ตอนที่ 9 : สามพี่น้องแห่งคำสาปแช่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    2 ก.ค. 62

บทที่ 8
สามพี่น้องแห่งคำสาปแช่ง

าษิตของคุนหลุนได้กล่าวเอาไว้ว่า...  เมื่อใดที่ให้คำสาบาน ก็ต้องรักษาดีดีด้วยหัวใจ เพราะสัญญาต้องเป็นสัญญา (เดี๋ยวๆ)


เหล่าเทพเจ้าต่างมานั่งชิลๆกันอยู่ที่ห้องรับรองแขกของเทพซูซาโนะ ในขณะที่เจ้าของบ้านยังคงร้องแหกปากลั่นอยู่กับเตียงเพราะไม่อาจจะขยับเขยื้อนไปไหนได้ ทันทีที่เทพเจ้าเแห่งการแพทย์เดินออกมาจากห้องของเทพซูซาโนะ เพอร์ซิโฟเน่ก็เอ่ยขึ้นมา


“ พ่อตาท่านเป็นอย่างไรบ้างล่ะ? ท่านโอคุนินูซิ ” 


โอคุนินูซิได้แต่ฉีกยิ้มแห้งๆออกมาอย่างสะใจ พลางบีบนวดนิ้วมือส่งเสียงกร๊อบแกร๊บดังลั่น โดยมีเสียงร้องโหยหวนของเทพซูซาโนะดังระงมออกมาไม่ขาดสาย เหล่าเทพเจ้าต่างเหงื่อตกพร้อมร่ำร้องในใจร่วมกัน


// นี่เอ็งไปรักษา หรือไปกระทืบเค้าเพิ่มเติมกันแน่ฟ่ะ!!! // 


เทพแห่งการแพทย์จากโคจิกินั่งลงกับพื้น พร้อมรินน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดื่มดับกระหาย ชนิดที่ไม่เกรงใจเจ้าของบ้านเลยแม้แต่น้อย “ ต้องขอบคุณยาสมุนไพรของท่านหนุมาน และฝีมือในการทำมัมมี่ของท่านอะนูบิสจริงๆ ที่ช่วยให้ท่านพ่อตาหายซ่าลงมามาก ” 


“ เอาละ! ถ้าเกิดไม่มีอะไรแล้ว งั้นข้าขอตัวแบกภูเขาสรรพยากลับไปก่อนนะ ” หนุมานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงนก หากแต่นุ่มนวลราวกับปุยเมฆ กังวานราวกับระฆังเงิน จนบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายพากันเคลิ้มกันเป็นแถบ


// เฮ้ย! นี่มันเสียงพากย์ของพระเอกนิหว่า!! // เหล่าเทพบุรุษต่างพากันประสานเสียงในใจด้วยความอิจฉา


ก่อนที่จะจากกัน หนุมานมองเทพและเทพีทั้งห้าด้วยสายตาจริงจัง “ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเช่นไร คนเราก็ยังมีสิ่งที่ห้ามลืมกันอยู่ หากเวลาที่ต้องทิ้งดาบมาถึง จงอย่าทิ้งดาบที่เก็บไว้ในจิตวิญญาณเด็ดขาด ”


“ หากเวลาที่ต้องชักดาบมาถึง... แปลว่าเราไม่มีตังค์จะจ่าย ” อะนูบิสกับลุ่ยก่งต่างประสานเสียงพร้อมกัน


ทันใดนั้น ทั้งสามก็เหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์ คล้ายกับมีพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเทพเจ้าสามองค์เข้าหากัน ราวกับกระแสกาลเวลาหยุดนิ่งไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ต่างฝ่ายต่างตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนที่หนุมานเอ่ยขึ้นมา


“ เสิ่นเจิ้น เงาะอร่อย…. ”

“ หอยใหญ่ ” อะนูบิสต่อกลับอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยลุ่ยกงที่รอพูดอยู่รอมร่อ

“ ไข่ปลอม ”

“ ….ก๊อปเกรดเอ เก๋อลังการ สืบสานงานมิลเลอร์!! ” เทพเจ้าทั้งสามกอดคอประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮากันออกมาราวกับคนบ้า


หนุมานถึงกับอาการอาการลิงโลดออกมาอย่างเห็นได้ชัด (โทษที ลืมไปว่าเป็นลิง) “ ข้าตามหาคนประเภทนี้มานานนับพันปีแล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาพบกันที่นี่ ยิงไปทุกมุก ตบกลับมาได้ทุกมุก!! ”


ลุ่ยกงคำนับหนุมานตามแบบฉบับชาวยุทธภพ “ นับว่าเป็นวาสนาของข้ายิ่งนัก ที่ได้มาพบกับสหายผู้รู้ใจในการตบมุกเช่นท่าน อย่ากระนั้นเลย พวกเราทั้งสามมาสาบานเป็นพี่น้องกันดีกว่า ”


หนุมานก็ตบมุกลุ่ยกงกลับทันที “ ได้เลยๆ การเจอคนเล่นมุกแล้วถูกชะตาด้วยนั้น นับว่าหายากในยุทธภพโดยแท้ เฮ้ย! เสี่ยวเอ้อ เอ้ย! โอคุนินูซิ ไปเอาเหล้าสาเกแรงๆมาโดยด่วน ”


โอคุนินูซิก็เออออไปกับเขาด้วย เทพเจ้าลุกพรวดออกไปหาสาเกจากข้างนอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เทพโอลิมปัสสององค์ที่สติสตังยังสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่เผชิญหน้ากับเทพทั้งสามที่หลุดโลกได้แล้ว


“ กู่ไม่กลับจริงๆแล้วซินะ ” ฮาเดสว่าอย่างระอา ในขณะที่เพอร์ซิโฟเน่แทบอยากจะแทรกตแผ่นดินหนีไปอยู่ยังใจกลางทาร์ทารัสให้รู้แล้วรู้รอดไปจริงๆ ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแผนการของนางจะพลิกผันกลับกลายมาเป็นการรวมตัวกันของเทพเจ้าบ้าๆระดับท๊อปเทนถึงสามองค์เข้าด้วยกันแบบนี้


ครู่หนึ่ง โอคุนินูซิก็กลับมาพร้อมขวดเหล้าสาเกกับถ้วยเล็กๆสามใบ เทพโคจิกิขันอาสารินน้ำจัณฑ์ลงจอกให้เทพเจ้าสุดเพี้ยนทั้งสามด้วยไมตรีจิตคิดบริการอีกด้วย


“ เออจริงซิ! ถ้าพวกท่านประสงค์จะกรีดเลือดสาบานกันจริงๆ ข้าขอแนะนำให้ใช้เข็มดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก แถมยังไม่ต้องเสี่ยงติดโรคอีกด้วย ” โอคุนินูซิเอ่ยแนะนำตามประสาหมอ พลางยื่นเข็มมาให้กับเทพเจ้าทั้งสาม (ซึ่งเข็มที่ว่าก็คือเข็มที่พวกเขาใช้ฝังเข็มใส่เทพซูซาโนะเมื่อตอนนั้นยังไงล่ะ)


ทั้งสามรับเข็มจากเทพโอคุนินูซิ แล้วต่างฝ่ายต่างก็เจาะนิ้วของตนเองเพื่อเค้นเอาเลือดสีทองออกมาผสมกับเหล้าสาเกทันที


“ เอาล่ะ ” หนุมานเอ่ยพลางชูถ้วยสุรามายังเทพเจ้าทั้งสอง “ พวกเราอาจจะไม่ใช่พวกเดียวกันก็ได้เมื่อเป็นโจรสลัด แต่ว่าพวกเราก็ยังมีสายสัมพันธ์พี่น้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็จะไม่มีวันแยกออกจากกันเป็นอันขาด นับตั้งแต่วันนี้ไป พวกเราทั้งสามองค์คือพี่น้องกัน เอ้า! ชน ”


สามแก้วชนประสานเป็นหนึ่ง ราวกับสามจิตที่ผูกพันกันอย่างแนบแน่น ก่อนที่เทพเจ้าทั้งสามก็ยกจอกสุราที่ผสมกับเลือดของพวกตนขึ้นมาดื่นจนหมดจอก เพอร์ซิโฟเน่ถึงกับกลอกตาอย่างระอิดระอาใจ


“ เล่นก๊อปคำสาบานจากเรื่องวันพีชมายังงี้เลยเหรอ? ”


“ มันก๊อปมาตั้งแต่กินทามะยันชาวเสิ่นเจิ้นแล้วล่ะ น้องเอ็ย! ” ฮาเดสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหน็ดหน่าย ไอ้เทพเจ้าพวกนี้เคยมีคำพูดเท่ห์ๆเฉียบๆยังงี้กับเขาด้วยเหรอ ถ้าไม่ได้สรรหาคำมาจากโลกมนุษย์!!!


เอ๊ะ! แล้วนี่ท่านคิดจะโทรหาผู้ใดกัน? ดิส ” เพอร์ซิโฟเน่เอ่ยถามทันทีที่เห็นสวามีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรแปลกๆ


ฮาเดสถึงกับส่งยิ้มสุดชั่วร้ายมาให้  โทรตามผู้ที่จะมาเยียวยาอาการบ้าของทั้งสามนะซิ ”


จู่ๆดอกท้อก็เริ่มเบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทั้งดินแดนโคจิกิ (อ้อ ลืมไปว่ามีแต่ดอกซากุระ) เสียงขลุ่ยบรรเลงเพลงให้ผู้คนหวนคิดถึงบ้านเกิดเรือนนอนที่จากมา บรรยากาศและกลิ่นอายของมิตรภาพค่อยๆทักทอกันเป็นรูปเป็นร่างทีละนิดทีละนิด


หลังจากสาบานเป็นพี่น้องกันเรียบร้อยแล้ว สามเทพผู้ช่ำชองในวิทยามุกก็ถือวิสาสะเอาสุรามาดื่มกินกันอย่างสุขสำราญ โดยมีเทพโอคุนินูซิที่ขันอาสาจัดเตรียมกับแกล้มต่างๆให้กับเทพเจ้าทั้งสาม (ซึ่งแน่นอนว่ากับแกล้มทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมาจากตู้เย็นของเทพเจ้าซูซาโนะ โน มิคาโตะที่นอนซมอยู่ทั้งนั้น)


ยิ่งทั้งสามได้ดื่มกินและพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งถูกชะตาและยิ่งเมามากขึ้นทุกที ทีแรก พวกเขาก็ยังคงคุยกันรู้เรื่องอยู่ดีๆ แต่พอหนักเข้าๆ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มเพ้อออกมาคนล่ะเรื่อง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปยังกับโกหก


“ พี่น้องนะ มันเป็นกันที่ใจ ไม่ใช่ที่จอกสุรา ” อะนูบิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ้อแอ้ “ ว่าแต่ ใครจะเป็นพี่ ใครจะเป็นน้องกันเนี่ย โดยเฉพาะคนที่จะเป็นพี่ใหญ่ให้น้องๆมันนับถือ ”


“ แน่นอนว่าต้องเป็นข้า ” ลุ่ยกงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น สมแล้วกับฉายาลุ่ยกงก๊งหมดแก้ว 


“ ใครบอก มันต้องเป็นข้าต่างหากเล่า ลุ่ยกง ” หนุมานเอ่ยขัดขึ้นมา เมื่อลุ่ยกงได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเค้นเสียงหัวเราะออกมา


“ หนุมานเอย… หนุมาน ข้าจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ เทพเจ้าอย่างข้านะ ไม่เคยเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอยู่แล้ว ดังนั้น ตำแหน่งพี่ใหญ่จึงสมควรตกเป็นของ…. ”


เทพอสุนีพูดยังไม่ทันจบ ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงดัง ‘ผัวะ’ สนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ ศีรษะของลุ่ยกงฟุบลงไปแทบจะติดกับพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างของเทพอสุนีก็ถูกแรงส่งลึกลับบางอย่างถีบจนร่างของเขาหกล้มหัวคะมำลงกับพื้น 


“ เล่นกับพี่อย่างงี้... เดี๋ยวไม่มีคำว่าปราณีหรอกนะน้อง!! ” ว่าแล้ว ลุ่ยกงก็หันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางเรียกค้อนกับสิ่วออกมาเตรียมพร้อมปะทะกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่ทันทีที่เห็นหน้า ลุ่ยกงก็แทบจะช็อกซีนีม่าต้อนรับผู้มาเยือนคนใหม่ทันที!!


// มิน่าล่ะ กลิ่นไออำมหิตถึงได้แผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรงและหนักหน่วงเช่นนี้  //


หญิงสาววัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้น อาจจะเป็นมนุษย์ป้าทั่วไปในสายตาของคนปกติ แต่สำหรับเทพเจ้าแล้วนั้น แค่เพียงศีรษะที่ไม่เคยขาดโรลม้วนผมก็ดี หน้าตาสุดถมึงทึงราวกับยักษ์ขมูขีก็ดี หรือเป็นการคาบบุหรี่อยู่ตลอดเวลาแบบนี้ก็ดี จะเป็นใครไปไม่นอกจาก…..

.

.

.

.

เจ๊สี่ จากเรื่องคนเล็ก หมัดเทวดา!!!


“ เจ๊สี่!! ” ลุ่ยกงถึงกับเหงื่อตกเมื่อเอ่ยนามนี้ออกมา


“ ฉิบหายแล้วไง! ” เทพเจ้าอีกสององค์ถึงกับสบถออกมาพร้อมเพรียงกัน เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ขาดสายจากทางด้านหลัง 


เจ๊สี่สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด เหล่าเทพเจ้าทั้งผองต่างตระหนักถึงชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นกับพวกตนในทันที


“ เป็นหนี้เยอะขนาดนี้ ยังกล้ามากับกำแหงกับแม่อีกเรอะ!! ” เจ๊สี่ตะโกนออกมาเสียงดังสนั่น ด้วยพลังของ ‘ราชสีห์คำราม’ ทำเอาทั่วทั้งโคจิกิระงมไปด้วยระบบเสียงระดับเซอร์ราวด์ที่กระหึ่มออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เจ๊จะลดระดับเสียงลงมาอยู่ในระดับฉอดๆ


“ ค้างชำระหนี้มาหลายเดือนแต่ยังมีหน้ามาจิบเหล้าสบายใจเฉิบแบบนี้เนี่ยนะ เงินออกแล้วหรือไงย่ะ หะ! ทั้งเอ้อหลานเสิน ทั้งนาจา แล้วก็เจ้า ถ้าขืนอีกสองวันยังหาตังมาจ่ายไม่ได้ล่ะก็ แม่จะยึดของวิเศษทั้งหมดเอาไปขายตามตลาดมืดให้หมดเลย เข้าใจมั้ย หะ? ” 


“ เข้าใจแจ่มแจ้งเลยจ้ะเจ๊จ้า! ” น้ำเสียงของลุ่ยกงลดลงอย่างน่าสมเพชมากกว่าน่าสงสาร  


“ นี่ เจ๊สี่! ” อะนูบิสโพลงออกมาตามประสาคนเมา “ พวกข้าทั้งสามได้ดื่มเหล้าสาเกสาบานเป็นพี่น้องกันแล้วนะ! มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ไม่ทอดทิ้งกันตราบชั่วอสงไขย ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ามาทำอะไร…. ”


จู่ๆ น้ำเสียงของอะนูบิสก็ขาดห้วงไป เมื่อคมมีดขนาดเล็กมาแตะที่หัวไหล่ของตน


“ หะ! ตะกี้พูดว่าไงนะ ฟังไม่ค่อยถนัดหูเลยย่ะ ว่าแต่หนี้ที่ติดค้างอยู่เมื่อไหร่จะมาชำระสักทีล่ะ ไอ้หมาดำ ”


“ โอ๊ย! เจ๊ เราก็คนกันเองอยู่แล้ว เงินทองทรัพย์สินศฤงคารนะ มันเป็นของไม่เที่ยงแท้ ตายไปเจ๊ก็จะไม่สามารถเอาติดตัวไปได้ มีแต่เพียงความดีงามเท่านั้นที่จะนำเจ๊ไปสู่ดูอาตอย่างปลอดภัย เพราะฉะนั้น.... ” มีดของเจ๊สี่เปลี่ยนพิกัดไปยังหว่างขาของมรณเทพอย่างรวดเร็ว อะนูบิสถึงกับร้องจ๊ากออกมา “ เงินทั้งหมดทั้งมวลของข้านั้นถูกลุ่ยกงริบไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เชิญเจ๊ไปเคลียร์กับลุ่ยกงเองเถอะ แต่ว่าเจ๊จ้า... ช่วยเอามีดออกจากป๋องแป๋งของข้าได้ไหม มันเสียว! ” 


อะนูบิสว่าพลางผายมือไปทางลุ่ยกงราวกับพร้อมเต็มใจถวาย ก่อนที่จะรีบชิ่งออกจากบริเวณนั้นไปอย่างรวดเร็ว 


// ไอ้อะนูบิสสสส!!! ไอ้เพื่อนทรยศศศศ!!! // ห้วงความคิดของลุ่ยกงทะลักเสียงกรีดร้องออกมาอย่างคลุ้มคลั่งให้กับวาจาปากสุนัขของสหาย ก่อนที่เทพอสุนีจะหันมาเผชิญหน้ากับชะตากรรมเพียงลำพัง


“ หนุมาน! ” คราวนี้ ลุ่ยกงเสียงอ่อนลงมามากราวกับจะร้องไห้ “ พวกเราได้สาบานกันไว้แล้วไงน่อ ว่าจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป มีสุขร่วมเสพ! มีทุกข์ร่วมต้าน! ไม่ทอดทิ้งกันตราบชั่วอสงไขย ”


หนุมานได้แต่กระแอมไอ พลางเหล่สายตามายังฮาเดสกับเพอร์ซิโฟเน่ที่บัดนี้กำลังอยู่ในโหมดปั้นใบหน้าเย็นชาตามสไตล์ของพวกตน


“ อา! เออ… แน่นอนว่าข้าต้องช่วยเหลือท่านอยู่แล้ว ลุ่ยกง เพียงแต่ว่า… ”


“ เพียงแต่อะไร? ”


“ เพียงแต่ว่าไอ้ลิงเผือกตัวนี้ก็ยังติดค้างหนี้แม่อยู่หลายเดือนนะซิ ” เจ๊สี่เอ่ยขึ้นมาอย่างเหลืออด ทำเอาพญาวานรถึงกับซมซาบมากอดเข่าเจ๊แกอย่างหมดสภาพ


“ โธ่! เจ๊ครับ ได้โปรดเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาด้วยเถอะครับ อันชีวิตของกระผมก็เปรียบเสมือนเรือเก่าๆพังๆที่ต้องฟันฝ่ากับพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามา จะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแหล่มิแหล่ก็สุดแต่โชคชะตาจะลิขิตเอาไว้ แต่ว่าเจ๊ครับ กระผมยังมีภาระที่ต้องดูแลอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลูกสองคนที่กำลังอยู่ในวัยแบเบาะ เมียสี่คนที่กำลังอยู่ในวัยเอ๊าะๆ มีพ่อที่กำลังป่วยเป็นโรคร้าย แถมแม่ก็ยังมาด่วนจากไปก่อนวัยอันควรอีก ฮือๆๆๆ เจ๊ไม่สงสารผมบ้างเหรอครับ ทุกวันนี้ที่ผมต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบเจียนจะขาดใจนั้น ก็เพื่อจะหาเงินเพียงน้อยนิดมาจุนเจือครอบครัวที่ทุกข์ยากของผม ได้โปรดเถอะครับ โฮๆๆๆ ได้โปรดผ่อนผันไปอีกสักกัลป์เถอะครับเจ๊ ”


// โห! นี่มรึงจะเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ไปถึงไหนกันเนี่ย พ่อตุ๊กตาทอง!! // 


เจ๊สี่มีสีหน้าเห็นใจขึ้นมาบ้างหน่อยนึง “ โธ่ๆๆ น่าสงสารเสียจริงๆ ”


ยังไม่ทันที่หนุมานจะได้ลิงโลดออกมาอีกครั้งนั้น เจ๊สี่ก็เตะหนุมานที่กำลังกอดเข่าร้องไห้อยู่จนพญาวานรปลิวกระเด็นไปเป็นโยชน์


“ เชื่อก็บ้าแล้วเนี่ยโว้ย ไอ้มุกออสการ์พรรคนั้น หน่อย!! เดี๋ยวนี้แหลเก่งกันจริงๆนะไอ้เทพพวกนี้ เจอหน้าก็ยังกับเห็นผี ไม่ทงไม่ทักทายกันยังงี้ ไม่มีวันเจริญหรอกพวกมึง! ” ราชสีห์คำรามกลับมาแผดเสียงอีกครั้งจนแก้วหูเทพเจ้าแทบแตกออกมา ก่อนที่เจ๊แกจะปรับวอลลุมให้กลับมาเป็นปกติ “ ในเมื่อสาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว งั้นแม่ก็ขอคิดบัญชีรวบยอดทีเดียวเลยล่ะกัน เวลาเจอหน้าเทพองค์ไหน จะได้ทวงเป็นบัญชีเดียวไปเลย ไม่งั้นคงไม่มีวันได้เงินจากพวกมึงแน่ ”


“ ไม่ได้นะเจ๊!! ” เทพเจ้าทั้งสามประสานเสียงออกมาพร้อมเพรียงกัน


“ หือ! ทำไมล่ะ? ”


“ ก็….. เออ…. คือว่า…. ก็เพราะว่า… ”


“ เพราะพวกเราไม่ใช่พี่น้องร่วมสาบานกันจริงๆไงเล่า! ” อะนูบิสโกหกอย่างไว “ ถ้าจะให้เรียกกันตามความเป็นจริง พวกเราทั้งสามคือ ‘สามพี่น้องแห่งคำสาปแช่ง’ ต่างหาก ”


“ ใช่ๆ พวกเราทั้งสามนะเกลียดขี้หน้ากันเข้ากระดูกเลยล่ะเจ๊ เจอหน้ากันแต่ทีก็มีแต่ร่ายคำสาปแช่งให้แก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ร่ำไป ” หนุมานไหลไปตามน้ำอีกองค์


“ งั้นลองสาปแช่งกันให้ดูหน่อยดิ ” เจ๊สี่สั่งพลางหยิบบุหรี่จากกระเป๋ามิติที่สี่ขึ้นมาจุด


ทั้งสามมองหน้ากันอย่างเลิกลั่กอยู่พักใหญ่ เพราะคำอวยพรหรือคำสาปแช่งที่เอ่ยออกมาจากปากของเหล่าทวยเทพนั้น เป็นประกาศิตที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ หากพูดอะไรออกไป ก็จะได้ตามที่ปรารถนาทุกประการ แถมมันยังส่งผลในระยะยาวอีกต่างหาก ซึ่งก็ไม่มีทวยเทพจากมิติภพไหนๆ กล้าที่จะเอ่ยคำประกาษิตออกมาใช้กับเหล่าเทพเจ้าองค์ๆอื่นหรอก เพราะมันผิดกับหลักบัญญัติของทางคณะสภาปฐมเทพอาวุโส ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เหล่าทวยเทพต่างพากันเอ่ยคำสาปแช่งแก่เทพองค์อื่นภายในใจกันทั้งนั้น!!


เจ๊สี่เมื่อเห็นเหตุการณ์ผ่านไปอย่างชักช้า จึงร้องตะโกนออกมาอีกครั้ง “ เอ้า มัวรออะไรอยู่ล่ะ ”


อะนูบิสเป็นฝ่ายเริ่มแรก มรณเทพโบกชี้ไปลุ่ยกงทันที “ เออ... จงเป็นเออ... เท็นงูตัวเขียวที่ถือค้อนถือสิ่วซะ ”


ลุ่ยกงหัวเราะก๊ากออกมา เพราะตนเองไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมมากเท่าไหร่นัก จึงร่ายคำสาปแช่งไปยังหนุมานทันที “ จงเป็นพญาวานรเผือกถือตะบองซะ ”


ก็เป็นไปตามมุกที่อะนูบิสเรียกแต่แรก หนุมานจึงแสร้งโบกมือไปยังอะนูบิส “ จงกลายเป็นหมาในสีดำไปซะ ”


ทั้งสามต่างเล่นเกมสาปแช่งไปมากันอย่างสนุกสนาน ต่างฝ่ายต่างสาปแช่งอีกฝ่ายให้เป็น ‘มนุษย์หัวหมาใน’ บ้าง เป็น ‘แม่ทัพสวรรค์’ บ้าง รวมไปถึงเป็น ‘วานรเผือกสุดมุ้งมิ้ง’ บ้าง ทำเอาฮาเดสกับเพอร์ซิโฟเน่ถึงส่ายหน้าไปมาอย่างระอิดระอาให้กับพฤติกรรมความหน้าด้านหน้าทนของเทพเจ้าจอมกวนบาทาถึงสามองค์ เจ๊สี่เฝ้ามองเหตุกาณ์ทั้งหมดอย่างเหลืออด ก็ตะโกนออกมา


“ พอได้แล้วโว้ยยยยย!!! ไอ้พวกปัญญาอ่อน!! ”


เทพทั้งสามถึงกับชะงักการสาปแช่งลง เมื่อรังสีอำมหิตของเจ๊สี่แผ่ซ่านคุกคามออกมาอย่างต่อเนื่อง จนทำเอาบรรยากาศในห้องนี้ร้อนระอุขึ้นมาราวกับโลกันต์ (อ้อ โลกันต์มันคือนรกเย็นนะ ยมฝากบอกมาอย่างงี้) ก่อนที่จะเจ๊สี่หันมามองฮาเดสทันที


“ ท่านฮาเดสเจ้าข้า จะให้ข้าจัดหนักกับลูกหนี้พวกนี้อย่างไรดีเจ้าค่ะ? ”


ฮาเดสเองก็ยักไหล่ให้อย่างไม่สนใจใยดีเทพสามองค์นั้นมากนัก “ เป็นหนี้ก็ต้องชำระ สุดแล้วแต่เจ้าเลย! อะเล็คโต 


ว่าแล้ว เจ๊สี่ก็เปลี่ยนร่างจนกระทั่งกลายเป็นหญิงสาวสวมบิกินี่สีดำสุดสะพรั่ง เธอมีใบหน้าที่เรียบเฉยและสุดจะซาดิสม์ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องมายังเทพเจ้าทั้งสามอย่างคลุ้มคลั่ง ปีกค้างค้าวเรียบลื่นงอกออกมาจากกลางหลัง เท้ามีกรงเล็บที่แหลมคม และในมือซึ่งเป็นกรงเล็บทองเหลืองนั้นถือแส้เปลวเพลิง


“ ฟิวรี่!!!  เทพเจ้าทั้งสามยิ่งอุทานออกมาอย่างตกตะลึง เป็นที่ทราบกันดีในหมู่เทพเจ้าว่า ฟิวรี่นั้นคือจิตวิญญาณของความอาฆาตแห่งมิติภพโอลิมปัส บริวารผู้ภักดีกับฮาเดส นายเหนือหัวแต่เพียงผู้เดียว ภูตพยาบาทที่จะคอยตามล้างตามผลาญเหล่าผู้กระทำบาปทั้งผองพร้อมลากตัวกลับไปชำระยังทุ่งแห่งการลงทัณฑ์


และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการนึงของพวกนางก็คือ การคอยตามทวงหนี้ที่เหล่าเทพเจ้าทั้งผองต่างติดค้างชำระเทพเจ้าผู้มั่งคั่งที่สุดแห่งดินแดนมิติภพโอลิมปัส ฮาเดส เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล... 


จากแผนการของเพอร์ซิโฟเน่เอง ที่หลอกล่อให้ทั้งหนุมาน ทั้งอะนูบิส และลุ่ยกงมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้ฮาเดสสามารถต่อยอดไปสู่แผนการของตนได้ ด้วยการโทรไปเรียกฟิวรี่อะเล็คโตมาช่วยชำระและสะสางเงินทั้งหมดที่เทพเจ้าสุดเพี้ยนทั้งสามยืมมา และก็ค้างชำระมานานนับกัปนับกัลป์


จริงอยู่ที่มิตรภาพนั้นไม่ขึ้นอยู่กับเงินทอง แต่ถ้าค้างชำระหนี้เมื่อไหร่ เพื่อนก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคนล่ะคนได้อย่างน่ากลัว!


ฮาเดสบิดขี้เกียจไปมาอย่างช้าๆ “ ข้ากับพิน่าขอตัวกลับยมโลกของข้าก่อนแล้วกัน พอดียังมีงานติดค้างให้ทำอีกบานตะไท ฝากดูแลลูกหนี้ทั้งหมดของข้าด้วยนะอะเล็คโต เออ! โอคุนินูซิ เจ้าช่วยจัดหาเตียงให้กับสามองค์นั้นหน่อยแล้วกัน ”


ว่าพลาง ราชันย์ยมโลกกับชายาก็เลือนหายจากไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านโอคุนินูซิก็รีบชิ่งไปเตรียมอุปกรณ์กับเตียงพักที่ห้องของเทพซูซาโนะทันที 


ทิ้งให้สามเทพเจ้าที่เป็นลูกหนี้อยู่เผชิญกับฟิวรี่ที่ปล่อยออร่าสังหารออกมาอย่างคุกรุ่น...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

17 ความคิดเห็น