วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,586 Views

  • 412 Comments

  • 880 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,250

    Overall
    159,586

ตอนที่ 160 : 10 ประวัติศาสตร์ไทยใน "พระอภัยมณี"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 496
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    18 พ.ย. 61

มีคำกล่าวไว้ว่า วรรณคดีคือการสะท้อนเรื่องราวและเหตุการณ์ในสมัยนั้นๆ เรื่องพระอภัยมณีก็เช่นกัน สุนทรภู่ได้รจนาพระอภัยมณีเอาไว้ยุคที่สยามกำลังเผชิญหน้ากับ "การล่าอาณานิคม" ของชนชาติตะวันตก โดยเฉพาะ "อังกฤษ" ที่ยึดไว้ถึงพม่า อินเดีย ศรีลังกา มลายู สิงคโปร์


#วรรณคดีTOPTEN วันนี้ เราจะพาไปดูกันว่า มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ใดบ้างที่สอดแทรกอยู่ในเรื่อง พระอภัยมณี ถ้าพร้อมกันแล้ว เราไปชมพร้อมกันเลยขอรับ 

.
.
.
.
.
.
.

1. สงครามเก้าทัพ - พ.ศ. 2328

สงครามครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างพระเจ้าปดุง (Bodawpaya) แห่งเมืองพม่า กับ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 (King Rama I) แห่งกรุงสยาม


โดยฝั่งพม่าได้ยกทัพมาถึง 9 ทัพ รวมกำลังพลมากถึง 144,000 นาย ในขณะที่สยามมีกำลังไพล่พลเพียงแค่ 70,000 นายเท่านั้น (น้อยกว่าฝั่งพม่าถึง 2 เท่า) แต่สุดท้าย สยามก็สามารถเอาชนะและขับไล่กองทัพผู้รุกรานไปได้


ถ้าพูดถึงสงครามเก้าทัพแล้ว ในพระอภัยมณีมีตอนหนึ่งที่มีชื่อว่า (ว่า ว่า ว่า ว่า) ศึกเก้าทัพตีเมืองผลึกนี้เอง! ซึ่งเจ๊ละเวงของเราได้อัญเชิญเหล่ากษัตริย์จากเมืองต่างๆไปตีเมืองผลึกเพื่อล้างแค้นให้ป๊ะป๋าและอุศเรน พี่ชายสุดเลิฟ อยู่หลายเมืองด้วยกัน ดังนี้


Gen 1 : ละมาน

Gen 2 : มะหุ่ง, กรุงเตน, กุเวนวิลาศ, สำปะลี (สำปะหลัง), เงาะ, เกาะวลำชวา, วิลยา (ลยา), ฉวี [สามเมืองหลังหนีมาตั้งหลักก่อนจะรวมกับ Gen เก้าทัพ]

Gen เก้าทัพ : ละเมดมลิกันสำปันหนากรุงกวินจีนตั๋งอังคุลา [รวมกับ ชวา วิลยา และ ฉวี]

Gen 4 : มะหุด (โอรสเจ้าฝรั่ง), เซ็นระด่ำ (โอรสเจ้าแขก)

.
.
.
.
.
.
.

2. เจ้าอนุวงศ์ พ.ศ. 2370

ขอโทษพี่น้องชาวลาวมา ณ ที่นี่ด้วยนะเด้อ 

หลังจากที่เจ้าอนุวงศ์ (Anouvong) ทำการประกาศอิสรภาพไม่สำเร็จ ก๊วนเมืองเวียงจันทน์จึงถูกกวาดต้อนมาอยู่กรุงเทพมหานคร หลวงท่านโปรดให้ประจานที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ 


โดยทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับใส่เจ้าอนุ มีกรงน้อยๆ สำหรับใส่บุตรหลานภรรยาถึง 13 กรง ราษฎรชายหญิงทั้งในกรุงนอกกรุงพากันมาดู พวกที่ญาติพี่น้องตายในสงครามครั้งนั้นก็มานั่งบ่นพรรณนาด่าแช่งทุกวัน เหมือนเหตุการณ์ประจานเจ้าละมาน

หามมาส่งกรงตารางที่ข้างใน
เที่ยวริบไพร่พลซ้ำทำประจาน


จนกระทั่งเจ้าอนุป่วยเป็นโรคลงโลหิตก็ตาย (กระอักเลือดดั่งจิวยี่) เหมือนที่อุศเรนตาย

ชักชะงากรากเลือดเป็นลิ่มลิ่ม
ถึงปัจฉิมชีวาตม์ก็ขาดหาย
เป็นวันพุธอุศเรนถึงเวรตาย
ปีศาจร้ายร้องก้องท้องพระโรง

.
.
.
.
.
.
.

3. น้ำท่วมปีเถาะ พ.ศ. 2374

ในปีเถาะนั้น น้ำมากทั่วพระราชอาณาจักร มากกว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 ซะอีก [ในสมัยรัชกาลที่ 1 น้ำลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว (ประมาณ 4 เมตรกับ 25.4 ซม)] โดนหมดไม่ว่าจะเป็นพม่า สยามหรือญวน ในกำแพงพระนครก็ต้องไปด้วยเรือ มีการทอดผ้าป่าตามธรรมเนียมกันสนุกสนาน 

เพราะปีเถาะเคราะห์กรรมเกิดน้ำมาก
ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ

.
.
.
.
.
.
.

4. สงครามสามแผ่นดิน พ.ศ. 2376–2390

ในสมัยรัชกาลที่ 3 (King Rama III) มีสงครามกับเพื่อนบ้านหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะศึกอานัมสยามยุทธ (สยามรบกับญวน ต่างฝ่ายหมายชิงดินแดนลาวกับเขมร) สุนทรภู่คงจะได้แรงบันดาลใจจากการสู้รบนี้มาผูกเป็นฉากในเรื่องพระอภัยมณีอยู่หลายตอน เช่น


- การเผาเสบียงเพื่อเป็นการตัดน้ำเลี้ยงข้าศึก

แล้วจุดเผาข้าวปลาพาหญิงชาย
หนีไปฝ่ายทะเลลมยมนา


- กลศึกแพไฟของญวน

จึงขับไพร่ให้ล้อมเลียบหาดทราย
แล้วตัดสายสมอใหญ่จุดไฟโพลง
ผลักกำปั่นหันกลับทับปะทะ
ล้วนเกะกะปะกันควันโขมง


- กลศึกรูปหุ่นของญวน

เอารูปแปลงแต่งเป็นเช่นกษัตริย์
มาผูกมัดห้อยแขวนขึงแขนขา
พระอภัยศรีสุวรรณเรียงกันมา
ทั้งลูกยาสินสมุทรสุดสาคร


- การพระราชทานข้าวเกลือไปเลี้ยงกองทัพของรัชกาลที่ ๓

คราวสงครามสามทัพคนนับโกฏิ
ต้องจ่ายโภชนาปรนพลขันธ์

.
.
.
.
.
.
.

5. ผ่าตัดครั้งแรกในสยาม พ.ศ.2379

ครั้นวันศุกรเดือนยี่ ขึ้น 7 ค่ำ [13 มกราคม] เจ้าพระยาพระคลังมีการฉลองวัดประยูรวงศ์ ไฟพะเนียงเกิดระเบิด พระมรณภาพ 1 รูป เสียชีวิตอีก 7 ศพ หมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) จำต้องตัดแขนพระสงฆ์รูปหนึ่งที่บาดเจ็บเพื่อรักษาชีวิต ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่มียาสลบและยาชา


ซึ่งสุนทรภู่ก็ได้สอดแทรกเก็ดประวัติศาสตร์ตอนนี้ไว้กับนางสุวรรณมาลี ซึ่งในคราวนั้นเจ๊แกได้รับบาดเจ็บจากเกาทัณฑ์ ต้องหามไปให้หมอรักษา

ฝ่ายสุวรรณมาลีศรีสวัสดิ์
ถึงปรางค์รัตน์เร้ารวดปวดอังสา
ให้หมอแก้แผลกำซาบซึ่งอาบยา
เอามีดผ่าขูดกระดูกที่ถูกพิษ

เป่าน้ำมันกันแก้ตรงแผลเจ็บ
เอาเข็มเย็บยุดตรึงขี้ผึ้งปิด
ทั้งข้างนอกพอกยาสุรามฤต
ให้ถอนพิษผ่อนปรนพอทนทาน

[หลายคนอาจจะมองว่า อาจจะนำมาจากฉากในสามก๊ก ตอนหมอฮัวโต๋รักษากวนอู]

.
.
.
.
.
.
.

6. แผ่นดินไหว พ.ศ. 2382

ครั้นวันศุกรเดือน 5 ขึ้น 7 ค่ำ [22 มีนาคม] เกิดแผ่นดินไหวเมื่อเวลา 8 ทุ่ม (2.00) ที่เมืองพม่าเองก็ไหว แต่กรุงเทพนั้นไหวไปสิ้นเพียงแม่น้ำบางปะกง ตามที่เคยมีปรากฏบันทึกอยู่ในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์


ในเรื่องพระอภัยมณีจะได้มีการกล่าวถึงตอนนางเสาวคนธ์ขุดโคตรเพชร

นางเสาวคนธ์ค้นเพชรพบเตร็จงอก
ดูดังดอกบุษบงไม่สงสัย
ค่อยสั่นคลอนถอนหลุดหลากสุดใจ
แผ่นดินไหวเลื่อนลั่นเสียงครั่นครื้น

ทวีปวังลังกาสุธาหย่อน
เหมือนจะคลอนโคลงคว่ำน้ำเป็นคลื่น
ทุกแถวทางหว่างถนนผู้คนยื
ถลาลื่นล้มลุกสนุกจริง

.
.
.
.
.
.
.

7. ดาวหาง พ.ศ. 2385

ในเดือน 10 ปีขาลนั้น เกิดดาวหางขึ้นทางทิศตะวันตก ซึ่งก็ไปปรากฎในพระอภัยมณี

ครั้นกลางวันควันมัวทั่วบุรี
กลางคืนมีดาวหางเป็นลางเมือง

.
.
.
.
.
.
.

8. รูปวาดเจ้าวิลาศ พ.ศ. 2387


หลังจากที่ควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria) แห่งอังกฤษเสวยราชสมบัติแล้ว พระนางได้เชิญวินเตอร์ฮอลเตอร์ (Winterhalter) จิตรกรฝีมือดีชาวเยอรมันมาวาดพระรูปถวาย


ต้นแบบของพระรูปที่เขาวาดก็คือพระบรมสาทิสลักษณ์ขนาดเต็มพระองค์ ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อควีนมีพระชนมายุ 18 พรรษา ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในพระราชวังบังกิ้งแฮม (Buckingham Palace)

 

ต่อมา นายวินเตอร์ฮอลเตอร์ได้นำต้นแบบไปทำซีร๊อคด้วยกรรมวิธี “พิมพ์หิน” (Lithography) เพื่อพระราชทานไปให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และทูตานุทูตจากโพ้นทะเล จนกระทั่งมาถึงแดนสยาม


พระยาไทรบุรี ตนกูดายี (สุลต่านไซนัล ราซิด อัลมุดซัม ชาห์ที่ 1 Sultan Zainal Rashid Al-Mu'adzam Shah I) นำเข้ามาถวาย เรียกขานกันว่า "รูปจ้าววิลาศ"


รัชกาลที่ 3 ทรงมีบัญชาให้ติดไว้ภายในท้องพระโรงกลางของพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยเพื่อประดับพระบารมี ปัจจุบันเก็บรักษาและเปิดให้คนเข้าชมได้ภายใน “ห้องของเล่น” ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ


นี้แล คือต้นกำเนิดของนางละเวงวัณฬา

.
.
.
.
.
.
.

9. เรือกำปั่นไฟ พ.ศ. 2387

ในยุคสมัยก่อนนั้น เวลาจะเดินทางไปไหนต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องอาศัยเรือสำเภากันทั้งนั้น กระทั่งพ.ศ. 2349 โรเบิร์ต ฟุลตัน (Robert Fulton) ประดิษฐ์เรือกลไฟขึ้นมา และก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก


กระทั่งนายห้างหันแตร (โรเบิร์ต ฮันเตอร์ (Robert Hunter)) นำเรือกลไฟ "เอ็กสเปรส" (Express) ภายใต้การบัญชาของกัปตันปีเตอร์ บราวน์ (Peter Brown) จากเมืองท่าลิเวอร์พูล (Liverpool ก้าบๆ) 


ความใหญ่โตของมันสร้างความโกลาหลให้แก่เรือเล็กเรือน้อยในแม่น้ำนี้อย่างมาก ส่วนพละกำลังของเรือก็ทำให้ชาวบ้านพากันแตกตื่น แม้คนไทยในเวลานั้นจะฮือฮาเพราะไม่เคยเห็น "เหล็กลอยน้ำได้" อย่างเช่นเรือกลไฟมาก่อน แต่นายห้งหันแตรได้เสนอขายในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 1,200 ชั่ง) ซึ่งทางไทยมองว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบธรรม เพราะเรือมันเก่าและขึ้นสนิม


ประกอบกับพฤติกรรมของนายห้างที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว กร่าง กวนตีน หันแตรประกาศว่าจะนำไปขายให้ญวนแทน จึงได้เนรเทศหันแตรให้ออกนอกราชอาณาจักรและห้ามกลับเข้ามาอีกตลอดชีวิต


เรือกลไฟเป็นแรงบันดาลใจให้สุนทรภู่รจนา "สำเภายนต์" กับ "กำปั่นโจรสุหรั่ง" ในพระอภัยมณี

.
.
.
.
.
.
.

10. เมื่อเจ้านายหัดภาษาฝรั่ง

เมื่อครั้นเจ้าฟ้ามงกุฎ (King Mongkut) ทรงผนวช และประทับอยู่ที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) นั้น ท่านได้พบกับสังฆราชปาลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) ณ วัดคอนเซ็ปชัญ ต่างชักชวนแลกเปลี่ยนภาษาและวิชาความรู้แก่กันและกัน 


ท่านบาทหลวงได้ถวายการสอนภาษาละติน ภาษาอังกฤษ รวมไปถึงความคิดและวิทยาการของชาวตะวันตกให้กับพระองค์ ในขณะที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสอนภาษาไทย ภาษาบาลี และขนบธรรมเนียมไทยให้กับพระสังฆราชอีกด้วย


ซึ่งสุนทรภู่ก็ได้สอดแทรกอยู่ในพระอภัยมณี โดยให้พระอภัยมณี กับสินสมุทรร่ำเรียนภาษาต่างๆ จากแก๊งเกาะแก้วพิศดาร จนสามารถตรัสได้หลายภาษา

จะกล่าวถึงพระอภัยมณีนาถ
กับองค์ราชกุมารชาญสนาม
หัดภาษาฝรั่งทั้งจีนจาม
ราวกับล่ามพูดคล่องทั้งสององค์ 

.
.
.
.
.
.
.
พระอภัยมณีจึงเป็นวรรณคดีการเมืองที่ต่อต้านการล่าอาณานิคมของอังกฤษ โดยพระเอกวัยรุ่นฮิปปี้ ต่อต้านความรุนแรงด้วยปัญญาและสันติภาพนี้แล
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #159 เจ้าจอมลงกา (จากตอนที่ 160)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 21:46
    ว้าว อารมณ์เหมือนอ่านและดูข้าบดินทร์เลยแฮ่ะ!!
    #159
    0