[E-BOOK] KASIBSHOL CAMPAIGN II ลิขิตรักพันธะร้าย

ตอนที่ 3 : Chapter 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 พ.ย. 59





แต่ถ้าซันไม่เข้าพิธีแทนบัลลังก์เธอคงจะน่าสงสารยิ่งกว่านี้ แขกในงานคงจะครหากันยกใหญ่ว่าเจ้าบ่าวหนีงานแต่งหรืออะไรแบบนั้น

หลังจากนี้ไปสามคนนั้นคงได้มีเรื่องปวดหัวกันอีกแน่ๆ

ทว่าทันใดนั้น... สายตาของผมก็ไปปะทะกับร่างสูงของใครบางคน... ใครบางคนที่ทำให้ผมถึงกับลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว คงจะจริงอย่างที่แวมพ์มันว่า...

“มีอะไรหรอคะโคลด์ คุณเห็นอะไร” โยเกิร์ตกระตุกมือผมยิกๆ เมื่อแขกในงานที่นั่งอยู่บริเวณใกล้ๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจผมเป็นตาเดียว

“เดี๋ยวผมมานะโยเกิร์ต คุณอยู่นี่ก่อน” ผมเอ่ยพร้อมกับบีบมือเล็กเบาๆ ในขณะที่สายตายังจดจ้องไปยังใครคนนั้นอย่างไม่วางตา

ใช่... ต้องใช่แน่ๆ

ผมรีบผละออกจากตรงนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ต้องการทันที แต่พอคลาดสายตาแค่แปบเดียว... ใครคนนั้นก็หายไปแล้ว ผมกวาดตามองหาไปรอบๆ อย่างนึกหงุดหงิด

“บอส” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง และผมก็หันขวับกลับไปทันทีถึงได้รู้ว่าแวมพ์ลุกออกมาตามผม

“กูเห็นเป็กซ์” ผมเอ่ยกับมันทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางของคนตรงหน้าไม่ได้ดูตกใจอะไรมากนัก ก่อนหน้านี้แวมพ์เองก็เคยบอกผมเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเป็กซ์ให้ฟังแล้ว แต่พอผมได้เห็นคนที่ผมรักและเปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ด้วยตาตัวเองอีกครั้งมันก็แทบควบคุมตัวเองไม่ได้เลย

ตั้งแต่เป็กซ์หายไปผมก็คิดมาตลอดว่ามันตายแล้ว...ใช่ ผมคิดเช่นนั้น แม้ปากจะบอกกับใครต่อใครว่าคนอย่างมันไม่มีทางเป็นอะไรไปง่ายๆ ก็ตาม

ที่ผมพูดออกไปแบบนั้น... ที่ผมยังสั่งให้ลูกน้องออกค้นหามันตลอดเวลาทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะเจอเพราะอะไรรู้มั้ย... เพราะผมทนรับความจริงในเรื่องนี้ไม่ได้ไง

ผมทำใจไม่ได้ที่จะคิดว่ามันตายไปแล้วจริงๆ ผมทำใจไม่ได้ที่จะหาใครมารับตำแหน่งคาโปต่อจากมัน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม แต่ผมไม่ชอบไอ้ความรู้สึกนี้เลย... มันจะทำให้ผมกลายเป็นคนอ่อนแอ

“ใจเย็นก่อน... เมื่อวานผมคุยกับมันแล้ว เดี๋ยวได้เจอกันแน่” แวมพ์เอ่ยพร้อมกับตบบ่าผมเหมือนให้กำลังใจ รู้อยู่ว่ามันสองคนเคยเจอกันหลายครั้งแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่ผมก็แทบจะทำใจให้เชื่อไม่ได้เลย ความรู้สึกมันเหมือนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแล้วฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

“กลับไปหานายหญิงเถอะ ลุกขึ้นมาแบบนี้เธอตกใจแย่” แวมพ์เอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อผมยังเอาแต่ว้าวุ่นและสอดส่ายสายตามองหาไอ้เป็กซ์ไม่หยุด ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองซักพักอย่างต้องการปรับอารมณ์

“โอเค ฉันซีเรียสมากไปหน่อย” เอ่ยจบผมก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเองอีกครั้ง โยเกิร์ตใช้ดวงตาคู่สวยมองมาด้วยความเป็นห่วง เธอไม่ได้ถามอะไรออกมาแต่เลือกที่จะเอื้อมมากุมมือผมอย่างให้กำลังใจ

เพราะอย่างนี้ไงผมถึงได้รักได้หลงเธอนัก... โยเกิร์ตมักจะเข้าใจผมอยู่เสมอ ถ้าผมไม่พูดเธอก็จะไม่เซ้าซี้ เธอรอให้ผมเลือกที่จะเปิดปากบอกเธอเองเมื่อผมพร้อม

[End of Cold’s part]

 

[Pex’s part]

...ที่จริงผมมีนัดกับแวมพ์ตอนบ่าย

แต่เมื่อเช้านี้ตอนที่ผมมาหามิลินที่บ้าน ก็เห็นว่าเธอและพวกพี่ชายกำลังวุ่นวายเหมือนจะแต่งตัวออกไปงานสำคัญอะไรบางอย่าง ดังนั้นผมจึงแอบตามเธอไป... อันที่จริงก็ไม่ได้แอบ แต่ว่าไม่มีใครมองเห็นผมเท่านั้นเอง

พอมาถึงผมก็ตกใจแทบบ้าเพราะมันเป็นงานแต่ง แถมมิลินดันใส่เดรสสีขาวจนผมเริ่มใจไม่ดี ที่ไหนได้มันเป็นงานแต่งงานของพี่ชายเธอต่างหาก

‘Alice & Banlang’

ป้ายในงานมันบอกแบบนั้น... แต่ทำไมตอนนี้คนที่อยู่ในพิธีแถมยังใส่ชุดเจ้าบ่าวดันเป็นผู้ชายที่ชื่อซันก็ไม่รู้ เรื่องนี้ผมจะไม่ยุ่งแล้วกัน ปล่อยให้พวกนั้นไปเคลียร์กันเองเหอะ

ฟึ่บ! จ้อก!

“เห้ย! หกได้ไงวะ” เสียงของเทนเอะอะขึ้นทันทีที่แก้วค็อกเทลล้มคว่ำ จนน้ำสีสดใสนั่นเปรอะเปื้อนลงมาบนเสื้อสีขาวของตน

“ตายแล้ว เปียกหมดเลย” มิลินที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะกระวีกระวาดหาอะไรมาช่วยเช็ดเสื้อให้มัน

หึ... สมน้ำหน้า อยากแต๊ะอั๊งน้องลินดีนัก

ผมคิดก่อนจะลอบหัวเราะอย่างสะใจ คราวที่แล้วก็ช้อกโกแลต คราวนี้ก็ค็อกเทล ซุ่มซ่ามชิบเป๋ง

“ที่นัดกันไว้เมื่อวานจำได้มั้ย...” จู่ๆ แวมพ์ที่ไม่รู้เดินมาตอนไหนเอ่ยกระซิบกับผมเบาๆ จนผมสะดุ้งหยง ผมหันไปมองมันอย่างงงๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอมันที่นี่

“อืม... ทำไม” ผมถามออกไปอย่างสงสัย ก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยขึ้นอีก

“เปลี่ยนกำหนดการใหม่จากฐานทัพเป็นที่นี่และ... เดี๋ยวนี้” จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็เลิ่กคิ้วอย่างแปลกใจ อะไรจะเร่งด่วนปานนั้น

“บอสสั่ง” มันอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นสีหน้าผม แต่ก่อนที่เราสองคนจะได้เดินออกไปจากจุดนี้เสียงหวานๆ ของมิลินก็ดังขึ้นซะก่อน

“มีอะไรรึเปล่าคะคุณแวมพ์” เธอถามพร้อมกับมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างผมด้วยความแปลกใจ จนเพื่อนๆ คนอื่นหันมามองตาม

“เปล่าหรอก ขอตัวก่อนนะ” แวมพ์ตอบก่อนจะยิ้มมุมปากนิดๆ ส่งให้ยัยตัวเล็กของผมแล้วเดินออกไป เหอะ... เซ็งชะมัด ผมก็ยืนอยู่ข้างมันแท้ๆ แต่ดันโดนมองข้ามซะได้

 

เพียงไม่นานร่างสูงที่เดินนำหน้าก็หยุดลงที่ประตูบานหนึ่งซึ่งดูคล้ายๆ กับเป็นห้องรับรอง และมันอยู่ในโรงแรมเดียวกับงานแต่งเมื่อครู่ แวมพ์หันมามองหน้าผมก่อนจะพยักเพยิดให้ผมเดินนำเข้าไปก่อน

และแน่นอน... ผมเปิดประตูไม่ได้ก็เลยเดินทะลุเข้าไปเลย

พอเข้ามาปุ๊บก็เห็นใครบางคนนั่งไขว่ห้างรออยู่ หมอนั่นเต๊ะท่าเหมือนอาเสี่ยมารอหิ้วเด็กไปฟัดอะไรแบบนั้น สายตาคู่คมและดุดันเบิกกว้างทันทีที่เห็นหน้าผม แถมแม่ง... น่ากลัวเป็นบ้า

ไอ้แวมพ์คงไม่ได้หลอกผมมาขายหรอกใช่มั้ย ถึงจะเป็นแค่ผีเร่ร่อนแต่ผมก็รักนวลสงวนตัวนะโว้ย

“โอเคมั้ยบอส” แวมพ์ที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเอ่ยถามผู้ชายคนนั้นก่อนจะอมยิ้มกรุ้มกริ่ม เห้ยๆ โอเคอะไรของมันวะ ไม่นะเว้ย... ผมไม่โอ

คนที่ถูกแวมพ์เรียกว่าบอสไม่ตอบแต่เลือกที่จะเดินเข้ามาหาผมแทน หมอนั่นมองผมไม่วางตาแถมยังยกมือขึ้นมาเหมือนจะ... จิ้ม

“เห้ย! “ ผมร้องด้วยความตกใจพร้อมกับโยกตัวหลบ คนตรงหน้าถึงได้มองมาด้วยสายตาหงุดหงิด

“จะหลบเพื่อ” ไม่ว่าเปล่ายังขยับนิ้วเข้ามาจะจิ้มที่หน้าอกผมอีก เห้ย... นี่ผมกำลังถูกผู้ชายลวนลามใช่มั้ยวะเนี่ย เวรเอ๊ย! เสียเชิงชายชะมัด

“แล้วจะจิ้มเพื่อ! ผมขึ้นเสียงพร้อมกับโยกตัวหลบอีกรอบ เอาสิ... นี่ผมหลบจนแทบจะเป็นพระเอกหนังบู๊ได้แล้วนะเว่ย

“ก็อยากรู้ว่าเป็นผีหรือคน” คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมกับเปลี่ยนมายืนเท้าสะเอวแทน ใบหน้าคร้ามคมบึ้งตึงเหมือนกำลังไม่พอใจนิดๆ ที่ผมไปขัดขวางวิธีการพิสูจน์ของเขา

“ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นอ่ะ ไม่มีเผ่าพันธุ์โว้ย” ผมพูดพร้อมกับถอยห่างร่างสูงตรงหน้ามาสองสามก้าวอย่างหาพื้นที่ตั้งหลัก บอสจึงหรี่ตามองผมก่อนจะแค่นหัวเราะน้อยๆ ด้วยอารมณ์ไหนผมก็ไม่อาจทราบได้

“สงสัยไม่ได้สมองเสื่อมอย่างเดียว แต่เป็นบ้าด้วย” ท้ายประโยคเขาหันไปเอ่ยกับแวมพ์ที่ยืนหัวเราะอย่างถูกใจอยู่ข้างๆ ผม

“ก็ว่างั้น” นั่นเป็นคำตอบของไอ้เพื่อนเวรที่เอ่ยออกมา หนอยแน่... เห็นบอสดีกว่าเพื่อน เข้าข้างกันเข้าไปเหอะ

ฟึ่บ! ฟึ่บ!

“เออเฮ้ย อย่างกับภาพโฮโลแกรม” ไม่ว่าเปล่าบอสยังเอานิ้วจิ้มตัวผมจนมือทะลุไปมาอย่างสนุกสนาน

“จะจิ้มอีกนานมั้ย... นายเองหรอที่เป็นบอส” ผมถามอย่างรำคาญก่อนจะเดินหนีมันไปนั่งที่โซฟา

“ถูก” บอสตอบกลับมาพร้อมกับเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างกวนประสาท สองคนนั้นเดินมานั่งที่โซฟาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผม เหมือนพวกเรากำลังประชุมสัมมนาหรืออาจจะเป็นการโต้วาทีอะไรแบบนั้น

“ทำไมเด็กจัง แต่ดีแล้วแหละไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นคงน่าเสียดายแย่” ท้ายประโยคผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆ แต่ดูเหมือนบอสจะหูดีเหลือเกินเมื่อคนอื่นกำลังพูดถึงเมียตัวเอง

“ใคร” เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบเหมือนไม่ได้สนใจนัก แต่ดวงตาคู่คมกลับมองผมอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ

“เมียนายไง... ตอนแรกฉันคิดว่าคนเป็นบอสจะเป็นพวกตาแก่ลงพุงอะไรแบบนั้นซะอีก” ผมตอบพร้อมกับกวาดตามองหมอนี่ไปด้วย ก็... หล่อดี แต่น้อยกว่าผม

“เมียฉันสวยใช่มั้ยล่ะ” ไม่ว่าเปล่าบอสยังยักคิ้วข้างเดียวส่งมาให้อย่างคนเหนือกว่า โธ่... น้องลินของผมก็น่ารักไม่แพ้กันหรอก

“ขี้อวดชิบ” ผมบ่นเบาๆ ก่อนที่แวมพ์ซึ่งนั่งเงียบมาสักพักจะหลุดหัวเราะออกมา ผมว่าตัวเองพูดเบาแล้วนะ... มันยังจะอุตส่าห์ได้ยินอีก

“แล้วนี่ยังไง นายเป็นอะไรกันแน่ แล้วทำไมฉันกับแวมพ์ถึงมองเห็นนายได้อยู่แค่สองคน” บอสเริ่มเอ่ยอย่างเป็นการเป็นงานมากขึ้น หลังจากที่เมื่อกี๊พวกเราหลุดออกนอกประเด็นสำคัญกันไปไกลโข

“จะไปรู้หรอ มนุษย์ธรรมดามองไม่เห็นฉันหรอก... พวกนายใช่มนุษย์หรือเปล่าล่ะ” ผมถามออกไป ความจริงก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรหรอก ดูก็รู้อยู่ว่าสองคนนี้เป็นคนไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหน แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาเนี่ยสิมันกลับทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น

“ก็ไม่เชิง...” บอสเอ่ยเสียงเรียบ และพอผมคิดจะถามเขาก็ดันชิงถามออกมาซะก่อน

“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับนาย ทำไมสภาพถึงได้กลายเป็นแบบนี้” ไม่ว่าเปล่ายังกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกต่างหาก เดี๋ยวพ่อจิ้มตาบอดเลยนี่

“ฉันคิดว่าตัวเองคงโดนยิง แล้วใกล้จะตายมั้ง... คนที่ชื่อครูซมาช่วยไว้ ก็เลยกลายเป็นแบบนี้” ผมตอบออกไปมั่วๆ ไม่รู้จะเรียบเรียงเนื้อเรื่องยังไง เพราะตัวเองก็ยังงงๆ อยู่เลย

“ยมทูตนั่นน่ะหรอ” บอสพูดขึ้นเหมือนรู้จัก ดูเหมือนก่อนหน้านี้ครูซคงสนิทกับผมพอตัวเลยทีเดียว และผมมั่นใจว่าหากมันกลับมาผมจะต้องได้รู้ข้อมูลอะไรดีๆ แน่

“อืม แต่ตั้งแต่ฟื้นก็ยังไม่เห็นหัวมันเลย แถมยังปล่อยฉันไว้ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อีก ตกลงตายรึยังก็ไม่รู้” ผมเอ่ยก่อนจะเอนตัวพิงเบาะโซฟาอย่างปลงๆ คงไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วล่ะมั้งที่ต้องมาเจอเรื่องประหลาดๆ แบบผม ควรเอาไปบันทึกลงกินเนสบุ้คมั้ย

ชายที่ตายไม่ได้ตาย... เหอะ

“เห็นแวมพ์บอกว่านายความจำเสื่อม แล้วตอนนี้นายทำอะไร อยู่ที่ไหนกับใคร” บอสถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง ผมจึงหยัดตัวลุกขึ้นนั่งตรงๆ ถ้าถามว่าทำไม... ตอบเลยว่าไม่รู้เหมือนกัน ร่างกายมันไปเอง

ต่อให้คนตรงหน้าจะดูไม่ถือตัวและมีท่าทีสบายๆ กับผม แต่ความรู้สึกลึกๆ มันกลับสั่งให้ผมเคารพ และเกรงใจเขาอยู่ไม่น้อย คงเพราะเขาเป็นบอสล่ะมั้ง

“อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง... เธอช่วยดูแลฉันตอนช่วงแรกๆ น่ะ ส่วนตอนกลางวันฉันก็ตามมิลินเป็นเงาเพราะไม่รู้จะทำอะไร แถมตอนนี้ชีฟองก็เหมือนจะเหม็นขี้หน้าฉันด้วย” ผมสาธยายยืดยาวและคิ้วเรียวของคนตรงหน้าก็ขมวดมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ ปฏิกิริยาแบบนี้... เหมือนตอนที่ผมตอบไอ้แวมพ์ไปไม่มีผิด

“ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพซะ ที่นั่นมีห้องของนาย เดี๋ยวฉันจะให้คนไปขนข้าวของๆ นายจากคอนโดเก่ามาให้” บอสเอ่ยเสียงเรียบ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ... แต่ผมรู้สึกได้

“นายบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปแล้วใช่มั้ยว่าจะย้ายออก” คราวนี้แวมพ์ถามขึ้นบ้าง แล้วผมก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที ผมไม่เข้าใจ... ว่าทำไมสองคนนี้ถึงมีท่าทีเหมือนไม่ชอบชีฟองนัก

“อันที่จริง... ยังว่ะ ฉันไม่รู้จะบอกเธอยังไง” ผมตอบเสียงอ่อยพร้อมกับสบตาแวมพ์ แล้วหมอนั่นก็ส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับกรอกตามมองบนด้วยความระอา

“นั่นไง กูว่าแล้ว” มันบ่นออกมาเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ก็เธอบอกชอบฉันนี่หว่า แถมยังร้องไห้ใส่อีก น่าสงสารออก” ผมอธิบายพร้อมกับทำปากขมุบขมิบไปด้วย รู้ตัวว่าผิดสัญญากับมัน แต่ผมรู้สึกลำบากใจนี่หว่า

“เป็กซ์... ฟังนะ ถ้านายสงสารผู้หญิงคนนั้นก็จำไว้ด้วยว่ายังมีคนที่น่าสงสารมากกว่า” บอสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับเอื้อมมือมาวางบนไหล่ผม

น่าแปลกที่คราวนี้ฝ่ามือข้างนั้นไม่ทะลุผ่านตัวผมไปอย่างที่เคย ร่างกายของผมมันเอาแน่เอานอนไม่ได้สักอย่าง

“มิลินร้องไห้เพราะมึงทุกวัน และกูมั่นใจว่าเธอรักมึงมากกว่าผู้หญิงที่ชื่อชีฟองนั่นแน่ มึงต้องเลิกลังเล... มึงรักคนสองคนพร้อมกันไม่ได้นะเว่ย” แวมพ์เอ่ยด้วยท่าทางซีเรียส ผมเข้าใจดีว่ามิลินอาการแย่เพราะผมขนาดไหน แต่ผมว่าสองคนนี้กำลังเข้าใจเจตนาของผมผิด

“เดี๋ยวๆ ฟังก่อน... แล้วทำความเข้าใจใหม่ ฉันบอกว่าสงสารชีฟองเว่ย ไม่ได้ชอบไม่ได้รักเชิงชู้สาวอะไรทั้งนั้น” ผมอธิบายพร้อมกับยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนคนร้ายถูกตำรวจจับ ผู้ชายสองคนตรงหน้าถึงได้ถอนหายใจออกมาแล้วสบตากันเหมือนกำลังสื่อสารอะไรกันบางอย่าง

“งั้นมึงก็ย้ายมา กูให้โอกาสมึงครั้งสุดท้ายถึงแค่พรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้นกูจะสนับสนุนน้องไอ้เทมป์ให้จีบมิลิน” แวมพ์ประกาศกร้าวพร้อมกับชี้หน้าผมอย่างเอาจริง แต่นั่นมันไม่ได้ดึงความสนใจของผมได้เท่ากับชื่อของใครคนหนึ่งที่มันพูดออกมาเลย

“ใครวะ น้องไอ้เทมป์” ผมเอ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมดเพียงแค่คิดว่ามิลินจะถูกหมาที่ไหนงาบไปโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย

“ไอ้เทนน้องไอ้เทมป์ไง ช่างเหอะ... กูลืมไปมึงจำไม่ได้” ท้ายประโยคเหมือนแวมพ์พูดกับตัวเอง ผมจึงได้แต่มองมันอย่างหงุดหงิด มันทำอย่างนี้กับเพื่อนได้ไงวะ มิลินเป็นแฟนผมนะเว่ย ไม่สิ... มันบอกว่าเธอเป็นเมียผมเลยต่างหาก

“แล้วนี่ทำไมความจำเสื่อม ตัวเหมือนอากาศแบบนี้หัวมันไปกระแทกกับอะไรได้ด้วยรึไง” บอสเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปนาน น้ำเสียงที่เหมือนจะหัวเราะเยาะผมกลายๆ มันทำให้อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้

“ไม่รู้เหมือนกัน ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้ว” ผมตอบก่อนจะมองหน้าสองคนนั้นสลับกันไปมา อย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจ

“ถามจริง จำอะไรไม่ได้เลยสักนิดหรอวะ” แวมพ์ถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น เอ๊ะ... ไอ้นี่ บอกไปจะร้อยล้านรอบแล้วก็ถามแม่งอยู่นั่นแหละ

“อืม... แต่บางทีก็มีภาพอะไรแวบขึ้นมาให้เห็นบ้างถ้าพยายามนึก แต่ที่เห็นบ่อยๆ เลยก็ ภาพผู้หญิง... นอนจมกองเลือด แล้วก็มีเสียงปืนด้วย” ผมเอ่ยในขณะที่นึกภาพนั้นตามไปด้วยจนหัวใจรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ ภาพนี้เห็นบ่อยจนติดตา แถมยังรู้สึกไม่ดีทุกครั้งด้วย... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

จบประโยคของผมสองคนนั้นก็นิ่งเงียบไป พวกนั้นมองหน้าผมเหมือนรู้สึกอึดอัดใจเพราะอะไรบางอย่าง แวมพ์แกล้งทำเป็นกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นในประโยคถัดไป

“คงเป็นมิลิน ตอนที่โดนยิง... เธออยู่กับมึง” ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ฟัง พอจะรู้ว่าเธอถูกยิง... แต่ถ้าผมอยู่ตรงนั้นทำไมถึงปกป้องเธอไม่ได้ ผมทำบ้าอะไรอยู่

และเมื่อเห็นว่าผมเงียบไปบอสถึงได้แกล้งทำเป็นกระแอมไอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะทะเล้นบ้าง

“แล้วฉันอ่ะ เป็นบอสเลยนะเว่ย... จำไม่ได้สักนิดเลยอ่อ” ว่าจบคนตรงหน้าก็ยืดอกขึ้น แล้วขยับใบหน้าหันไปมาเพื่อให้ผมพิจารณาเล่นๆ  ถึงจะบอกว่าเล่นๆ แต่มองไปมองมาก็รู้สึกคุ้นๆ ยังไงชอบกล

“อืม... โอ๊ะ! ผมส่งเสียงแล้วยกมือขึ้นชี้คนตรงหน้าอย่างตกใจ เมื่อภาพอะไรบางอย่างแวบเข้ามาในหัวแต่ไม่ชัดเจนนัก

“อะไร! ทั้งแวมพ์และบอสถามขึ้นพร้อมกันด้วยท่าทางตื่นเต้น สองคนนั้นเบิกตากว้างพร้อมกับขยับเข้ามามองผมใกล้ๆ อย่างใจจดใจจ่อ

“ไม่ใช่สีนี้ใช่มั้ย” ผมพูดพร้อมกับกระดิกนิ้วชี้ดิ๊กๆ อย่างลุ้นระทึกในคำตอบ

“สีอะไร” บอสถามก่อนจะหันไปสบตากับแวมพ์เล็กน้อย เขายิ้มมุมปากเหมือนรอฟังคำตอบของผม

“สีผมอ่ะ เมื่อก่อนไม่ใช่สีนี้ใช่ป่ะ ก็ว่าอยู่ทำไมรู้สึกไม่คุ้นเอาซะเลย” ท้ายประโยคผมพูดกับตัวเองเบาๆ แต่สองคนนั้นกลับยิ้มกรุ้มกริ่มส่งมาให้แทนคำตอบ

“แล้วนายคิดว่าเมื่อก่อนผมฉันสีอะไร” บอสถามเหมือนนึกสนุก แต่พอผมมองเส้นผมสีดำขลับของคนตรงหน้ากลับทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะตอบกลับไปเท่านั้น

“ไม่รู้สิ นึกไม่ออก แต่รู้ว่าไม่ใช่สีนี้แน่” จบประโยคบอสก็พยักหน้าขำๆ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ผมและแวมพ์เลยลุกตามบ้าง

“พอๆ เอาเวลาไปนึกเรื่องสำคัญๆ เหอะ แล้วก็... อย่างที่บอก ไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้นซะ ระหว่างนี้ฉันจะส่งคนไปสืบหาไอ้ยมทูตนั่นสักหน่อย มองเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างแม่ง หาๆ ไปก่อน” จบประโยคผมก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของผม

ผมคงต้องเคลียร์กับชีฟองให้เข้าใจสักที...

[End of Pex’s part]

 

[Milin’s part]

“แล้วลินล่ะว่าไง” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดที่หลังมือจนฉันสะดุ้งหยง ฉันหันไปมองเทนอย่างงงๆ ก่อนจะกวาดตามองปั้นหยาและเดวิลซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับกำลังมองมาอย่างรอคำตอบเช่นกัน

“โทษที เมื่อกี๊เทนว่าไรนะ” ฉันเอ่ยกับคนข้างตัวอย่างรู้สึกผิด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้พวกเราคุยอะไรกันไปบ้าง เพราะอย่างนั้นเทนถึงได้ถอนหายใจน้อยๆ เขาเชิดริมฝีปากขึ้นก่อนจะเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงงอนๆ

“ลินอ่ะ ไม่สนใจเทนเลย เมื่อกี๊เทนถามว่าพรุ่งนี้เราจะดูหนังเรื่องอะไรกันดี” จบประโยคของเทนฉันก็เลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตอบตกลงเรื่องที่จะไปดูหนังตั้งแต่เมื่อไหร่

“ดูหนังหรอ” ฉันเอ่ยออกไปอย่างงุนงง แต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อเพื่อนทั้งสามคน กำลังใช้สายตางอนๆ มองมา

“ลินดูเรื่องอะไรก็ได้” เอ่ยจบสามคนนั้นก็กลับไปเถียงกันเรื่องหนังที่จะดูอีกครั้ง ฉันมองพนักงานที่ยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ จำไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านี้ตัวเองสั่งอะไรไป

“ของที่สั่งได้รับครบนะคะ” พี่พนักงานหญิงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม เธอคือพนักงานคนเดียวกับคนนั้น... คนที่มาถามเรื่องของพี่เป็กซ์เมื่อคราวก่อน

“อ่อ... ค่ะ” ฉันตอบกลับไปพร้อมกับกวาดตามองจานขนมบนโต๊ะ ฉันคงลืมตัวสั่งของตัวเองมาสองชุดแน่ๆ ก็เมื่อก่อนน่ะ... ฉันมักจะมาทานกับพี่เป็กซ์เสมอ

“อ้าว จานนี้ของใครอ่ะ” ปั้นหยาเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง หลังจากที่พวกเราทุกคนหยิบจานเค้กของตัวเองมาไว้ตรงหน้ากันหมดแล้ว

“สงสัยลินจะลืมตัวน่ะ เลยสั่งเกินไปชุดนึง” ฉันตอบพร้อมกับมองเค้กจานนั้นด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ และคนทั้งโต๊ะก็เงียบกันหมด

“ลิน...”  ปั้นหยาเอ่ยเสียงอ่อน เธอทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้พลางเอื้อมมากุมมือฉันราวกับต้องการให้กำลังใจ

“ไม่เป็นไรหรอก ใครอยากทานก็ทานไปเลย” ฉันฝืนยิ้มออกมา แกล้งทำเป็นเอ่ยเสียงใสเพราะไม่อยากให้เพื่อนๆ ไม่สบายใจเรื่องของฉันอีก

 

หลังจากที่พวกเราทานเสร็จและเดินเล่นในห้างต่ออีกสักพัก เทนก็มาส่งฉันที่บ้าน... พักหลังๆ มันเป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้ง ทั้งเทนและเดวิล... ไม่สิ ทุกๆ คนนั่นแหละไม่ยอมปล่อยให้ฉันคลาดสายตาเลยสักนิด

ฉันรู้ว่าพวกเขากังวลเรื่องอะไร...

“ขอบใจนะ” ฉันเอ่ยกับเทนก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แต่ก็ถูกเขาคว้าแขนเอาไว้ซะก่อน พอฉันหันกลับไปมองใบหน้าคร้ามคมของเทน... เจ้าตัวก็ส่งยิ้มหวานมาให้

“ฝันดีนะ” เขาพูดก่อนจะปล่อยมือฉัน  เสร็จแล้วก็ขับรถออกไปเลย พักหลังนี้ เทนชอบทำอะไรแปลกๆ แต่อันที่จริงเขาก็เป็นแบบนี้ของเขามานานแล้ว

ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้...

“เป็นไง ไปเที่ยวมาสนุกมั้ย” พี่รวมพลเอ่ยขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูบ้านเข้าไป เขากำลังนั่งดูหนังอยู่ในห้องนั่งเล่นกับพี่เคลียร์สองคน ท่าทางของพวกเขาดูมีความสุข ยิ้มหวาน คุยกันกะหนุงกะหนิง... เหมือนฉันเมื่อก่อน

“ก็ดีค่ะ” ฉันเอ่ยก่อนจะยิ้มน้อยๆ ให้คนทั้งคู่ คิดว่าหลังจากนี้จะขึ้นไปอาบน้ำนอนเลย เพราะรู้สึกเหนื่อยที่ตะลอนๆ ไปนู่นมานี่มาทั้งวัน

“คราวหลังจะกลับดึกก็โทรบอกพี่หน่อยนะน้องลิน พี่โทรไปหาตั้งหลายรอบก็ไม่ยอมรับ” คำพูดของพี่รวมพลทำให้ฉันชะงักเท้าทันที ก็ฉันไม่เห็นได้ยินเสียงโทรศัพท์อะไรเลยสักนิด

“มีอะไรน้องลิน” เสียงพี่รวมพลถามขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันเอาแต่ล้วงกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กๆ ไม่หยุด

“โทรศัพท์... โทรศัพท์ลินหาย” ฉันละล่ำละลักตอบ และเมื่อคิดจะออกไปหาข้างนอกฉันกลับถูกพี่รวมพลคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวน้องลิน ออกไปคนเดียวมันอันตราย” ร่างสูงพูดพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น พี่เคลียร์เองก็ทำหน้าตาแตกตื่นไปด้วยเมื่อฉันเริ่มร้องไห้

“ลินจะทำยังไงดี พี่รวมพล... ลินจะทำยังไงดี” ฉันเอ่ยก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นอย่างห้ามไม่อยู่ โทรศัพท์เครื่องนั้นมันมีความหมายกับฉันมาก พี่เป็กซ์ซื้อมันให้ฉัน ทั้งรูป ทั้งข้อความที่เราเคยคุยกันนั่นอีก

“เดี๋ยวพี่ลองโทรเข้าเครื่องลินก่อน เผื่อมีคนเก็บได้” เอ่ยจบพี่รวมพลก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรเข้าเครื่องฉันทันที

รอสักพักพี่รวมพลก็เอ่ยกับคนทางปลายสาย ดูเหมือนพนักงานในร้านเค้กจะเก็บได้ และเธอก็นัดให้ฉันไปเอาโทรศัพท์ที่สวนสาธารณะในเขตเซ็นทรัล ซึ่งเป็นทางกลับบ้านของเธอพอดี

ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก... ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าหากมันหายไปจริงๆ ฉันจะทำยังไง

ใช้เวลาไม่นานพี่รวมพลก็ขับพาฉันมาถึงสวนสาธารณะตามที่ได้นัดกับพนักงานคนนั้นเอาไว้ ฉันบอกให้พี่รวมพลอยู่ในรถเพราะคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่

“พี่เก็บโทรศัพท์ของลินได้ใช่มั้ยคะ” ฉันเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บริเวณม้านั่งใกล้ๆ เธออยู่ในชุดยูนิฟอร์มของร้านเค้กที่ฉันคุ้นตา และพอเธอหันมาฉันก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เป็นเธอคนนี้

คนที่เคยถามเรื่องของพี่เป็กซ์เมื่อครั้งก่อน...

“จ้ะ พอดีพี่เห็นมันตกอยู่ใต้โต๊ะน่ะ ก็เลยเก็บไว้ให้” เธอลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ ฉันมองโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในมือเธอด้วยความโล่งอก และเหมือนเธอจะรู้เลยรีบยื่นมันส่งมาให้ฉัน

“ขอบคุณมากเลยนะคะพี่... เอ่อ” ฉันเอ่ยด้วยความดีใจก่อนจะค้างเอาไว้แค่นั้น เพราะฉันไม่รู้ชื่อของเธอที่อยู่ตรงหน้า

“ชีฟองจ้ะ... พี่ชื่อชีฟอง” เธอเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปเองรึเปล่า

“ฉันชื่อมิลินค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากๆ เลยค่ะพี่ชีฟอง ถ้ามันหายไปลินไม่รู้จะทำยังไงเลย” ฉันเอ่ยพร้อมกับลูบโทรศัพท์เครื่องสีชมพูด้วยความทนุถนอม

ในที่สุดมันก็กลับมาอยู่กับฉันอีกครั้งจนได้

“ดูเหมือนโทรศัพท์เครื่องนี้จะมีความหมายกับลินมากเลยนะ ขนาดมีรอยถลอกเต็มไปหมดแบบนี้ลินยังใช้อยู่เลย” พี่ชีฟองเอ่ยพร้อมกับมองโทรศัพท์ในมือฉันอย่างสนใจ ฉันจึงได้แต่สูดหายใจลึกอย่างให้กำลังใจตัวเอง

“พอดีแฟนลินซื้อให้น่ะค่ะ” ฉันเอ่ยออกไปพร้อมกับนึกถึงใบหน้าหล่อใสของใครคนนั้นไปด้วย โทรศัพท์ที่เขาซื้อให้เครื่องนี้... ตอนนี้มันเปรียบเสมือนตัวแทนของเขาไปแล้ว




B E R L I N ❀

58 ความคิดเห็น

  1. #12 wti0193 (@wti0193) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 09:12
    สงสารน้องลินจัง
    จะได้เห็นพี่เป๊กมั้ยคะ
    #12
    0
  2. #11 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 06:27
    สงสารน้องลินนน มันบีบหัวใจมากกก
    #11
    0
  3. #10 wti0193 (@wti0193) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2559 / 09:50
    รีบย้ายออกมาเลยนะ
    #10
    0
  4. #9 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2559 / 06:11
    พี่เป็กซ์รีบย้ายออกมาจากบ้านยัยตัวร้ายด่วนนน
    ปล.ตอนนี้ฮามากกกก
    #9
    0