ตอนที่ 47 : บทที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    12 พ.ย. 61

พิณนรีที่ยังนอนแซ่วอยู่ในห้อง หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว สะดุ้งกับเสียงอันดังที่เล็ดลอดมาจากห้องติดกันของภูวนและพิมรา หญิงสาวตรงรี่มาเงี่ยหูฟังแนบฝาทันที จากเสียงที่ได้ยินทำให้หญิงสาวกระจ่างแจ้งว่าภูวนกำลังทำอะไรกับพี่สาวต่างมารดา หญิงสาวปรือสายตาด้วยความวาบหวามในหัวใจ

โอภูขา ทำไมเร่าร้อน รุนแรงขนาดนี้ ถ้าเป็นพิณ จะไม่ขัดขืนคุณเลย พิณจะตอบสนองคุณทุกรูปแบบ..โอ๊ะ!”

นาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาหนังเลื่อนหลุดลงมาใส่ศีรษะเธออย่างแรง แต่หญิงสาวไม่กล้าร้องเสียงดัง เพราะเกรงว่าทั้งคู่จะได้ยิน แล้วรู้ว่าเธอแอบฟังชิดผนังห้อง มือหญิงสาวยกขึ้นคลำศีรษะของเหลวชื้นแฉะติดมือกลับมา

บ้าจริงพิณนรีมองมือที่เปื้อนเลือดของตนเองพร้อมสบถเบาๆ ความรัญจวนใจยามจินตนาการไปว่า ภูวนกำลังทำรุนแรงกับร่างกายของเธอนั้นมลายสิ้น

 

เมื่อทุกอย่างผ่านไปแล้ว ภูวนได้แต่นึกเสียใจ ร่องรอยแห่งความรุนแรงปรากฏอยู่ตาหน้าต่อตา โลหิตสีแดงซึมผ่านรอยแตกบนริมฝีปากอวบอิ่มของพิมราที่นอนหลับตานิ่ง ไม่มีแม้เสียงสะอื้น แพขนตายังชื้นชุ่มไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเจ็บช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ร่องรอยแดงช้ำทั้งเก่าและใหม่จากความรุนแรงของเขาประดับอยู่ตามเรือนร่างสมส่วน ทำให้ผิวสีน้ำผึ้งที่เขาหลงใหลมีตำหนิ เป็นการตอกย้ำความพลาดผิดซ้ำสองของเขา

ภูวนเลื่อนผ้าห่มนวมขึ้นมาคลุมให้ถึงทรวงอกที่ไม่ใหญ่แต่สวยสมตัว เขาก้มลงจูบซับไปที่ดวงตาที่มีรอยชื้นและหยาดน้ำตาเริ่มไหลรินแม้ยังปิดสนิท

พิมครับเสียงเขาพร่าแผ่วอยู่ตรงโหนกแก้ม ลมหายใจระรวยรดใบหน้าสวยเก๋ที่สังเกตเห็นรอยกรามขบแน่น

พิมผมขอโทษ ผม..”

ไม่ต้องพูด!”

พิม ผมขอโทษ ผมไม่..”

ออกไป ฉันอยากอยู่คนเดียว

แต่ พิมจ๋า…”

ได้โปรดพิมราเอ่ยเสียงเรียบแม้จะสั่นเครือบ้างเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยคมซึ้งยังซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาบางที่ไม่ทิ้งร่องรอยบวมเป่ง จากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

ภูวนถอนหายใจยาวอย่างอ่อนล้า ก่อนก้มลงจุมพิตหน้าผากกลมกลึงของพิมราแรงๆ ลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันกายแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

 

หน้าบานกระจก ภูวนมองสบตาเงาสะท้อนของตนเองประหนึ่งจะโยนความผิดให้กัน คำรักที่เขาพร่ำเอ่ยคงเสื่อมมนต์ขลังลงครานี้ สิ่งใดดลใจให้เขาหักหาญกับเธอถึงเพียงนี้ รู้แต่ในตอนนั้นเขาควบคุมตัวเองไม่ได้

เคืองขุ่นเธอเพราะหึงหวงหรือ?

แล้วทำไมต้องทำแบบนี้ในเมื่อเธอเป็นของเขาทั้งตัวและหัวใจอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นถึงสองครั้งสองครา ภูวนไม่แน่ใจว่าเขายังครอบครองหัวใจของพิมราได้อีกหรือไม่ เธออาจถอดใจหมดรักในตัวเขาเสียแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวานก็เป็นได้

เพราะแก

ชายหนุ่มชกภาพสะท้อนของตนเองในบานกระจกจนแตกร้าว ก่อนกระหน่ำอย่างไม่ยั้งจนกระจกบานนั้นแตกละเอียด เศษกระจกตกลงเกลื่อนพื้น โลหิตสีเข้มซึมอาบสันหมัดพร้อมบริภาษตนเอง

แค่นี้ยังน้อยไป แกทำกับพิมสาหัสนัก ไอ้บ้า ไอ้งี่เง่า ไอ้ควาย

 

แววพระเนตรที่ทอดมองอย่างกระหยิ่มในช่วงแรก กลับเต็มไปด้วยความอาทรร้อนใจ เมื่อเห็นภูวนทำร้ายตัวเอง

เมื่อไหร่ เจ้าจะเลิกลุ่มหลงอิสตรี กลับมาเป็นอิตถีเพศเช่นเดิมนะ จันทร์เจ้าฉาย

นับตั้งแต่ทรงฟื้นและพลังเวทเพิ่มสูงจนถึงขีดสุด ทรงโสมที่จำภาพของพระองค์ตอนทรงกรีดร้องพร้อมรังสีแห่งการทำลายล้างแล่นพร่านทั่วพระวรกายติดตายังไม่สิ้นความหวาดเกรง นางมักหลบหน้าหลบตาไม่มาเฝ้าถ้าไม่ทรงรับสั่งหา เช่นวันนี้

เจ้าดูสิ นับวันกายหยาบนั่น จะทำให้จันทร์เจ้าฉายหลงมัวเมาในนางมนุษย์ จนอาจถอนตัวไม่ขึ้นทรงชี้ชวนให้ทรงโสมทอดมองผ่านดวงจันทร์สีซีดในเวลากลางวัน

เจ้าเห็นไหมแค่ทำให้นางมนุษย์เจ็บปวด จันทร์เจ้าฉายก็เจียนคลั่งใจตาย แล้วอย่างนี้จะให้ข้าปล่อยนางไว้ที่นั่นนานได้อย่างไร ยิ่งนานวันเข้า นางคงลืมข้า ลืมบัลลังก์แห่งนครจันทราที่คอยนางอยู่ ลืมว่าตนเองต้องกลับมาเพื่อให้กำเนิดทายาทแก่ข้า ทายาทที่จะครองบัลลังก์นครจันทราสืบไปจากข้า

ทรงโสมหลุบสายตาลงอย่างนึกน้อยใจ แต่มิกล้าร่ำไห้หรือกรีดร้องเช่นเมื่อก่อน นางรู้สึกหวาดกลัวพระสวามีองค์นี้เหลือประมาณ เช่นที่มหาปุโรหิตผู้เป็นบิดากล่าวเตือน ทรงมีพระเวทขั้นสูงสุดแล้วจากการเสียพระ     ทัยอย่างสุดซึ้งที่ถูกแม่หญิงหักหลัง เพราะมิได้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระองค์เพียงคนเดียว จะให้ใครเกิดหรือตายง่ายแค่พลิกฝ่ามือ เมื่อก่อนตอนที่พลังเวทมิกล้าถึงขีดสุด ยังเกรี้ยวกราดดุดันและพระทัยร้ายกับนาง ถ้าเพียงพูดหรือทำสิ่งใดให้ไม่เป็นที่สบพระราชหฤทัย แล้วเวลานี้เล่าถ้านางเผลอแสดงความริษยาแม่หญิงยอดดวงใจที่อย่างไรก็รักมั่น แม้จะทรงทราบความจริงว่านางไม่ได้รักมั่นตอบพระองค์เลย พระองค์มิหักคอนางแล้วส่งให้ไปเกิดในที่กันดารเป็นขอทานแร้นแค้นหรือ

ทรงโสม!”

ร่างในอ้อมพระกรสะดุ้งเฮือกกับรับสั่งเรียกชื่อนาง เจ้าสิโรดมทรงพระสรวลด้วยความเอ็นดู

แค่นี้ต้องสะดุ้ง ทำไมกลัวข้ามากนักหรืออย่างไรทรงเชยคางเรียวให้นางเงยขึ้นสบสายพระเนตร แววประหวั่นพรั่นพรึงมิอาจลบไปจากดวงตาของทรงโสมที่สะท้อนในสายพระเนตรได้ทัน

รู้ไหม เจ้าเหมือนหญิงที่ต้องมือชายเป็นครั้งแรก ยามปรนนิบัติข้า เป็นอะไรไป ลองมองข้าชัดๆสิ ข้าเป็นสามีที่เจ้ารักมิใช่หรือ

ทรงโสมอยากจะตะโกนใส่พระพักตร์ยิ้มละไม ที่อยู่ตรงหน้านางนัก ใช่ ท่านเป็นสามีที่ข้ารัก แล้วท่านเล่าเคยประทานความรักให้ข้าบ้างไหม

ทรงโสม สบตาข้าทรงประคองดวงหน้างาม ตรึงมิให้เบือนหนีพร้อม

รับสั่งดุจประกาศิต ยามนางหลุบสายตาหลบสายพระเนตร

ทรงโสมจำต้องช้อนสายตาขึ้นมองพระสวามี กัดริมฝีปากอวบอิ่มปกปิดอาการสั่นระริก เลือดฝาดบนแก้มนวลเริ่มจางหาย ใบหน้ายามมองสบสายพระเนตรซีดสนิท เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาเกินกว่าจะควบคุมได้

ถ้าเป็นเช่นกาลก่อนทรงโสมคงไม่แคล้วถูกกริ้วโกรธ แต่หาใช่บัดนี้ไม่ ทรงรั้งร่างบางเข้ามากอดแทบพระอุระผึ่งผาย พระหัตถ์ใหญ่ลูบไล้เรือนผมสลวย ดำรัสเนิบช้าน่าฟัง

โธ่เอ่ย ข้าใจร้ายกับเจ้าจนถึงกับกลัวข้าเสียแล้วหรือนี่ แม่ทูนหัว

ถ้อยดำรัสอ่อนโยนที่ไม่เคยได้สดับตรับฟังมาก่อน ทำให้ทรงโสมถึงกับสะอื้นไห้แทบพระอุระ

อ้าว! เลยร้องไห้ใหญ่ นิ่งเสียข้าไม่ชอบเมียที่เป็นเด็กน้อยชอบงอแง นะเจ้าทรงพระสรวลขณะกอดกระชับโคลงพระวรกายไปมา

ทรงโสมกอดกระชับพระวรกายตอบ หัวเราะทั้งน้ำตาอย่างสุขใจครั้งแรกของการเป็นแม่หญิงแห่งนคร  จันทรา เป็นชายาของเจ้าสิโรดม


ลงตอนสุดท้ายนะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ 

ใครอยากทาบบทสรุปรบกวนอุดหนุน อิบุ๊กนะคะ

สัปดาห์หน้า ลงเรื่อง #ร่านดอกรัก# ให้อ่านค่ะ/ ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกันนะคะ 

รักทุกคนค่ะ / มุกเรียง

https://www.mebmarket.com/index.php?



               https://www.mebmarket.com/index.php?


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

9 ความคิดเห็น