พรหมลวง (สนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ฯ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 4,059 Views

  • 21 Comments

  • 54 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,050

    Overall
    4,059

ตอนที่ 24 : ยายขายทอฟฟี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 153
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 เม.ย. 62


บทที่๑๐ ยายขายทอฟฟี่

                หญิงชราที่มีฝีมือในการทำทอฟฟี่โบราณขายเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่สาวๆ รวมถึงจุนเจือเด็กหญิงกำพร้ายากจนคนหนึ่ง แม้ไม่มากแต่ก็ทำให้เด็กคลายหิวได้ในบางวัน รวมถึงการให้ที่พักพิงเมื่อเด็กสาวเติบโตและมีงานทำ ก่อนจะลาออกมาเมื่อเจอกับเหตุการณ์เลว แรกทีเดียวนางไม่ทราบว่าทำไมหญิงสาวที่กำลังมีอนาคตสดใส มีงานมั่นคงต้องลาออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อเห็นอาการแพ้ท้องก็เข้าใจ จึงต้องสอบถามเค้นหาความจริงจนได้คำตอบ อนาคตที่กำลังสดใสของสาวรุ่นต้องพังพาบเพราะชายใจทรามที่ข่มเหงเอาเปรียบ

                แต่ไม่นานนักก็มีคนมาหาและรับประยงค์ไป นางได้ข่าวว่าประยงค์กลายเป็นเมียรองของเศรษฐีแก่ๆ ไปแล้วและอดน้อยใจในความใจจืดใจดำของหล่อนไม่ได้ ที่ไม่เคยมาหาเยี่ยมเยียนกันเลยถึงจะส่งเงินมาให้ใช้จ่ายซื้อบ้านให้อยู่ แต่ก็ไม่เหมือนมาพบหน้าถามสารทุกข์สุกดิบกันตรงๆ เวลาผ่านไปนานจนเลิกอยากพบเจอแล้ว รับรู้แค่ประยงค์สุขสบายเพราะยังส่งเงินมาให้สม่ำเสมอ แต่เมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นก็อดนึกถึงประยงค์ไม่ได้

                “ลูกคงโตแล้ว ประยงค์จะแก่ลงขนาดไหน ใจดำเน้อไม่มาเยี่ยมเยียนป้าเลย”

                “อยากไปพบประยงค์มั้ย ผมจะพาไป” เสียงถามดังขึ้นข้างหลังจนหญิงชราสะดุ้งโหยงรีบหันไปมอง        “ว้าย! มาทำไมอีก”

“มาหาป้าไง ว่ายังไงครับ ผมยินดีพาไปหาประยงค์ถ้าป้าจันทร์จะกรุณาบอกความจริงว่าประยงค์ท้องกับผมใช่ไหม” เขาถาม พร้อมเดินตามเมื่อแม่ค้าทอฟฟี่วัยชราค่อยๆ ถอยช้าๆ

“ไม่ใช่ ผัวประยงค์เป็นเศรษฐีแก่ๆ ไม่ใช่คุณ”

“อย่าโกหกผมเลยยาย ประยงค์ท้องกับผม ชายหนุ่มที่มาสั่งขนมไว้คือลูกประยงค์กับผม”

“ไม่ใช่ กลับไปเถอะ”ก่อน เห็นแกเบิกตาตกใจแล้วขยับปากพูด

“ระวัง!” หญิงชราร้องเตือนแต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อไม้ท่อนใหญ่ฟาดลงมากระทบท้ายทอยอย่างจัง จนร่างชายวัยกลางคนล้มทั้งยืน หญิงชราถอยกรูดชนผนังหมดเรี่ยวแรงจะทรงตัว

 

พระจันทร์ดวงน้อยที่ส่องสะท้อนบนพื้นน้ำท่ามกลางกอบัวไม่แตกต่างจากดวงที่ลอยอยู่บนฟากฟ้า แต่ให้ความรู้สึกหงอยเหงายามไร้ดวงดาวเติมแต้ม พื้นน้ำมืดคล้ำซึมซับแสงจันทร์ไว้ไม่มากพอทั่วทั้งสระใหญ่ หญิงสาวที่ยืนมองดวงจันทร์บนพื้นน้ำกอดกระชับตนเองแน่นขึ้นเมื่อลมเย็นพัดผ่านผิวกาย ความรู้สึกบอกว่าตนเองอยู่ตรงนี้มานานแล้ว นานจนร่างกายเหน็บหนาวลามเลยไปถึงขั้วหัวใจ หนาวและเหงาจนน้ำตาแห่งความน้อยใจในโชคชะตาเอ่อท้น

ฉับพลันนั้นเองร่างแบบบางก็ถูกกระแทกด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้คะมำลงไปในสระ

“ฮ่าๆ ขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ” อสิตาหัวเราะลั่นย้อนแย้งคำขอโทษของตนเอง หล่อนเดินตามศรัยมาจากตึกใหญ่ ยอมรับว่ามีอคติกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้กับน้าชาย จากวันก่อนที่ศิลาโผมากอดเพราะคิดว่าหล่อนเป็นศรัย ส่วนศรัยก็ออกอาการแง่งอนเดินหนีเข้าบ้านเมื่อเห็นภาพนั้น ท่าทีสองคนบอกเลยว่าเป็นใครก็ต้องคิดว่าเป็นคู่รักกัน

อมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าไม่ใช่แฟนกัน

อสิตายืนมองพื้นน้ำที่กระเพื่อมตามแรงกระแทกเมื่อศรัยตกลงไปจนน้ำกระเซ็นกระสายขึ้นมาบนฝั่งมากมาย แต่เมื่อเวลาดำเนินผ่านไปนานก็ไม่มีทีท่าว่าคนตกลงไปจะถีบตัวขึ้นมาสักทีก็วิตกห่วงใย

“ศรัย ทำไมตัวไม่ขึ้นมาละ ศรัย” อสิตาตัดสินใจกระโจนลงไปทันที เพราะถึงสระบัวจะลึกแค่สองเมตรแต่มีกอบัวหลากหลาย บางทีสายบัวใบบัวอาจเป็นอุปสรรคในการถีบตัวขึ้นเหนือน้ำของศรัยเหมือนตนกำลังเผชิญในเวลานี้

เมื่อพยายามถีบตัวขึ้นมากลับรู้สึกเหมือนถูกลากลงไปให้จมดิ่งลงก้นสระ วัตถุเย็นเยียบพันรอบข้อเท้าอย่างรวดเร็วจนดึงรั้งไม่ให้พุ่งตัวขึ้นไปได้ ครั้นพยายามสะบัดขาและดึงพันธนาการที่ข้อเท้าออกก็ถูกแรงกระแทกจากด้านหลังจนคะมำฟุบกับก้นสระ จังหวะนั้นรู้ซึ้งว่าคนกำลังจมน้ำตายรู้สึกอย่างไร แต่ก่อนจะขาดอากาศหายใจรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวก็มีมืออบอุ่นมาดึงหล่อนขึ้นไปเหนือน้ำ แรงรั้งนั้นทำให้สายบัวที่พันเกี่ยวติดข้อเท้าไปด้วย

“อสิ เป็นยังไงบ้าง” ศิลาถามคนที่ช่วยดึงจากน้ำแล้วกำลังกอดเขาตัวสั่นเหมือนลูกนก ก่อนพาขึ้นจากสระโดยไม่รอคำตอบ เขาส่งหล่อนขึ้นไปนั่งริมสระก่อนโหย่งตัวปีนขึ้นไปแล้วดึงหล่อนขึ้นยืนอีกครั้งเพราะไม่อยากให้แช่น้ำนาน

“ทำไมถึงตกน้ำได้” เขาถามอีกครั้ง ทั้งที่พอจะเดาได้ เพราะเขาวิ่งมาเมื่อได้ยินเสียงน้ำแตกดังตูมใหญ่ครั้งแรก แต่ยังไม่ทันพ้นประตูบ้านก็ได้ยินซ้ำอีกครั้งพร้อมเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เขาเห็นศรัยกำลังปีนขึ้นจากสระบัวแล้วเดินสวนเขาไปอย่างไม่ใยดีคนที่กำลังตะเกียดตะกายอยู่ในสระ ระหว่างสวนทางหล่อนชายตามองเขา ความรู้สึกบอกเขาทันทีว่าไม่ใช่ศรัย สายตาแววตาอาฆาตเช่นนี้ไม่ใช่ศรัยหลานสาวแสนสวยของเขา แต่จะเป็นใครไปได้ในเมื่อหล่อนคือศรัย ชัชวาลโชติ ที่กำลังเดินกลับไปตึกใหญ่ทั้งยังทิ้งคำพูดอันน่าฉงนเอาไว้

พี่ศิลาไม่ต้องไปช่วยมัน มันจะฆ่าหนูเหมือนแม่มันเคยทำ

“หนูเดินเล่นแล้วลื่นตกลงไปค่ะ”

คำตอบของอสิตาเติมเชื้อความมึนงงให้กับเขามากขึ้น แต่แอบดีใจลึกๆ ที่ศรัยไม่ต้องตกเป็นผู้ต้องหา เพราะนอกจากเขาแล้วศิตากำลังเดินแกมวิ่งมาหาท่าทางร้อนรน

“อสิเป็นยังไงบ้าง นังศรัยมันผลักลูกใช่ไหม” ศิตาดึงลูกมากอด

“เปล่าค่ะ หนูลื่นเอง” หล่อนจะตอบได้อย่างไรว่าตนเองต่างหากเป็นฝ่ายผลักศรัยตกน้ำก่อน และที่ถูกทำเช่นนี้คือการเอาคืนจากศรัยหล่อนจึงไม่มีสิทธิ์โกรธแต่ยอมรับว่ากลัว โดยเฉพาะดวงตาที่เห็นใต้น้ำ

ทั้งที่ใต้น้ำในเวลาดึกนั้นมืดมิด ทั้งที่ตนปิดตาเพราะกลัวน้ำเข้าตา แต่กลับเห็นแววตาอันเต็มไปด้วยแรงแค้นของศรัย

“ทำไมไม่พูดความจริงก็แม่เห็น” ศิตาหยุดกึกเมื่อนึกขึ้นได้ สิ่งที่ตนเห็นทางหน้าต่างบนตึกใหญ่คืออสิตาต่างหากเป็นคนผลักศรัยลงไปก่อน จากนั้นก็กระโจนตามลงไปเอง แค่เห็นลูกกระโดดลงไปน้ำตนก็รีบวิ่งลงมาดู จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น รู้แค่ว่าตอนสวนกับศรัย อะไรบางอย่างในดวงตาทำให้พูดไม่ออก ไม่กล้าแม้แต่จะถามถึงลูกสาวตนเอง

“ลื่นเองหรอกหรือ งั้นก็รีบกลับไปอาบน้ำ” ศิตาตัดบท

“ค่ะ อสิลื่นตกลงไปเอง”

“ขอบใจนะน้องเล็กที่ช่วยหลาน” หันไปพูดกับศิลา ก่อนจะดึงมือลูกสาวให้เดินตาม

“ขอบคุณนะคะน้าเล็ก” อสิตาไหว้ขอบคุณอีกครั้ง

“สระผมแล้วเช็ดให้แห้งก่อนจะนอนนะอสิ เดี๋ยวเป็นหวัด” ศิลาบอก

“ขอบใจที่ห่วงหลานนะ” ศิตาหันมาตอบแทน ส่วนอสิตาแค่ยิ้มแล้วพยักหน้า

ศิลามองตามจนสองแม่ลูกเดินไปจนเกือบถึงตึกใหญ่จึงหันกลับมาเห็นแม่ยืนรอพร้อมผ้าเช็ดตัวก็รีบเดินไปหา รับผ้ามาห่มตัวทันที

“ขอบคุณครับแม่”

“ทำยังไงถึงตกน้ำตกท่าได้” ประยงค์ถามเสียงเรียบ แต่คนถูกถามฟังออกว่าแฝงความไม่พอใจเอาไว้ลึกๆ

“อสิลื่นตกลงไปครับ ผมได้ยินเสียงเลยวิ่งมาช่วย ไม่ได้แอบมาพบกันอย่างที่แม่คิด”

“รู้หรือว่าแม่คิดอย่างนั้น” ประยงค์จ้องตาลูกก่อนพูดต่อ “นอกจากหนูศรัยที่ลูกไม่สมควรใกล้ชิดสนิทสนมด้วยแล้ว หนูอสิตาก็เหมือนกัน”

“ทำไมละครับแม่ กับศรัยแม่กลัวคนนินทาว่าเราหวังสมบัติ แล้วอสิละครับ อสิตาที่มีแต่ตัวเพราะพ่อยกมรดกให้ศรัยคนเดียว ทำไมถึงห้ามใกล้ชิดสนิทสนมกับอสิตาด้วย”

“ลูกรู้ได้ยังไงว่าท่านยกทรัพย์สมบัติให้หนูศรัยคนเดียว” ประยงค์ถามเสียงคาดคั้น

“เพราะผมเห็นพินัยกรรมนะสิครับ ทีนี้ตาแม่บอกผมบ้างทำไมห้ามสนิทสนมกับอสิตา กลัวคนนินทาเรื่องอะไรอีกครับ” สิ้นคำถามเหมือนขู่ตะคอกมารดาเพราะความคาใจ ใบหน้าก็สะบัดตามแรงฝ่ามือคนเป็นแม่

“เพราะแม่สั่ง ห้ามถาม ห้ามเถียง ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว” ประยงค์พูดรอดไรฟัน แล้วเป็นคนเดินจากมาเสียเองเพราะยากจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ แต่เล็กจนโตนางไม่เคยตบตีลูก จะใช้การพูดคุยอบรมสั่งสอนแทน และศิลาก็เป็นเด็กเชื่อฟังว่านอนสอนง่ายไม่เคยทำเรื่องให้แม่อย่างตนหนักใจเลย แต่วันนี้เพราะความกลัวบาปกรรม กลัวกรรมเวรจะเกิดแก่ตัวลูกจนต้องตบหน้าลูกครั้งแรก แรงแค่ไหนตนไม่รู้ แรงพอจะทำให้ลูกเจ็บหรือไม่ตนก็ไม่รู้เช่นกัน รู้แค่ว่าตอนนี้ตนเองกำลังเจ็บกับการกระทำของตัวเองจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้

ศิลาแม่ขอโทษ ขอโทษนะลูก

ศิลายืนกุมแก้มที่ร้อนฉ่าจากน้ำมือแม่ แม้เป็นครั้งแรกที่ถูกแม่ตีแต่เขาไม่ได้เคืองขุ่น กลับกันเขาสงสารแม่มากกว่า แม่คงเจ็บกว่าเขาหลายเท่าจึงต้องรีบเดินหนีไป และแม่คงอัดอั้นตันใจกับบางเรื่องอย่างมากจึงระเบิดออกมาเช่นนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตเวลามองแม่ตอนเผลอจะเห็นแต่ความเศร้าหมองเคลือบใบหน้าทั้งที่แม่เป็นคนโครงหน้าสวย สัดส่วนบนใบหน้าก็เหมาะเจาะลงตัว ไม่ต้องแต่งเติมใดๆ แม่ของเขาก็สวยมากอยู่แล้ว ทว่าเขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มสวยงามออกมาจากใบหน้างามและหัวใจของแม่เลย แม่คงอึดอัดกับคำว่าเมียรองและคงอยากไปจากที่นี่มากที่สุด

ทำยังไงผมถึงแบ่งเบาความทุกข์ของแม่ได้ ทำไมไม่ระบายออกมาให้ลูกคนนี้รับรู้บ้างละครับ ถ้าการไปจากชายคาชัชวาลโชติจะทำให้แม่มีรอยยิ้มบ้างผมก็จะทำ

“เราย้ายไปอยู่ข้างนอกกันไหมแม่” เขาถามพร้อมเร่งเดินไปหาร่างที่หยุดกึกกับคำพูดเขา แม่อาจตกใจที่ได้ยินแต่เขารู้ว่าแม่ต้องยินดีและพอใจมาก เขาสวมกอดแม่จากทางด้านหลังแล้วย้ำคำเดิม

“ย้ายไปอยู่ข้างนอกกันนะครับ ผมจะขออนุญาตพ่อเอง แต่ถึงพ่อไม่ให้ไปผมก็จะไป ถึงพ่อไล่ออกจากงานผมก็ไปหางานทำที่อื่นได้ เราไปอยู่ตามประสาแม่ลูกนะครับแม่”

ประยงค์แหงนหน้ามองลูกเหมือนไม่เชื่อหูตนเองนัก ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มยินดี

“ขอบใจนะลูก ขอบใจจริงๆ”

ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น