พรหมลวง (สนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ฯ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,972 Views

  • 20 Comments

  • 53 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    963

    Overall
    3,972

ตอนที่ 23 : เริ่มเกม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 เม.ย. 62


เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ศรัยกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก หล่อนหยิบแป้งตลับมาผัดหน้า เติมสีปาก และจัดผมให้เข้าทรง ก่อนเก็บทุกอย่างลงกระเป๋าสะพาย แล้วหันไปมองอาหนุ่มที่กำลังมองตนอยู่

“ไปไหนคะ” ศิลาถามก่อน

“อ้าว! ก็ไปซื้อทอฟฟีกับอาไง” หล่อนตอบแล้วยิ้ม แต่ถูกอีกฝ่ายหัวเราะใส่ดังเสียด้วย

“ขำอะไรคะ” ถามพลางหยิบกระจกออกมาส่องดูความเรียบร้อยอีกครั้ง “หน้าตาหนูก็สวยใช้ได้ แต่งหน้าก็สวยไม่มีอะไรแปลก แล้วอาจะมาหัวเราะทำไมเนี้ยะ” หล่อนเก็บกระจกไว้ในกระเป๋าเครื่องสำอางแล้วใส่ในกระเป๋าสะพายอีกที ลุกเดินอ้อมโต๊ะมาหาศิลา เหวี่ยงกำปั้นใส่ต้นแขนเขาดังป้าบ

“พูด! ขำอะไร”

“ขำผู้หญิงสิ แค่จะกลับบ้านยังต้องเติมแป้งเติมหน้า”

“ผู้หญิงอย่าหยุดสวย เพราะผู้ชายจะสวยแซงหน้า อาอย่ามาสกัดดาวรุ่ง อย่าห้ามหนูแต่งหน้าเข้าใจไหมคะ”

“เข้าใจค่ะ” ศิลาบีบแก้มสองข้างบิดไปมา ก่อนรีบปล่อย แล้วเสไปหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินออกไปจากห้องทันทีพร้อมชวนสั้นๆ

“ไปค่ะ”

ศรัยเร่งเดินจนทันแล้วจะจับมือเขา จูงกันเดินเหมือนที่เคยทำ แต่ชะงักแล้วรีบลดมือลง ศิลาจึงจับมือหล่อนเสียเอง ทั้งยังบีบแน่นไม่ยอมให้กระตุกหนี แล้วแกว่งแรงเหมือนที่หล่อนชอบทำเวลาเดินจับมือกัน เหมือนครั้งที่ศรัยยังอยู่เมืองนอก เวลาเขาไปเยี่ยมเยียน ยามไปเล่นที่สวนสาธารณะพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบ หล่อนชอบจับมือเขาแล้วแกว่งแรงๆ บางครั้งก็กระโดดโลดเต้น ปลดปล่อย เขาเห็นความสดใสและความสุขฉาบใบหน้าสวยงามของหล่อนก็พลอยสุขไปด้วย

“น้องเล็ก หลานศรัย จะไปไหนกัน” มานิตย์ร้องถามแล้วเร่งเดินมาหา

“กลับบ้านครับ แต่จะแวะซื้อขนมให้ยายหลานก่อน” เขาบอกแล้วรีบปล่อยมือศรัย

“ขอพี่ติดรถกลับบ้านด้วยคน”

ศิลาเกลื่อนสีหน้าเป็นปกติลบรอยสงสัยที่แวบผ่านขึ้นมา พักนี้มานิตย์ขอติดรถไปไหนมาไหนบ่อย แต่ก็ต้องยินยอมแล้วพยักหน้าก่อนพูดออกตัว

“ช้านิดนะครับ แถวที่ไปซื้อขนมรถติดพอควร ถ้ายังไงพี่มานิตย์โทรไปบอกพี่ศิตาก่อนก็ดี จะได้ไม่ต้องคอย”

มานิตย์พยักหน้า เดาไม่ออกว่าน้องชายคนเล็กของภรรยาประชดหรือไม่ที่เขาเหมือนอยู่ในสายตาศิตาตลอดเวลา แต่ด้วยนิสัยใจคอของศิลา เขาคิดว่าชายหนุ่มคงพูดด้วยความหวังดีจริงๆ

“ไหนๆ ก็กลับช้าแล้ว กินข้าวนอกบ้านกันไหม อาจะได้บอกที่บ้านเลย” มานิตย์ถามความเห็นก่อนจะโทรศัพท์ ศรัยรีบพยักหน้าเพราะตั้งแต่กลับมา ยังไม่เคยกินอาหารนอกบ้านเลย ขนาดมื้อกลางวันยังมีคนไปส่งปิ่นโตถึงบริษัท แต่ศิลาไม่เห็นด้วยนัก

“ในครัวคงทำอาหารไว้เผื่อแล้ว อีกอย่างผมไม่ได้บอกแม่ไว้ครับ”

“ก็โทรไปบอกสิ พี่อยากพาหนูศรัยไปกินผัดไทกับหอยทอดร้านรถเข็น เห็นบ่นอยากกินนี่”

“ว้าย! ทำไมหนูบ่นดังจนอามานิตย์ได้ยินเชียวหรือคะ เอ๊ เหมือนหนูจะบ่นมานานแล้วนะ แต่ไม่มีใครรู้ไม่มีคนพาไปสักที” หล่อนอดไม่ได้ที่จะตวัดตามองศิลา

“อ้าว! อายุ่งนี่ อยากกินก็บอกตรงๆ บ่นทิ้งบ่นขว้างใครจะรู้ ศิลารีบออกตัว

“งั้นไปนะครับ พี่จะได้บอกที่บ้าน” มานิตย์ถามย้ำ

“ค่ะ เดี๋ยวหนูโทรบอกย่าน้อยเอง” ศรัยยิ้ม

ศิลาพลอยยิ้มไปด้วย เรื่องคาใจเหมือนจะหายไปชั่วขณะเมื่อหลานสาวจะได้กินของอร่อย

 เด็กเอ๋ยเด็ก

คนจะได้กินของที่อยากจัดแจงโทรศัพท์กลับไปแจ้งทางบ้านเมื่อรถเริ่มเคลื่อน แต่ศิลาสังเกตเห็นหล่อนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยยามสนทนากับบุคคลปลายสาย เขาไม่รู้ว่าแม่พูดอะไรกับหลานถึงแสดงอาการทางสีหน้าเช่นนี้ แต่ถ้าเขาเป็นคนโทรไปบอก แม่จะต้องเตือนเรื่องอยู่ห่างๆ อย่าทำตัวสนิทสนม อย่าทำให้คนคิดว่าหวังฮุบสมบัติของชัชวาลโชติด้วยการจับทายาทเพียงคนเดียว

ทำไมแม่ชอบพูดเหมือนเขาไม่ใช่ทายาทชัชวาลโชติ ถึงจะเป็นลูกเมียรองเขาก็เป็นลูก ไม่ใช่หรือ?

 

ศิลาจอดรถข้างทาง ตรงข้ามเป็นซอยแคบๆ ไม่เหมาะสำหรับการขับรถยนต์เข้าไปเพราะจะสวนกันลำบาก จึงเห็นรถจักรยานยนต์วิ่งไปมาขวักไขว่ปะปนกับคนเดินเท้า เรียกว่าแออัดพอสมควร

“รอในรถนะครับ ซอยแคบขับรถเข้าไปไม่ได้”

“แล้วอาศิลาไปยังไง” คนนั่งเบาะหลังถามทันที

“เดินค่ะ ไม่ไกล เดี๋ยวมานะ” เขาลงจากรถ แต่หลานสาวตัวโตรีบลงตาม

“หนูไปด้วย”

มานิตย์จึงต้องลงมาด้วย “อาไปด้วยไม่อยากนั่งรอคนเดียว”

เพราะถนนมีรถราสัญจรไปมามากมายศิลาจึงจูงมือมานิตย์กับศรัยข้ามถนน หญิงสาวมองมืออาหนุ่มรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดกับความรู้สึกได้รับการปกป้อง ก่อนหันไปสบตามานิตย์ที่มองมือศิลาอยู่เช่นกัน แล้วต่างก็ลอบยิ้มให้กัน ส่วนคนจูงก็พูดเตือนไม่หยุดปาก

“แถวนี้รถเยอะ จะข้ามถนนทีก็ต้องวัดดวงกันเลย”

“อาเลยต้องจูงเราเหมือนเด็กๆ หรือคะ”

“ครับ อาคุ้นกับรถแถวนี้แล้วเพราะมาซื้อทอฟฟี่ให้เด็กไม่รู้จักโตบ่อยๆ”

“ไม่จริงซะหน่อย รุ่นไหนก็กินทอฟฟี่ได้ ปู่ยังชอบกินเลย”

“ทอฟฟี่อะไรหรือครับ เห็นหนูศรัยชอบขอน้องเล็กบ่อยๆ” มานิตย์สงสัย

“ทอฟฟี่โบราณครับ ครั้งแรกช่วยอุดหนุนเพราะเห็นเป็นผู้หญิงแก่ๆ นั่งขายหน้าธนาคาร พอเอาไปฝากยายหลานดันติดใจ ร้องจะกินตลอด ผมเลยเป็นลูกค้าประจำ แต่ตอนนี้ยายแกไม่ได้ไปนั่งขายหน้าธนาคารแล้ว แกทำขายหน้าบ้าน”

เล่าพลางพาข้ามถนนแล้วเดินต่อเข้าไปในซอยแคบ

“นั่นครับ”

“ปิดร้านแล้วหรือ” มานิตย์ถามเพราะห้องแถวไม้เก่าๆ เปิดช่องประตูไว้แคบๆ แทบทุกห้อง ทั้งบางห้องก็ปิดสนิทแล้ว

“อ้าว! หนูอดหรือนี่ ศรัยพึมพำ หน้างอ

“วันนี้รถติดเราเลยมาช้า แต่ลองถามแกดูก่อนเผื่อยังเหลือ” ศิลาบอก ยิ้มให้กำลังใจคนกลัวอด เขาเดินไปหยุดหน้าห้องที่สามของแถวยาวห้าห้องติดกัน มองเข้าไปทางช่องเล็กๆ ที่แง้มเอาไว้

“ยายครับซื้อทอฟฟี่หน่อยครับ”

ไม่นานหญิงชราก็โผล่หน้าเหี่ยวๆ ตกกระสีน้ำตาลอ่อนเข้มกระจายเต็มใบหน้ามาตรงช่องประตู แล้วยิ้มให้เมื่อเห็นลูกค้าประจำ ก่อนจะเปิดแผ่นไม้กระดานให้ช่องกว้างขึ้น

“มาค่ำจังเลยคุณ”

“ครับรถติดมากสงสัยเพราะเป็นวันศุกร์ แต่หลานสาวอยากกินเลยต้องมาครับ” ศิลาหันไปทางศรัยที่ยืนข้างๆ หล่อนไหว้หญิงเจ้าของขนมอร่อยทันที

“สวัสดีค่ะ หนูชอบทอฟฟี่ของคุณยายมาก” หล่อนเน้นคำว่ามากให้รู้สึกว่ามากจริงๆ แล้วเดินเข้าไปเมื่อเห็นโต๊ะที่วางชิดผนังมีถุงทอฟฟี่วางอยู่

“ทีแรกที่คุณบอกว่าซื้อไปให้หลาน ยายนะคิดว่าหลานตัวเล็กๆ เสียอีก”

“หลานตัวโตนี่แหละครับ กินจุไม่กลัวฟันผุเลยละ ว่าแต่ทอฟฟี่นมเหลือถุงเดียวหรือครับ”

“ค่ะ มีถุงเดียว แต่ทอฟฟี่ถั่วกะทิ ก็อร่อยนะคะ นี่ของโบราณแท้ๆ” ชี้ถุงที่วางใกล้กัน

“แต่ยายหลานกินเป็นอย่างเดียวครับ”

“ที่หนูกินแต่ทอฟฟี่นมก็เพราะอาซื้อให้กินอย่างเดียวไง งก” หล่อนพูดใส่หน้าเขา แล้วรวบทอฟฟีทั้งสองถุงมาส่งให้หญิงชรา แล้วหันไปแบมือขอเงินศิลา

“มันน่าให้จ่ายเงินเองมั้ย หาว่าอางกนะ”

“งั้นขอตังอามานิตย์ เพราะหนูไม่มีเงินสด” หล่อนหันไปทางเจ้าของชื่อที่ยืนอยู่ด้านนอก

คนขายหันตามไปมองแล้วรีบหลุบตาก้มหน้าต่ำ หยิบถุงมือสั่นจนเป็นที่สังเกตเห็น ศิลาจึงช่วยใส่ถุงแล้วถือเอาไว้

ศรัยแย่งถุงขนมจากอาหนุ่มไปถือทันที

“ยายจะทำอีกวันไหนครับ จะได้มาซื้อถูก”

“จองไว้เลยสิบถุงนะคะ” ศรัยพูดพลางอ้อนอาหนุ่มด้วยสายตา ศิลาส่ายหน้าระอาแล้วบ่นเบาๆ

“ไม่อ้วนก็ฟันผุแน่ ยายหลาน” แล้วส่งเงินให้หญิงชรา “นี่ครับของวันนี้ ส่วนรอบหน้าจองไว้สิบถุง ให้มารับวันไหนครับยาย” สุดท้ายเขาก็ตามใจหลานสาว

ศรัยยิ้มแป้น แต่แม่ค้ายังยืนนิ่งเงินก็ไม่รับ จนศิลาต้องส่งให้ถึงมือทำให้หญิงชราสะดุ้งเหมือนหลุดจากภวังค์ รับเงินไปกำแบบงงๆ

“จองไว้สิบถุงให้มาเอาวันไหนดีครับ” ศิลาถามซ้ำ

“เอ่อ ซื้อของวันเสาร์ อาจทำเสาร์ค่ำๆ หรือวันอาทิตย์จะได้ขายก็วันจันทร์ มารับวันจันทร์หรืออังคารก็ได้ค่ะ”

“งั้นผมมาเอาวันอังคารนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

“เอาอย่างละห้านะคะ ทอฟฟี่ถั่วนี่อร่อยจัง” หล่อนบอกพร้อมเคี้ยว

“หุย ยายตะกละ ยังไม่ทันออกจากร้านก็แกะกินซะแล้ว”

“เอ้า ก็ต้องชิมก่อนสิว่าอร่อยเหมือนทอฟฟี่นมไหมจะได้สั่งถูก หอมๆ มันๆ หวานน้อยๆ แบบนี้ปู่กับย่าน่าจะชอบนะคะ วงเล็บถ้าเคี้ยวไหว” แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะ

“ไว้อาฟ้องพ่อกับแม่ใหญ่ คอยดู”

“หูย ทำไมใจร้ายอย่างนี้ละ ไปดีกว่า อามานิตย์อยากจะเลี้ยงผัดไทเต็มแก่แล้ว ใช่ไหมคะ” หล่อนหันไปถาม

มานิตย์ยังยืนที่ประตูและมองหญิงชรานิ่ง เมื่อถูกถามก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเออออ ศิลากับศรัยจึงไหว้ลาหญิงชรา ที่ค่อยๆ เดินออกมามองตามทั้งสามไปจนลับสายตา

 

บ้านชั้นเดียวด้านหลังคฤหาสน์ชัชวาลโชติที่เป็นจุดหมายของเขาเปิดไฟหน้าบ้านสีนวลตา ส่วนในตัวบ้านเหมือนไม่ได้เปิดไฟไว้ซึ่งแปลกไปกว่าทุกครั้ง ที่จะเปิดสว่างจนกว่าสมาชิกคนสุดท้ายเข้าห้องนอน แต่วันนี้เขากลับดึกและยังไม่เข้าห้องนอนเหตุใดถึงไม่เปิดไฟรอ หรือแม่เคืองที่เขาไม่กลับมากินข้าวด้วย ซ้ำยังไปกับศรัยคนที่แม่บอกให้อยู่ห่างๆ อย่าสนิทสนมกันเกินไป แต่แม่คงไม่รู้ว่าไม่ได้ไปกันสองต่อสอง

ศิลากำลังก้าวถึงหน้าประตูก็ชะงักเพราะเห็นบางอย่างผ่านหางตา หันไปมองก็ให้แปลกใจที่เห็นศรัยกำลังเดินมาที่สระบัว

“ชอบจริงๆ นะยายหลานมายืนหนาวสั่นที่สระบัวนี่” เขาบ่นเบาๆ แล้วรีบเดินไปหาก่อนชะงักเมื่อนึกได้ คืนก่อนเขาก็คิดว่าอสิตาเป็นศรัย คราวนี้เขาจึงมองใหม่ให้มั่นใจ จังหวะนั้นศรัยก็หันมามอง แล้วทำในสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าไม่คาดว่าจะทำมากกว่า หล่อนวิ่งมากอดเขา

“พี่ศิลาคิดถึงจัง วันหลังอย่ากลับดึกอีกนะคะ”

อีกครั้งแล้วที่หลานสาวทำเช่นนี้ พูดเช่นนี้แม้จะเจอกันมาทั้งวัน

“ก็ดึกด้วยกันนะศรัย รีบไปอาบน้ำแปรงฟันนอนซะนะ อย่าแอบกินทอฟฟี่อีกละ พอแล้วสำหรับวันนี้” เขาดันหล่อนออกห่างแต่เหมือนหล่อนจะขืนไว้เล็กน้อย

“ก็มันอร่อย หนูไม่ได้กินนานแล้ว”

“ไม่ได้กินนาน เดี๋ยวปั๊ด” เขาพูดแล้วทำท่าเหมือนจะตบหัว จนศรัยผงะแล้วกลับโผมากอดเขาอีกรอบพร้อมหัวเราะร่วน

“นานจริงๆ ที่หนูไม่ได้กินทอฟฟี่แบบนี้ นานมาก ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยได้กินก็ตอนศรัยกลับมาอยู่เมืองไทยนี่แหละ”

“หือ เพิ่งเคยกินตอนกลับมาอยู่เมืองไทยหรือคะ ยังไงกันก็อาซื้อไปฝากออกบ่อยๆ มันก็ทอฟฟี่แบบเดียวกันนะ” เขาแย้ง ก่อนนึกขึ้นได้จึงพูดต่อ “อ๋อ หนูหมายถึงทอฟฟี่ถั่วที่เพิ่งกินวันนี้ใช่มั้ย ถ้ารู้ว่ามันอร่อยแล้วศรัยชอบ อาก็จะซื้อให้กินบ่อยๆ นะคะ”

ศรัยดันตัวออกห่างทันที แล้วจ้องหน้าเขม็งก่อนถาม

“พี่ศิลาแกล้งให้หนูฟันผุใช่มั้ย หึ แต่มันไม่ได้ผลหรอกค่ะ”

“แน่ใจหรือคะ”

“แน่สิคะ ไม่มีทางฟันผุ เพราะฉะนั้นอย่าเอาไปแบ่งให้คนอื่นเด็ดขาด” ท่าทางมุ่งมั่น

“แบ่งใครละคะ อาซื้อให้ศรัยคนเดียว”

“อสิตา” หล่อนพูดเสียงเย็นจนศิลาอดแปลกใจไม่ได้ แต่ไม่ทันตอบก็ได้ยินเสียงกระแอมเป็นสัญญาณ เมื่อหันไปมองก็เห็นแม่ประยงค์มองมาจากหน้าบ้าน ท่าทีเหมือนจะเดินมาหา

“แม่ไม่ต้องออกมา น้ำค้างลงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย” แล้วพูดกับศรัยเบาๆ “ยายหลานกลับขึ้นตึกแล้วอาบน้ำแปรงฟันเสียนะคะ”

ศรัยค้อนส่ง ผลักเขาออกห่างแล้วเดินไปทางตึกเล็กจนต้องรีบถาม

“ศรัยไปผิดทางนะ”

เหมือนหล่อนไม่สนใจคำพูดเขา หล่อนเดินไปกอดแม่เขาแล้วจูบแก้ม

“ดึกแล้วย่าน้อยนอนได้แล้วค่ะ หนูเอาพี่ศิลามาคืนแล้ว ราตรีสวัสดิ์นะคะ” แล้วหล่อนก็จูบแก้มซ้ายขวา ก่อนเดินกลับ ท่ามกลางแววสงสัยและกังวลของสองแม่ลูก

“กลับดึกจัง” ประยงค์พูดเมื่อศิลาเดินมา แล้วจัดแจงปิดประตูบ้านด้วยตนเอง

“ทำไมยังไม่นอนครับ”

“รอลูก” ประยงค์บอกตรงๆ “แม่ไม่ชอบให้ไปไหนมาไหนกันสองต่อสอง”

“แต่เราไม่ได้ไปกันสองคนนะครับ พี่มานิตย์ก็ไปด้วย ศรัยไม่ได้บอกแม่หรือครับตอนโทรมาบอก” ถ้าตาไม่ฝาดเขาเห็นประกายตาบางอย่างของแม่แต่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แล้วแม่เดินเข้าห้องนอนไป ทำเอางงงุนงงตามไม่ทันทีเดียว


ศิลานอนครุ่นคิด ย้อนรำลึกไปถึงวันวาร หลังจากวันที่เศวตเสียชีวิตไปไม่นาน แสวงให้เขาพาไปพบทนายประจำตระกูลที่สำนักงานเพื่อเปลี่ยนพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของชัชวาลโชติให้ศรัยรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว แสวงบอกว่าเรื่องนี้เป็นความลับและพินัยกรรมจะมีผลทันทีที่ตนเสียชีวิตโดยไม่ต้องสืบหาถึงเหตุแห่งการมรณกรรมในครั้งนี้

นับเป็นพินัยกรรมที่เป็นอันตรายต่อคนทำมาก แต่คงเพราะแสวงไว้วางใจวางใจคนที่จะมารับมรดก และที่ให้เขารับรู้เนื้อหาทั้งหมดคงไม่ใช่ไว้วางใจเขาอย่างเดียว แต่เป็นการป้องปรามไม่ให้เขาคิดนอกลู่นอกทางกับศรัย เพราะนั่นเท่ากับเขาได้ชื่อว่าคิดจะฮุบสมบัติของชัชวาลโชติผ่านทางศรัย

แม้ข้องใจไม่น้อยว่าทำไมแสวงจึงยกทุกอย่างให้ศรัยเพียงผู้เดียว ทั้งๆ ที่มีศิตาและอสิตาที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชัชวาลโชติ ส่วนตัวเขาชินเสียแล้วจะถูกมองเป็นคนนอก

หรือพ่ออยากลองใจ เอาศรัยมาเป็นเป้าล่อ ถ้าคนอื่นรู้ว่าศรัยจะได้ทุกอย่างไป ชีวิตยายหลานก็ตกในอันตรายหรือเปล่า?

พ่อคิดอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เราห้ามรักยายหลานมากไปกว่านี้ ส่วนที่ถลำใจไปแล้วก็กำลังเรียกความรู้สึกคืนมา แม้ยากเย็นเหลือคณา

 

 


ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น