ตอนที่ 88 : เรื่องอื้อฉาวของ "จมื่นราชามาตย์"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 560
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    15 พ.ย. 61

เพลงยาวบัตรสนเท่ห์ เป็นเพลงยาวที่แฉพฤติกรรมของ จมื่นราชามาตย์ หรือ พระยามหาเทพ (ทองปาน) ขุนนางในรัชกาลที่ 3


เพลงยาวฉบับนี้เดิมไม่มีชื่อเรียก คนเขาเรียกตามเนื้อหาและลักษณะของกลอน นั่นคือเป็นบัตรสนเท่ห์เขียนลงกระดาษ แล้วนำไปปิดไว้ที่ทิมตำรวจหน้า (คล้ายๆสำนักงานตำรวจในอดีต) เพื่อเป็นการประจาน แต่เนื้อหาไม่หยาบคาย จึงเป็นที่กล่าวถึงและท่องจำกันได้ในหมู่ผู้นิยมกาพย์กลอนข้อความเป็นเพลงยาว โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้แต่งเพลงยาวนี้คือ พระมหามนตรี (ทรัพย์) ต่อมาเพลงยาวนี้ได้รับการพิมพ์ลงในหนังสือวชิรญาณวิเศษ


เรื่องของพระยามหาเทพ (ปาน) นี้ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ท่านจดเอาไว้ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 3 ดังนี้ 


.....เจ้าคุณนั้นก็ทำยศเหมือนอย่างในหลวง ผูกแพใหญ่ขึ้นบนเรือที่ปากคลองหน้าบ้าน แล้วก็ลงมานั่งอยู่ในแพ มีหม่อมๆละครและมโหรี ห่มแพรสีทับทิมลงมาหมอบเฝ้าดูผ้าป่าอยู่หน้าแพ ก็เป็นการเอิกเริกอย่างใหญ่ในแผ่นดิน ครั้งหนึ่ง ถึงโดยว่าเจ้าและขุนนางผู้ใหญ่จะทำบ้างก็ไม่ได้เช่นนั้น 


และเมื่อปีฉลู ตรีศกนั้น กรมหมื่นอัปษรสุดาเทพ เป็นถึงพระราชบุตรีโปรดปรานมาก คนก็เข้าพึ่งพระบารมีแทบทั้งแผ่นดิน ทำผ้าป่ากระจาดใหญ่ขึ้นที่หน้าพระตำหนักน้ำครั้งหนึ่ง ก็ยังสู้พระยามหาเทพไม่ได้ พระยามหาเทพทำครั้งนั้น ก็เพื่อจะลองบุญวาสนาว่า ตัวกับกรมหมื่นอัปษรสุดาเทพ ผู้คนจะยำเกรงนับถือใครมากกว่ากัน……


ตามพระราชพงศาวดารนั้นแสดงว่าพระยามหาเทพ (ปาน) นั้น เห็นจะเป็นขุนนางโปรดปรานมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 2 และมีบารมีมากถึงได้ทำตัวกร่างไปมาแบบนี้ (แม้แต่รัชกาลที่ 3 ก็คงจะทรงทราบ นี่เป็นอุทาหรณ์ว่าขุนนางข้าทูลละอองธุลีพระบาทนั้น ดีก็มี ชั่วก็มี พระเจ้าแผ่นดินท่านก็คงจะทรงหนักพระราชหฤทัยอยู่ไม่น้อย)


มิเสียทีที่เขามีวาศนา
แต่เหนๆได้เป็นขุนนางมา
ไม่เหมือนราชามาตย์ในชาตินี้
ประกอบหมดยศศักดิ์แลทรัพย์สิน
เจ๊กจีนกลัวกว่าราชาเสรษฐี
เมื่อชาติก่อนได้พรของหลวงชี
จึงมั่งมีดูอัศจรรย์ครัน


แสดงว่าเขาเป็นเจ้าพ่อขนาดใหญ่ที่คนจีนยังเกรงกลัวมากกว่า ราชาเสรษฐี (พระยาโชฎึกราชเศรษฐี – เจ้ากรมท่าซ้าย) ซึ่งบังคับบัญชาพวกจีน


จะเข้าวังตั้งโห่เสียสามหน
ตรวจพลอึกทึกกึกก้อง
ห่อผ้ากาน้ำมีพานรองหอก
สมุดชุดกล้องร่มค้างคาว


(สมัยก่อนข้าราชการจะได้รับพระราชทานข้าวของเครื่องใช้มาจากพระเจ้าแผ่นดิน สิ่งของเหล่านี้จึงใช้นำมาอวดกันในหมู่ข้าราชการ)


ถนนกว้างสี่วามาไม่ได้
กีดหัวไหล่ไกวแขนให้ขัดข้อง
พวกหัวไม้เห็นกลัวหนังหัวพอง
ยกสองมือกราบออกราบดิน

ด้วยอำนาจราชศักดิ์นั้นหนักหนา
ถ้าเข้าคาแล้วแต่ล้วนเป็นสัตย์สิ้น
มีทหารชาญชัยใจทมิฬ
ดังจะกินเนื้อมนุษย์สุดภิภพ

"ไชยภักดี"ว่าที่ขุนต่างใจ
ทั้งนอกในไว้เวรก็เจนจบ
"ศรีสังหาร"พนักงานการจำคบ
"แสนใจรบ"รับเรียกค่าฤชา

ทั้งสามนายยอมตายในใต้เท้า
มิเสียทีมีบ่าวคราววาศนา
เคยเชื่อใจไว้วางต่างหูตา
รู้อัทธยาอาไศรยน้ำใจนาย


ก็เห็นได้จากเพลงยาวนี้ว่า ไม่ว่าเป็นคุณหลวงหรือคุณพระ ถ้าเข้าคาของพระยามหาเทพแล้ว ถ้าไม่รับสารภาพ ก็จะถูกเอาเข้าขื่อคาทรมานจนต้องรับหมด


พระยามหาเทพ (ปาน) มีลูกน้องซึ่งยอมตายในใต้เท้าอยู่สามนายชื่อ 

"ขุนไชยภักดี" ทำหน้าที่คล้ายเลขานุการคนสนิท 

"ขุนศรีสังหาร" พนักงานจำตรวนขื่อคาทรมานลงโทษ

 "ขุนแสนใจรบ" พนักงานเรียกค่าฤา (ค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับเฉพาะตัวบุคคล)


ถึงวันพระไม่ชำระความในวัง
ออกมานั่งหอนอกออกแขกเมือง
พวกทนายเรียงรายของกำนัล
เจ๊กนั่นจีนนี่มีหลายเรื่อง

เฮ้ยบ่าวอุปราชใครขาดเคือง
พวกหัวเมืองขัดสนขนไปกิน
ปลูกเรือนเหมือนกับถวายฎีกา
นึกคอยวาศนาเมื่อน่ากฐิน

ปลูกบ้านใหญ่โตเหมือนพระราชวัง ห้องหับใหญ่โตเหมือนท้องพระโรงที่ใช้รับถวายฎีกาจากราษฎร


เนื้อหา ในเพลงยาวนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า "สะท้อน ภาพการปฏิบัติราชการของผู้ยิ่งใหญ่ในกรมพระตำรวจไว้อย่างสมบูรณ์


 ...การเห่อยศศักดิ์ คลั่งในอำนาจวาสนา กระทั่ง เก็บเอาเด็กสาวมาเลี้ยงเป็นนางบำเรอ รีดเงิน รีดของกำนัล การจับประชาชนที่ทำเหมือนเสือจับเหยื่อ ระบบการทรมานและซ้อมผู้ต้องหา


เพลงยาวแผ่นนี้ พระยาบำเรอภักดิ์ สมัยนั้นเรียกกันว่า พระยาบำเรอภักดิ์ตกกระ เพราะท่านตกกระไปทั้งหน้าตาและแขน เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 3 เพราะมีผู้คน และ ขุนนางพากันมุงอ่าน ท่านจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย


พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ คืนให้นำไปปิดไว้ดังเก่า รับสั่งแต่เพียงว่า "เขาหยอกกันเล่น" มิได้กริ้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเล่ากันมาถึงพระบรมราชปรีชาพร้อมพระราชสุขุมคัมภีรภาพ ทั้งทรงวางพระองค์เป็นกลาง (อาจเพราะทรงทราบอยู่แล้วถึงสันดานของพระมหาเทพ แต่เมื่อเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และมิได้มีความผิดถึงขั้นต้องลงพระราชอาญา หรือถอดถอน ทั้งการทำโทษแก่คนโทษก็เป็นหน้าที่ของพระยามหาเทพอยู่ จึงมิได้ทรงเอาเรื่องเอาราว)


จนกระทั่งพระยามหาเทพ (ปาน) แพ้ภัยตนเอง เพราะไปรังแกจีนค้าฝิ่น จับแล้วรีดเอาเงินทอง พอเห็นจีนมั่งมีขึ้นก็จับมารีดเอาอีก พวกจีนเจ็บแค้นจึงคิดกันตั้งตนเป็นตั้วเหี่ย ต้องปราบปรามกันเป็นการใหญ่ โปรดฯให้พระยามหาเทพออกไปปราบ เลยไปถูกพวกจีนยิงตายซะเลย พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 3 ก็ยังได้บรรยายไว้ว่าไม่มีใครไปช่วยเหลือ บุตรภรรยาก็มัวแต่ทะเลาะวิวาท แย่งชิงสมบัติกัน หลวงเสนาวานิช ซึ่งอยู่ที่นั่นด้วยเห็นว่าไม่มีผู้ใดทำหีบ ก็ไปเรียกบ่าวไพร่ของตัวมาช่วยต่อหีบขึ้น จึ่งได้ไว้ศพ อันนี้เป็นที่น่าสังเวชอย่างหนึ่ง


.......กล่าวไว้เพื่อให้ท่านทั้งหลายสืบไปภายหน้ารู้ไว้ การเบียดเบียนข่มเหงคนทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อน เมื่อตนยังปกติมีชีวิตอยู่ พอสุขสบายไปได้ สิ้นชีวิตไปแล้ว ทรัพย์สินเงินทองเครื่องใช้ บ่าวทาส ก็ผันแปรเป็นอย่างอื่นไป บุตรก็ไม่ได้สืบตระกูล และบ้านเรือนใหญ่โตก็เป็นป่าหญ้าไปทั้งสิ้น.......

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #208 เด็กหงส์ (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 22:39
    นี้แหละหนา จุดจบของคนคอรัปชั่น
    #208
    0