พรหมลวง (สนพ.ตะวันเปรมปรีดิ์ฯ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,971 Views

  • 20 Comments

  • 53 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    962

    Overall
    3,971

ตอนที่ 2 : สะใภ้ชัชวาลโชติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    25 ต.ค. 61

บทที่๑

ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒

เศวตลูกชายแสวงเจ้าของแพปลาและเจ้าของตลาดค้าอาหารทะเล แต่งงานสร้างครอบครัวกับมัทนาอาจารย์สาวของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง หลังแต่งงานแสวงให้มัทนาลาออกจากงานมาช่วยคิ้มกับศิตาแม่และน้องสาวของเศวตดูแลบ้าน เพราะแสวงหัวโบราณไม่นิยมชมชอบผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้าน และให้อยู่ร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวแม้ลูกๆ ต่างก็มีครอบครัวกันแล้ว

โดยศิตาน้องสาวแต่งงานกับมานิตย์อดีตคนงานที่มีหน้าที่ขับรถส่งของ แม้จะเป็นแค่คนขับรถแต่มานิตย์ก็ซื่อสัตย์แสวงจึงยินยอมให้แต่งงานและให้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน พร้อมเลื่อนตำแหน่งจากคนขับรถเป็นคนเก็บเงินค่าตลาด

“มัทคงไม่อึดอัดนะที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่กินกงสีแบบนี้” เศวตถามภรรยาเมื่อพาหล่อนเข้าห้องนอนซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวอันน้อยนิดในอาณาจักรแห่งนี้

มัทนามองสามีแล้วยิ้ม ก่อนพูด “ไม่ว่าจะอยู่บ้านพี่หรือบ้านมัทก็อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนกัน มัทขอลองอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”

“หวังว่ามัทจะอยู่ได้ตลอดไป พี่เป็นลูกชายคนโตมีหน้าที่ดูแลกิจการ ดูแลพ่อแม่และน้องๆ ถ้าออกไปอยู่ข้างนอกเกรงจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ”

“ค่ะ มัทจะพยายาม แต่ทำไมพี่ถึงพูดว่าเป็นลูกชายคนโตแทนที่จะพูดว่าเป็นลูกชายคนเดียวละคะ”

เศวตจูงมือหล่อนเดินไปที่หน้าต่างแหวกม่านสีฟ้าอมเทาออก เผยให้เห็นตึกชั้นเดียวสีขาวสะอาดสภาพบอกให้รู้ว่าเป็นตึกเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ต้นไม้โดยรอบก็ยังไม่โต พร้อมชี้แล้วบอกว่า

“ตึกใหม่พ่อสร้างให้เมียน้อยอยู่กับน้องชายของพี่”

“น้องชาย”

“ใช่ ประยงค์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของศิตา มีลูกชายให้พ่อหนึ่งคน ตอนนี้น้องชายพี่อายุสองสามขวบแล้ว”

มัทนามองหน้าสามีอย่างเห็นใจ หล่อนคิดว่าคงไม่มีใครชอบให้พ่อหรือแม่ตนเองมีคนอื่น หล่อนกำลังปลอบใจเขาแต่เขากลับพูดขึ้นก่อน

“ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะมีใครนะ พี่รักมัทคนเดียว”

“ขอบคุณค่ะ แค่แปลกใจว่าทำไมวันแต่งงานของเราไม่เห็นคุณประยงค์ หรือพ่อไม่ให้เปิดตัวคะ”

“ไม่ใช่แค่พ่อหรอก ทั้งแม่ทั้งศิตาก็ไม่ยอม”

“ไม่ยอมรับแต่สร้างบ้านให้อยู่ ดูแลอย่างดีหรือคะ ก็นับว่ามีน้ำใจ”

“บางทีพี่ก็ไม่เข้าใจพ่อเหมือนกัน ดูไม่ออกว่ารักประยงค์กับลูกไหม หรืออาจแค่รับผิดชอบในชีวิตที่ทำให้เกิดมา แต่น้องศิลาเป็นลูกชายต่อไปก็ได้สืบสกุล ตระกูลพี่มีทายาทแต่ละรุ่นน้อยมาก รุ่นพ่อมีพ่อเพียงคนเดียว” เศวตหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ “ส่วนรุ่นพี่ถ้าไม่มีศิลาก็คงมีพี่คนเดียว แล้วครอบครัวหัวโบราณแบบนี้ก็หวังพึ่งพาลูกชายให้สืบทอดกิจการ ดูแลพี่น้องและทรัพย์สมบัติทั้งหมด มัทรู้ไหมว่าตัวเองแต่งงานกับว่าที่มหาเศรษฐีเลยทีเดียวนะ” เศวตหัวเราะกอดแน่นทำให้หล่อนพลอยหัวเราะแล้วกอดตอบ แต่ไม่ได้ยินดีในทรัพย์สมบัติในอนาคตเลย

“มัทไม่รู้หรอกค่ะ รู้แต่ได้แต่งงานกับคนที่มัทรักและรักมัทก็พอใจแล้ว”

 

การดำเนินชีวิตในบ้านหลังใหญ่ทำให้วิถีชีวิตของอดีตครูสาวเปลี่ยนไป ในทุกเช้าหลังลงมาส่งพ่อสามีและสามีไปทำงานแล้ว หล่อนก็รอฟังคำสั่งของแม่สามีและน้องสาวว่าจะมีงานอะไรให้ช่วยแบ่งเบาบ้าง แต่จะว่าไปแล้วแทบจะไม่มีงานให้หล่อนช่วยเลย ศิตาเป็นคนสั่งการทุกอย่างในบ้านโดยมีคนงานรอรับคำสั่งมากหน้า รวมถึงงานครัวที่ต้องคิดรายการอาหารในแต่ละมื้อแต่ละวันแล้วสั่งให้คนครัวทำตามต้องการ

นอกจากมีเรือประมงหาปลาขนาดใหญ่หลายลำ ตอนนี้ยังเปิดแพปลารับซื้อสินค้าอาหารทะเล และโรงงานแปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง โรงงานปลากระป๋อง และตลาดอาหารทะเล ในแต่ละส่วนมีพนักงานประจำมากมาย แต่แสวงมีสวัสดิการเป็นอาหารกลางวันให้พนักงาน ส่วนคนงานประจำที่มีบ้านพักก็มีอาหารให้กินครบสามมื้อ ซึ่งศิตาก็เป็นคนรับผิดชอบจัดหาเช่นกัน

ทุกวันในตอนเช้าหลังรับประทานอาหารเสร็จเศวตกับแสวงจะไปที่สำนักงานเล็กๆ ที่อยู่ในโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ตอนกลางวันจะกลับมากินข้าวที่บ้านหรือไม่ก็โทรให้เอาข้าวไปส่ง ส่วนอาหารสวัสดิการนั้นมีโรงครัวอยู่ในส่วนของโรงงานนั่นเอง

ครัวใหญ่ในคฤหาสน์ทำอาหารสำหรับคนในบ้านและคนงาน ซึ่งรายการอาหารก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รายการอาหารขึ้นโต๊ะสำหรับครอบครัวนั้นสามมื้อแตกต่างกัน แต่ทุกมื้อจะประกอบไปด้วยอาหารไทยรสเผ็ดร้อนเพราะผู้ชายในบ้านซึ่งประกอบด้วย แสวง เศวตและมานิตย์ต่างชอบอาหารสจัด ส่วนคิ้มซึ่งมีเชื้อสายจีนกินอาหารรสจืด พวกผัดและทอด ศิตาเองดูแลรูปร่างจึงเน้นผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนมัทนาเองกินอะไรก็ได้ไม่มากเรื่อง

อาหารที่ศิตาสั่งให้ทำเผื่อคนงานนั้นมีแกงรสชาติเผ็ดร้อนหนึ่งอย่างและอาหารรสจืดอีกหนึ่งอย่างเพื่อกินทั้งสามมื้อ อาจมีพิเศษในบางวันที่มีปลาทอดหรือไข่เจียวแถมไปให้ในมื้อเย็น แม้อาหารมีแค่สองอย่างแต่ปริมาณมากพอให้ทุกคนได้อิ่มท้อง ในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันปิดร้านคนงานได้หยุดพักผ่อนเศวตจะสั่งให้หาขนมหรือผลไม้เพิ่มให้ในมื้อบ่าย อาจจะสั่งซื้อขนมมาจากร้านขายขนมในตลาด หรือให้แม่ครัวทำเองแล้วแต่โอกาส ซึ่งมัทนาเห็นว่าคนงานทั้งหมดดูมีความสุขเพราะได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี

อาหารกลางวันๆ นี้ศิตาสั่งแม่ครัวไว้แล้วพาคิ้มออกไปข้างนอกและบอกว่าจะไม่กลับมากินมื้อเที่ยงให้หล่อนช่วยดูแลผู้ชายที่จะกลับมากินข้าวด้วย มัทนาไม่มีอะไรทำจึงเข้าครัวหวังช่วยหยิบจับอาสาเป็นลูกมือ

“นายหญิงไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ ออกไปเถิดเดี๋ยวกลิ่นแกงจะติดเนื้อติดตัว” สำรวยแม่ครัววัยกลางคนรีบห้ามเมื่อเห็นมัทนาเดินเข้ามา เพราะมัทนาอาสามาช่วยบ่อยครั้ง

“ฉันอยู่ว่างๆ ให้ฉันช่วยเถอะ” หล่อนยังดื้อเดินเข้าไปชิดโต๊ะเตรียมของ ที่มีวัตถุดิบทั้งที่เตรียมพร้อมปรุงและยังไม่ได้เตรียมวางเรียงราย ในครัวนอกจากสำรวยแม่ครัวแล้วยังมีลูกมืออีกสองคนเป็นหญิงวัยกลางคนเช่นกัน

ส่วนคนทำความสะอาดบ้านซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางขี้เหร่และต่างมีครอบครัว มัทนาได้ยินมาว่าศิตาไม่ยอมรับคนงานที่เป็นสาวโสดและอายุน้อยเข้าทำงานทั้งที่บ้านและที่ร้านเพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

เศวตเล่าให้ฟังว่าประยงค์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับศิตา หลังจบการศึกษาศิตาก็พามาขอทำงานในร้านโดยให้ทำบัญชี แต่ประยงค์ทำงานได้ไม่นานก็ขอลาออก ศิตาที่เป็นคนเอาแต่ใจไม่ยอมให้ลาออกง่ายๆ จึงไปตามตัวถึงบ้านก็พบว่าประยงค์กำลังแพ้ท้องอย่างหนัก ศิตาคาดคั้นเอาความจริงเพื่อจะบังคับให้ผู้ชายคนนั้นรับผิดชอบและคิดว่าต้องเป็นคนงานคนใดคนหนึ่งในร้านแน่ๆ แต่ประยงค์ปิดปากเงียบ ศิตาพยายามพูดกับพ่อให้สืบว่าใครเป็นพ่อของเด็กและให้ไล่ออกจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะไม่ชอบให้มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นในหน่วยงาน แต่พ่อกลับพูดในสิ่งที่ทุกคนในบ้านแทบช็อก

พ่อบอกว่าจะรับปะยงค์เป็นภรรยารองและสร้างบ้านให้อยู่หลังตึกใหญ่ ห้ามใครไประรานเด็ดขาด

“วันนี้ฉันยกอาหารไปให้คุณนายรองเองนะ” มัทนาอาสาเพราะยังไม่ได้ทำความรู้จักกับประยงค์อย่างเป็นทางการ บอกให้สามีพาไปก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด

“อย่าเลยค่ะ คุณท่านไม่ชอบให้ใครไปวุ่นวายที่นั่นแค่ยกอาหารไปให้แล้วต้องรีบกลับมา ห้ามไปสุงสิงพูดคุย คงไม่อยากให้รบกวนคุณนายรองกับคุณหนู”

“แล้วมีใครช่วยคุณนายรองเลี้ยงลูกละ”

“มีคนเลี้ยง มีคนทำงานบ้านค่ะ แต่ห้ามคนที่นั่นมาวุ่นวายที่นี่ด้วย”

“คุณพ่อเคยไปหาคุณนายรองหรือคุณศิลาบ้างมั้ย หรือไม่ก็ให้มาหาที่นี่” มัทนาถามแล้วสะดุ้งกับเสียงกระแอมที่ดังขึ้นด้านหลัง พร้อมคำตำหนิกลายๆ

“พี่ใหญ่ไม่ได้บอกหรือว่าอยู่บ้านนี้ให้ต่างคนต่างอยู่”

“ศิตาคือพี่แค่ เอ่อ ค่ะ” หล่อนคงไม่ต้องแก้ตัวหรือพูดอะไรให้มากความ เพราะศิตาสะบัดหน้าเดินออกไปแล้ว ท่าทางเหมือนต้องการให้หล่อนเดินตามออกไปด้วย มัทนาหันไปยิ้มกับคนในครัวที่ทำเหมือนยิ้มให้กำลังใจ

มันต้องถึงขนาดให้กำลังใจกันเชียวหรือนี่

“พ่อไม่ชอบให้ใครวุ่นวายกับเมียของท่าน เข้าใจนะ ฉันกลับมาเอาของแล้วจะออกไปอีก อาจกลับมาตอนมื้อเย็นเลย แต่สั่งแม่ครัวไว้แล้วว่าให้จัดอะไรขึ้นโต๊ะบ้าง พี่มัทก็เข้าไปดูแลด้วย แต่อย่าไปชวนคุยชวนถามเรื่องอะไรอีกละ บ้านนี้เราชอบความเป็นส่วนตัว ต่างคนต่างอยู่” ศิตาบอกอีกครั้งเมื่อเดินพ้นครัว แล้วเดินออกไปนอกบ้านทันที

มัทนาเดินตามไปเห็นน้องสามีขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านแล้วขับออกไปทันที แต่จากการมองผ่านกระจกเข้าไปที่เบาะหลังมีคนนั่งอุ้มเด็กอยู่ด้วย

พวกเขาจะพาศิลาไปไหน แต่คนอุ้มเด็กไม่ใช่คุณนายรองแน่ๆ

 

มัทนาคิดว่าตนเองถูกปลุกให้ตื่นจากเสียงกรีดร้องของหญิงสาวและร้องไห้จ้าของเด็กเล็ก หล่อนรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนแล้วทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งเพราะรู้สึกวิงเวียน แต่เสียงนั้นยังดังไม่หยุดทำให้อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนรู้ว่าเสียงที่ลมหอบมาทางหน้าต่างด้านหลังเช่นนี้ต้องมาจากตึกหลังที่คุณนายรองพัก และเสียงเด็กก็คงเป็นเสียงของศิลาเด็กน้อยอายุไม่ถึงสามขวบคนนั้น มัทนาลุกขึ้นนั่งแล้วคลานไปที่หน้าต่างก่อนจะยึดขอบหน้าต่างเพื่อพยุงตัวขึ้น

ภาพที่เห็นคือศิตาเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กชายศิลาที่กำลังร้องไห้และดิ้นรนเดินตามมา ประยงค์เดินหลังพยายามจะแย่งลูกชายตนเองคืน จึงถูกศิตาหันไปตวาดแล้วตบหน้าอย่างแรงจนประยงค์ล้มลง

“ว้าย!” มัทนาเผลอร้องอย่างตกใจแล้วรีบผลุบตัวลงไม่ให้ศิตาที่เงยหน้าขึ้นมาตามเสียงเห็น หล่อนยังได้ยินเสียงประยงค์ยื้อแย่งลูก

“ห้ามเอาศิลาไปนะ ท่านไม่ให้ใครเอาลูกไปไหนนะ เอามาศิตา เอาลูกฉันมานะ”

“ทำไม ก็ฉันจะพาน้องไปช้อปปิ้งมันแปลกตรงไหน ฉันก็พาออกไปบ่อยๆ”

“แต่ท่านรู้แล้ว ท่านสั่งห้ามไว้นะคะ เอาลูกฉันมาเถอะ หรือเธออยากให้ฉันฟ้องท่านศิตา”

“แกกล้าฟ้องหรือนังประยงค์”

“โอ๊ย ป่าเถื่อน เอาลูกฉันมา”

มัทนาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมประยงค์ถึงร้องโอดโอยและกล่าวหาศิตาว่าป่าเถื่อน ถ้าเดาไม่ผิดศิตาคงตบตีประยงค์เหมือนที่เห็นเมื่อครู่ แต่เวลานี้เสียงทะเลาะโต้เถียงหายไปแล้ว มีแค่เสียงเด็กร้องและเสียงสะอื้นของผู้ใหญ่ หล่อนค่อยๆ ยืดตัวขึ้นมองอีกครั้งและผงะอีกหนเมื่อสบตากับคุณนายรองที่ยืมอุ้มลูกมองขึ้นมา

สัญชาตญาณทำให้มัทนาส่งยิ้มไปให้ แม้ไม่ได้รับรอยยิ้มตอบแทนแต่หล่อนคิดว่าคุณนายรองรับไมตรีจากสายตาที่ประสานกันอยู่ ก่อนที่หล่อนจะสะดุ้งกับเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงกระโชกโฮกฮาก

“พี่มัทเปิดประตูหน่อยสิ”

มัทนาส่งยิ้มให้คนด้านล่างอีกครั้งก่อนเดินไปที่ประตู เพราะอาการครั่นเนื้อครั่นตัวที่เป็นอยู่พาลทำให้เดินช้าจึงได้ยินเสียงเร่งทั้งปากและกระหน่ำเคาะ

“เปิดประตูพี่มัท ออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้”

“มาแล้วๆ” หล่อนตอบไปเสียงค่อยพร้อมโผเข้าถึงประตู เปิดออกแล้วฝากน้ำหนักตัวไว้ที่ขอบประตู

ศิตามองหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถาม

“เป็นอะไร หน้าซีด” ศิตายื่นมือมาเหมือนจะแตะตัว แต่ชะงักค้างแล้วเสไปกอดอก

มัทนารู้สึกดีขึ้นมาทันทีที่น้องสามียังสนใจถามสารทุกข์สุกดิบแทนที่จะพูดเรื่องที่กำลังทำเสียงดุดัน หล่อนยิ้มให้คนถามแล้วบอกเสียงพร่า

“ครั่นเนื้อครั่นตัวสงสัยจะเป็นไข้”

“บอกพี่ใหญ่หรือยัง”

“บอกแล้วค่ะ ถ้ายังไม่ดีขึ้นตอนเย็นพี่เศวตจะพาไปหาหมอ”

“ทำไมต้องรอพี่ใหญ่ ฉันพาไปเองก็ได้หรือไม่ก็กินยาในบ้าน ตู้ยาเรามียาสารพัด”

“พี่เศวตไม่อยากให้กินยาพร่ำเพรื่อ กลัวเป็นอันตรายกับเด็ก”

“อะไรนะ อันตรายต่อเด็กหรือ พี่มัทท้องหรือ”

มัทนาไม่รู้ว่าทำไมศิตาต้องทำหน้าเหมือนตกใจขนาดนี้ รู้แต่เจ้าตัวบอกให้ตนนอนพักผ่อน ไม่ต้องลงไปข้างล่าง อาหารกลางวันจะให้เด็กยกขึ้นมาให้บนห้อง แล้วเดินจากไปไม่พูดเรื่องอื่นอีก แม้กระทั้งเรื่องที่หล่อนเห็นเมื่อครู่








ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ










และอีกมากมาย Click

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #5 usaonly (@usaonly) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 21:36
    บ้านนี้ลึกลับซับซ้อน ศิตาค่อนข้างโหดนะ รอตอนต่อไปค่ะ
    #5
    1
    • #5-1 zayblove638 (@zayblove) (จากตอนที่ 2)
      11 มีนาคม 2561 / 21:49
      ขอบคุณค่ะ
      #5-1