ตอนที่ 14 : บทที่5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    4 ต.ค. 61

บทที่5

ทรงโสมแม่หญิงคนใหม่แห่งนครจันทราที่รูปร่างและหน้าตาสะสวยไม่แพ้แม่หญิงจันทร์เจ้าฉาย แต่ที่นางเทียบไม่ได้กับจันทร์เจ้าฉายคือความรักที่เจ้าสิโรดมมีให้ แม้ทุกค่ำคืนจะทรงเชยชมร่วมอภิรมย์รักกับนางแต่สุดท้ายปลายทางก็ทรงครางเสียงแผ่วเป็นชื่อของสตรีที่เป็นยอดดวงใจ

จันทร์เจ้าฉายเสียงเอ่ยชื่อผะแผ่วรวยระรินเข้าหูของทรงโสม ที่กำลังทอดร่างให้เจ้าสิโรดมเชยชม น้ำตาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของหญิงสาวมิอาจปิดกั้นไว้ได้

ทรงรับสั่งชื่อนั้นทำไม ตอนนี้ทรงเชยชมข้าอยู่เสียงตัดพ้อยามที่พระสวามีขยับพระรวกายที่ปลดเปลื้องอารมณ์ดำฤษนาสิ้นแล้วออกห่าง

ถึงยังไงเจ้าก็แทนที่จันทร์เจ้าฉายของข้าไม่ได้รับสั่งที่ไม่รักษาน้ำใจของพระชายาดังครั้งแล้วครั้งเล่าและเหมือนจะวนเวียนซ้ำซากไม่หยุดหย่อน เมื่อทรงคิดถึงทุกสรรพางค์กายของแม่หญิงอันเป็นที่รัก

ใบหน้าที่งดงามหวานหยดย้อย คิ้วโค้งโก่งดังเดือนเสี้ยว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายเจิดจ้าชวนหลงใหล จมูกโด่งงามรับกับปากกระจับสวยอิ่มได้รูปและหวานซาบซ่านยามจุมพิตแนบแน่น ลำคอระหงนวลเนียน ทรวงอกอวบอิ่มชูช่อยามที่ทรงใช้พระโอษฐ์ไล้เลีย หน้าท้องแบนราบเนื้อหนั่นแน่นเต็มมือยามเค้นคลึง ส่วนโยนีนั้นเล่าก็โหนกนูนอวบอิ่มเชิญชวน

แทนที่ไม่ได้หรือน้ำเสียงนางตวัดสูงขึ้นเล็กน้อยยามน้อยใจถึงที่สุด

ทรงร่วมประเวณีกับข้าทุกวันมิเว้นว่าง แต่กลับบอกว่าข้าแทนที่แม่หญิงจันทร์เจ้าฉายไม่ได้หรือ

สิ้นคำใบหน้านวลที่ชื้นเหงื่อต้องหงายแหงนทั้งที่ยังนอนราบเนื้อตัวเปล่าเปลือยบนบัลลังค์ทอง พร้อมเสียงร้องอย่างตระหนกตกใจเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่ติดขัด

โอะ..ข้าขอโทษ”

เสียงกระท่อนกระแท่นขาดหายขณะยกมือขึ้นจับลำคอระหงของตนเอง เสมือนต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่มองไม่เห็น รู้แต่มันคุกคามจนหายใจไม่ออก

เพียงครู่เมื่อแววเพชรฆาตที่เลื่อนเข้ามาครองดวงเนตรเจ้าสิโรดมสลาย ทรงโสมที่รู้สึกโล่งหายใจสบายไม่ติดขัดก็ร้องไห้ถลาลงมาหมอบอยู่หน้าแท่น กอดพระบาทเจ้าสิโรดมไว้แน่น

ข้ากลัวแล้ว ข้ากลัวแล้ว

เมื่อเห็นหญิงสาวร้องไห้กระซิกแทบพระบาทเจ้าสิโรดมก็เริ่มพระทัยอ่อน อย่างไรเสียทรงโสมก็คือชายาหญิงสาวที่ทำหน้าที่แม่เมืองได้อย่างไม่มีที่ติ อีกทั้งปรนนิบัติพระองค์ได้อย่างถูกอกถูกใจยิ่ง

ลุกขึ้นเถิด จำไว้ทีหลังอย่าทำให้ข้าโกรธ

เจ้าค่ะทรงโสมหยัดยืนร่างเปล่าเปลือยเบื้องพระพักตร์ ก่อนโผเข้าหากอดกระชับพระองค์ไว้แน่น

เจ้าสิโรดมกอดกระชับร่างบางไว้แนบแน่น ลงมือลูบไล้ผิวกายของชายาปลุกอารมณ์พิศวาสขึ้นอีกครั้ง

 

มหาปุโรหิตสมจันทร์พราหมณ์ชราที่ปรึกษาด้านจารีตประเพนีและขบนธรรมเนียมของนครจันทรา ผู้ซึ่งหยั่งรู้ดินฟ้ามีอาคมแก่กล้าเทียบเท่าเจ้าผู้ครองนคร ผู้เป็นบิดาของแม่หญิงทรงโสม อดแปลกใจไม่ได้ที่วันนี้บุตรสาวมาหาถึงที่บ้าน ทั้งที่พบเจอกันในราชสำนักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีอะไรหรือท่านทักขึ้นก่อนเพราะเห็นใบหน้าบุตรสาวหมองเศร้าเหลือแสน

ทรงโสมโผเข้ากอดพ่อก่อนปล่อยโฮออกมา ร่ำไห้อย่างหนักหน่วงจนสาแก่ใจจึงเงยหน้าขึ้นสบตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาทรห่วงใยของบิดา

ข้ากำลังจะมีลูก

มหาปุโรหิตถึงกับยิ้มกว้างแต่ยังมิวายแปลกใจ ทำไมข่าวดีเช่นนี้กลับทำให้บุตรีต้องร่ำไห้เสียน้ำตา

มีลูกแล้วร้องไห้ทำไม ตามธรรมดาปกติของคนที่ออกเรือนมีคู่ครองไปแล้ว ย่อมต้องหวังมีทายาทสืบสกุล และนครจันทราก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน เจ้ากราบทูลองค์ประมุขหรือยัง

ทรงโสมส่ายหน้าน้ำตายังมิแห้งเหือด ก่อนขยับออกห่างนั่งลงข้างบิดา

ข้ากลัวว่าบอกไปแล้วจะไม่พอพระทัย ทรงห่วงหาอาลัยแต่แม่หญิงจันทร์เจ้าฉาย ทรงหวังให้นางกลับมานั่งบัลลังก์เคียงคู่พระองค์เช่นเดิม

ปุโรหิตชรานิ่งคิดถึงแม่หญิงที่ทิ้งร่างชืดชาไว้ที่นครจันทรา ส่วนดวงวิญญาณไปจุติยังโลกไกลนานนับหาร้อยปีแล้ว

หรือจะถึงเวลาที่แม่หญิงจะกลับมาแล้วท่านเปรยเสียงแผ่ว แต่กลับทำให้ทรงโสมร่ำไห้หนักยิ่งขึ้น

ถ้าแม่หญิงกลับมา ข้ากับลูกจะทำเช่นไร นครจันทราไม่เคยมีแม่หญิงสองคนในเวลาเดียวกัน ท่านพ่อสุดท้ายทรงโสมได้แต่รอคำชี้แนะจากบิดา

มหาปุโรหิตสมจันทร์เดินไปหยิบกระดานชนวนมาขีดเขียนคิดคำนวณ อีกทั้งนับนิ้วช่วยทำปากขมุบขมิบก่อนเงยหน้าขึ้นมองบุตรี

ชาติที่แปดในโลกโน้นแล้ว ภพหน้าแม่หญิงอาจกลับคืนนครจันทราจริงดังเจ้ากลัว

ทรงโสมส่ายหน้าช้าๆ ไม่อยากรับรู้สิ่งที่บิดาบอกเล่า มีทางขัดขวางไม่ให้แม่หญิงกลับมาไหมจ้ะ ท่านพ่อ

ปุโรหิตเฒ่าถึงกับเลิกคิ้วสูง ไม่คิดว่าบุตรีจะกล้าท้าทายอำนาจแห่งเจ้านครจันทราผู้กุมชะตาชีวิตของผู้คนทั้งเมือง และแน่นอนต้องรวมถึงชะตาของแม่หญิงจันทร์เจ้าฉายรวมอยู่ด้วย

เจ้าไม่กลัวการลงทัณฑ์หรือ

กลัว แต่ข้าไม่มีทางเลือกถ้าแม่หญิงกลับมาข้ากับลูกจะไม่มีที่อยู่ พ่อต้องช่วยข้านะ อีกอย่างใช่ว่าแม่หญิงจะอยากกลับมา ข้าได้ยินคำประกาศก้องต่อดวงจันทร์เพ็ญแม่หญิงไม่ขอร่วมชาติกับเจ้าสิโรดมไม่ว่าชาติภพไหนๆ

ท่านผงกศีรษะที่มีเส้นผมหงอกขาวโพลนรับรู้สิ่งที่บุตรีเอ่ยอ้าง ก็จริงของเจ้า ทั้งเจ็ดชาติที่ผ่านมาล้วนถูกทำให้สิ้นสุดด้วยเงื้อมมือของเจ้าสิโรดมทั้งสิ้น และในชาตินี้ก็เช่นกันทรงกำลังทำอยู่ ทรงขัดขวางการเป็นชายนิรันดร์ของดวงจิตแห่งแม่หญิงตามคำอธิฐานต่อเทพแห่งรัตติกาล ทรงทำให้แม่หญิงในร่างชายหนุ่มมิอาจร่วมสังวาสกับสตรีชาวมนุษย์คนที่แปด อันหมายถึงคนสุดท้ายที่จะทำให้กายสาวสิ้นสลาย และไม่ว่าภพชาติไหนแม่หญิงจะเกิดเป็นชายและลืมเลือนนครจันทราไปสิ้น

และทรงทำได้  ข้ารู้ข้าเห็น ทรงกระหยิ่มยิ้มทุกครั้งที่ทำให้นางมนุษย์คู่ร่วมอภิรมณ์ของแม่หญิงมีร่างกายแปรเปลี่ยนจนมิอาจร่วมสังวาสได้ทรงโสมหยุดคิดถึงจันทร์เจ้าฉายในร่างของภูวนและพิมราที่เริ่มเกมพิศวาสกันครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ต้องจบลงกลางคัน พร้อมเสียงสรวลอย่างพึงพอใจของเจ้าสิโรดม

ทรงมีอำนาจมากเพียงนี้ แล้วข้าจะทำยังไงดี

ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ท่านหยุดมองหน้าบุตรี ก่อนเอ่ยต่อ ในคืนที่ชาวโลกมืดมิดไร้แสงจันทร์ เจ้าสิโรดมก็มิอาจทอดพระเนตรเห็นการกระทำใดๆ ของแม่หญิงได้ ถ้าในวันนั้น…”

แม่หญิงมีความสัมพันธ์กับนางมนุษย์คนที่แปด ร่างที่อาบแสงอยู่ในนครแห่งนี้ก็จะเสื่อมสลายหรือ ท่านพ่อ

ท่านผู้เฒ่าพยักหน้ารับ

แล้วเมื่อไหร่จะถึงวันนั้น

ท่านนับนิ้วคำนวณก่อนยิ้มให้บุตรสาว อีกสิบห้าวันในโลกมนุษย์จะมี จันทคราสเต็มดวง

ทรงโสมยิ้มอย่างมีความหวัง ความหวังที่จะได้ครองคู่นั่งบนบัลลังก์ทองแนบข้างพระสวามีต่อไป ความหวังที่จะให้กำเนิดทายาทแห่งนครจันทรา ทายาทที่รอมาถึงห้าร้อยปี



ฝาก คลุมถุง(พุ่ง)ชน(หัวใจ) ด้วยค่ะ


ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ










และอีกมากมาย Click

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

9 ความคิดเห็น