วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,918 Views

  • 413 Comments

  • 880 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,582

    Overall
    159,918

ตอนที่ 58 : วงศ์เทวราช : พระราชนิพนธ์ล้อเลียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1073
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 พ.ย. 61

บทละครเรื่องวงศ์เทวราช เป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 เมื่อปีวอก พ.ศ. 2427 


เมื่อคราวทรงประชวร จึงทรงหาหนังสือกลอนที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาอ่าน จนพบกับบทละครเรื่องวงศ์เทวราชของ หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม  สุขยางค์) 


แต่ทรงสังเกตเห็นข้อวิปลาสมากมาย อันเป็นมูลเหตุให้พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชนิพนธ์ล้อเลียนต่อโดยทรงนำเรื่องขบขันจากบุคคลจริงมาแต่ง 
.
.
.
.
.
.
.
นับแต่บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอเริ่มจับความไปตามเรื่องตามสไตล์เกรียนของข้าพเจ้าล่ะกัน เอ้า! เชิด!



กล่าวถึงฤษีตนหนึ่งนาม พระพรหมลิขิตมุนี บำเพ็ญญาณที่เชิงเขายุคนธรมานานแสนปีเลยนะเออ วันหนึ่งตาแกอยากจะขยับแข้งขยับขาออกกำลังกายซะบ้างจึงลุกขึ้นเดินจงกรมแผ่ญาณไปตลอดสี่ทิศจนกระทั่งถึงสวรรค์ชั้นดุสิต 



เทวดาทั้งหลายต่างโปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์มาบูชา จนกระทั่งมีดอกมณฑาทิพย์ดอกหนึ่งร่วงหล่นลงมาตกอยู่ตรงหน้า พระมุนีรู้ว่าข้างในดอกไม้นั้นมีนางฟ้าอยู่ จึงขอให้ดอกไม้นั้นบานออกดอกไม้ก็บานออกมาให้เห็นนางฟ้าตนนั้น



นางเล่าว่า นางนั้นเป็นข้าพระอิศวร วันหนึ่งไปเก็บดอกไม้แล้วเดินเพลินไปไกลจากเขาไกรลาสซ้ำยังไปแอบอู้งานข้างทางซะอีก จึงถูกพระอิศวรถีบตกจากสวรรค์และสาปให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ใช้กรรมในโลกเป็นการลงโทษ พระฤษีจึงเลี้ยงดูเสมือนลูกสาวพร้อมตั้งชื่อให้ว่า นางมณฑา



ตัดฉากไปที่ พระอินทร์ ในวันที่ดอกมณฑาทิพย์ตกลงไปนั้น พระแท่นกลับเด้งสปิงขึ้นมาเอง พระอินทร์จึงเบิกเนตรวงแหวนดูก็รู้ว่ามีนางฟ้าองค์หนึ่งไปเกิดในโลกมนุษย์จึงรีบลงไปเกี้ยวพาราสี + ซั่มนางอย่างรวดเร็ว โดยเทพบุตรที่ลงมากับพระอินทร์ได้เข้าไปจุติในครรภ์ของนางทันที



เมื่อแน่ใจว่านางท้องแน่แล้ว พระอินทร์จึงเสกปราสาททองให้อยู่ อีกทั้งยังเสกจักรแก้วคมกรดออกมาป้องกันเมือง และมีนายประตูคอยคุ้มกันภัย แถมโปรโมชั่นพิเศษเป็นบุษบกที่เหาะเหินเดินอากาศได้ให้นางไว้ใช้  ต่อมา นางฟ้ามณฑาก็ถึงกำหนดคลอด ตาฤษีก็รีบตะลีตะลานมาช่วยเป่าเสกมนต์คาถาให้นางบรรเทาอาการเจ็บปวดจนนางคลอดลูกชายออกมาเป็นชายน่ารัก



เมื่อพระกุมารเจริญวัยได้ 13 ปี (โปรดสังเกตว่ายังไม่มีชื่อ) ก็สงสัยว่าพ่อตัวเองเป็นใครกันแน่ จึงถามเด็จแม่ดู เด็จแม่ก็ตอบไปว่าพ่อเจ้าคือพระอินทร์ ถ้าอยากจะพบ เพียงออกชื่อพระอินทร์ออกมา พระกุมารได้ฟังก็ดีใจจึงรบเร้าให้เด็จแม่เชิญเด็จพ่อลงมา นางฟ้ามณฑาจึงตั้งจิตอธิษฐานถึงพระอินทร์แล้วออกนามพระอินทร์ออกมา



ฝ่ายพระอินทร์ได้ทราบ ก็ชักชวนบรรดาเทวดานางฟ้าในสวรรค์เหาะลงไปเมืองของนางฟ้ามณฑากับพระกุมารพร้อมกัน ว่าแล้วพระอินทร์ก็สั่งให้ พระวิษณุกรรม สร้างเมืองใหม่ให้เป็นของขวัญลูกชาย กว้างยาวด้านละเก้าโยชน์ (144 กม.) 



เมื่อสร้างเสร็จ ก็ได้เวลาของปาร์ตี้! ดังในคำกลอนดังนี้ 

ครั้นเสร็จแล้วนางสุวรรณมณฑา
เรียกบ๋อยเทวามาสั่งพลัน

ท่านจงเอาโต๊ะฝรั่งที่อย่างใหม่
กับเครื่องแก้วเจียระไนอันฉายฉัน
ทั้งเก้าอี้ลักตามาเรียงรัน
กับส้อมช้อนมริกันที่อย่างดี

เมื่อครั้นปาร์ตี้เทวดานางฟ้าเสร็จ ก็ทำพิธีบายศรีเวียนเทียนสมโภชพระกุมารโดยมีพระมาตุลีเป็นเจ้าพิธี พลางตั้งให้ว่า วงศ์เทวราช



เมื่อเสร็จงาน ก็ถึงเวลานำนางฟ้ามณฑากลับสู่สวรรค์แล้ว แต่หากจะปล่อยให้วงศ์เทวราชอยู่คนเดียวในเมืองที่ไม่มีไวไฟ ไม่มี play station ก็กลัวว่าลูกจะเหงา จึงชุบครุฑกับม้า ให้อยู่เป็นเพื่อน



และพระอินทร์ก็รับสั่งแก่วงศ์เทวราชว่าจะสอนมนตร์อย่างหนึ่ง เรียกว่า มนตร์มหาจินดา สามารถเรียกสัตว์ป่าให้มาชุมนุมกันตามต้องประสงค์ ให้แก่วงศ์เทวราช (สังข์ทอง เป๊ะๆ) พร้อมกับประทานแก้วจินดามณี จักร และพระขรรค์  



ส่วนนางฟ้ามณฑาได้มอบแหวนวงหนึ่งให้แก่ลูกชายด้วยวงหนึ่งพร้อมบอกว่า แหวนนี้มีฤทธิ์ หากสวมที่นิ้วก้อยก็จะกลายร่างเป็นหญิง หากสวมที่นิ้วขวาจะกลายเป็นชาย วงศ์เทวราชรับแหวนแล้วสวมที่นิ้วชี้ และแล้วแก๊งค์เทวาจะจรลีกันกลับสรวงสวรรค์ทันที



ส่วนวงศ์เทวราช เมื่อครั้นเด็จพ่อเด็จแม่จากไปแล้ว ก็ชวนครุฑกับม้าไปเดินเล่นที่ป่าให้สบายใจ 


แต่วงศ์เทวราชอยากจะลองวิชาจึงร่ายมนตร์มหาจินดาเรียกสัตว์ในป่ามาชุมนุมกัน ซึ่งมีพระยาวานรขาวตัวหนึ่ง มีฤทธิ์มาก มีตรีเพชรเป็นอาวุธชื่อ สังขปัด (รามเกียรติ์ เป๊ะๆ)



สังขปัดวานรเกิดรุ่มร้อนด้วยฤทธิ์มหาจินดามนตร์ก็ออกมาจากเงื้อมผาที่อาศัย ครั้นเห็นวงศ์เทวราช ก็แผลงเกรียนให้กายสูงใหญ่เทียมตะวัน ท้าวงศ์เทวราชให้มาไฝว้กัน วงศ์เทวราชไม่ยอมรบด้วย แต่ให้น้องม้าสุริกานต์ออกไปรบแทน สุดท้ายสังขปัดก็ถูกม้าสุริกานต์ถีบจนตาย



วงศ์เทวราชกลับสลดใจที่เห็นวานรตายกันมากมายถึงหยิบเอาแก้วจินดามณีมาเสกเป็นน้ำทิพย์แล้วรดที่ศพสังขปัดและพลวานรให้ฟื้นคืนชีพ   เมื่อวานรเหล่านั้นฟื้นขึ้นก็พากันมากราบขอขมาโทษวงศเทวราช  วงศเทวราชให้อภัยแก่พวกวานรและสังขปัด  พญาวานรพร้อมกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายจึงถวายตัวเป็นข้ารับใช้  



ต่อไปจะกล่าวถึง ท้าวมหานพสูร ซึ่งเป็นยักษ์มีเก้าเศียร สิบหกกร ครองเมืองสมุทคีรีซึ่งอยู่ใกล้ทะเลตรงบริเวณปากน้ำคงคา ใกล้เมืองนี้  ยังมีภูเขา 2 ภูเขา เป็นภูเขาเงิน (หิรัญคีรี) กับภูเขาทอง (สุวรรณคีรี ไม่ใช่ซอสนะ!!) และมีถ้ำแก้ว  



ท้าวมหานพสูร มีน้องชายสุดเลิฟชื่อ ท้าวสาตราสูร เป็นยักษ์มีเจ็ดเศียร สิบสองกร  มีตำแหน่งเป็นเจ้านายฝ่ายหน้า กินเมืองกึ่งหนึ่งของท้าวมหานพสูร   



ท้าวมหานพสูร มีลูกสาวอายุสิบสี่ปีชื่อ นางบุศบง อยู่มาคืนหนึ่ง ท้าวมหานพสูรสลิปปิ่งฝันไปว่าพระอินทร์ขี่ม้าเหาะมาประทับตรงหน้า  มือข้างหนึ่งถือดวงแก้วมามอบให้ท้าวมหานพสูรแล้วเหาะจากไป ดวงแก้วนั้นส่องรัศมีสุกใสส่องสว่างไปทั่วปราสาท ท้าวเธอจึงได้มอบดวงแก้วดังกล่าวแก่ลูกสาว ครั้นพอตื่นขึ้นมาก็ให้โหรช่วยทำนายฝันให้ทันที
 


โหรหลวงได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็รีบทำนายสุบินทันที ได้ความว่า จะมีกุมารอันมีฤทธิ์เดชเกรียงไกรปราบได้ทั้งสี่ทิศ  มากด้วยบุญบารมี  มาสู่เมืองสมุทคีรีนี้ (นัยว่ากุมารนี้เกิดมาจิ้นเป็นคู่กับพระธิดา) แต่กุมารดังกล่าวจะทำให้ท้าวเธอตกใจและขุ่นเคืองใจเสียก่อน
  


ท้าวมหานพสูรได้ทรงฟังโหรหลวงทำนายแล้วจึงนำธนูชัยประจำเมืองสมุทคีรีไปไว้ที่ยอดเขาหิรัญคีรีกลางมหาสมุทรแล้วขออธิษฐานว่าหากใครยกธนูนั้นได้คงจะเป็นเนื้อคู่ของพระธิดา  



เมื่อวงศ์เทวราชทราบเรื่องจึงปลอมตัวเป็นแม่ค้าขนมหวานเข้าไปดูตัวนางบุษบง ก็ชอบพอกัน ท้าวนพสูรทราบเรื่องจึงให้ลงโทษทั้งสององค์ แต่วงศ์เทวราชช่วยนางหนีมาได้ 



และแล้วก็เกิดสงครามระหว่างยักษ์กับมนุษย์ สังขปัดเป็นแม่ทัพรบกันอยู่หลายครั้ง(รามเกียรติ์ เป๊ะๆ) จนในที่สุดท้าวนพสูรถูกจับได้จึงยอมแพ้ และจัดให้มีการยกศรต่อไป วงศ์เทวราชยกศรได้ จึงได้เตรียมการพิธีอภิเษก จัดการจัดกองบอลลูนไปรับนางบุษบงมาที่เมืองของตน

บาลูนเอยบาลูนชัย
กลมใหญ่สูงเยี่ยมเทียมเวหา
ข่ายรัดด้วยไหมวิไลตา
พื้นแดงดูจ้าจับอัมพร

เจ้าเมืองต่างๆก็เดินทางข้ามาไม่ว่าจะเป็น 

สุลต่านสุวิทธิไชย กับ นางเวฬู แห่งเมืองสุบรรณบรรพต 
คิงโยเซฟ กับ ควีนไรท์ แห่งเมืองกรอบสเกต 
อุ่นอ๋อง กับ ก๋งจู้ แห่งเมืองจีน


แต่แล้วสังขปัดกลับหลงรักควีนไวท์ จึงส่งสารรักมอบให้แก่นาง ควีนไวท์ผู้ชอบของแปลกก็มีไมตรีตอบ และหลงรักพญาลิงมากกว่าคิงโยเซฟ

อันมนุษย์บุรุษทั้งผอง
เราได้เคยลองมานักหนา
แต่ยังไม่ได้พบมักฏา(ลิง)
จักมีรสโอชาฉันใด

จำกูจะเล่นลองดู
ให้รู้ว่ารสชาติเป็นไฉน
ตริเสร็จทรงอักษรทันใด
แล้วพับใส่ในซองผนึกพลัน


สังขปัดจึงได้ทำอุบายเผาเมืองชิงนางทำให้เกิดไฟไหม้ในพระนคร ผู้คนอลหม่านหนีกันไปคนละทางสองทาง แขกเมืองหนีกลับประเทศกันหมด นางบุษบงไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหนีไปบวชเป็นชีซะอย่างนั้น (อิเหนา เป๊ะๆ)



วงศ์เทวราชหลบไปถึงเมืองบางซื่อ ได้ปลอมชื่อเป็นคงญวน และลอบเข้าไปในวังแอบซั่มพระธิดา เลื่อนลอยฟ้า



ต่อมาวงศ์เทวราชก็ถูก เทพเป๋อ พระเจ้าอาของนางเลื่อนลอยฟ้าจับตัวได้ ม้าวิเศษกับสีหราชตามไปช่วยหนีออกมาได้ทัน จึงออกติดตามหานางบุษบงต่อไป



ทั้งหมดได้เดินทางมาถึงอาศรมของ พระธรรมภาณฤาษี ซึ่งมีบุตรี 2 คนคือ นางวันงอ กับ นางแสงจันทร์แจ่ม จึงซั่มไปเป็นชายาอีกทั้ง 2 คน แล้วพากันออกติดตามจนพบนางบุษบง ได้สึกชีและเดินทางกลับบ้านเมือง (ที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว)



ต่อมาเทพเป๋อติดตามมารบ จึงถูกฆ่าตาย (ไม่รู้จะมาทำไม) วงศ์เทวราชสงสารจึงใช้แก้วสารพัดนึกชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้น แล้วได้จัดการอภิเษกนางเลื่อนลอยฟ้า พร้อมกับนางวันงอ และนางแสงจันทร์แจ่ม บุตรีพระฤาษี ถ้านับนางบุษบงด้วยก็รวมเป็นชายา 4 องค์
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #187 เด็กหงส์ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 21:33
    ว้าว...
    #187
    0