ตอนที่ 34 : บทที่10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    6 พ.ย. 61

ท้องฟ้ายามราตรีมืดมิด ดุจใครสักคนเอาผ้าดำผืนใหญ่มาคลุมทับ ลมพัดเอื่อยเฉื่อยฉิวพาดผ่านเนื้อตัวสะทกสะท้าน ยามสัมผัสสายลมหนาว

พิมรานั่งชิดภูวนห่อไหล่เล็กน้อยยามต้องแรงลม บรรยากาศในงานสวดอภิธรรมศพยิ่งพาให้เยียบเย็นยิ่งขึ้น หญิงสาวยังตกใจและงุนงงไม่หาย ว่าเหตุใดแต่คุณยายของสิลาเมื่อเห็นหน้าและสบตาเธอ ต้องตกใจถึงกับช็อคหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งหมอลงความเห็นว่า ท่านหัวใจวายตาย

หนาวหรือ พิมภูวนที่เห็นเธอนั่งห่อไหล่กระซิบถาม จะโอบกอดเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นให้ร่างบางคลายความหนาวเย็นก็ไม่สมควร ด้วยสถานที่แห่งนี้ผู้เข้ามาควรสำรวมและยิ่งเป็นงานอวมงคลด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรแสดงกิริยาแบบนั้นเป็นอันขาด

พิมราพยักหน้าเล็กน้อย หนาวทั้งเนื้อและหนาวลงไปสุดขั้วหัวใจ ที่ตนเองเสมือนเป็นต้นเหตุให้หญิงชราเสียชีวิต

ภูวนถอดเสื้อสูทสีดำออกคลุมทับไปบนไหล่นวลเนียนให้ ส่วนตัวเขาสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวตัวใน ชายหนุ่มเข้าใจพิมราถึงอาการเงียบซึมของเธอดี ลองใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้อื่น เป็นใครก็ต้องคิดมาก

หลังพระสวดอภิธรรมจบ แขกที่มาร่วมฟังสวดเริ่มทยอยกลับ ภูวนกับพิมราเดินเข้าไปในศาลาเพื่อจะลาญาติผู้ใหญ่ของสิลา สายตาหญิงสาวตวัดไปมองป้ายชื่อที่ประดับบนโลงศพนิ่งนาน เหมือนกับถูกตัวอักขระเหล่านั้นตรึงสายตาเธอไว้

คะ..ว่าไงพิมราตื่นจากภวังค์ หลุดพ้นจากมนต์สะกดของตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นชื่อ นามสกุลของคุณยายเพื่อนสนิท ชื่อที่ทั้งคู่ไม่เคยใส่ใจถามไถ่ แต่ทำไมคุ้นหูคุ้นตาเสียเหลือเกิน

จันทร สกุลจันทร์

กลับหรือยังจ้ะภูวนถามซ้ำ

กลับสิคะ พิมเหนื่อยจัง

 

รถคันหรูของภูวนพาทั้งสองทะยานโลดแล่นไปตามท้องถนนที่แออัดคับคั่งไปด้วยยวดยานพาหนะของคนเมือง พิมรายังนิ่งเงียบสายตาหญิงสาวทอดมองตรงไปข้างหน้าดุจไร้จุดหมายปลายทาง นึกถึงกิริยาแปลกๆ ที่คุณยายของสิลามีต่อภูวน นึกถึงสีหน้าและแววตาที่แสดงความตระหนกตกใจอย่างสุดขีดเมื่อหันมาสบตาเธอ

จันทร สกุลจันทร์ชื่อของผู้ล่วงลับถูกเปล่งออกมาจากปากอวบอิ่มอย่างแผ่วเบา

พิมว่าอะไรนะ!” ภูวนได้ยินแว่วๆ จึงหันมามองและถามซ้ำ

พิมราเหลียวไปมองชายหนุ่ม ผู้ที่เป็นสามีทั้งนิตินัยและพฤตินัยของเธอ เอนตัวลงพิงเบาะรถอย่างผ่อนคลาย ก่อนเอ่ยตอบ

ชื่อคุณยายน่ะค่ะ จันทร สกุลจันทร์ พิมว่าคุ้นๆ เหมือนเคยผ่านหูหรืออาจผ่านตา

ภูวนยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาโอบต้นแขนรั้งให้พิมราอิงไหล่กว้างของเขา พิมคงคุ้นชื่อ จันทรที่เป็นบ่าวของแม่หญิงจันทร์เจ้าฉาย ที่หอบหิ้วมาจากบ้านเกิดแล้วฆ่าตัวตายตามเมื่อแม่หญิงสิ้นลมในหนังสือนิทานจันทราอะจ้ะ

พิมราตบป้าบลงบนหน้าขาตนเอง ถึงว่าคุ้นนัก แต่ทำไมท่านต้องตกใจเมื่อเห็นพิม แล้วทำไม...”      พิมราชะงักคำพูด เป็นจังหวะเดียวกับที่ภูวนเลี้ยวรถเข้าไปในซอยเปลี่ยวและจอดริมบาทวิถี

ทำไมต้องเรียกผมว่าแม่หญิง งั้นหรือ?” เขาเอนหลังพิงพนัก เรื่องมันคงไม่ประจวบเหมาะขนาดนั้น คุณยายชื่อจันทรเหมือนบ่าว แล้วยังเรียกเขาว่าแม่หญิงและเรียกแทนตนเองว่าบ่าว

ดูยังไงเราก็ไม่เหมือนผู้หญิง

ภูวนปัดความคิดทิ้งพร้อมสรุป อย่างที่ไอ้หินมันว่า คุณยายชอบอ่านหนังสือนั่นมาก อาจหลงลืมคิดว่าตนเองเป็นตัวละครแล้วเห็นคนอื่นเป็นตัวละครหนึ่งในนั้นด้วย

เห็นภูเป็นแม่หญิงจันทร์เจ้าฉายน่ะหรือคะพิมรายิ้มกริ่ม ยื่นหน้าเข้าไปชิดแก้มเขา

แล้วภูชอบเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ

ภูวนหัวเราะหึๆ ขยับตัวเพียงนิดก็ไม่ต่างจากการไปนั่งบนตักของเธอเสียแล้ว สายตากรุ้มกริ่มจ้องมองดุจจะกลืนกินพิมราด้วยความรักใคร่เสน่หา

ถ้าพิมเป็นผู้หญิง ผมก็เป็นผู้ชาย ถ้าพิมเป็นผู้ชายผมต้องเป็นผู้หญิงสิ เราสองคนนะเป็นคู่กันมาตั้งแต่ชาติโน้นแล้ว

พิมราหัวเราะคิกกับคำของชายหนุ่ม พร้อมมองสบตาเขานิ่งไม่คิดจะปิดปรือเมื่อเขาก้มหน้าแนบชิดประทับริมฝีปากอุ่นไล้เลียไปทั่วกลีบปากเย้ายวนของเธอ

ภูรู้ไหม มีคนเคยบอกว่า ให้เราจูบกับคู่รักทั้งที่ยังเปิดตามองเธอบอกหลังเขาถอนริมฝีปากออก

ทำไมภูวนที่ใช้ข้อนิ้วไล้ไปรอบปากอิ่มถามเหตุผล

เขาว่ามันจะทำให้ได้รสชาติแปลกใหม่ พิมราเอ่ยยิ้มๆ

แล้วเมื่อกี้แปลกมั้ยเขาสบตา ยิ้มรอฟังคำตอบ

พิมราหัวเราะคิกเขี่ยปอยผมที่ลงมาระดวงหน้าเขา แปลกสิคะ แปลกตรงที่ผมคุณเข้าตาพิม

ภูวนหัวเราะเบาๆ ก้มลงชิดพูดแนบเปลือกปากเธออีกครั้ง

งั้นแก้ตัวใหม่ ทีนี้รับรองผมไม่เข้าตาแน่

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะกระจกทำให้ทั้งสองรีบผละออกจากกัน ภูวนกลับไปนั่งประจำที่คนขับ พร้อมไขกระจกรถลงเล็กน้อย ตำรวจสายตรวจที่ส่องไฟฉายเข้ามาในรถ มองทั้งคู่อย่างตำหนิ

ทำอะไรกันครับ

เอ่อ ผงเข้าตาภรรยาผมนะครับ ผมกำลังจะดูให้เธอภูวนแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ

แต่พิมรากลับยื่นหน้ามาให้ตำรวจสายตรวจดู จากไฟในรถที่เพิ่งเปิดขึ้น ดวงตาของเธอมีรอยแดงจริงดังที่อ้าง ตำรวจนายนั้นจึงพยักหน้า แม้ไม่อยากเชื่อเพราะไฟปิดสนิทในทีแรกจะดูฝุ่นได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เป็นคนหนุ่มสาววัยทำงาน อีกทั้งเครื่องแต่งตัวยังคงสภาพเดิมมิได้รุ่ยร่าย จึงแค่เอ่ยเตือนตามประสาคนทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

แถวนี้เปลี่ยว พวกเด็กวัยรุ่นชอบจอดรถทำอะไรๆ กัน บางทีเจอพวกถ้ำมอง ที่เห็นคนแสดงบทรักกันแล้วเกิดอารมณ์ขึ้นมา สุดท้ายก็กลายสภาพจากนักถ้ำมองเป็นฆาตกร ฆ่าผู้ชายและลากฝ่ายหญิงไปรุมโทรม อย่าจอดรถนานนะครับ

“ครับ” ภูวนรับคำแล้วขับรถออกจากที่ตรงนั้นทันทีที่ตำรวจสายตรวจจากมา แต่ไม่วายทั้งสองยังหัวเราะขำกับการกระทำบ้าบอของตนเอง

โดยหลังจากรถเขาวิ่งผ่านไป รถคันใหม่ก็แล่นเข้ามาจอดในมุมมืดแทน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งไต่ข้ามไปเบาะหลังรถทันที พร้อมปลดเปลื้องเสื้อผ้าเท่าที่ทำได้ แม้ร่างกายจะไม่เปลือยเปล่าเสียทีเดียว แต่สะดวกพอที่จะทำอะไรกันได้ และเริ่มกิจกรรมที่แสนรัญจวนใจของทั้งคู่ แต่เจ็บแสบและปวดร้าวนักสำหรับผู้ปกครอง ถ้าพบเห็นและรับทราบภายหลังว่าบุตรธิดาประพฤติตัวเช่นไรเพราะทั้งคู่ยังอยู่ในเครื่องแบบนักศึกษา

และที่ไม่ห่างกันนักแค่เสาไฟฟ้าคนละต้น มุมมืดคนละมุม รถที่

จอดปิดไฟมืดสั่นไหวพร้อมเสียงครางกระเส่าเล็ดลอดออกมาจากภายใน ครู่ต่อมาทั้งคู่ก็กลับเข้านั่งประจำที่ หญิงสาวยังกลัดกระดุมเสื้อไม่หมดเสียด้วยซ้ำ เมื่อรถเคลื่อนตัวออกมา

ทำไมถึงชอบมาที่แบบนี้นะพิณ เข้าโรงแรมก็ไม่เอาพสุธาชำเลืองมองเธอ ใบหน้าของเขายังชื้นเหงื่อ ยามเมื่อผ่านความสุขสุดขีดกับพิณนรีมาแล้ว แทนที่จะได้นอนสบายบนเบาะนุ่ม พิณนรีกลับชอบที่จะเล่นรักกับเขาในรถและโปรดปรานที่จะให้เขาหยุดรถในทันทีที่เธอมีอารมณ์ใคร่ไม่ว่าถนนสายนั้นรถจะมากน้อย หรือเปลี่ยวขนาดไหน

ตื่นเต้นออกค่ะ หรือคุณไม่ชอบหญิงสาวส่งประกายเจ้าชู้พร้อมเอื้อมมือไปวางแหมะตรงหน้าตักของพสุธา ลูบไล้วนเวียน จนพสุธาเอ่ยห้ามเสียงพร่า

พอแล้วพิณ ผมขับรถไม่ไหวนะ

พิณนรีหัวเราะคิก ไม่ยอมหยุดการกระทำดังกล่าว กลับโน้มหน้าเข้าหาคลอเคลียแถวลำคอเขา

พิณเคยอ่านหนังสือ เขาว่าผู้ชายก็ชอบให้ไซ้ซอกคอหรือคะเธอกระซิบแนบชิดลมหายใจระรวยแผ่วรดลำคอและเลื่อนไปจูบที่หลังหูจนพสุธาสะท้านลมหายใจกระชั้นไปกับความวาบหวิวที่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง

พิณ...อย่า....” พสุธาหมดความอดทนอารมณ์กระเจิงอีกรอบเมื่อพิณนรีลดตัวลงทิ้งใบหน้าอยู่แถวหน้าตักเขา จัดการกับความกระสันให้เขาอย่างช่ำชอง จนร่างกายที่กระตุกรับความซาบซ่านควบคุมรถที่บังคับอยู่ไม่ได้

โครม!!!!

 

เจ้าสิโรดมที่ฟื้นพระกำลังขึ้นตามลำดับ ทรงกระทำการเช่นเดิม คือใช้พระโลหิตหล่อเลี้ยงร่างในโลงแก้วของแม่หญิงจันทร์เจ้าฉาย แม้ทุกครั้งจะต้องทนฟังเสียงกระทบจากทรงโสมเพราะความห่วงใยที่มีต่อพระองค์ และวันนี้ก็เช่นกันหลังจากที่ทรงใช้พระโหลิตลูบชโลมทั่วร่างแม่หญิงจันทร์เจ้าฉายแล้ว ทรงพระดำเนินไปที่ระเบียงกว้างทอดมองพระจันทร์สีซีดในยามกลางวันบนท้องนภาสีครามสดใส เวิ้งฟ้ากว้างยิ่งมองยิ่งห่วงหาอาลัย ทรงรวบรวมพลังเวทเพ่งมองผ่านดวงจันทรา หนทางเดียวที่ทรงใช้ทอดมองและควานหาร่างหนุ่มของแม่หญิงจันทร์เจ้าฉายในโลกมนุษย์ ทางที่มิได้เพ่งมองมานานด้วยกำลังเวทที่ถดถอยยามพระวรกายอ่อนแรง

พระขนงเข้มขมวดมุ่น ทรงขบพระทนต์แน่น พระเสโทเม็ดละเอียดผุดพรายขึ้นเต็มพระนลาฏ พระหัตถ์กำราวระเบียงแน่น

จันทร สิ้นอายุขัยแล้วหรือทรงนึกย้อนไปถึงตอนที่ส่งให้ จันทรนางกำนัลคนสนิทของจันทร์เจ้าฉายไปเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อทำภารกิจที่มอบหมาย

หาจันทร์เจ้าฉายให้พบ แล้วทำอย่างไรก็ได้ให้นางได้ครอบครองหนังสือเล่มนี้ทรงส่งหนังสือปกกำมะหยี่สีแดง ตัวอักษรสีทองที่เขียนด้วยลายมือที่สวยงามวิจิตรบรรจงว่า นิทานจันทราให้นางกำนัลที่หมอบกราบอยู่แทบเบื้องพระบาท นางรับไปถือไว้แนบอก พร้อมกล่าวลานายเหนือชีวิต ผู้ที่มีสิทธิ์กำหนดให้ใครในนครแห่งนี้เกิดหรือตายได้ตามอำเภอใจ

จันทร รับหนังสือเล่มนั้นมาแต่โดยดี ความจริงแล้วมันไม่ใช่หนังสือนิทานธรรมดา แต่มันเป็นอัตชีวประวัติของแม่หญิงและบันทึกแห่งความรักที่เจ้าสิโรดมมีต่อนาง ซึ่งจันทรครอบครองมาทุกชาติจนเก่าคร่ำคร่า เพราะหาจันทร์เจ้าฉายไม่เจอ


###ถึงไม่มีคนอ่าน ก็จะอัพไปเรื่อยๆ จนถึงบทที่ 15 นะคะ/ ขอบคุณคนที่อ่านค่ะ###


 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

9 ความคิดเห็น