วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,262 Views

  • 412 Comments

  • 878 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,926

    Overall
    159,262

ตอนที่ 201 : สนุกนิ์นึก : สนุกจนเกิดเรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    16 ส.ค. 61

สนุกนิ์นึก เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย นิพนธ์โดย กรมหลวงพิชิตปรีชากร ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก ตอนแรกในหนังสือ "วชิรญาณวิเศษ" พ.ศ.2428 โดยแต่งเลียนแบบสำนวนหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนแรก ตั้งพระทัยจะเขียนเป็นเรื่องยาวแบบนวนิยาย


เนื้อหาเป็นบทสนทนาของพระในวัดบวรนิเวศ 4 รูป ถกเถียงถึงการที่พระรูปหนึ่งจะสึกออกไปแต่งงาน แต่ตีพิมพ์ได้ตอนเดียวก็ต้องยุติไป เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหากระทบกระเทือนถึงศาสนาในสมัยนั้น


และด้วยเป็นการเขียนแนวใหม่ที่คนในยุคนั้นยังไม่รู้จักดีพอ โดยเฉพาะ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งทรงปกครองวัดบวรนิเวศอยู่ในขณะนั้น


สมเด็จพระสังฆราชทรงเข้าพระทัยว่า กรมหลวงพิชิตฯ เอาเรื่องจริงมาเขียน จึงน้อยพระทัยที่ว่าผู้เคยบวชวัดบวรนิเวศกลับ “เขียนประจาน” วัดเสียเอง 


ร้อนถึงรัชกาลที่ 5 ต้องทรงไกล่เกลี่ยแก้ไขด้วยพระองค์ เรื่องจึงระงับลงได้ และกรมหลวงพิชิตฯก็ไม่กล้านิพนธ์เรื่องสนุกนิ์นึกต่อไป ปล่อยเรื่องให้ค้างไว้เพียง 4 หน้าครึ่ง ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มเดินเนื้อความไปได้เล็กน้อย


จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการหลายท่าน เล่าว่า เหตุที่สมเด็จพระสังฆราชถึงกับกริ้วเอาแค่เรื่องพระสงฆ์คุยกันในวัดบวรนิเวศนั้น สันนิษฐานว่ามาจากข้อความที่สนทนากัน ดังนี้..


" เพราะอย่างนั้นจึงไม่อยากสึก ด้วยเหนแท้แน่แก่ใจว่า ผ้ากาษาวพัตรเปนที่พึ่งของคนยาก ถึงไม่ทำให้ดี ก็ไม่ทำให้ฉิบหาย ไม่ดิ้นขวนขวาย แล้วไม่มีทุกข์ เปนที่พักที่ตั้งตัวของผู้แรกจะตั้งตัวดังนี้ "


ทัศนะของพระสมบุญ (ตัวละครสมมุติ) แสดงให้เห็นว่า พระสมบุญนั้นบวชด้วยมองไม่เห็นความดีของพุทธศาสนา บวชเพราะอาศัยอยู่ฟรีกินฟรีในวัด ถึงไม่ทำให้ชีวิตดีนัก อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลงไป อยู่ไปวันๆก็สบายแล้ว ไม่ลำบาก 


ความคิดแบบพระสมบุญจึงค่อนไปในทาง "เหลือบ" เกาะกินเลือดศาสนา มากกว่าคนที่ตั้งใจบวชเรียนเพื่อเรียนรู้ทางธรรม 


แล้วกรมหลวงพิชิตฯ ท่านสมมุติให้พระสมบุญเป็นพระสงฆ์วัดบวรเสียด้วย สมเด็จพระสังฆราชท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดนี้ มิกลายเป็นว่าท่านปกครองวัดไม่ดีหรือ พระลูกวัดถึงได้ทำตัวแบบนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #328 2182518 (@2182518) (จากตอนที่ 201)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 20:29

    น่าเสียดายนะคะ......

    แต่คนยุคนั้นเค้าก็ใช้ปากกาเป็นอาวุธจริงๆ

    .......


    ผู้เขียนทำอาชีพอะไรคะอยากรู้จริงๆ

    #328
    1
    • #328-1 Ronnapat (@zennee) (จากตอนที่ 201)
      29 สิงหาคม 2561 / 01:02
      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพึ่ง ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2398

      เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2411 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล รับหน้าที่เป็นนายด่าน ทำการก่อสร้างหอพระคันธารราฐ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งก่อสร้างค้างมาตั้งแต่รัชกาลก่อน

      ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสังเกตเห็นว่าพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้ มีพระอัธยาศัยนิยมศึกษาตัวบทกฎหมายและอรรถคดี จึงโปรดฯ ให้ไปศึกษากฎหมายและการพิจารณาความกับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ ซึ่งทรงบัญชาการศาลรับสั่ง อยู่ในขณะนั้น ในปี พ.ศ. 2417 โปรดให้ตั้งองคมนตรีสภา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล เป็นองคมนตรีในครั้งนั้นด้วย และแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี พิจารณาความรับสั่งบางเรื่อง

      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้งศาลฎีกา ขึ้นในปี พ.ศ. 2419 พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล ทรงเป็นอธิบดีศาลฎีกา พระองค์แรก และทรงได้รับการสถาปนาพระเกียรติยศขึ้นเป็นกรมหมื่นพิชิตปรีชากร และเป็นอธิบดีศาลแพ่งกลาง และศาลแพ่งเกษม อีก 2 ศาล ในเวลาต่อมา

      ในปี พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงขึ้นไปรักษาเมืองเชียงใหม่พระองค์ได้ทรงจัดการศาลต่างประเทศ และจัดการระเบียบการปกครองภาคเหนือใหม่ ต่อมาเมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2428 ทรงได้รับสถาปนาพระเกียรติยศขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร

      ในปี พ.ศ. 2434 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่ เสด็จขึ้นไปว่าราชการอยู่ที่มณฑลอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี ทรงปรับปรุงการปกครองหัวเมืองทางภาคอีสาน ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงหัวเมืองชั้นนอก ประมาณ 20 หัวเมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ยังมิได้รวมเป็นมณฑล ในการเสด็จออกตรวจราชการตามท้องที่ต่าง ๆ ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับชายแดนลาว และเขมร เป็นอย่างดี

      เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นผู้พิพากษาฝ่ายไทยร่วมกันพิจารณาคดีความร่วมกับฝรั่งเศส ในกรณีพระยอดเมืองขวาง ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ที่สอง สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ซึ่งถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเสด็จไปราชการ ณ ประเทศยุโรป และได้เป็นรัฐมนตรีในสภารัฐมนตรีอีกด้วย [1][1]

      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีความรู้ด้านการแพทย์ ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ปรุงยาไทยผสมกับยาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระอัจฉริยภาพในด้านการพระนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองมากมายหลายเรื่อง เช่น ท้ายกาสีหา นางปทุมสังกา พระองค์ยังได้ร่วมกับพระเจ้าพี่ยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอจัดตั้งหอสมุดวชิรญาณขึ้นในปี พ.ศ. 2423 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองจนกระทั่งอ่านสามารถ fiction และ novel ภาษาอังกฤษได้คล่อง ทรงนิพนธ์เรื่องสนุกนึก ซึ่งเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรก ที่เรียกว่าเป็นบันเทิงคดี ตามแบบอย่างนิยายฝรั่งถือเป็นนิยายเรื่องแรกของไทย

      ในปี พ.ศ. 2439 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เพราะทรงพระประชวร และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2452 พระชันษาได้ 53 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุลคัคณางค์
      #328-1