ตอนที่ 2 : สารจากสภา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    2 ก.ค. 62

บทที่ 1
สารจากสภา

นับแต่การประชุมสภายมโลกในครั้งนั้น ทำเอาราชันย์ยมโลกอย่างเขาทวีความกังวลขึ้นมาในเซลล์ประสาทอยู่ไม่ใช่น้อย 


จะไม่ให้กังวลได้ยังไง ก็ในเมื่อระบบโยงใยความตายของพวกอสูร ปีศาจ อสุรกาย หรืออะไรที่ส่อแววเป็นภัยต่อความมั่นคงของสวรรค์ถูกล็อคสภาพให้เป็นอมตะเฉกเช่นเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย!


เท่ากับว่าบัญชีทั้งหลายที่เหล่าทวยเทพได้ก่อเอาไว้กำลังจะได้รับการชำระในไม่ช้า…


เขาได้ข่าวว่าตอนนี้ทุกมิติภพกำลังปั่นป่วนอย่างหนักจากการสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างเทพและอสูร หรือระหว่างความดีกับความชั่วที่ดูไปนานๆแล้วก็คล้ายกับการไล่ตบกันงุ้งงิ้งของเหล่าเมียหลวงเมียน้อยตามละครน้ำเน่า


ในขณะที่เขากำลังสนุกสนานไปกับการก่อกวนชาวบ้านอยู่นั้น จู่ๆ ข้อความในเฟซบุ๊กก็แจ้งเตือนข้อความบางอย่างขึ้นมา...


การประชุมสภายมโลกครั้งที่ 489 มาแล้วจ้า!!


เทพหนุ่มรีบหยิบหมวกกันน็อคสีดำที่อยู่ข้างกายขึ้นมาสวมก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ ทันใดนั้น กลุ่มควันสีดำก็พวยพุ่งออกมา ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำสุดงามสง่า สมกับที่เขาขนานนามให้มันด้วยความภาคภูมิใจว่า ‘แม๊กซิมัส’ อันเป็นภาษาโรมันแปลว่า ‘เกรียงไกร’


แม๊กซิมัสพาเขาห้อตะบึงจากอาณาจักรยมโลกไปสู่สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่แสงตะวันไม่อาจจะสาดส่องเข้ามาถึง รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและความยะเยือกเย็นจากหมอกและควัน ที่แห่งนี้เงียบสงัดไร้ซึ่งสรรพสำเนียงใดใดจะขับขานเว้นแต่เพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของเขา สถานที่แห่งนี้ช่างเปลี่ยวเหงาคล้ายกับนรกใต้พิภพของเขาไม่มีผิด ซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก นี่เป็นงานประชุมสภายมโลก จะให้มาจัดงานรื่นเริงเหมือนสรวงสวรรค์ก็ใช่ที ราชันย์ยมโลกอย่างเขาหาได้หวาดหวั่นกับความมืดมิดและวังเวง (ซึ่งถ้าเขากลัวสองอย่างนี้ ก็สมควรลาออกจากการเป็นราชันย์ยมโลกแล้วล่ะ!) 


แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาถึงกับสะดุ้ง นั้นคือสิงห์มอเตอร์ไซค์หนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆรถฮาร์เล่ย์คู่ใจอยู่เบื้องหน้า


เขาเป็นชายร่างเล็กสวมกางเกงยีนสีดำขาดๆกับรองเท้าทหาร เสื้อยืดดำทับแจ็คเก็ตหนังสีดำ สวมถุงมือหนังสีดำเปลือยนิ้ว และเครื่องประดับที่ทำจากโซ่และเงิน 


สิงห์มอเตอร์ไซค์ถอดหมวกกันน็อคออกมา เขาเป็นวัยรุ่นชายที่มีหน้าตาคมคาย ผมสีดำยุ่งเหยิง รูปร่างสูงเพรียวในขนาดไซด์มินิ แถมหูยังกางออกนิดหน่อย ดวงตาสีดำเปล่งประกายความสุขุม แต่ก็ฉายแววความกวนบาทา ชายหนุ่มจ้องดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะสะบัดหน้าเงยขึ้นมาด้วยความยียวน


“ โอ้โห! ไอ้เทพองค์ไหนมันนัดข้าไว้บ่ายโมงวะ! ไอ้เราก็รอร้อรอซะจนอ่อนใจ แล้วนี่มันกี่โมงแล้ว หา! เกือบจะสี่โมงเย็นแล้วเนี่ย ทุกที!! ตั้งแต่การประชุมสภายมโลกครั้งแรกจนมาถึงครั้งนี้  เอ็งนี่มันคงเส้นคงวาจริงๆนะ ไอ้คุณดิส ข้าล่ะนับถือในความด้านชาของเอ็งจริงๆ เอ้า ตบมือๆ ” วาจาหมาๆเอ่ยทักทายออกมาไม่ขาดสาย บวกกับลีลาการยียวนของอะนูบิส มรณเทพแห่งดินแดนไอยคุปต์ ทำเอาราชันย์ยมโลกถึงกับฉีกยิ้มออกมา 


ดิส คือชื่อเล่นที่เหล่าทวยเทพที่สนิทเอื้อนเอ่ยนามของเขาออกมา แต่ถ้าไม่ใช่ก็โปรดเรียกขานนามในวงการที่ทุกคนรู้จักกันดี ราชันย์ยมโลกแห่งดินแดนกรีก ผู้ปกครองอาณาจักรใต้พิภพ ฮาเดส 


 “ เอาน่าๆ อะนูบิส! ข้าก็มาถึงแล้วนี่ไง จะช้าหรือเร็ว ยังไงเราก็ไปทันประชุมสภายมโลกอยู่แล้ว สภาก็อยู่ตรงหน้าเราโทนโท่ จะเข้าไปเมื่อไหร่ก็ได้ มันไม่วิ่งหนีไปไหนหรอก แต่นัดของเพอร์ซิโฟเน่นะ มันสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับข้าเชียวน้า! ไอ้เทพที่ไม่มีแฟนแล้วพาลมาลงกับเทพองค์อื่นนะ ไม่มีวันเข้าใจหรอก ”


มรณเทพถอนหายใจกระฟัดกระเฟียด เขาอยากจะปรากฏตัวในร่างของหมาในสีดำขย้ำคอราชันย์ยมโลกผู้มากคารมองค์นี้เสียจริงๆ แต่อะนูบิสไม่คิดจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือให้เสียเวลา สิงห์มอเตอร์ไซค์แห่งไอยคุปต์ขึ้นไปประทับยังรถฮาร์เล่ย์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ฮาเดสหัวเราะฮึๆในลำคอพลาง ก่อนที่ราชันย์ยมโลกแห่งดินแดนกรีกจะบิดรถคาวาซากิพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


.......................................................................................


สองเทพเจ้าแห่งดินแดนความตายต่างขับมอเตอร์ไซค์ของตนซิ่งแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใครปานประหนึ่งพวกเด็กแว้นที่ให้ชาวบ้านด่าขรมและปารองเท้าใส่ กระทั่งรถของทั้งสองแล่นผ่านม่านหมอกรัตติกาลเข้ามาจอดยังอาคารขนาดเท่าสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง 


ตัวอาคารทั้งหลังก่อขึ้นมาจากหินออบซิเดียนที่ขัดอย่างเงางาม เสาหินที่สลักเรื่องราวของโลกหลังความตายในทุกปกรณัมตั้งตระหง่านค้ำฟ้าอยู่ยี่สิบต้น ฮาเดสเห็นเสาที่สลักเรื่องราวของตนเองก็ถึงกับต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย


ภาพตาลุงหนวดเฟิ้มหน้าตาถมึงทึงกำลังจูงหมาสามหัวอยู่เนี่ย…. ใครมันเป็นออกแบบเสานี้กันฟ่ะ


บานประตูไม้ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าก็พลันเลื่อนเปิดออกมาโดยอัตโนมัติ อะนูบิสจ้องมองฮาเดสด้วยสายตาเอาเรื่อง ก่อนที่จะเดินอาดๆเข้าไปข้างใน ฮาเดสเห็นเช่นนั้นก็ตรงหรี่ตามสิงห์มอเตอร์ไซค์ร่างเล็กเข้าไปข้างในทันที


ข้างในนี้ล้วนเต็มไปด้วยราชันย์ยมโลก จ้าวนรกและเทพเจ้าแห่งความตายจากทั่วทุกสารทิศ แสงสว่างจากคบเพลิง ตะเกียงและโคมระย้าส่องสว่างให้เห็นภาพเหล่าเทพเจ้าแห่งความตายจากทั่วทุกปกรณัมกำลังจับเข่าเม้าท์มอยเรื่องชาวบ้านอย่างสนุกสนาน ฮาเดสมองเหล่าทวยเทพผู้มาชุมนุมแล้วอดคิดอะไรไม่ได้ นี่มันงานชุมนุมเทพยมโลก หรือปาร์ตี้ชาวร๊อคกันแน่ฟะ!! ดูคุณเธอแต่ล่ะองค์ทรงเครื่องซิ ทั้งเสื้อดำ กางเกงดำ รองเท้าดำ เครื่องประดับที่ทำจากเงิน หรือแม้กระทั่งรอยสักที่เป็นรูปหัวกระโหลกสีดำก็ล้วนเหมือนกันหมดทุกองค์ราวกับมีใครมาก๊อบวางก๊อบวางเอาไว้ 


ก็รู้อยู่ว่าการเป็นเทพเจ้าแห่งยมโลกหรือความตายนั้นต้องอยู่กับโทนสีที่มันมืดมน แต่ใครมันเป็นคนบังคับและออกแบบให้เหล่าทวยเทพเหล่านี้แต่งกายด้วยโทนเดียวกันแบบนี้กันด้วย!


แต่จะว่าอย่างงั้นก็ไม่ถูก เพราะตอนนี้ฮาเดสเองก็ปรากฎตัวอยู่ในลุคของชายหนุ่มที่พร้อมจะไปจัดคอนเสิร์ตร๊อคอยู่ทุกเวลา ราชันย์ยมโลกมีผิวขาวซีด ผมสีดำยาวสลวย สวมเสื้อยืดสีดำรูปกะโหลกที่รายล้อมด้วยเปลวไฟสีขาว ทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดำ กางเกงยีนสีดำคาดด้วยเข็มขัดหนังสีดำที่หัวเข็มขัดทำมาจากเงินสลักเป็นรูปหัวกะโหลกสุดแวววาว รองเท้าหนัง และแว่นตากันแดดเท่ๆที่ได้แต่เอามาไว้เกี่ยวคออยู่ตลอดเวลา


ทั้งสองเดินฝ่างานเลี้ยงขนาดย่อมๆของเหล่าเทพเจ้าแห่งความตายไปหยุดอยู่ตรงหน้าสตรีนางหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวที่มีความสวยสะพรั่ง ผิวที่ขาวซีดเซียวตัดกับผมเกล้าสีแดงที่ปล่อยปอยผมลงนึดหน่อยให้ดูเก๋ไก๋ ใบหน้าเรียวยาวครึ่งซีกถูกปิดบังด้วยหน้ากากลวดลายหัวกะโหลก นางสวมเสื้อแขนกุดสีดำ กางเกงยีนสีดำดูสบายๆ รองเท้าผ้าใบสีดำ รอยสักรูปหัวกะโหลกประทับอยู่ต้นแขน นัยน์ตาสีโลหิตที่แฝงความหยิ่งผยองจับจ้องหนุ่มๆผู้มาเยือนพร้อมด้วยรอยยิ้มโปรยเสน่ห์


 “ มากันได้สักทีนะหนุ่มๆ ” นางเอ่ยพลางยืดแขนบิดขี้เกียจด้วยท่วงทีที่เซ็กซี่ ถ้าเป็นคนอื่นๆคงจะจับจ้องมองนางด้วยสายตาเป็นประกาย หาใช่เพื่อนซี้สององค์ที่เห็นกันมาตั้งแต่แรกเริ่มสนิทสนม


 “ เฮล! การประชุมเริ่มขึ้นหรือยัง? ” ฮาเดสเอ่ยถามเป็นการเป็นงาน แล้วเสียงระฆังก็ดังกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ เป็นอาณัติสัญญาณว่าถึงเวลา ได้ฤกษ์ประชุมสภายมโลกแล้ว เฮลหันมามองฮาเดสพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ


 “ นี่ยังไงล่ะ เริ่มขึ้นพอดีเลย ” ว่าแล้ว นางก็ผละออกจากสองเทพเจ้าหนุ่มสุนกวนทีน เดินอาดๆเข้าไปยังใจกลางห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าทันที ฮาเดสกับอะนูบิสก็ได้แต่เดินตามเทพียมโลกของชาวนอร์สไปติดๆ


เหล่าเทพเจ้าแห่งความตายส่วนใหญ่ยังคงจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างรื่นเริงตามปกติ ยกเว้นเทพเจ้าสิบองค์ที่มีรายชื่ออยู่ในการประชุมครั้งนี้ สิบองค์ที่เป็นตัวแทนจากประมุขยมโลกสิบปกรณัมสิบความเชื่อสิบอารายธรรมจากทั่วทุกมุมโลก


.......................................................................................


ภายในห้องแผ่บรรยากาศความเยือกเย็นออกมาเสียจนห้องโถงขนาดใหญ่แทบจะเย็นยะเยือก บนเพดานส่องระยิบระยับด้วยอัญมณีมีค่าจำนวนมากจากใต้พื้นพิภพ  ภายใต้โคมระย้าที่ทำจากกองกระดูกที่ส่องสว่างนั้น บัลลังก์หินภูเขาไฟสิบบัลลังก์ตั้งเรียงรายเป็นรูปตัวยู เหล่าผู้ปกครองยมโลกทั้งสิบต่างขึ้นไปประทับยังบัลลังก์ของตนทันที


ด้านซ้ายสุดคือสตรีผมสีดำในอยู่เครื่องแบบร๊อกเกอร์สาวสุดเท่ เอเรชคีกัล ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพอนูนนาคิ ถัดมานั้นก็คือคุณลุงขาร๊อคสุดเถื่อน อาราเวน  ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพอาวาลอน ฮาเดส ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพโอลิมปัสนั่งอยู่เป็นองค์ที่สาม ถัดมาคือสตรีเจร็อคสุดงามสะพรั่ง ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพโคจิกิ อิซานามิ และที่อยู่เป็นลำดับห้านั้นคือชายหนุ่มที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแบบเจ้าเล่ห์ ผมสีเขียวของเขาปัดไปปัดมามั่วซั่ว ตัวแทนประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพอีเดน เบลเซบับ 


อะนูบิส ตัวแทนประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพอามุนรานั่งอยู่ตรงข้ามกับฮาเดส ด้านซ้ายมือของอะนูบิสก็คือ เฮล ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพแอสการ์ด และถัดมาจากนั้นทางขวาคือชายร่างเล็กที่แต่งกายคล้ายผู้เสพความตาย สวมหน้ากากหัวกะโหลกพิลึกพิลั่น อาห์พุช เทพเจ้าแห่งความตายของชาวมายัน ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพชนเผ่าประจำปีนี้ 


ทางด้านขวามือของอะนูบิสนั้นคือชายวัยกลางคนใบหน้าถมึงทึงที่สวมเสื้อสูทสีดำทะมึน หนวดเคราสีดำของเขาตัดเล็มมาอย่างดี ประมุขยมโลกจากดินแดนมิติภพคุนหลุน เงี่ยมฬ่ออ๋อง และที่นั่งติดกับเบลซาบับนั้น คือชายวัยกลางคนที่แต่งกายดุดันมาดแมนแม้นเหมือนเสก โลโซทุกกระเบียดนิ้ยกเว้นผมขาวโพลนที่ตัดผมสั้นกับใบหน้าสุดดุดันภายใต้แว่นกันแดดสีแดงสุดจ๊าบ ประมุขยมโลกแห่งดินแดนมิติภพภารตะ ยม


“ เอาล่ะ! ” เบลเซบับเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ “ ในฐานะผู้ส่งเทียบเชิญ ข้า เบลเซบับ ตัวแทนของจอมประมุขซาตานแห่งมิติภพอีเดนก็ขอเปิดการประชุมสภายมโลกครั้งที่ 489 ขึ้น ณ บัดนี้ ” 


มีเสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่ผู้ปกครองยมโลก จนเบลเซบับต้องยกมือปรามขึ้นมา


 “ พี่น้องในสภาเอย! ” เบลเซบับว่า “ ข้ารู้ดีว่างานของพวกท่านแต่ล่ะองค์ล้วนรัดตัวกันทั้งนั้น แต่ที่ข้าต้องส่งเทียบเชิญไปนั้น ก็ด้วยมีเรื่องสำคัญระดับคอขาดบาดตายที่อยากจะปรึกษาพวกท่านจริงๆ ”


 “ เฮอะ! ” เอเรชคีกัลเอ่ยขัดขึ้น “ เบลเซบับ! งานครั้งนั้นเจ้าก็บอกแบบนี้ แล้วสุดท้ายเป็นยังไงเล่า! เรื่องคอขาดบาดที่เจ้าว่าที่แท้ก็เป็นแค่การทะเลาะกันงุ้งงิ้งของเหล่าบาปเจ็ดประการก็เท่านั้นเอง ”


“ แหม่! แต่ตอนนั้น มันก็หวุดหวิดจะทำให้นรกของข้าพังพินาศเชียวนะ พี่สาว! ” เบลเซบับพูดพลางส่งรอยยิ้มกวนบาทามาให้เอเรชคีกัลที่บัดนี้ใบหน้าเดือดดาลไปด้วยโทสะ


 “ นี่เจ้า!! ” เอเรชคีกัลเตรียมจะพุ่งไปตบเบลเซบับโทษฐานด่าตนว่าแก่ แต่มือของอาราเวนก็ปราดเข้าขวางซะก่อน


 “ ใจเย็นๆก่อนเถิด ท่านเอเรชคีกัล ” 


“ อาราเวนพูดถูกแล้วน่า อาเจ๊ ” เงี่ยมฬ่ออ๋องพูดพลางลูบเคราตนเองด้วยท่าทีสุขุม “ ครั้งที่พวกบาปเจ็ดประการแตกคอกันนั้น มันคือหายนะชัดๆ เหมือนดั่งสุภาษิตโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่า….  ” 


 “ อย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ ใช่! ลึกซึ้งมากเงี่ยมฬ่ออ๋อง ข้าฟังเจ้าพูดประโยคนี้มาเป็นพันๆครั้งเห็นจะได้ล่ะมั้ง! ” ฮาเดสขัดขึ้นมา ทำเอาเงี่ยมฬ่ออ๋องถลึงตามองราชันย์ยมโลกของกรีกด้วยสายตาดุดัน


 “ อาฮาเดส! ลื้อสร้างความเสื่อมเสียให้กับพวกเรามามากพอแล้วนะ วีรกรรมแต่ล่ะอย่างที่ลื้อก่อไว้นั้นล้วนแต่สร้างความด่างพร้อยให้กับสภายมโลกเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าจะเป็นการดีกับเหล่าประมุขยมโลกองค์อื่นๆ ลื้อจงเก็บปากของลื้อเอาไว้ใช้ระรานวงศ์เทพโอลิมเปียนของลื้อตามเดิมเถิด! ”


เบลเซบับเห็นฮาเดสกำลังจะปริปากพูดออกอะไรออกมานั้น ก็รีบชิงพูดดักก่อนที่จะได้เห็นการโต้วาทีกันระหว่างปรัชญาสุดคมคายกับปรัชญาสุดกวนทีน


 “ เอาล่ะๆ ตอนนี้เรามาเข้าเรื่องที่เป็นประเด็นกันก่อนดีกว่า ท่านเงี่ยมฬ่ออ๋อง! ท่านฮาเดส! และก็ท่านหญิงเอเรชคีกัล ได้โปรดสงบวาจาของท่านลงก่อนเถิด ” เมื่อเทพเทพีทั้งสามปิดปากลง เบลเซบับก็เริ่มเปิดประเด็นออกมาด้วยน้ำเสียงเครียดๆ


“ เอาล่ะๆ คือตอนนี้พวกท่านก็รู้กันแล้วใช่ไหม ว่าบัดนี้ได้เกิดความวุ่นวายไปทั่วทุกมิติภพ สืบเนื่องจากระบบโยงใยความตายเกิดทำงานผิดพลาดขึ้นมา ”


“ ระบบมันไม่เคยทำงานผิดพลาดนะครับท่านเบลเซบับ!! ก็พวกสภา... ” อาห์พุชลุกพรวดขึ้นมา เบลเซบับยกมือเป็นสัญญาณจนเทพแห่งมายันสงบปากลงพร้อมกับกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง


“ เรื่องมันอยู่ตรงที่ตอนนี้ทั่วทั้งมิติภพเกิดความปั่นป่วนจากการสู้รบกันระหว่างเทพเจ้ากับเหล่าคู่อริเก่าอย่างอสูรและปีศาจ ”


“ ซึ่งเจ้าก็เป็นปีศาจเหมือนกันนิ เบลเซบับ! หนึ่งในปีศาจแห่งบาปเจ็ดประการซะด้วย แต่ก็นะ ปีศาจที่สามารถส่งเทียบเชิญนัดมีตติ้งเหล่าทวยเทพยมโลกทุกตำนานได้อย่างสบายๆแบบนี้ ก็น่าคบอยู่หรอก ” ปากสุนัขของอะนูบิสยังคงทำงานเป็นปกติดี ซึ่งนั้นทำเอาเฮลที่นั่งอยู่ใกล้ๆอยากจะยกบัลลังก์ทุ่มใส่เทพเจ้าวัยคะนองฮอร์โมนพลุ่งพล่านองค์นี้เสียจริงๆ 


เบลเซบับสะบัดผมตามสไตล์เจ้าชายแห่งขุมนรกสุดเท่ “ ก็ใช่แหละ ตอนนี้ทุกมิติภพปั่นป่วนไปหมดแล้ว ”


“ เออ เบลเซบับ เจ้าได้แต่พูดคำว่า ‘ทุกมิติภพเกิดการปั่นป่วน’ มาเกือบจะเป็นรอบที่สิบแล้วนะ ” ฮาเดสเอ่ยขัดขึ้นมา ทำให้เบลเซบับตวัดสายตามายังราชันย์ยมโลกด้วยความขุ่นเคือง


“ เข้าเรื่องเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีพลังอำนาจอยู่มหาศาลบวกกับชีวิตที่เป็นอมตะอย่างไรก็ตาม แต่พวกเราก็ไม่ควรไปสร้างความเสียหาย ไม่ซิ... ต้องเรียกว่าความวินาศตันตะโรให้แก่มิติภพอื่นๆเลยนะทุกท่าน! เพราะว่าสิ่งที่พวกท่านกระทำกันนั้นมันส่งผลกระทบมาถึงโลกและมนุษย์อันเปราะบางด้วย พี่น้องในสภาเอ๋ย! ข้าพึ่งจะทราบข่าวด่วนมาว่า เออ... ข้าว่าข้าอธิบายแล้วอาจจจะไม่เคลียร์ ”


ว่าแล้ว เบลเบซับก็โบกมือไปยังใจกลางห้องสภา ทันใดนั้น กองเพลิงที่ตั้งอยู่กลางห้องสภาก็พลันลุกโพลงส่องสว่างเรืองรองขึ้นมา ก่อนที่จะกองไฟจะฉายภาพเทวดาตนหนึ่งกำลังรายงานสถานการณ์ข่าวเข้มประเด็นร้อนและเรื่องซุบซิบในสวรรค์ให้เหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลายทั่วมิติภพได้ฟังกัน


     จากสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างทวยเทพและอสูร ทางคณะสภาปฐมเทพอาวุโสได้มีมติให้เหล่าทวยเทพและอสูรจงยุติเรื่องราวความบาดหมางทั้งหมดลงเดี๋ยวนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่โลกมนุษย์ อันเป็นศูนย์กลางของทุกมิติภพไปมากกว่านี้ อีกทั้งทางสภาจะขอร้องกึ่งบังคับให้เหล่าทวยเทพ อสูรและเหล่าผู้เป็นอมตะทุกท่านเลิกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับมิติภพอื่นได้แล้ว หาไม่แล้ว! ทางคณะสภาจะทำการชะล้างโลกมนุษย์ขึ้นมาใหม่ 


     หรือถ้าผู้เป็นอมตะผู้ใดคิดจะฝ่าฝืนหรืออยากลองดีกับทางสภา ทางคณะสภาก็อาจจะทำการถอดความเป็นอมตะออกจากผู้นั้น หรือไม่ก็อาจจะต้องใช้มาตราการขั้นเด็ดขาดจัดการ หวังว่าเหล่าทวยเทพ อสูรและเหล่าผู้เป็นอมตะทั้งหลายจะปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ได้ตีตราเอาไว้กันนะจ๊ะ 

ลงชื่อ คณะสภาปฐมเทพอาวุโส


“ หมายความว่าไง? จะให้พวกเราทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมเหมือนลูกแมวเชื่องๆยังงั้นหรือ? นี่มันไม่ใช่สไตล์ของพวกเราเลยนะทุกท่าน แล้วไม่ใช่ว่าปฐมเทพพวกนี้เข้าสู่การนิราศกันไปหมดแล้วหรือไง ” อาราเวนโพลงออกมาอย่างเหลืออด เหล่าประมุขยมโลกองค์อื่นๆต่างนั่งเงียบ ยกเว้นยมที่เอ่ยออกมาอย่างสุขุม


“ ไม่หรอก! ท่านอาราเวน ปกติแล้วพวกปฐมเทพเนี่ยจะไม่เข้ามาข้องเกี่ยวกับพวกเราหรือมิติภพต่างๆมากนัก ถ้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตคอขาดบาดตายแบบเรื่องตะกี้จริงๆ ข้าเชื่อว่าพอลงประกาศนี้เสร็จ พวกปฐมเทพเหล่านั้นก็จะกลับสู่นิราศอีกครั้งในทันที 


“ เรื่องนี้ข้าพอเข้าใจนะท่านยม ” อะนูบิสก็เอ่ยขัดขึ้นมาบ้าง “ แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ การที่เหล่าเทพอสูรสู้รบกันในดินแดนมิติภพของตัวเองเนี่ย มันไปหนักหัวของเหล่าปฐมเทพอะไรหนักหนา!! ”


“ แสดงว่าเจ้าไม่รู้จักแร๊กนาร๊อคเลยซินะ ” เฮลส่ายหน้าไปมาอย่างระอา


“ ไอ้ที่มันเป็นเกมนะหรือ ” อะนูบิสสวนกลับตามสไตล์เกรียนทันควัน เฮลแทบอยากจะปิดหน้าแล้วแทรกแผ่นดินหนีไปให้ไกลจริงๆ (ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วยมโลกต่างๆจะตั้งอยู่ใต้พื้นดินล่ะนะ) เฮลจะไม่แปลกใจเลยถ้าเหล่าปฐมเทพจะทำการลบเลือนอะนูบิสออกไปจากระบบผู้เป็นอมตะ ก็ดูนิสัยกวนพระบาทผสานวาจาปากสุนัขของคุณเธอดูเซ่!!


“ แร๊กนาร๊อคเป็นมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่เกือบจะล้างบางมิติภพของข้า.... ” เฮลพยายามอดกลั้นโทสะที่มีอย่างเหลือล้นไม่ให้มันทะลักออกมา “ สงครามครั้งนั้นทำลายภพภูมิทั้งเก้าในมิติภพของข้าซะสิ้น ในคราวนั้น เหล่าสภาปฐมเทพได้ทำการฟื้นฟูมิติภพของข้าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รวมถึงการมอบชีวิตอมตะให้กับเหล่าผู้วายชนม์ในสงครามครั้งนั้นอีกด้วย ”


“ มิน่าเล่า! ” อิซานามิว่า “ เหล่าปฐมเทพจึงไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ระหว่างเทพและอสูร ยิ่งในตอนนี้ พวกอสูรดันมีสภาพเป็นอมตะเหมือนดั่งเช่นพวกเราด้วยแล้ว เหล่าปฐมเทพอาจเกรงว่าพวกเราจะไปสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกมนุษย์อีกรั้ง เพราะถ้าเกิดโลกยิ่งเสียหายขึ้นเท่าไหร่ คนที่มีหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูก็คงจะหนีไม่พ้นเหล่าปฐมเทพพวกนั้นเป็นแน่ ข้ารู้ดีว่างานฟื้นฟูโลกนั้นมันแสนจะเหนื่อยยากขนาดแค่ไหน ข้าเข้าใจแล้วล่ะว่าที่พวกเขาออกมาประกาศไม่ให้พวกเราไประรานผู้เป็นอมตะจากมิติภพใดๆก็ตามนั้น เพราะไม่อยากให้โลกนี้เกิดความเสียหายไปมากนี้เหมือนดั่งในมหาสงครามแร๊กนาร๊อคอีก 


“ แต่ในยุคที่ศรัทธาสูญสิ้นไปแบบนี้ พวกเราเหล่าผู้เป็นอมตะจะใช้ชีวิตกันยังไงให้มันซู่ซ่าสว่างสดใสสนุกสุดเหวี่ยงล่ะ! ให้มานั่งห่อเหี่ยวเป็นอีแก่อย่างงี้ไปชั่วกัปชั่วกัลป์อย่างงั้นเหรอ? น่าเบื่อจะตายชัก!! ” อะนูบิสโวยวายตามประสาวัยรุ่นอายุห้าพันปี 


เบลเบซับรีบตัดบทก่อนที่หัวข้อสนทนามันจะลอยทะเลไปมากไกลกว่านี้ “ หวังว่าพวกท่านทุกองค์จะปฏิบัติตามคำสั่งของทางสภากันนะ เอาล่ะ ข้าจบการประชุมแต่เพียงเท่านี้!! ”


แต่! เบลเบซับก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าการห้ามเหล่าผู้เป็นอมตะนั้น มันยิ่งกว่าการห้ามไม่ให้ลิเวอร์พูลกับแมนยูทะเลาะกันในศึกวันแดงเดือดซะอีก เหล่าผู้เป็นอมตะนะเหรอ! จะยอมปฎิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด 


จำเจ! น่าเบื่อจะตายชัก! ยิ่งตอนนี้พวกเขาอยู่ในยุคที่ศรัทธาแทบจะไม่มีผลอะไรกับชีวิตอมตะอันแสนยาวนานของพวกเขา 


ยังไงก็ตามเหล่าทวยเทพก็จะหาเรื่องทำวีรเกรียนใส่ทวยเทพองค์อื่นๆโดยไม่ให้เหล่าปฐมเทพจับได้แน่!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

17 ความคิดเห็น