วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 159,450 Views

  • 412 Comments

  • 880 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,114

    Overall
    159,450

ตอนที่ 11 : 7 สิ่งมหัศจรรย์บนสวรรค์ชั้น "ดาวดึงส์"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    15 พ.ย. 61

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ สวรรค์ดาวดึงส์ (Trayastrimsa) เป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 ในฉกามาพจร 


สวรรค์ชั้นนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปกว่าสวรรค์ชั้นไหนๆ สวรรค์ชั้นนี้มีสิ่งมหัศจรรย์ที่มีแค่สวรรค์ชั้นนี้เท่านั้นที่มี เหล่าบรรดาพรหมและเทวดาจากชั้นอื่นๆต่างก็ต้องมากันที่ดาวดึงส์กันทั้งนั้น เรามาดูกันว่าสวรรค์ชั้นนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรบ้าง
  

1. เขาพระสุเมรุ : แกนกลางของจักรวาล



เขาพระสุเมรุ (Mount Meruเป็นภูเขาหลักของโลก ตั้งอยู่ในกลางจักรวาลอันยิ่งใหญ่เลยล่ะครับ ตั้งอยู่เหนือน้ำ 84,000 โยชน์ โดยมีภูเขารองรับสามลูก คือ ตรีกูฏ (Trikuja) (สามเส้าหรือสามยอด) 


มีเทือกเขาล้อมรอบอยู่ด้วยกัน 7 เทือกเรียกว่า สัตตบริภัณฑ์คีรี ประกอบด้วย ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัส เนมินธร  วินตกะ  อัสกรรณ


เบื้องล่างมีปลาอานนท์ (Anada Fish) หนุนอยู่ที่ทะเลสีทันดร (
Sidantara Ocean) เหนือเขาพระสุเมรุขึ้นไปนี้ เป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนครแห่งเทพที่ชื่อนครไตรตรึงษ์ มีท้าวสักกเทวราช (Sakka - พระอินทร์) เป็นผู้ปกครองทำหน้าที่เป็นเทวราชผู้อภิบาลโลก และพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ 



2.เจดีย์จุฬามณี 


เจดีย์จุฬามณี (Culamanicetiya) เป็นพระเจดีย์ที่ประดับด้วยทองและแก้ว 7 ประการ มีกำแพงทอง 4 ด้าน ประดับด้วยธงทิวต่างๆนานา มีเทวดาประโคมดนตรีถวายพระเจดีย์อยู่เสมอ และพระอินทร์จะเสด็จยังเจดีย์จุฬามณีนี้บ่อย ๆ ภายในบรรจุพระเกศโมลี (มวยผม) ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดออกในขณะที่เสด็จออกบรรพชา และ พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาของพระบรมศาสดา



3. นันทวันอุทยาน


นันทวันอุทยาน (Nandanavana) คืออุทยานทางทิศตะวันตกของสวรรค์ ในสวนนี้มีสระโบกขรณี 2 สระ คือ มหานันทา กับ จุลลนันทา และมีแท่นบรรทมสำหรับให้เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ได้ทำการจุติด้วย ซึ่งเทพผู้เกิดจุตินิมิต จะมายังสวนนี้เพื่อทำการจุติ เหล่าทวยเทพสหายก็จะมาอำนวยอวยพรให้บังเกิดในสุคติภพต่อไป


นอกจากนี้ที่สวนนันทวัน ยังมีดอกมณฑารพเกิดขึ้นมากมาย เป็นต้นไม้ประจำสวนนันทวัน ดอกไม้นี้เคยตกจากสวรรค์ เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่พระองค์กำลังดับขันธปรินิพพาน ดอกมณฑารพมีสีเหลืองทอง มีรัศมีสวยงามมาก มีกลีบเท่าฉัตร ใบไม้ ละอองเกสรใหญ่เท่าทะนาน

ดอกมณฑารพ



4.ดอกปาริชาต ดอกไม้ระลึกชาติ


อยู่ในอุทยานทิพย์ ต้นไม้ทองหลางใหญ่แผ่สาขาอยู่ต้นหนึ่ง ชื่อว่า ต้นปาริชาต หรือ กัลปพฤกษ์ 


ต้นปาริชาต (Parijata) ร้อยปีถึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงคราวนั้นดอกไม้ในสวรรค์นี้ก็จะบานสะพรั่งย่อมส่งกลิ่นหอมไปในทิศนั้น เป็นระยะไกลแสนไกล ดอกไม้นี้จะบานสะพรั่งไปทุกกิ่งก้าน


ถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด ปรารถนาจะได้ดอกปาริชาต ก็จะตกลงมาในมือดั่งรู้ใจ ถ้ายังไม่ได้รับในมือดอกก็ยังไม่ทันตกลงดิน โดยมีลมชนิดหนึ่งจะพัดชูดอกไว้ในอากาศ จนกว่าเทพยดาผู้ใดประสงค์ก็จะมารับเอาไป ยิ่งเทวดาได้สูดดมด้วยแล้วก็จะสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตชาติของตนได้



5.ศาลาสุธรรมาเทวสภา : ที่ประชุมของทวยเทพ



ศาลาสุธรรมาเทวสภา (Sudhammaเป็นเทวสถานที่อยู่ไม่ไกลจากต้นปาริชาตเท่าไรนัก ตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้นามมาจากชื่อของพระนางสุธรรมา ซึ่งเป็น 1 ในชายาทั้ง 4 ของพระอินทร์  


สภาแห่งนี้ใช้เป็นที่ประชุมของเหล่าเทพและพรหมเพื่อการต่างๆมากมาย ได้แก่ การประชุมกันเพื่อฟังธรรมในวันพระ , ประชุมกันเพื่อพิจารณาโทษผู้ทำผิดซึ่งอาจต้องเทวทัณฑ์หรือพรหมทัณฑ์ เป็นต้น


นอกจากนี้สุธรรมาเทวสภายังเป็นที่เก็บบัญชีสุวรรณบัฏ อันเป็นบัญชีแผ่นทองซึ่งใช้บันทึกชื่อคนดีในโลกมนุษย์ทั้งหลาย โดยพระปัญจสิขร (Pancha Sikhara) กับ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่บวกเหล่าบริวารจะช่วยกันเสาะแสวงหาผู้ปฏิบัติดีมีใจเป็นธรรมทั่วทั้งโลกมนุษย์ตลอดสัปดาห์ และจดบันทึกชื่อไว้  เพื่อนำมารายงานแก่เทวสภาในเหล่าเทพและพรหมได้อนุโมทนาบุญกันทุกวันพระ  


ซึ่งเมื่ออนุโมทนากันเสร็จแล้วนามเหล่านั้นก็จะถูกจารึกลงในบัญชีสุวรรณบัฏ  และทุกนามที่ได้รับการจารึกลงในบัญชีทองดำนั้น เมื่อหมดอายุขัยย่อมได้มาเกิดในสุคติภูมิทั้งสิ้น



6.บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ : ราชบัลลังก์ดาวดึงส์



บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ (Pandukambalasilasana) เป็นแท่นสีแดงดังดอกชบา อ่อนนุ่มดังฟูก เมื่อพระอินทราธิราชประทับ พักผ่อนอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลาอาสน์แล้ว แท่นทิพย์นี้ก็จะอ่อนยุบลงไป และเมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้น แท่นศิลาก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิม เป็นแท่นศิลาที่ประหลาดมหัศจรรย์ ยุบและฟูขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือเมื่อพระแท่นนี้ก็จะเด้งสปริงตัวขึ้นมาเอง พระอินทร์จะทราบได้ว่าคนดีกำลังตกทุกข์ได้ยากอยู่ ต้องรีบให้ความช่วยเหลือโดยเร็วไวตามสไตล์วรรณคดีไทย



7.ช้างเอราวัณ ช้างทรงขององค์อมรินทร์


ช้างเอราวัณ (Airavata) เป็นช้างทรงของพระอินทร์ที่มีพละกำลังมาก เป็นที่โปรดปรานมากที่สุดของพระอินทร์ เชื่อกันว่าช้างเชือกนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง เมื่อพระอินทร์ต้องการจะเสด็จ ไปไหนเอราวัณเทพบุตร ก็จะแปลงกายเป็นช้างเผือก 


ช้างเอราวัณมี 33 เศียร 
แต่ละเศียรมีงา 7 งา 
แต่ละงามีสระบัว 7 สระ 
แต่ละสระมีดอกบัว 7 ดอก 
แต่ละดอกมีกลีบ 7 กลีบ 
แต่ละกลีบมีเทพธิดาสถิต 7 องค์ 
เทพธิดาแต่ละองค์มีบริวารองค์ละ 7 นาง 
เทพธิดาบริวารแต่ละนางมีนางบริวารนางละ 7 ทาสี 


เท่ากับมี นางเทพอัปสรทั้งหมด 3,882,417 นาง และเทพธิดาบริวารทั้งหมด 27,176,919 นาง


ดังที่ปรากฏในบทพากย์เอราวัณของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ไว้ว่า


๏ อินทรชิตบิดเบือนกายิน   เหมือนองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ

๏ ช้างนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน  เผือกผ่องผิวพรรณ
สีสังข์สะอาดโอฬาร์

๏ สามสิบสามเศียรโสภา     เศียรหนึ่งเจ็ดงา
ดั่งเพชรรัตน์รูจี

๏ งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี       สระหนึ่งย่อมมี 
เจ็ดกออุบลบันดาล

๏ กอหนึ่งเจ็ดดอกดวงมาลย์  ดอกหนึ่งแบ่งบาน 
มีกลีบได้เจ็ดกลีบผกา

๏ กลีบหนึ่งมีเทพธิดา         เจ็ดองค์โสภา
แน่งน้อยลำเพานงพาล

๏ นางหนึ่งย่อมมีบริวาร       อีกเจ็ดเยาวมาลย์ 
ล้วนรูปนิรมิตมายา

๏ จับระบำรำร่ายส่ายหา      ชำเลืองหางตา 
ทำทีดังเทพอัปสร

๏ มีวิมานแก้วงามบวร         ทุกเกศกุญชร 
ดังเวไชยันต์อมรินทร์
 
 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #104 tenkujang (@tenkujang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 18:20
    เราก็เคยคิดจำนวนเหมือนกันตอนสอบอ่าน แต่ขี้เกียจซะก่อน555
    #104
    0