พรหมลวง (สนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ฯ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,940 Views

  • 20 Comments

  • 53 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    931

    Overall
    3,940

ตอนที่ 31 : บทที่๑๓ โลกไม่แตกวันนี้แล้วจะแตกเวลาไหน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 เม.ย. 62

บทที่๑๓ โลกไม่แตกวันนี้แล้วจะแตกเวลาไหน

หญิงสาวไม่ยอมให้เขานั่งเฉยๆ ในยามรอผลพิสูจน์จากศพยายขายทอฟฟี่และการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงที่ตกในที่เกิดเหตุ หล่อนตามมาจ้องหน้ารอคำตอบในคำพูดกำกวมของปู่

“ปู่หมายถึงอะไรคะ พร้อมเมื่อไหร่เนี่ย”

“แล้วอาจะรู้ไหมคะ อาไม่ใช่ปู่นะ”

“ไม่จริง อาต้องรู้สิ เห็นชอบมีความลับกันนี่คะ”

“ให้อาไปสาบานก็ได้นะ อาไม่รู้จริงๆ” เขายืนยัน ขันมากกว่าเคืองกับการคาดคั้นอยากรู้ความจริงทั้งๆ ที่เขาเองต่างหากควรเป็นคนสงสัยในข้อสนทนาของศรัยกับแสวงซึ่งน่าจะเกี่ยวกับเขาด้วย

เมื่อศิลาให้คำตอบเรื่องคำพูดของปู่ไม่ได้หล่อนจึงถามเรื่องที่เขาต้องให้คำตอบได้แน่นอน

“ทำไมอาต้องโกหกว่าหนูอยู่กับอาตอนอสิตกตึก” คาดคั้นทั้งสายตาและน้ำเสียง แต่เมื่อศิลาจ้องกลับอย่างไม่ลดละก็พานหน้าร้อนรีบหลุบตาหนี ได้ยินเสียงศิลาพูดเบาๆ อยู่เหนือศีรษะ

“อาก็อยากถามเหมือนกันว่าหนูเป็นคนทำอสิตาหรือเปล่า”

“อาศิลา!” หล่อนเงยหน้าขึ้นร้องเสียงหลง “ทำไมถึงถามแบบนี้ หนูไม่มีเหตุผลต้องทำร้ายอสิตานะคะ อสิตาเป็นน้องหนูนะ”

“แต่คนอื่นจะเชื่อคำพูดอสิตาถ้าหากหนูไม่มีพยาน อย่างน้อยพี่ศิตาก็เชื่อว่าอสิตาพูดจริงเพราะแกเห็นเหตุการณ์ตรงสระบัวตอนหัวค่ำ เป็นไปได้ว่าหนูอยากเอาคืนที่อสิตาแกล้งผลักหนูจนตกน้ำ” ศิลาหยุดไม่พูดถึงส่วนที่หล่อนเอาคืนไปแล้ว แม้ไม่เห็นกับตาแต่เดาได้ว่าเป็นเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นสองคนคงไม่จะตกน้ำเวลาไล่เลี่ยกัน และศรัยก็คงไม่พูดแปลกๆ ห้ามเขาไปช่วยอสิตา

ศรัยนึกถึงตอนอสิตามาขอโทษที่แกล้งทำจนหล่อนตกน้ำตกท่าซึ่งหล่อนคิดว่าเป็นเรื่องราวเมื่อตอนเด็กๆ จึงจำไม่ได้ แต่ที่ศิลากำลังพูดตอนนี้คือเมื่อหัวค่ำก่อนอสิตาตกตึกลงมานนี่เอง

“เดี๋ยวนะคะ อสิผลักหนูตกสระบัวหรือคะ”

“ค่ะ”

“เมื่อไหร่คะ”

“เมื่อหัวค่ำ อย่าบอกนะว่าเราจำไม่ได้” เขารีบดักคอ

“ก็หนูจำไม่ได้จริงๆ” หล่อนประสานสายตาไม่ลดละ ไม่กลบเกลื่อนให้อีกฝ่ายจับผิดได้

“หนูจำได้ไหมตอนเดินสวนกันหนูพูดอะไรกับอา” เขาลองถาม แต่ศรัยส่ายหน้าหักกว่าเดิมแล้วบอก

“หนูไปพูดกับอาศิลาตอนไหนคะ หนูรู้สึกไม่สบายตัวเลยนอนแต่หัวค่ำ แล้วก็ตกใจตื่นตอนอาศิตาร้องกรี๊ดๆ จากนั้นก็ไปส่งปู่เข้านอนก่อนกลับมาห้อง อสิตายังมาคุยกับหนูเลย”

“อสิตาไปพูดอะไรบ้าง”

“ก็ขอโทษที่ทำหนูตกน้ำ แต่หนูคิดว่าน่าจะขอโทษที่แกล้งกันตอนเด็กๆ แล้วก็ถามว่าปู่คุยกับหนูเรื่องอะไร”

“พ่อคุยอะไรกับศรัย” เขารีบถามแทรกจนอีกฝ่าที่ชะงักคำพูดต้องค้อนแทน ทว่าหล่อนไม่ยอมปริปากได้แต่ทำหน้างอเขาจึงต้องใช้น้ำเสียงคาดคั้น “ว่ายังไงคะปู่เรียกหนูไปพูดเรื่องอะไร”

“ทำไมอสิตาจึงต้องลงไปส่งอาค่ะ คบกันอยู่หรือเปล่า” หล่อนถามกลับ

“เฮ้ย! ช่างคิดนะ” เขาลุกขึ้นแล้วเดินหนีรู้ดีว่าจะไม่ได้คามจริงในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากเอ่ย แต่กลับชะงักแล้วหันขวับมามองกับสิ่งที่ได้ยิน

“หนูต้องคิด เพราะปู่ถามเรื่องแต่งงานกับอาศิลา ทีแรกคิดว่าคนในบ้านซุบซิบกันไปเอง พอเจอคำถามตรงๆ จากปู่ทำเอาหนูเฟลมาก”

“อาน่ารังเกียจมากเลยหรือคะ” เขาอดน้อยใจไม่ได้

กลับบ้านเร็ว รีบกลับบ้านแย่แล้ว ศรัยกลับบ้าน

ศรัยหันมองรอบๆ ตัวกับเสียงร้อนรนที่ไดยินคนเดียวซึ่งหล่อนยังพิสูจน์ไม่ว่าเสียงอะไร ก่อนรีบเดิน แต่ถูกศิลายุดแขนเอาไว้

“ตอบอาก่อน”

“ไม่ค่ะ หนูจะกลับบ้าน” หล่อนสะบัดมือ แต่ในเมื่อศิลาไม่ยอมรามือ แรงน้อยๆ ย่อมสู้ไม่ได้จึงกลายเป็นการฉุดกระชากยื้อยุดกันไปมาจนหล่อนเข้าสู่อ้อมกอดเขา

“พี่ศิลากลับบ้านเดี๋ยวนี้ค่ะ”

น้ำเสียงอ้อนวอนดังแว่วเหมือนมาจากที่ไกลทั้งที่เขามั่นใจว่าหญิงในอ้อมกอดเป็นคนพูด แต่ไม่มีเวลาสงสัยหรือค้นหาความจริงนอกจากตอบรับโดยเร็วพร้อมยันตัวหล่อนออกห่าง

“ครับๆ ไปครับ” เขาบอกหล่อนแล้วผละไปบอกเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่าไม่สามารถฟังผลได้ ขอให้โทรแจ้งเขาด้วย ก่อนกลับมาจูงมือหล่อน

ศรัยตวัดสายตามองเขาอย่างแปลกใจที่เปลี่ยนไปกะทันหันขนาดนี้ แต่ก็บีบมือตอบยอมเดินตามโดยดีเพราะเวลานี้ใจหล่อนลอยไปถึงคฤหาสน์ชัชวาลโชติแล้ว พลางคิดว่าตนน่าจะโทรศัพท์ไปหาคนที่ห่วงที่สุดก่อน

“โทรไปไหนคะ” ศิลาถามเมื่อหล่อนดึงมืออกจากการเกาะกุมแล้วหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมา

“โทรหาแม่ค่ะ” บอกสั้นๆ แล้วจดจ่อรอให้แม่รับสาย และเข้าไปนั่งในรถเมื่อศิลาเปิดประตูให้ก่อนอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ เขาสังเกตเห็นความกระวนกระวายของหญิงสาวก็พอเดาได้ว่ามัทนาอาจยังไม่รับสาย จึงดึงไหล่ให้ซบไหล่ตน

“คุณมัทอาจจะยุ่งต้องดูแลพ่อคนเดียว อย่ากังวลเลยจ้ะ”

“อาศิลาขับรถให้เร็วกว่านี้อีกได้มั้ยคะ”

“ครับๆ”

 

ห้องนอนมัทนาเปิดออกอย่างแรงพร้อมคนเปิดพรวดเข้าไปหลังจากเคาะให้สัญญาณแล้วไม่มีเสียงตอบ เห็นเจ้าของห้องนั่งอยู่บนเตียงผ้าคลุมเตียงข้างตัวมีรอยย่น

“แม่ๆ แม่เป็นอะไรคะ” ศรัยวิ่งเข้าไปกอดแม่ ศิลารออยู่หน้าประตูก่อนเดินกลับไปช่วยเข็นรถให้แสวงที่ตามมาติดๆ หลังจากพวกเขากลับมาถึงบ้านแล้วศรัยถามหามัทนาเมื่อไม่อยู่ในห้องรับประทานอาหาร

มัทนากอดตอบแต่เบือนหน้าไปมองแสวงดวงตาชื้น จนคนถูกมองร้อนตัวรีบถามขึ้น

“เป็นอะไร ไหนบอกว่าจะไปดูอสิตากับคิ้ม”

“พ่อจำได้ไหมว่าหนูไม่อยากอยู่ที่นี่เพราะอะไร เพราะหนูรู้สึกว่าการเสียลูกในท้องแต่ละครั้งมันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เพราะมีคนต้องการให้เป็นแบบนั้น”

“เหลวไหลใครจะคิดชั่วๆ แบบนั้น”

“พูดเรื่องอะไรกันคะ” ศรัยยันตัวออกจากอกแม่ หันขวับไปมองปู่แล้วมองหน้าแม่อีกครั้ง

“ฉันขอ ลืมมันเถอะ ผ่านมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีใครทำอะไรพวกเธอได้แล้ว ของที่ควรเป็นของศรัยพ่อก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ยกโทษให้คนพวกนั้นเถอะนะ”

คำพูดของแสวงนอกจากศรัยจะสงสัยหนักกว่าเดิมแล้ว ยังสร้างความสงสัยให้ศิลาด้วยแต่เขาพอเดาออกถึงสิ่งที่พ่อพูดว่าจัดการของที่ควรเป็นของศรัยเรียบร้อยแล้ว พ่อคงหมายถึงพินัยกรรมที่ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ศรัยแต่เพียงผู้เดียว

มัทนาจ้องตาพ่อสามีนิ่ง พยายามข่มความโกรธแค้นในยามที่รู้ความจริงว่าเรื่องที่ตนสงสัยมาตลอดชีวิตของลูกเป็นจริง แต่เพื่อเห็นแก่แสวงที่ครั้งหนึ่งเคยลงทุนอ้อนวอนให้ตนกลับมาอยู่ที่นี่เพื่อให้วิญญาณบุตรชายที่เสียชีวิตไปเป็นสุข และตั้งแต่กลับมาแสวงก็ทำให้เห็นว่าเอาใจใส่และตามใจพวกตนเพียงใด มัทนาพยักหน้าค่อยๆ ก่อนหันกลับมาถามลูก

“กินข้าวมาหรือยัง ลงไปกินข้าวกับปู่ก่อน เดี๋ยวแม่ตามลงไป”

ศรัยทำหน้าเหรอไม่คิดว่าแม่จะตัดบทง่ายดายอย่างนี้ หล่อนยังสงสัยและใคร่รู้ เพราะตามปกติแม่ไม่พูดเสียงจริงจังค่อนไปทางเครียดเช่นนี้กับปู่หรือใคร แต่ครั้งนี้นอกจากพูดเสียงแปลกแล้วยังมีนัยแปลกอีกด้วย

“แม่คะ”

“ศรัยไปเถอะ” ศิลารีบแทรกขึ้นพร้อมเดินมาจูงมือหล่อน “พาปู่ลงไปที่ห้องกินข้าวนะ อาขอกลับไปดูแม่ที่บ้านก่อน”

“แต่หนูยังไม่เคลียร์” หล่อนพูดกระซิบ

“รู้แค่เท่าที่ผู้ใหญ่อยากให้เรารู้เถอะ จะได้ไม่ปวดหัวนะคะ ฝากปู่ด้วยนะอาไปแล้ว” กระซิบตอบ ก่อนบอกแสวงเสียงดังขึ้น “ผมกลับบ้านนะครับพ่อ”

“อือ ไปดูแม่แกเถอะ”

ศิลาแปลกใจในคำพูดของพ่อเล็กน้อย แต่ไม่เก็บมาเป็นคำถาม เพราะวันนี้ต่างมีเรื่องกระทบจิตใจกันมากพอแล้ว เขายิ้มให้ศรัยและมัทนาก่อนรีบเดินลงบันไดไป

 

ดึกมากแล้วแต่ศิลานอนไม่หลับเพราะคิดไม่ตกว่าเหตุใดพ่อจึงมาบอกแม่ให้ช่วยเขาจัดงานศพให้ยายขายทอฟฟี่ทั้งที่ไม่ใช่คนที่รู้จักกันมาก่อน พ่อเพิ่งรู้จักยายจันทร์ตอนเสียชีวิตแล้ว นอกจากอนุญาตให้เขาช่วยจัดงานศพแล้วยังมาบอกแม่ให้ช่วยเขาอีกแรง ตอนเขากลับเข้าบ้านเห็นแม่นั่งฟุบหน้าอยู่ที่พนักเก้าอี้ก็ตกใจคิดว่าเจ็บป่วยต้องรีบเข้ามาสอบถาม แต่แม่กลับถามถึงเรื่องยายบุญจันทร์ว่ารู้จักได้อย่างไรแล้วเหตุใดแกถึงเสียชีวิต เมื่อเล่าไปตามความจริงจนถึงการพบศพและพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของมานิตย์ตกอยู่ที่นั่นแม่ถึงกับกำมือทุบเก้าอี้ที่นั่งอยู่หลายครั้งจนเขาต้องรีบยั้งมือท่านไว้

มันนั่นแหละเป็นคนทำ คนเลว

คำพูดน้ำเสียงโกรธแค้นของแม่ยังติดหู และอดคิดตามไม่ได้ว่ามานิตย์ไปที่บ้านนั้นทำไมหากไม่ใช่ฆาตกร

“ผมเชื่อไม่ลงนะครับว่าพี่มานิตย์เป็นคนทำ”

“พวกมันนั่นแหละทำ” ศรัยว่าแล้วโผเข้ากอดเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นจนศิลาต้องยันตัวออกห่าง

“เป็นอะไรคะ” เขาอดมองทางเดินมืดๆ ที่ศรัยเดินมาหาเขาไม่ได้ เพราะเวลานี้เขาเดินอยู่ริมทะเลไม่ใช่ริมสระบัวอย่างที่เคย ซึ่งจะว่าไปแล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่าเดินมาถึงตรงนี้แล้ว นั่นเพราะมีเรื่องให้ครุ่นคิดตลอดทาง

“พวกมันใจร้าย พวกมันฆ่าหนู แม่บอกแล้วว่านังศิตาเป็นคนทำ หนูเกลียดพวกมัน” แววตายามพูดวาวโรจน์จนศิลาขยาดและรู้ทันทีว่าไม่ใช่ศรัยหลานรักของเขา แต่เขาจะบอกว่าเธอคือใครไปได้ในเมื่อความจริงหล่อนก็คือศรัยนั่นเอง แต่การพูดและแววตาที่แตกต่าง แววตาหล่อนครองไปด้วยความเศร้าและโกรธแค้น

“ศรัย” เรียกกล้าๆ กลัวๆ โดยยอมรับว่ากลัวใจของหญิงตรงหน้า บางทีศรัยคนนี้อาจเป็นคนผลักอสิตาตกตึกอย่างที่เจ้าตัวบอกก็ได้คนถูกเรียกหันขวับมา สายตาแวววาวส่องสะท้อนแสงจันทร์ดูลึกลับน่ากลัวจนศิลาเผลอผละถอยหนี เมื่อตั้งหลักได้แล้วก็หายใจช้าๆ ถามเสียงจริงจัง

“บอกความจริงอาได้ไหม หนูคือคนผลักอสิตาตกลงมาหรือเปล่า” เมื่อถามออกไปก็รู้สึกผิด ในเมื่ออสิตายอมรามือบอกว่าเป็นอุบัติเหตุเพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไปแล้ว ส่วนศิตาก็ไม่กล้าสืบสาวราวเรื่องเพราะกลัวความจริงที่ว่าอสิตาผลักศรัยตกน้ำก่อนจะเผยออกมา ทว่าในขณะที่เขารู้สึกผิดคนถูกถามกลับเชิดหน้าขึ้นก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ

“มันน่าจะตายไปเหมือนที่แม่มันทำหนู”

“พี่ศิตาทำอะไร” ถามน้ำเสียงงงงัน แต่กลับไม่มีคำตอบนอกจากร่างสั่นเทาโผเข้ามากอดเขาแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ทำไมต้องเป็นหนู หนูไม่อยากตาย หนูอยากเป็นเมียพี่ศิลา ทำไมต้องเป็นหนู”

เขาอึ้งในคำพูดแต่ทำอะไรไม่ถูก ปล่อยให้คนในอ้อมกอดร้องไห้จนเงียบไปเองพร้อมกับมือที่กอดเขาแน่นคลายออกแล้วตกลงข้างตัว

“ศรัย!

 


ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #15 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 16:47
    อะไรจะหลงรักขนาดนั้น ตายตั้งแต่อยู่ในท้องเป็นวุ้นยังเฮี้ยนขนาดนี้ ถ้าตายตอนโต ไม่อยากนึกเลย
    #15
    1
    • #15-1 bunmatong276 (@bunmatong276) (จากตอนที่ 31)
      19 เมษายน 2562 / 22:18
      ใช่เห็นด้วยค่ะ
      #15-1