วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,391 Views

  • 412 Comments

  • 879 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,055

    Overall
    159,391

ตอนที่ 226 : "เหี้ย" ในวรรณคดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61

เหี้ย (Water monitor) เป็นสัตว์เลื้อยคลานในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย จนถึงอินโดจีน และเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย 
.
.
.
.
.
ปัจจุบันจำแนกวงศ์ออกได้ประมาณ 78 ชนิด ที่พบในไทยมีทั้งสิ้น 6 ชนิด ได้แก่



เหี้ย (Water monitor)
: มีขนาดใหญ่ ดำน้ำและว่ายน้ำเก่ง มีลายดอกสีเหลือง

ตะกวด (Bengal monitor)
: ไม่ชอบลงน้ำ สีน้ำตาลหรือสีดำ (ไม่มีลาย)

เห่าช้าง (Roughneck monitor lizard)
: มีสีดำเข้ม มีเกล็ดที่บริเวณหลังคอตะปุ่มตะป่ำ

เหี้ยดำ / มังกรดำ (Black Dragon)
มีลักษณะคล้ายเหี้ย มีสีดำด้านทั้งตัว พบได้เฉพาะบริเวณชายทะเลหรือป่าชายเลน

ตะกวดเหลือง / แลนดอน (Yellow monitor)
: มีนิ้วเท้าสั้น และลำตัวสีเหลือง ชอบอยู่เฉพาะที่แห้งแล้งหรือพื้นทราย

ตุ๊ดตู่ (Dumeril's monitor)
: มีขนาดเล็ก ปลายปากถึงคอจะมีสีส้มหรือสีแดงเข้ม
.
.
.
.
เหี้ยและตะกวดปรากฎอยู่ในตำนานต่างๆในแถบเอเชียอาคเนย์มาอย่างช้านาน


ใน “โคธชาดก” โพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญาเหี้ย อาศัยในจอมปลวกใกล้อาศรมของดาบสดี ทุกวันจะไปอาศรมเพื่อฟังธรรม ต่อมาดาบสดีได้ย้ายไปที่อื่น แล้วมีดาบสเชี่ยมาแทน วันหนึ่งชาวบ้านปรุงอาหารจากเนื้อเหี้ยไปถวาย
 
เมื่อดาบสเชี่ยทานก็ติดใจ จึงวางแผนฆ่าพญาเหี้ยที่มาฟังธรรมเสมอ แต่พญาเหี้ยรู้ตัว เลยหนีออกมา แล้วติเตียนดาบสเชี่ย
.
.
.
.
ใน จุลปทุมชาดก” โพธิสัตว์เสวยชาติเป็นปทุมกุมาร มีน้องชายหกคน ถูกเด็จพ่อระแวงว่าจะชิงบัลลังก์ จึงเฉดหัวเจ็ดพี่น้องพร้อมเมียออกจากเมือง

ระหว่างรอนแรม เหล่ากุมารตกลงเฉือดเมียครั้งละคน เพื่อนำมากินประทังชีวิต (โคตรดาร์ก!!)

เมื่อถึงคิวปทุม พระเอกได้พาเมียหนีไปปักหลักที่อื่น ต่อมาปทุมได้ช่วยชีวิตโจร แต่เมียกลับเป็นชู้กับโจร และผลักปทุมให้ตกเขา ด้วยสกิลพระเอก ปทุมได้รับความช่วยเหลือจากพญาเหี้ย และช่วยนำพระเอกกลับไปครองราชย์

วันหนึ่ง ปทุมพบกับเมียและชู้มารอรับทาน ก็คิดจะลงโทษ จึงสั่งให้เอาชายชู้ใส่ลงตะกร้าผูกติดกับศีรษะของหญิงชั่วไม่ให้ปลงลงจากศีรษะได้ แล้วให้เนรเทศทั้งคู่ออกจากเมืองไป
.
.
.
.
ใน “ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา” พูดถึงปฐมกษัตริย์เขมรอันมีชาติกำเนิดเดิมเป็นตะกวด

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเดินทางมายัง “เกาะโคกทลอก (Kouk Thlok)” ระหว่างกำลังฉันภัตตาหารอยู่นั้น ตะกวดได้กลิ่นก็คลานมาหา พุทธองค์จึงให้อาหาร ครั้นมันได้กินก็แลบลิ้นออกมา

พุทธองค์จึงทำนายว่า ต่อไปเกาะโคกทลอกจะเป็นนครใหญ่ ส่วนตะกวดนั้นจะเกิดเป็นมนุษย์ และจะขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์

ต่อมา ตะกวดไปเป็นเป็นพระทอง (Preah Thong (Kaundinya I)) ได้แต่งงานกับนางนาค (Neang Neak (Queen Soma)พญานาคจึงช่วยสร้างเมืองชื่อกรุงกัมพูชาธิบดี
.
.
.
.
ในรามายณะนั้นเล่าถึง กษัตริย์สายสุริยวงศ์นาม นฤคะ (Nriga) ชอบการบริจาคทานมาก 

ครั้งหนึ่งความซวยบังเกิด เมื่อนฤคะมอบวัวให้กับพราหมณ์คนหนึ่ง แต่ด้วยความสะเพร่าของลูกน้องทำให้โคที่จะให้กลับเดินกลับมายังพิธี

นฤคะจึงเผลอมอบโคที่เคยให้กับพราหมณ์ A ให้กับพราหมณ์ B ต่อทันที จึงถูกสาปให้กลายเป็น เหี้ยไปพันปี จนกว่านารายณ์อวตารจะมาช่วยเหลือ 

ศรีรามจึงมาช่วยให้พ้นคำสาป
.
.
.
.
ในโลกวรรณคดี เจ้าฟ้ากุ้งได้เขียนถึงความตะมุตะมิของน้องเหี้ยและน้องตะกวดไว้ใน “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” ว่า

ตะกวดเหี้ยเมียเข้าไข่
ในโพรงไม้ได้เปนรัง
ตัวน้อยกระจ้อยหวัง
รูปจรเข้เล่ห์เหมือนกัน ฯ

ตระกวดเหี้ยเมียเข้าไข่ ตีนตรัง
โพรงไม้อยู่เปนรัง ด่วนดั้น
ตัวน้อยกระจ้อยหวัง ดูรูป
อย่างจรเข้เล่ห์นั้น ห่อนเพี้ยนกันเหมือน ฯ
.
.
.
.
ในนิราศเมืองแกลงได้กล่าวถึงสถานที่นึงนั้นคือ "บางเหี้ย"

บางเหี้ยในปัจจุบัน คือ อ.บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 250 ปี สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา 

เหตุที่เรียกขานกันยังงี้ มีเรื่องเล่าว่า...ครั้งหนึ่งมียายแก่คนหนึ่งชื่อ ยายหอม มีฐานะร่ำรวยจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงนำทองมาหล่อเป็นรูปเหี้ยให้ลูกๆหลานๆเล่น แล้ววันหนึ่งเหี้ยทองคำดันวิ่งหนีลงน้ำไป ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า บางเหี้ย

ถึงชวากปากคลองเปนสองแพร่ง
น้ำก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง
ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง
ข้างขวาคลองบางเหี้ยทเลวน

ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ
ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์
เขาหุงหาอาหารให้ตามจน
โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ
.
.
.
.
นอกจากเนื้อแล้ว ไข่เหี้ยยังสามารถนำมาทานได้ โดยนำมาต้มให้สุก แล้วใช้เข็มจิ้มให้เป็นรู แช่น้ำเกลือแล้วนำไปย่างไฟ ใช้รับประทานคู่กับมังคุดจะได้รสชาติ จึงเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"

เล่ากันว่า รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเสวยไข่เหี้ยมาก แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ฤดูกาลวางไข่ เจ้าจอมแว่นจึงประดิษฐ์ "ขนมไข่เหี้ย" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "ขนมไข่หงส์" 
.
.
.
.
ชาวบูกิต (Bugis) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองบนเกาะสุลาเวสี (Sulawesi) เชื่อว่าเหี้ยเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์

มีตำนานเล่าว่าราชินีแห่งอาณาจักรโกอา (Kingdom of Gowa) มีโอรสฝาแฝด โอรสคนหนึ่งเป็นมนุษย์แต่ได้ตายลง อีกคนหนึ่งเป็นเหี้ย จึงรักเหี้ยมาก 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน น้องก็ไม่ยอมกินอะไร กษัตริย์โกอาจึงนำไปปล่อยที่ปากแม่น้ำ จึงทำให้ชาวบูกิตรักและเลี้ยงดูน้องเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหลานของตนเอง 

มีการเลี้ยงดูและอาบน้ำให้เป็นอย่างดี และเมื่อถึงเวลาจะมีพิธีแห่นำน้องไปปล่อยที่แม่น้ำ ด้วยหวังว่าสักวันน้องจะกลับหามาตนและครอบครัวอีกครั้ง 

ซึ่งน้ำที่น้องลงไปว่ายถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถนำไปดื่มกินหรืออาบได้ และชาวบูกิตก็นำเอาความเชื่อนี้มาผนวกเข้ากับศาสนาอิสลาม โดยเชื่อว่าผู้ที่เข้าร่วมพิธีปล่อยน้องลงแม่น้ำ จะได้บุญเสมอเหมือนกับการได้ไปจาริกแสวงบุญที่นคร
.
.
.
.
ปัจจุบัน เหี้ยถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่มีการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงกัน เพื่อนำเนื้อไปใช้ในการบริโภค นำหนังไปทำเครื่องหนัง เช่น กระเป๋า, เข็มขัด เช่นเดียวกับจระเข้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 07:28
    เคยมีตัวเห้โผล่มาที่บ้านค่ะ
    ลูกแมวจรที่แม่แมวมาคลอดลูกคาบมาในสภาพศพ
    #364
    0