมือยกขึ้นปิดหูตัวเองอีกครั้งเพราะไม่อยากจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูดอีกต่อไป

และพอฉันลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง... คนตรงหน้าก็หายไปแล้ว

“เป็กซ์! กลับมาก่อน... ฮึก กลับมา! ฉันร้องเรียกเขาเหมือนคนบ้า พยายามกวาดตามองไปรอบๆ เผื่อว่าเขาอาจจะยังอยู่แถวนี้

ฉันก็แค่หวัง... ว่าเมื่อกี๊เขาอาจจะพูดเล่น แล้วหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี่ มันไม่โอเคเลยนะที่จู่ๆ เขาจะมาบอกว่าจะหายไปจากชีวิตฉัน โดยที่ไม่ยอมให้เวลาฉันเตรียมใจเลยสักนิด

ฉันรักเขานะ... เขาทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง คนใจร้าย

ทว่าทันใดนั้น... ด้วยความที่ฉันไม่ทันระวังตัวเพราะมัวแต่วิ่งหาเขาไปทั่ว รถยนต์คันหนึ่งที่ขับผ่านมาด้วยความเร็วสูงก็บีบแตรเสียงดังลั่น ฉันถึงได้รู้ในวินาทีนั้นเองว่าตัวเองเผลอเดินออกมาจนถึงเลนถนน

ปี๊น!!!

“กรี๊ด!!! ฉันกรีดร้องอย่างหวาดกลัวเมื่อแสงไฟหน้ารถส่องมายังร่างของฉันจนสว่างจ้าไปหมด ไม่ทันแล้ว... ฉันต้องถูกชนแน่ๆ ฉันหลับตาปี๋อย่างรอรับชะตากรรม




B E R L I N ❀

58 ความคิดเห็น

  1. #16 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 17:40
    เบื่อชีฟองสุดดดดดด
    #16
    0
  2. #15 air48050 (@air48050) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 08:52
    สงสาร มิลิน
    #15
    0
  3. #14 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 20:09
    เยี่ยมมม สรุปเป็กซ์ต้องไปเป็นยมทูตตตตต และอาจจะต้องอยู่กับยัยชีฟองต่อ เอ่อออ ยัยบ้าาาา
    #14
    0
  4. #13 air48050 (@air48050) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 10:57
    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #13
    0