ตอนที่ 12 : เทพ & อสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 95
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    2 ก.ค. 62

บทที่ 11
เทพ & อสูร

คุเคยได้ยินเรื่อง หยินหยาง บ้างไหม?  


ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนแต่ถูกสร้างมาเพื่อควบคุมสมดุลแก่กันและกัน แสงสว่างกับความมืดมิด ความดีงามกับความต่ำทราม ก่อกำเนิดเป็นทวยเทพกับเหล่าอสูร ที่มักจะสัประยุทธ์กันจนฟ้าดินปั่นป่วนอยู่สม่ำเสมอ.....


อินทรา ประมุขแห่งทวยเทพ ผู้ถือครองอำนาจสูงสุดจากมิติภพภารตะ ยืนถอนหายใจอย่างหนักหน่วงในขณะคุมการขนย้ายอสูรผู้ตกสงสัยที่ส่อจะเป็นภัยต่อความมั่งคงแห่งเขาพระสุเมรุ ท่ามกลางการรักษาการณ์อย่างแข็งขันของเหล่าทวยเทพจากเทวสภา


เสียงซาวด์เพลงระทึกๆดังกระหึ่มขึ้นมาพร้อมๆกับเสียงของเฮลิคอปเตอร์สวรรค์นับสิบ ทันทีที่ประตูรถบรรทุกนักโทษถูกเปิดออก เทวดาหน่วยสวาทหลายองค์ก็ช่วยกันพาตัวยักษ์น้ำแข็งตนหนึ่งออกมา


เป็นที่ทราบกันดีว่า ยักษ์น้ำแข็งนั้นเป็นอสูรจากดินแดนโยธันไฮม์ หนึ่งในภพภูมิทั้งเก้าแห่งมิติภพแอสการ์ด ซึ่งเป็นศัตรูสุดฉกาจของเหล่าทวยเทพแห่งแอสการ์ด โดยเฉพาะวงศ์เทพอีเซอร์ของโอดิน แต่ตามกฎบัญญัติของทางคณะสภาปฐมเทพอาสุโวแล้ว ถ้าเกิดเห็นผู้เป็นอมตะตนใดที่ส่อจะเป็นภัยต่อความมั่งคงของมิติภพนั้นๆ ให้ประมุขแห่งทวยเทพ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจสูงสุดจับกุมตัวมาสอบสวนได้ตามอัธยาศัยโดยไม่ต้องสนว่าผู้เป็นอมตะตนนั้นจะมาจากมิติภพใดก็ตาม 


นั้นก็เป็นผลดี…..


แต่ยักษ์น้ำแข็งตนนั้น แม้ว่าจะถูกทรมานมากเพียงไหร่ มันก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลย ไม่ซิ มันขยับปากออกมาแต่เพียงรอยยิ้มสยองที่ชวนให้นึกถึงแต่ภาพฆาตกรโรคจิต ราวกับว่านี้เป็นเพียงเรื่องบันเทิงเรื่องหนึ่งสำหรับมันเท่านั้น ทำให้การสอบสวนของเหล่าทวยเทพจากเทวสภาเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งนัก


“ ไอ้เจ้านี่นะหรือ? ที่เราจะต้องรีดข้อมูลจากมัน ” ลุ่ยกงเอ่ยอย่างเคร่งเครียด เขารู้แต่เพียงว่างานรับจ้างสารพัดของเขาได้รับการจ้างวานมาด้วยราคาแสนพิเศษ แต่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า งานที่จะต้องทำคือการสอบสวนอสูรที่ยิ้มระรื่นแบบยักษ์โรคจิตตนนี้


นี่…. นี่มันเข้าข่ายจะเป็นภัยต่อความมั่งคงระหว่างมิติภพแล้วนะ


หนุมานพยักหน้า เทพวานรมองดูยักษ์น้ำแข็งตนนี้ผ่านม่านกระจกที่กั้นอยู่ด้วยสายตาเงียบๆใช้ความคิด


“ อืม วายุเทพ บิดาของข้าได้รับแจ้งมาว่า มีกองกำลังยักษ์น้ำแข็งกลุ่มหนึ่งมาด้อมๆมองๆแถวชายแดนมิติภพแห่งนี้ พวกมันอาจจะไปสมทบกับกองกำลังอสูรของวฤตระ เวปจิตติ หิรัญยักษ์ หรืออาจจะของราวณะ (ทศกัณฐ์) บิดาข้าจึงไปจับยักษ์น้ำแข็งตนหนึ่งมาเพื่อเค้นข้อมูล แล้วผลมันก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี้ล่ะ… ”


อะนูบิสทำหน้าสีครุ่นคิดไม่ต่างจากเทพทั้งสอง “ ดูถ้าการทรมานให้สารภาพจะไม่ได้ผลนะ ดูหน้าพี่แกซิ หน้ายิ้มระรื่นแบบนี้นะหรือ คืออสูรที่ถูกเหล่าทวยเทพจับกุมมาสอบสวน เจ้านั่นนะ อาจจะกำลังคิดหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่อยู่เป็นแน่ ”


“ แล้วเราจะทำยังไงดี ” หนุมานถาม แต่กลับได้รับเสียงหัวเราะสุดร้ายกาจจากมรณเทพออกมาแทนคำตอบ


“ ทำไมเราไม่ลองเล่นตำรวจดีตำรวจเลวดูล่ะ ”


“ แล้วใครจะเล่นบทเป็นตำหนวดเลวล่ะน่อ ” ลุ่ยกงเอ่ยถามสหายเรียบๆ ซึ่งเทพเจ้าทั้งสองก็ได้เล็งตัวเอาไว้แล้ว หนุมานและอะนูบิสต่างประสานสายตามาทางคนพูด พร้อมกับแผ่รังสีความกดดันออกมาเป็นจำนวนมาก


เทพอสุนีเหมือนรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ก็รีบโวยวายออกมาทันที “ ไม่เอาเฟ้ย! ทำไมต้องเป็นตูด้วยล่ะ!! 


 หนุมานหัวเราะฮึๆๆในลำคอ พร้อมกับกดไหล่ลุ่ยกงไม่ให้หนีไปไหนได้ “ เอาน่าลุ่ยกง ถ้าเจ้าทำให้ผู้ต้องหารับสารภาพได้ เดี๋ยวข้าจะบอกอินทราเทพให้ขึ้นค่าจ้างเจ้าเป็นสองเท่า ”


‘เงินสองเท่า’ พอจะทำให้ลุ่ยกงตัวลอยขึ้นมาบ้าง หนุมานได้โอกาสจึงคว้าหมับเข้าตรงฮู้ดเสื้อโค้ทของเทพอสุนี แล้วจับลุ่ยกงโยนเข้าไปในห้องสอบสวนทันที โดยมีอะนูบิสที่คอยเปิดประตูคอยท่าอยู่แล้ว


ทันทีที่ร่างหล่นลงดังตุ้บ ลุ่ยกงก็แทบจะร้องจ๊ากทันทีที่สายตาของเขาประสานกับสายตาสุดคลุ้มคลั่งเข้าอย่างจัง เทพอสุนีรีบถอยกรูดออกมาอย่างรวดเร็ว สติของเขาในตอนนี้หลุดลอยไปอย่างรวดเร็วๆ พอๆกับปีกทั้งสองที่จู่ๆก็หุบลงมากะทันหัน ลุ่ยกงหันไปชำเลืองยังสหายร่วมสาบานทั้งสอง (ถึงแม้ว่าตามที่สาบานจะเป็นพี่น้องกันก็เหอะ) ก็พบกับการส่งกำลังใจมาให้ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน


เอาวะ!! เป็นไงเป็นกัน


เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลุ่ยกงก็รีบลุกขึ้นมาอย่างรักษาฟอร์ม


จะเล่นบทโหดๆใช่ไหม ได้! เอ็งรู้จักพี่น้อยไปซะแล้ว ไอ้สอง!!


ว่าแล้ว ลุ่ยกงก็ตบลงที่โต๊ะอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงตวาดที่ดังสนั่นไปทั่วทั้งปฐพีออกมา “ รีบๆสารภาพมาสักทีซิวะไอ้กร๊วกนี่! มานั่งนิ่งเป็นหุ่นที่ไม่มีปากแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันวะ จะดูถูกเทพเจ้าอย่างเราก็ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะไอ้โล้นเอ้ย!!! อยากถูกพ่อเฉือนทิ้งมากนักเหรอไงมึง!! แล้วไอ้รอยยิ้มกวนส้นเท้าแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันฟ่ะ!! ข้านะ เป็นถึงแม่ทัพสวรรค์แห่งมิติภพคุนหลุนเชียวนะเฟ้ย! กะอีแค่ยักษ์น้ำแข็งกระจอกๆแบบนี้ มันไม่คณามือพี่หรอกน่า! ไม่มีอสูรตนใดในใต้หล้านี้ที่จะรอดพ้นต่อเพลิงพิโรธของลุ่ยกงได้หรอก ถ้ามึงยังไม่รีบปริปากมาตอนนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปราณีก็แล้วกัน!! ”


พร้อมกันนั้น ลุ่ยกงก็ลุกพรวดขึ้นมา ทั้งค้อนและลิ่มก็ปรากฏขึ้นที่มือของเทพอสุนี ประกายไฟฟ้าจำนวนมหาศาลประจุออกมาจากสองเทพศาสตรา บรรยากาศในห้องสอบสวนจากที่เคยเยือกเย็นก็กลับเดือดพล่านขึ้นมาชั่วพริบตา


เทพเจ้าทั้งสองที่ยืนมองเหตุการณ์ผ่านม่านกระจกก็ถึงกับตะลึง แต่ลุ่ยกงกลับกระหน่ำยิงอสุนีออกมาอย่างเมามัน สายฟ้าจำนวนมากต่างพุ่งไปทำลายกำแพงห้องสอบสวนอย่างไม่ชิ้นดี ก่อนที่มันจะกลับมาคงสภาพเดิมไว้ได้อีกครั้งด้วยพลังมนตราของเหล่าเทพเจ้า (แหงล่ะ คงไม่มีมิติภพไหนที่จะเนรมิตห้องสอบสวนออกมาโดยไม่ได้ใส่ระบบมนตรารักษาความปลอดภัยเข้าไปหรอกน่า)


เมื่อยิงอสุนีออกมาหนำใจแล้วนั้น ลุ่ยกงก็กลับมานั่งปกติพลางตะคอกใส่ยักษ์น้ำแข็งอีกครั้ง “ แหนะ! ยังจะนิ่งอยู่ได้ ไอ้นักเขียนมันไม่ได้ใส่บทมาให้มึงหรือยังไงกันวะ! ข้านะไม่มีเวลาว่างมาเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้กับเจ้าหรอกนะ!! นิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้อัพถี่ๆเหมือนนิยายชาวบ้านเค้านะโว้ย!! ต้องเขียนบทกันส่งๆไปตามอารมณ์ของคนเขียน ถึงมึงจะมาแค่ตอนเดียวก็เหอะ ก็อย่าย่ามใจไปนะเฟ้ย!! ยังไง คนอ่านก็จดจำข้าได้ดีกว่าเจ้าก็แล้วกัน ถ้าเข้าใจแล้วล่ะก็ ก็รีบคายความลับออกมาซักทีซิวะ มัวแต่อมพะนำเชี่ยอะไรอยู่ได้!! ”


“ เออ.. นี่มันพูดเรื่องอะไรของมันวะ ” หนุมานเอ่ยอย่างเซ็งๆ

ในขณะที่อะนูบิสได้แต่ถอนหายใจออกมา “ นี่มันมาบ่นให้ฟังมากกว่านิ ”


“ เนี่ยนะ ก็อยากจะเล่นก็อดออฟวอร์ให้จบทั้งสามเหมือนกันนะ ยังไม่ได้เคลียร์เกมเลย แล้วต้องมาอดทนทำงานรับจ้างสารพัดอยู่เนี่ย ต้องอดทนเก็บความอยากเอาไว้แล้วต้องมานั่งคุยกับคนอย่างมึงอยู่เนี่ยไงเล่า!! ”


“ เออ ข้าว่ามันชักจะออกนอกประเด็นแล้วนะ ” หนุมานพูดพร้อมกับไฟโทสะที่โหมกระหน่ำขึ้นมา แต่ลุ่ยกงที่อยู่ในห้องสอบสวนกลับยิ่งพล่ามน้ำลายแตกฟอง


“ ที่ต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบนี้ ก็เพราะข้ามันจนไง จะไปจีบอีน้องคนงามคนไหน ก็โดนปิดประตู๋ดังปั้งทั้งนั้น ก็ข้ามีให้แค่นี้ มีเพียงแค่เท่านี้ ไม่มีมากมายดังใครมีนิหว่า พวกนางชอบอ้างเหตุผลว่า รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกินล่ะ ใช่ซิ เรามันจนก็จนต่อไป ใครจะรวยเท่าใด ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด ” ว่าแล้ว ลุ่ยกงก็เอาแต่ทุบโต๊ะพลางสะอื้นออกมาชนิดที่ว่า เอ็งเอารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมไปเลยเหอะ ในขณะที่ทั้งหนุมานและอะนูบิสก็ยิ่งยืนแผ่รังสีอำหมิตออกมาจากข้างนอก


ในขณะที่กำลังเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์อยู่นั้นเอง ลุ่ยกงก็พลันได้ยินเสียงฮัมเพลง ‘คนจนผู้ยิ่งใหญ่’ ดังกังวานมาจากทางด้านหน้า เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็พบเจ้ายักษ์น้ำแข็งตนนั้น ที่ส่งรอยยิ้มสยองมาให้พร้อมกับน้ำเสียงที่อ่อนโยน (?)


รวยล้นกระทำตนเหลวไหล ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นแต่ผู้ยิ่งเลว… อย่าพึ่งยอมแพ้ซิครับ มีจนก็วัดใจใครไม่ได้หรอกครับ ถึงคุณจะจน แต่ถ้าคุณรวยน้ำใจ คุณก็คือคนจนผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เหรอครับ ทุกข์หรือสุขมันอยู่ที่ใจของเราครับ เพียงหาหัวใจให้เจอ เราก็เป็นสุขแล้ว ”


เพียงคำพูดไม่กี่คำของเจ้ายักษ์น้ำแข็ง ก็ทำเอาลุ่ยกงถึงกับทรุดเลยดีเดียว นี่มันอะไรกัน ทำไมห้องสอบสวนนี่ถึงได้แผ่รังสีบางอย่างออกมา อา นี่มัน พระผู้มาโปรด พระผู้มาชี้ทางให้กับเหล่าสรรพสัตว์ที่ทุกข์ยาก….


ลุ่ยกงโค้งคำนับให้กับยักษ์น้ำแข็งอย่างนอบน้อม ก่อนที่จะเดินออกจากห้องสอบสวนด้วยอารมณ์ที่ผ่องใส


แต่นั้นก็ไม่ช่วยให้หนุมานพุ่งรี่มาหาเขาพร้อมกับบาทาความเร็วสูง


หนุมานเอ่ยอย่างหงุดหงิดในขณะกำลังประเคนฝ่าเท้าใส่ลุ่ยกงคณานับ “ เอ็งต้องไปเป็นตำรวจเลวให้มันสารภาพซิเฟ้ย ไม่ใช่มานั่งสารภาพบาปซะเอง โดนมันล้างสมองหมดแล้วหรือไงวะ!! ”


 “ อย่างน้อย อสูรทุกตนก็ไม่ได้เลวร้ายไปหมดนะ ดูอย่างเขาซิ นี่มันความคิดระดับขงจื๊อ ความเมตตาระดับโพธิสัตว์กวนอิมเลยนะ ”


“ โว้ยยย!!! ” หนุมานยิ่งคำรามอย่างหงุดหงิด แต่อะนูบิสกลับห้ามเอาไว้


“ ใจเย็นก่อนซิหนุมาน ข้าว่าเราเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนก่อนดีกว่าไหม ”


“ ไม้อ่อนหรือ? ” หนุมานถามอย่างงุนงง แต่คนถามกลับเต็มไปความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม


“ ใช่ เดี๋ยวตำรวจดีคนนี้จะจัดการให้เอง ”


จู่ๆ ซาวด์ก็กระหึ่มขึ้นมา จากซาวด์ระทึกๆกลับกลายซาวด์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ อะนูบิสยืนกอดอกอย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่มีตัวอักษรโผล่ขึ้นมาว่า ‘หมวดอะนูบิสผู้อารี’


 ว่าแล้ว หมวดอะนูบิสผู้อารีก็เปิดประตูเข้าไปยังห้องสอบสวนด้วยท่าทีสุภาพที่สุดเท่าที่ทำได้


“ นายคงจะหิวมากซินะ อาหารที่นี่คงจะไม่ถูกปากนายใช่ไหม เอ้า! ”


ว่าแล้ว หมวดอะนูบิสผู้อารีก็โบกมือไปยังโต๊ะสอบสวน ทันใดนั้น ข้าวราดทงกัตสึสุดกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยซอสจนฉ่ำไปทุกอณู พร้อมกับส่งกลิ่นสุดหอมฉุยก็พลันปรากฏขึ้นมา 


“ กินซะซิ! ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ” ว่าแล้ว อะนูบิสก็เนรมิตบุหรี่ขึ้นมาคีบตามฟอร์มตำรวจสุดเท่ (ทั้งๆที่ตัวเองสูบบุหรี่ไม่เป็น) หมวดอะนูบิสผู้อารีก็เริ่มพล่ามไปตามประสา


“ ลูกชายฉัน อายุอานามก็น่าพอๆกับนายแล้วล่ะนะ พอเห็นหน้านายแล้ว มันก็ชวนให้คิดถึงลูกยังไงก็ไม่รู้ ” พูดพลางอะนูบิสก็ปาดคราบน้ำตาที่เริ่มไหลพรากๆออกมา ไม่ใช่เพราะเขาซาบซึ้งในเรื่องที่พูดหรอกนะ แต่เป็นเพราะอะนูบิสแพ้ควันชนิดรุนแรง เจอควันที่ไหน น้ำตามันได้ไหลพรากๆออกมาโดยอัตโนมัติ


“ เพราะมีพ่อไม่เอาไหนอย่างฉันแท้ๆ ที่คอยเคี่ยวเข็ญให้เขาไปเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูสนี่ออนไอซ์ แรลลี่ตีกอล์ฟ พอก่อนนะ หายใจไม่ทัน เอาเป็นว่าเป็นเพราะฉันแท้ๆที่ชอบไปโอ้อวดกับชาวบ้านว่าลูกชายคนนี้ดีเด่นกว่าใครๆ จึงกลายเป็นภาระของเขาในการเรียน 16 ชั่วโมงต่อวัน แถมยังต้องไปเรียนเสริมโน้นนี่นั่นถึงตีสาม แล้วต้องตื่นขึ้นมาเรียนอีกทีตอนตีห้า จนวันหนึ่ง เขาลืมรับเงินจากแม่ของเขา จึงต้องแอบไปสอยต้นมะม่วงของศาสตราจารย์สเนป (เดี๋ยวๆ ทำไมพลอตเรื่องมันดูคุ้นๆฟ่ะ) จึงถูกศาสตราจารย์สเนปจับส่งไปอยู่ยังคุกโรงเรียน (ชัดเลย! มึงก๊อปเขามาชัดๆ)


ภรรยาของฉันเจ็บป่วยออดๆแอดๆอยู่แล้ว พอทราบข่าวของเจ้าลูกชายตัวดี อาการของเธอทรุดหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ในขณะที่ฉันนั่งเฝ้าอาการอยู่นั้นเอง ในใจก็คิดโกรธลูกชายที่นำแต่เรื่องเฮงซวยเข้ามาสู่ชีวิต แต่ภรรยาผู้แสนดีกลับจับแขนของฉันเอาไว้ พร้อมเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาที่เต็มด้วยความอ่อนโยน 


“ คนเป็นพ่อแม่ ไม่มีวันโกรธเกลียดลูกได้ลงคอหรอกค่ะ เวลาลูกทำสิ่งดีๆ คนที่ดีใจและชื่นชมที่สุดก็คือพ่อแม่ ในตอนที่ลูกทำผิด คนที่เสียใจและแค้นเคืองที่สุดก็คือพ่อแม่เช่นกัน ” ”


แม้จะดัดเสียงเป็นผู้หญิงแล้ว แต่น้ำเสียงของอะนูบิสก็ยิ่งสั่นเครือพร้อมด้วยน้ำตา (ด้วยอาการแพ้ควันอย่างรุนแรง) ก่อนที่มรณเทพจะหยุดพูดลงเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลพรากออกมาราวกับคนร้องไห้ฟูมฟาย


จู่ๆ เจ้ายักษ์น้ำแข็งก็ลุกพรวดขึ้นมา แม้ร่างจะถูกพันธนาการเอาไว้อย่างแน่นหนา แต่มันก็อาศัยเท้าที่ไม่ได้ถูกโซ่ล่ามปลอบประโลมอะนูบิสอย่างเห็นอกเห็นใจ


“ ร้องไห้ออกมาเลยครับ บาดแผลแม้มันจะสร้างความเจ็บปวด แต่มันก็สร้างความเข้มแข็งได้ในคราวเดียวกันล่ะกัน บางทีน้ำตามันไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอหรอกครับ แต่มันคือการระบายสิ่งที่อัดอั้นเอาไว้ในใจต่างหาก จงใช้น้ำตาเพื่อสร้างความเข้มแข็งและกล่าวข้ามความเจ็บปวดไปให้ได้นะครับ ”


คำพูดที่อ่อนโยนของเจ้ายักษ์น้ำแข็งที่มีรอยยิ้มโรคจิตประดับใบหน้าตนนี้เหมือนศรพราหมาสตร์ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงพร้อมเสียบแทงจิตใจของอะนูบิสหมดสิ้นแทบทุกอณู จนร่างของอะนูบิสเหมือนปลิวกระเด็นออกมาจากห้องสอบสวนอย่างรวดเร็ว


เหล่าเทพเจ้าที่ยืนดูที่ตรงหรี่มาซ้ำเติมมรณเทพด้วยสหบาทาจำนวนมาก


“ ไม่ได้เรื่อง! เอ็งแพ้ควันไม่ใช่เหรอ ไอ้อะนูบิส! แล้วจะเนรมิตบุหรี่มาคีบมาทำแป๊ะอะไรกันฟ่ะ คิดว่าดูเท่มากนักเหรอ!! ” ลุ่ยกงเอ่ยอย่างหงุดหงิดพลางบรรจงช้อนร่างของอะนูบิสลงสู่ดงตีนของสองเทพเจ้าอย่างไยดี


หนุมานมองสถานการณ์ในห้องสอบสวนด้วยความหงุดหงิดมากกว่าเดิม


นี่มันอะไรกัน? ทำไมกลยุทธ์ตำรวจดีตำรวจเลว หรือไม้อ่อนไม้แข็งของพวกเขาถึงใช้ไม่ได้ผลกันนะ แม้จะใส่ไม้แข็งเข้าไปเต็มเหนี่ยว หรือสาดไม้อ่อนเข้าใส่อย่างนุ่นละมุนแล้วก็ตาม แต่ทำไมอสูรตนนี้ถึงได้… รับมือกับเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างสบายๆ แถมยังเล่นงานสหายของเขากลับมาอย่างหมดสภาพอีกด้วย


หรือว่า ทางฝ่ายนั้นก็มีไม้อ่อนไม้แข็งที่มีชั้นเชิงกว่าฝ่ายของทวยเทพ!!


ถ้างั้นทางฝ่ายเทพเจ้าก็ต้องใช้ไม้อ่อนและไม้แข็งให้เร็วกว่าฝ่ายอสูร….


นึกได้ดังนั้น หนุมานก็พุ่งตัวไปยังห้องสอบสวนด้วยความเร็วเต็มสปีด พร้อมเตะโต๊ะสอบสวนที่มีข้าวราดทงกัตสึที่หมวดอะนูบิสผู้อารีเอามาให้อย่างไม่ไยดี


“ มัวแต่อมพะนำแบบนี้ มันเสียเวลานะเว้ย! รีบคายความลับมาซะดีดีๆ ”


พร้อมกันนั้น กำปั้นของหนุมานก็พุ่งตรงไปยังยักษ์น้ำแข็งผู้ต้องหาด้วยความสูง แต่ทันใดนั้นเอง ลุ่ยกงก็ผลักอะนูบิสเข้าไปรับหมัดของหนุมานเข้าเต็มๆ เปิดจังหวะให้เทพอสุนีรีบพุ่งเข้าไปรับร่างของยักษ์น้ำแข็งเพื่อหลบออกจากการซ้อมของหนุมานทันที


“ ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ ปลอดภัยดีนะ ”


ทันทีที่เท้าของเทพเจ้าทั้งสามตกถึงพื้น ยักษ์น้ำแข็งตนนั้นก็เอ่ยออกมาอย่างงุนงง


“ เออ… ไม่ทราบว่าเมื่อตะกี้นั้นกำลังเล่นอะไรกันอยู่เหรอครับ ท่าทางจะน่าสนุกดีนะครับ แต่ว่าทุกคนมาพร้อมหน้าแบบนี้ก็ดีแล้วนะครับ มานั่งคุยกับผมหน่อยซิ ผมนะเหงาเหลือเกิน!


‘เหงา’ คำคำเดียว ทำเอาทั้งหนุมาน ลุ่ยกง และอะนูบิสถึงกับรู้สึกราวกับมีคลื่นพลังอันมหาศาลบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวยักษ์น้ำแข็งตนนั้น เหงา… อสูรอย่างมันเนี่ยนะจะรู้สึกเหงา มันเป็นไปไม่ได้ เทพเจ้าทั้งสามต่างถูกคลื่นพลังอันมหาศาลของมันซัดซะจนไม่อาจจะต้านทานลงได้ ใช่ซิ พื้นฐานของอสูรมันคือสาย M แผนไม้อ่อนไม้แข็งที่ทำกันมานั้นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับมันเลย!!


แบบนี้ต้องเล่นแบบสาย S เท่านั้น!!


เทพเจ้าทั้งสามต่างรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อพุ่งเข้าจัดการเจ้ายักษ์น้ำแข็งที่นั่งนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนตนนั้น ต่างฝ่ายเรียกเทพศาสตราที่ทรงพลานุภาพของฝ่ายตนออกมา ในนาทีนี้ตายเป็นตายฟ่ะ...


 “ เออ ขออภัยด้วยครับ ” จู่ๆ ก็มีเทวดาองค์หนึ่งโผล่พรวดเข้ามายังห้องสอบสวน “ ดูเหมือนว่าเราจะจับมาผิดตนนะครับ ยักษ์น้ำแข็งตนนี้เป็นเพียงพลเมืองดีที่มาท่องเที่ยวยังมิติภพของเราเท่านั้น แต่หน้ามันดันคล้ายกับกองกำลังยักษ์น้ำแข็งที่อาจจะยกมาสมทบกับกองกำลังพวกอสูรของมิติภพเรา ก็เลยเกิดความเข้าใจกันผิดนิดหน่อยนะครับ พอดีมีคนมายืนยันตัวแล้ว ต้องขออภัยด้วยจริงๆนะครับ เดี๋ยวทางเราจะพาตัวยักษ์น้ำแข็งผู้ตกสงสัยมาให้ซ้อมต่อนะครับ ”


อึ้งกันห้องสอบสวน...... 


โดยมีร่างอันสะบักสะบอมของยักษ์น้ำแข็งผู้น่าสงสารนอนสลบเหมือดอยู่...... 


ไม้อ่อนไม้แข็งดูถ้าจะไม่ได้ผลเลยซินะ

เป็นแค่อสูรปล่อยคำคมยามมิตรแท้เกิดท้อแท้กับชีวิตงั้นซินะ

เป็นเพียงอสูรที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลางั้นซินะ

เป็นแค่เพียงอสูรคนดีศรีสังคมงั้นซินะ


นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฟะเนี่ยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #8 Muramaza (@Muramaza) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 20:00
    มุขนี้มันคุ้นๆนะ
    #8
    0
  2. #7 woragun36308 (@woragun36308) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 17:06
    ทำไมเอ็งเป็นคนเลวแบบนี้ไรท์เอาอสูรน้ำแข็งคืนมา
    #7
    0