วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,346 Views

  • 412 Comments

  • 878 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,010

    Overall
    159,346

ตอนที่ 196 : ยั่วยานคานหาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 153
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    18 พ.ย. 61

ในสมัยโบราณ การเดินทางไปในที่ต่างๆ จะใช้พาหนะรูปแบบต่างๆ ตามแต่เลเวลของผู้ใช้


ส.พลายน้อย ได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณคดีอภิธาน ว่า "ยั่วยานคานหาม" เป็นคำพูดติดปากคนโบราณ เมื่อพูดถึงยานพาหนะก็จะพูดรวมให้คล้องจองกันไป ถือเป็นเครื่องประกอบยศ ลดหลั่นกันไปตามเลเวลของตนเอง


โดยคำว่า "ยั่ว" แปลว่า "ยาน" แล้วยานนั้นหมายถึง เครื่องนำไป หรือพาหนะต่าง ๆ

ส่วนคำว่า "คานหาม" เป็นคำเรียกพาหนะผู้มีอำนาจวาสนา ไม่ใช่พาหนะของพวกเวลธรมดา


ถ้อยคำที่ใช้เรียกพระราชยานนั้นมีหลากหลาย ซึ่งน่าจะจัดกลุ่มตามประเภทได้ดังนี้

- พระราชยาน พระราเชนทรยาน
- พระยานุมาศ พระยานนุมาศกลีบบัว
- ทิพยานทอง ทิพยานนาก
- เทวียานมีมกรชู ราชยานมีจำลอง
- พระเสลี่ยง พระเสลี่ยงหิ้ว พระเสลี่ยงเงิน พระเสลี่ยงงา
- เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว
- คานหาม คานหามเก้าอี้ คานหามเก้าอี้ทอง
- ยั่ว ยาน


ต่อมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระราชยานถูกสร้างตามแบบแผนราชประเพณีสมัยอยุธยา แต่ได้ดัดแปลงและปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยและสภาพการใช้สอย คือ ยังคงมีลักษณะอยู่ในเครื่องยานคานหาม 4 ประเภท ได้แก่

ยานมาศ - แบกสองลำคานขึ้นบ่า
เสลี่ยง - ที่นั่งโถงหามด้วยสาแหรกผูกคาน
วอ - ลักษณะอย่างเสลี่ยงแต่มีหลังคา
คานหาม - มีคานเดียวหาม 2 คน


พระราชยานในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ปรากฏชื่อจนถึงปัจจุบันนั้น ได้แก่

1. พระที่นั่งราเชนทรยาน
2. พระที่นั่งราชยานพุดตาลทอง
3. พระที่นั่งราชยานพุดตาลถม
4. พระราชยานทองลงยา
5. พระราชยานถม
6. พระราชยานงา
7. พระราชยานกง
8. พระยานมาศ
9. พระยานมาศสามลำคาน
10. พระเสลี่ยง / พระเสลี่ยงหิ้ว / พระเสลี่ยงน้อย / พระเสลี่ยงแว่นฟ้า / (เสลี่ยงหิ้ว)
11. พระวอประเวศวัง / พระวอสีวิกา / วอประเทียบ


จากหลักฐานที่ปรากฏทำให้ทราบว่า กรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการสร้างพระราชยานขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนในสมัยแผ่นดินที่ 2 กรมขุนอิศรานุรักษ์ได้เอาแบบแคร่กันยาของขุนนางไปสร้างเป็น วอดาดหลังคา สำหรับเสด็จเข้าวัง และกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็ได้โปรดให้สร้างวอลักษณะดังกล่าวขึ้นสำหรับพระองค์บ้าง โดยพระราชทานนามว่า วอประเวศวัง 


ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 แล้ว ได้พระราชทานวอประเวศวังแก่เจ้าฟ้งมงกุฎ ขณะที่ยังทรงผนวชอยู่ อีกทั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้สร้าง พระราชยานถม (เงิน) และพระแท่นถม นำเข้ามาน้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อ พ.ศ. 2361 นอกจากนี้ยังมีการแก้แบบแคร่กันยาให้ใช้สำหรับขุนนางผู้ใหญ่สูงอายุ ส่วนขุนนางที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศแค่ชั้นพานทองก็ใช้แต่แคร่เปล่าตัดหลังคากันยาออก 


ในเวลานั้น เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ได้คิดประดิษฐ์แคร่ให้งามยิ่งขึ้น โดยสรรหาไม้ที่มีลายงามในตัวมาสร้างเป็นแม่แคร่ แล้วใช้ทองเหลืองหรือเงินหุ้มที่มุม ไม้คานทำด้วยไม้แก้วบ้าง ไม้ลายต่าง ๆ บ้าง ไม้แสมสารหรือไม้กะพี้เขากระบือบ้าง และมีปลอกหุ้มคาน จากนั้นได้กลายเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นสร้างขึ้นใช้ต่อมา


ต่อมา สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระราชยานงาขึ้นองค์หนึ่ง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าในรัชกาลที่ 5 ได้มีการส่งพระราชยานงาไปถวายพระเจ้าแผ่นดินยุโรป และสร้างพระราชยานงาขึ้นใหม่ทดแทนของเดิม โดยโปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นนายช่าง นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ยังทรงโปรดฯ ให้สร้างพระเสลี่ยงกงขึ้นใช้อีกด้วย 


พูดถึงเรื่อง "ยั่วยานคานหาม" แล้วนั้น ทำให้นึกถึงเรื่องของเกร็ดประวัติศาสตร์อันหนึ่ง ก็เลยอยากจะมาเล่าให้ทุกๆท่านฟัง (ไม่อยากฟังเหรอ แต่จะเอาอ่ะ!!)


ย้อนกลับไปรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2367 งานพระราชทานเพลิงพระศพกรมหลวงเทพยวดี (เอี้ยง) ทางราชสำนักได้สร้างพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงและจัดให้มีการมหรสพถึงสี่วันสี่คืน รวมไปถึงการชกมวย


เมื่อถึงเวลาค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับแล้ว เหล่าขุนนางก็พากันกลับตาม หลายท่านใช้เส้นทางผ่านประตูวิเศษไชยศรี ไปออกประตูเทวาภิรมย์ ลงเรือที่ท่าขุนนาง (ท่าราชวรดิฐในปัจจุบัน) เพราะว่ามันเป็นเส้นทางบังคับ ขบวนของใครต่อใครจึงไปออกันอยู่หน้าประตูวิเศษไชยศรี 


เจ้าพระยามหาเสนา (บุญสังข์) สมุหพระกลาโหม หนึ่งใน Big 2 พร้อมด้วยขบวนบ่าวไพร่เดินทางมาจนถึงมุมวังกรมหมื่นเทพพลภักดีจะเข้าประตูวิเศษไชยศรี แต่ด้วยปริมาณคนที่ค่อนข้างจะยาวเพราะนอกจากต้องมีเครื่องยศ บ่าวไพร่ ทนายหน้าหอ ยังมีแคร่เมียน้อยตามไป บลาๆๆ กำลังรอคิวอยู่อยู่หน้าประตูวิเศษไชยศรีอยู่นั้นเอง


ข้างขบวนของเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) สมุหนายก หนึ่งใน Big 2 ซึ่งมีความยาวพอๆกัน กลับไม่ยอมยั้งรอ กลับแหวกคิวไปเสียดื้อๆ 


ขุนนางต่างๆก็พากันนิ่งเพราะเกรงกลังในบารมี แต่เจ้าพระยามหาเสนาไม่กลัว กลับประท้วงเสียงดัง จึงเกิดการตะลุมบอนขึ้นตั้งแต่ชั้นไพร่ไปจนถึงระดับสองเจ้าพระยา


ท่านสมุหพระกลาโหมบอบช้ำมาก แต่กระนั้นก็แย่งเอากระบี่เครื่องยศของท่านสมุหนายกหนีเข้าประตูวิเศษไชยศรีไปได้ พอจะเลี้ยวไปทางศาลาลูกขุน ก็จ๊ะเอ๋กับกลุ่มพระตำรวจหลวง ที่เพิ่งกลับจากส่งเสด็จที่พระมหามณเฑียรพอดี


ตำรวจกลุ่มนี้บังเอิญมีบุตรหลานเจ้าพระยาอภัยภูธร (สมุหนายก) อยู่หลายคน พอรู้เรื่อง ก็วิ่งตามขบวนเจ้าพระยามหาเสนา (สมุหพระกลาโหม) ไปทันกันที่ท่าเรือ เปิดศึกตะลุมบอนกันอีกยก ยกนี้ ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยภูธรแย่งกระบี่ฝักทองกลับคืนมาได้


ศึกระหว่างสองบิ๊กนี่ ฝ่ายหนึ่งเป็นถึงสมุหพระกลาโหม ผู้คุมหัวเมืองทางใต้ อีกฝ่ายเป็นสมุหนายก ผู้คุมหัวเมืองทางเหนือนั้นเป็นข่าวเกรียวกราวจนกระทั่งเสร็จงานออกพระเมรุ 


เจ้าพระยามหาเสนา ท่านเจ้าคุณกลาโหมก็กราบบังคมทูลกล่าวโทษเจ้าพระยาอภัยภูธร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และกรมหมื่นมหาศักดิ์พลเสพเป็นผู้ชำระความ


การไต่สวนไม่ทันแล้วเสร็จก็บังเกิดเหตุอุบาทว์ขึ้นหลายครั้ง ทั้งช้างเผือกคู่พระบารมีล้มลง และตามมาด้วยพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินที่ 2 เสด็จสวรรคต ต้องคำโบราณที่ว่า ท่านเสนาบดีผู้ใหญ่วิวาทกันเป็นอุบาทว์มักเกิดเหตุใหญ่ต่าง ๆ เช่นเหตุการณ์นี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น